ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย, วจนา วรรลยางกูร เรื่อง

illustrated by ภาพิมล หล่อตระกูล

วจนา วรรลยางกูร ภาพ

 

 

ท่ามกลางสมรภูมิ #เลือกตั้ง62 ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์หนึ่งที่ทั้งสร้างความประหลาดใจ และ ‘เขย่า’ ประเทศได้อย่างน่าจับตามอง คือการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่

พรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 1 ปีที่แล้ว จากก้าวแรกที่ทุกคนแค่ ‘เหลียว’ ไปมอง แต่ก็ไม่ได้ ‘จับจ้อง’ ให้ความสำคัญอะไรนัก พรรคที่นำโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจหมื่นล้าน กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์นิติศาสตร์ ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาเป็นพรรคที่คนให้ความสนใจ และชิงพื้นที่สื่อมาเรื่อยๆ

จากพรรคเด็กๆ ที่เตาะแตะเดินในสนามการเมือง ล้มลุกคลุกคลานมีปัญหาในพรรคจนกระแสแย่ไปพักหนึ่ง จนดูเหมือนว่า อนาคตใหม่อาจจะไม่มีอนาคตในการเมืองไทยอย่างที่คาดหวัง ก่อนที่พวกเขาจะค่อยๆ ปรับตัว แก้ปัญหา ตั้งมั่นในจุดยืนประชาธิปไตย และตั้งใจหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. จนค่อยๆ กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งเมื่อมีกระแสแฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ ขึ้นมา

แม้จะได้รับคำครหาว่า ‘ฟ้า’ เป็นแค่เด็กวัยรุ่น ติ่งศิลปินไม่รู้เรื่องการเมือง เห่อธนาธรเพราะหน้าตา ทั้งกระแสโจมตีธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ก็ค่อยๆ โหมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งถูกโจมตี ก็ยิ่งทำให้ ‘ฟ้า’ เข้มแข็ง และทำให้พรรคอนาคตใหม่เข้มแข็งด้วย

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา กว่า 6 ล้านเสียงที่เลือกพรรคอนาคตใหม่อาจเป็นคำตอบได้ว่า ‘ฟ้า’ ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่ แต่เป็นคนที่อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลง

หลายคนบอกว่า การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ เป็นตัวแปรที่ทำให้สมการการเมืองเดิมเสียหลัก จากพรรคนอกสายตา ตอนนี้พวกเขากวาดที่นั่ง ส.ส.ไปได้กว่า 80 ที่นั่ง จนถึงตอนนี้เรามิอาจมองข้ามการมีอยู่ของพรรคอนาคตใหม่

ในวันปราศรัยครั้งสุดท้ายของพรรคอนาคตใหม่ก่อนเลือกตั้ง  101 ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ร่วมเข้าฟังปราศรัยที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง วันนั้นผู้คนคลาคล่ำเต็มพื้นที่ เพราะมีการปราศรัยถึงสองพรรคการเมือง คือพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ผู้คนหลากหลายวัยเดินเข้าออกฮอลล์ หนุ่มสาวหลายคนมีแววตาแห่งความหวังเต็มเปี่ยม

ถัดจากนี้คือความเห็นและความรู้สึกของเหล่า ‘ฟ้า’ ก่อนที่จะผลการเลือกตั้งจะปรากฏ

 

 แพรว (18 ปี) และ บิว (24 ปี)

จากอุดรธานี /  เลือกตั้งครั้งแรกทั้งคู่

 

  

สองพี่น้องชาวอุดรธานีเดินทางจากสมุทรปราการเข้าเมือง เพื่อตั้งใจมาฟังนโยบายของพรรคอนาคตใหม่โดยเฉพาะ คนพี่เข้ามาทำงานที่นี่ ส่วนน้องก็เข้ามาทำงานพาร์ทไทม์ช่วงปิดเทอม ท่ามกลางเสียงดังกระหึ่มของการปราศรัย พวกเขาพูดถึงความรู้สึกในการมาฟังปราศรัยครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มมีความหวัง

ตอนแรก จุดมุ่งหมายของเราคือความเท่าเทียม มาวันนี้เราได้เห็นมุมมองของหลายๆ คน โดยเฉพาะ พี่ ส.ส. ชาวม้งที่ขึ้นมาปราศรัย ชอบคำพูดที่ว่า ชาวม้ง ชาวซาไก ทุกคนในประเทศไทยก็คือพี่น้องเราหมด เราลืมที่จะมองเห็นคนตัวเล็กๆ พวกนั้น ยิ่งทำให้รู้สึกว่า พรรคอนาคตใหม่มองเห็นถึงความเท่าเทียมจริงๆ

“พรรคอื่นอาจจะแก้ปัญหาแค่เรื่องปากท้อง แต่อันนี้เขาแก้ปัญหาของทุกคน ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มองแค่จุดที่เป็นเศรษฐกิจ เราเห็นว่ามันครอบคลุมทั้งโครงสร้างที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้”

บิว พี่สาวอธิบายก่อน ก่อนที่แพรวคนน้อง อายุ 18 ปี ที่ทันได้เลือกตั้งครั้งแรกเสริมขึ้นมาว่า “เราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เราเกิดมาในยุคใหม่ ก็อยากลองอะไรใหม่ๆ บ้าง การเลือกตั้งครั้งแรกของหนู ก็อยากให้มีอะไรดีขึ้นบ้าง”

 

ชัย (40 ปี)

จากกรุงเทพฯ / เลือกตั้งหลายครั้งแล้ว

 

 

เราเห็นเหล่าพี่วินมอ’ไซค์ยืนจับกลุ่ม ถือธงอนาคตใหม่กันอยู่หน้าฮอลล์ พี่ชัยเป็นตัวแทนกลุ่มมาคุยกับเราในประเด็นที่ว่า เพราะอะไรพวกเขาจึงเลือกมาฟังปราศรัยของพรรคอนาคตใหม่

“ผมอยากลองมาฟังดูว่าทัศนคติเขาเป็นยังไง ก็คนรุ่นใหม่ดีครับ มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ บ้านเมืองจะได้เปลี่ยนแปลง เขาเอาคนพิการ คนม้ง มาเป็น ส.ส. เขากระจายอำนาจดี การเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อะไรก็ต้องดีกว่าเก่าใช่มั้ยฮะ คนไทยไม่โง่แล้ว”

 

กานดา และ จิรพันธ์ (77 ปี)

จากอุดรธานี / เลือกตั้งหลายครั้งแล้ว

 

 

คุณป้าทั้งสองคุยกับเราด้วยความกระตือรือร้น ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมานาน ยังมีน้ำเสียงและแววตาของคนหนุ่มสาวเต็มเปี่ยม คุณกานดาผู้เพนท์สัญลักษณ์อนาคตใหม่ไว้ที่หลังมือบอกกับเราว่า “ที่เราเลือกมาฟังอนาคตใหม่ เพราะพวกเราเป็นคนรุ่นใหม่เหมือนกันนะคะ ถึงแม้อายุจะ 77 ปีแล้ว แต่เราก็ยังมีอนาคตไกลเหมือนกัน”

“ถ้าเรายุติการรัฐประหารได้ สังคมจะได้ไม่แตกแยกไงคะ ถ้าอยุติธรรมก็แตกแยก เหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ แล้วคุณธนาธรก็พูดถูกว่า มีคนหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวเอาไว้เยอะมาก จนเข้าไปหยั่งลึกในจิตวิญญาณพวกเรา เพราะฉะนั้นเราต้องคิดเป็น”

ส่วนคุณจิรพันธ์เสริมว่า “เราชอบธนาธรค่ะ ทั้งประวัติการทำงาน ประวัติชีวิต แล้วก็อนาคตที่เขาเสนอมา เราดูประวัติที่ดีในวิชาชีพของเขา เป็นพยานได้ว่า ต่อไปอนาคตเขาก็ต้องทำดีเท่ากับวิชาชีพของเขาที่ผ่านมา”

“การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก เพราะรัฐบาลเก่าเขาวางอะไรไว้เป็นกับดักเยอะมาก เพราะฉะนั้น พวกเราฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องสู้ด้วยการลงคะแนนให้กลุ่มประชาธิปไตยได้มากที่สุด”

“เราไม่ชอบรัฐประหาร เราชอบความยุติธรรม เราไม่ชอบความอยุติธรรมสำหรับคนไทย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ชอบความยุติธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง”

เมื่อถูกถามว่าเวลามีข่าวโจมตีธนาธรหรือพรรคอนาคตใหม่ พวกเขาไม่เชื่อกันหรือ? คุณป้าทั้งสองตอบอย่างพร้อมเพรียงว่า “ไม่เชื่อค่ะ”

“เรารู้ว่าเป็นการสาดโคลน เราแก่ขนาดนี้ เห็นมาเยอะแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งเก่าๆ” คุณจิรพันธ์ตอบกระชับ ทันควันคุณกานดาก็เสริมว่า

“เราผ่านมาหลายยุค รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร เราอยากได้สิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของคนไทยทุกคน”

“อายุเท่าไหร่ ก็เป็นคนรุ่นใหม่ได้ ถ้าเรารู้จักแยกแยะว่าอะไรใหม่ อะไรดี — คนรุ่นใหม่ ใหม่ที่ความคิดค่ะ ไม่ใช่อายุ” คือประโยคทิ้งท้ายของ ‘ฟ้า’ ทั้งสอง

 

หนวด และ อ้อย

จากบางขุนเทียน / เลือกตั้งหลายครั้งแล้ว

 

 

คนหนึ่งสวมเสื้อไทยรักษาชาติ ส่วนอีกคนสวมเสื้อเพื่อไทย เดินเข้ามาฟังอนาคตใหม่ พวกเขาคุยกับเราอย่างสั้นกระชับว่า

“จริงๆ วันนี้เราตั้งใจมาฟังเพื่อไทย แต่ก็แวะมาให้กำลังใจอนาคตใหม่ด้วย”

“เราชอบเพื่อไทย เพราะได้หลายอย่างเลย ทั้งเศรษฐกิจดี บัตร 30 บาท ยาบ้าก็น้อย แต่ลูกเราโตมา เขาบอกว่าจะเลือกธนาธรนะ เขาเป็นคนรุ่นใหม่ เราก็ไม่โกรธกัน”

 

 

อันอัน และ เนย (18 ปี)

จากกรุงเทพฯ / เลือกตั้งครั้งแรก

 

 

สองสาวหน้าตาสดใสเดินสบายๆ เข้ามาในฮอลล์ เมื่อเริ่มพูดคุย พวกเขาออกตัวกันว่า เพิ่งอายุ 18 นี่เป็นการเลือกตั้งครั้งแรก จึงอยากมาฟังปราศรัยด้วยหูของตัวเอง 

อันอัน เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่มาฟังอนาคตใหม่ก่อนว่าทุกครั้งที่พรรคอนาคตใหม่มีปราศรัยเราไม่เคยว่างเลย แล้วครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งแล้ว ก็อยากมาฟัง ความจริงก็คือชอบพรรคนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว”

“ที่รู้จักพรรคนี้ ไม่ใช่เพราะอินเทอร์เน็ตด้วย แต่เป็นเพราะคุณแม่ดูในอินเทอร์เน็ตมาก่อน แล้วก็มาบอกให้ฟัง แม่นั่งฟัง ดูทุกรายการเลย ดูทั้งวัน จนเราถามว่า แม่ดูอะไรนักหนา แล้วเขาก็บอกว่า ไปดูสิ คนนี้ดีมากเลยนะ เราก็ตามมาเรื่อยๆ ดูนโยบาย ดูรายการที่เขาไปออก

“พอดูแล้วอินสไปร์เรามาก จุดไฟในตัวมาก ขนาดเราอายุเท่านี้ก็ยังรู้สึกว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว เราก็ไม่อยากจะมีอนาคตหรืออยู่ในสังคมที่เป็นแบบนี้อีกแล้ว”

ส่วนเนย ที่เพิ่งกลับจากไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ ติดตามข่าวของพรรคอนาคตใหม่จากในทวิตเตอร์ เมื่อกลับมาเลือกตั้ง ก็อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

“ประเทศไทยต้องมีอะไรที่ดีกว่านี้ ตอนนี้เรารู้สึกว่าหลายๆ เรื่อง สามารถปรับให้ดีขึ้นมาได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่มาสนใจเราว่าเป็นยังไง เราต้องการให้ประเทศไทยดีขึ้นจริงๆ อยากใช้สิทธิ์ของเราจริงๆ”

เมื่อถูกถามว่า คิดยังไงที่มีคนบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องการเมือง ชอบนักการเมืองเพราะความหล่อ เนยตอบเร็วว่า

“เอาจริงๆ หนูไม่เคยมองว่าพ่อหน้าตาดีเลยนะ”

“ถ้าเขาไม่แน่จริง คนก็คงไม่พูดถึงเขาเยอะขนาดนี้ ถ้าดีแค่หน้าตา แป๊บเดียวคนก็ไปแล้ว กระแสโซเชียลไปไวมาไวมาก แต่นโยบายของเขาจี้จุดจริงๆ มัน touch ใจเรามาก”

อันอันเสริมว่า ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตหาได้ทุกอย่าง ไม่ใช่จะหลอกกันได้ง่ายๆ

“ถามจริง เอาคลิปตัดต่อมาออก เหมือนคิดว่าพวกเราโง่”

“มีทวีตนึงที่บอกว่า เขาสร้างมาเองเพื่อเรียกร้องความสนใจรึเปล่า เพราะคลิปออกมาไม่กี่ชั่วโมง เด็กบางคนก็หาได้ว่าต้นทางเป็นยังไง คือมันก็มี voice search ในกูเกิ้ลมั้ย แค่เอารูปไปลงในกูเกิ้ลก็เจอหมดแล้ว คือพวกเราไม่ได้โง่ คนแก่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นก็ไม่ได้โง่ เขาก็หา เขารู้หมดว่าอะไรดี อะไรจริง อะไรโกหก ไม่ได้หลอกง่ายๆ เหมือนสมัยก่อน ที่หลอกได้ด้วยวาทกรรมแล้ว”

เมื่อถามถึงนโยบายที่ชอบของพรรคอนาคตใหม่ ทั้งสองยกตัวอย่างนโยบายราคายาง ซึ่งน่าแปลกใจว่าทั้งคู่เป็นคนกรุงเทพฯ แต่ศึกษานโยบายที่หลากหลายมากไปกว่าเรื่องรอบตัว รวมถึงเรื่องไฮเปอร์ลูป ที่ทั้งคู่รู้สึกว่าทางพรรคมีการอธิบายนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการทำคลิปวิดีโอเผยแพร่ และพาไปดูโครงการตัวอย่างในต่างประเทศ

ก่อนจาก เราถามว่า ถ้าขั้วอำนาจเดิมได้สืบทอดอำนาจต่อ พวกเขารู้สึกอย่างไร อันอันตอบว่า

“ถ้าเขาได้เป็นรัฐบาลขึ้นมา เขายังจะใช้มาตรา 44 ได้อยู่รึเปล่า ก็คงต้องมีการตรวจสอบบ้าง แล้วถ้าคุณธนาธร หรือพรรคอื่นๆ ได้เข้าไปเป็นฝ่ายค้าน เขาจะไม่ค้านหรือขอตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินบ้างเลยเหรอคะ หนูก็คิดตรงนี้ ทุกอย่างมีกระบวนการของมัน เขาไม่ได้ใหญ่คับฟ้าคนเดียวในประเทศ พวกเราทุกคนคือเจ้าของประเทศ เขาไม่มีสิทธิ์มาทำอะไรแบบนี้กับพวกเรา”

ส่วนเนยก็แสดงความคิดเห็นว่า

“ตอนนี้คนไทยเราโดนกดดันมามากพอแล้ว 5 ปีที่โดนกดดันมา ทั้งความเครียดที่สะสม ถ้าถึงจุดนึงที่ระเบิด เราว่าคนไทยก็ไม่น่าจะยอมเหมือนกัน ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง เพราะตอนนี้ทุกคนชอบพูดแต่ว่า มีแต่เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบคุณธนาธร แต่เราว่าทุกคนรู้สึกว่าเขาสามารถพาเราไปถึงประชาธิปไตยได้ พวกเราถึงเลือกที่จะไว้วางใจเขามากกว่าค่ะ”

 

อุ้ม และ ตั้ม

จากกรุงเทพฯ / เลือกตั้งหลายครั้งแล้ว

 

 

สองหนุ่มผู้เดินมาฟังปราศรัยอย่างตั้งอกตั้งใจบอกกับเราว่า ชอบอนาคตใหม่เพราะอุดมการณ์ตรงกัน

“ผมก็อายุเท่าๆ กับคุณธนาธร แนวคิดที่อยากให้ประเทศเปลี่ยนแปลง เท่าเทียม โดยเฉพาะเรื่องกระจายอำนาจ ไอเดียตรงกัน ผมไม่ค่อยเจอคนที่กล้าพูดตรงๆ ออกมาอย่างนี้ ในบริบทของสังคมที่เป็นแบบนี้ ความกล้าของเขา ผมคิดว่ามันสำคัญมาก” ตั้มกล่าว

“ไม่ว่าคุณธนาธรจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ผมว่าเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ตั้งแต่ยังไม่เข้าสภาเลยด้วยซ้ำ” อุ้มกล่าวเสริม ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“ผมว่ามันก็เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์แบบนึงว่า 5 ปีที่ผ่านมา อาจจะทำให้หลายคนอึดอัด ผมเจอหลายคนที่ไปเลือกอีกพรรคนึง เพราะต้องการความสงบและความปลอดภัย แต่ความสงบที่ว่า ดูเป็นความสงบที่ไม่ค่อยจริงเท่าไหร่ คือผมอยู่ด้วยความหวัง ไม่ได้อยู่ด้วยความกลัว แค่นั้นเองครับ”

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร และจบปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ