รถยนต์สามารถย้อนประวัติไปได้ถึงปี 1870 ทำให้ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหน้าตาของรถยนต์ในยุคเริ่มแรกนั้นจะแตกต่างจากรถยนต์ในยุคปัจจุบันนี้เพียงใด ทั้งในเรื่องของขนาด ดีไซน์ เครื่องยนตร์ หรือสมรรถนะ

 

อย่างไรก็ตาม พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมาไกลแล้วมนุษย์จะหยุดพัฒนารถ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ มนุษย์อย่างเราๆ ก็ยิ่งไม่ค่อยจะพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และพร้อมจะเปลี่ยนสิ่งรอบตัวให้ดีขึ้นเรื่อยๆ รถยนต์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยุคนี้ต่างก็ให้ความสำคัญและลงทุนพัฒนาอย่างเอาเป็นเอาตาย

เมื่อล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ประวัติศาสตร์รถยนต์กำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกจำนวนมาก ได้หันมาสนใจสร้างรถยนต์แห่งอนาคต (future car) ซึ่งจะมีคุณลักษณะหลากหลายประการที่ต่างจากรถยนต์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้คนต่างก็คาดหวังว่ารถยนต์แห่งอนาคต (ที่กำลังเกิดขึ้นในไม่ช้า) นี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลให้กับโลก กล่าวคือ มันไม่ได้ปฏิวัติการใช้รถยนต์เท่านั้น หากแต่มันจะปฏิวัติทางสังคมในหลากหลายมิติได้อีกด้วยละสิ

ในบทความนี้ เราจะชวนไปดูว่า หน้าตาของรถยนต์แห่งอนาคตนี้จะเป็นอย่างไร และต่อไปมันจะส่งผลต่อโลกและพวกเราอย่างไรบ้าง

 

หน้าตาของยนตรกรรมแห่งอนาคต

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทด้านเทคโนโลยีและรถยนต์จำนวนมาก เช่น Tesla Motors, Mercedes-Benz, Google, Toyota หรือ Uber พยายามวิจัยและพัฒนารถยนต์รูปแบบใหม่ขึ้นมา ทั้งนี้ แต่ละบริษัทก็มีแนวคิดสำหรับการพัฒนารถยนต์แตกต่างตามโจทย์ของตนเอง

ถึงกระนั้น แม้ว่าหน้าตาหรือรายละเอียดของต้นแบบรถจากแต่ละบริษัทจะมีความแตกต่างกันไป แต่หากพิจารณาโดยรวมๆ เราก็สามารถเห็นได้ว่า แบบแผนหรือหน้าตาของ ‘รถยนต์แห่งอนาคต’ จะเป็นอย่างไรได้บ้าง

ทั้งนี้ สถาบันเพื่อจริยธรรมและเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Institute for Ethics and Emerging Technology) Think-Tank สัญชาติอเมริกันที่ศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก คาดการณ์ว่า ‘รถยนต์แห่งอนาคต’ ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้า จะมี feature หลักๆ อยู่ 5 ประการ ดังนี้ครับ

 

1. รถยนต์แห่งอนาคตที่ไร้คนขับ (Self-Driving)

บริษัทต่างๆ จะพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-Artificial Intelligence) และนำมาใช้สำหรับการสร้างรถยนต์ ส่วนหนึ่งเพราะเล็งเห็นว่า AI จะสามารถช่วยให้การใช้รถในอนาคตนั้นสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น AI สามารถคำนวนและประเมินได้ว่าเส้นทางไหนที่เร็วและรถติดน้อยที่สุด รวมถึง ด้วยความสามารถของ AI ที่คำนวนและติดต่อสื่อสารกันเองได้ มันจึงสามารถช่วยให้รถขับเคลื่อนไปอย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้เยอะกว่าการที่คนขับรถได้ถึงหลายเท่า

มีการคาดการณ์กันว่า ภายในปี 2020 นี้ พวกเราก็น่าจะได้เห็นรถยนต์ที่ใช้ AI วิ่งอยู่ตามท้องถนนกันแล้วนะครับ โดยล่าสุด Tesla Motors ได้ออกรถไร้คนขับรุ่น Model S ออกมาให้พวกเราได้ยลโฉมกันแล้ว ทว่ารถรุ่นดังกล่าวยังเป็นระบบปฏิบัติการที่ผสมผสานการขับโดยมนุษย์และ AI

2. รถยนต์แห่งอนาคตที่ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energies)

ในอนาคตรถยนต์ทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนให้มี ‘ความสะอาด’ มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่ารถจะต้องดูใหม่เอี่ยมอ่อง เพราะเกิดจากการล้างรถทุกวันนะครับ จริงๆ แล้วมันหมายความว่า รถในอนาคตจะถูกเปลี่ยนให้ใช้เครื่องยนตร์ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทนสะอาด อย่างเช่น ไฟฟ้า หรือน้ำ เป็นต้นครับ ทั้งนี้ มีรายงานว่า บริษัทส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การสร้างรถยนต์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น โดยตอนนี้ บริษัทที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการสร้างรถประเภทนี้ก็คือ Tesla Motors นอกจากนี้ ในหลายๆ เมืองทั่วโลกก็เริ่มที่จะลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น

 

3. รถยนต์แห่งอนาคตที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D-Printing)

ด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ต่อไปมันจะสามารถนำมาใช้สำหรับการสร้างรถยนต์ได้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่ง เพราะว่าผู้ผลิตสามารถออกแบบชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบรถได้อย่างตามใจปรารถนา อีกทั้ง ในอนาคต ชิ้นส่วนต่างๆ ที่จะถูกผลิตมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติก็จะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ การใช้เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ จึงจะทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตรถได้ตามแบบที่ต้องการในราคาที่ถูก

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์อีกว่า บริษัทชั้นนำต่างๆ จะนำเอาเครื่องพิมพ์สามมิติมาใช้ในการผลิตรถยนต์แบบเป็นจริงเป็นจังในระหว่างปี 2020-2030 นะครับ

 

4. รถยนต์แห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ลูกค้า (Customizable Car)

เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ผลิตเท่านั้นนะครับ เพราะในอีกด้านหนึ่ง มันก็มีประโยชน์ต่อลูกค้าด้วยเช่นกัน ในอนาคต ลูกค้าจะสามารถเลือกได้ว่า รถยนต์ที่ตัวเองจะซื้อจะมีหน้าตาออกมาอย่างไร คล้ายๆ กับการเลือกสเปครถยนต์ไว้ล่วงหน้า และผู้ผลิตก็จะผลิตตาม order ที่ลูกค้าต้องการ อย่างล่าสุด Toyota ก็ออกมาประกาศเปิดบริการนี้แล้วล่ะนะ

ด้วยเหตุนี้ รถยนต์ในอนาคตจะมีหน้าตาที่หลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญมันยังสามารถสะท้อนถึงรสนิยมของเจ้าของรถได้มากขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยที่การผลิตรถในอนาคตจะถูกลงเรื่อยๆ เราก็อาจจะเห็นรถยนต์ที่มีหน้าตาหรูหราทั้งภายในภายนอกมากขึ้น แต่กลับซื้อในราคาที่ต่ำลงอีกต่างหาก – อะไรมันจะดีขนาดนี้

 

5. รถยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน (Connected Car)

นอกจากรถยนต์แห่งอนาคตจะได้รับการติดตั้ง AI ที่ทำให้สามารถคิดและคำนวนอะไรได้เองอย่างแม่นยำ รถเหล่านี้จะได้รับการเชื่อมโยงเข้าหากันเองผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกด้วยนะครับ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการคำนวนและวิ่งบนถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่า มันสามารถสื่อสารกันเองได้ และรู้ว่าบริเวณใกล้เคียงจะมีปริมาณรถมากหรือน้อย ซึ่งจะทำให้สามารถรู้ได้เองว่า เส้นทางไหนใกล้และเร็วที่สุด

อย่างไรก็ดี การเชื่อมโยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับรถด้วยกันเองเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับคนได้อย่างไม่เคยมีมาก่อนด้วยนะครับ เป็นต้นว่า ต่อไปพวกเราสามารถควบคุมรถเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัสผ่านแอพพลิเคชั่นเท่านั้น เราสามารถรู้ได้ว่ารถของเรานั้นมีสถานะเป็นอย่างไร เช่น อยู่ตรงไหนของเมือง หรือกำลังวิ่งอยู่กันแน่ และหากต้องการให้มันมารับเราต้องใช้เวลารอเท่าไหร่

 

หน้าตาของสังคมในอนาคต

จะเห็นได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ รถยนต์จะได้รับการแปลงโฉมไปอย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่แปลงโฉมไม่ได้เป็นแค่รถอย่างเดียวเท่านั้น สังคมก็จะได้รับการแปลงโฉมไปด้วยเช่นกันนะครับ

เนื่องจากว่ารถยนต์ไร้คนขับเหล่านี้สามารถสื่อสารและเชื่อมต่อกันเองได้ พวกมันจึงสามารถสร้างแบบแผนการวิ่งของรถยนต์ภายในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพที่สุดได้ ผลที่ได้ก็คือ เราจะใช้เวลาวิ่งอยู่บนถนนน้อยลง สมรรถนะนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของรถยนต์อัจฉริยะเหล่านี้ และเชื้อเชิญให้คนสนใจใช้รถเหล่านี้มากขึ้น แล้วด้วยข้อดีของการใช้รถเหล่านี้ที่มีมากขึ้น รถที่ใช้น้ำมันซึ่งสามารถสร้างมลพิษในเมืองจะมีลดลง นั่นจึงเท่ากับว่า เมืองต่างๆ ทั่วโลกจะมีสภาพอากาศที่ดีและน่าอยู่อย่างแน่นอน

บริษัทต่างๆ ทั่วโลกเล็งเห็นว่า ในอนาคตเราสามารถใช้รถยนต์อัจฉริยะเหล่านี้ให้บริการสาธารณะร่วมกันได้ เป็นต้นว่า ต่อไปรถยนต์คันหนึ่งอาจถูกใช้เป็นแท็กซี่ที่หมุนเวียนให้คนรอบเมืองใช้ได้ โดยในวันหนึ่งๆ รถยนต์คันหนึ่งอาจให้บริการแก่ลูกค้าได้มากกว่า 100 คน ส่วนหนึ่งเพราะระบบของรถยนต์สามารถคำนวนหาและรับส่งลูกค้าหรือผู้ต้องการใช้รถที่ใกล้และเร็วที่สุดได้ โดยจะมีประสิทธิภาพมากกว่าคนขับที่เป็นมนุษย์ได้ถึงหลายเท่าตัว และด้วยประโยชน์ตรงนี้ จะทำให้คนรู้สึกว่าไม่ต้องมีรถยนต์เป็นของตัวเองก็ได้ เพราะเล็งเห็นว่า การใช้บริการรถยนต์อัตโนมัติผ่านแอพพลิเคชั่นให้ประโยชน์ได้มากกว่า (สะดวก, รวดเร็ว และลดต้นทุน เพราะไม่ต้องดูแลรถที่ตนเป็นเจ้าของ)

และนี่จะเท่ากับว่า ในอนาคตพวกเราจะเริ่มไม่ต้องการมีรถเป็นของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ผลลัพธ์ก็คือ ปริมาณรถยนต์จะลดลงอย่างมหาศาล สิ่งที่ได้กลับมาคือ ในเมืองเราจะมีพื้นที่สำหรับจอดรถมากขึ้น (โดย Mckinsey บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ ได้ประเมินว่าโลกจะได้พื้นที่จอดรถคืนมาถึง 61 พันล้านตารางฟุต) รวมถึงปัญหารถติดก็จะน้อยลง เราสามารถเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของเมืองได้อย่างรวดเร็วกว่าปัจจุบันถึงหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ การที่เราใช้รถประเภทนี้กันมากขึ้น ยังเท่ากับว่าจะทำให้เมือง ‘น่าเดิน’ ขึ้นอีกด้วยนะครับ สาเหตุหลักมาจาก เรามีพื้นที่ให้คนได้เดินกันมากขึ้น ประกอบกับมลพิษทางอากาศในเมืองก็จะลดลงจนแทบเหลือศูนย์

ในเรื่องเศรษฐกิจ รถยนต์ประเภทนี้สามารถสร้างผลกระทบได้มากเหมือนกันนะครับ กล่าวคือ คนที่ทำอาชีพเป็นคนขับรถไม่ว่าจะเป็นรถบัส รถแท็กซี่ หรือรถบรรทุก จะต้องตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ AI จะเข้ามาทำงานแทนที่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจะมีกลุ่มคนเกือบพันล้านคนที่จะตกงาน

อย่างไรก็ตาม การใช้รถยนต์อัตโนมัติเหล่านี้ก็มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจด้วยเหมือนกันนะครับ ส่วนหนึ่งเพราะมันสามารถย่นระยะทางและเวลาสำหรับการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานได้อย่างมาก ทั้งนี้ Mckinsey ได้คาดการณ์ว่า พวกเราจะได้เวลาสำหรับทำงานกลับมาเพิ่มเติมถึง 50 นาทีเลยแหละ นั่นเท่ากับว่า การทำงานเศรษฐกิจโดยรวมจะมีผลิตภาพมากขึ้น

ในด้านการเมืองและความมั่นคง การใช้รถยนต์อัตโนมัติสามารถนำมาสู่ปัญหาทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะอย่างที่กล่าวไป ผู้สูญเสียผลประโยชน์สูงที่สุดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติก็คือ ผู้ทำอาชีพขับรถทั่วโลก ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยละครับ ดังนั้น การใช้รถยนต์ประเภทนี้มากขึ้น จะนำมาสู่การต่อต้านจากพวกเขาอย่างแน่นอน โดยมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะรวมตัวกลายเป็นขบวนการที่ใหญ่ และขับเคลื่อนกันแบบข้ามประเทศอย่างแน่นอน – รัฐบาลจะจัดการปัญหานี้ด้วยวิธีการใด

ถึงแม้ว่าประโยชน์ของการใช้รถยนต์ประเภทนี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุน้อยลง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า เราจะปลอดภัยมากขึ้นนะครับ ทั้งนี้ เพราะรถยนต์เหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งมีบริษัทไม่กี่แห่งบนโลกเป็นเจ้าของ ซึ่งหากใครสามารถเจาะทะลุผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เหล่านั้นได้ พวกเขาก็สามารถควบคุมรถจำนวนมากรวมถึงล่วงรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของพวกเราได้ด้วย จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตผู้ก่อการร้ายจะใช้ช่องโหว่ตรงนี้ก่อวินาศกรรม ลักพาตัวบุคคลสำคัญ หรือก่อกวนความไม่สงบในสังคมได้ง่ายๆ เลยนะครับ

และถึงแม้ว่าบริษัทเจ้าของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมรถอัจริยะเหล่านั้นจะอ้างว่าเครือข่ายมีความปลอดภัยอย่างมาก จนไม่มีใครสามารถเจาะเข้าไปได้ เราก็ไม่ควรไว้ใจอยู่ดีนะครับ เพราะอย่างน้อยคนที่รู้ข้อมูลก็คือ ตัวบริษัทเองนั่นแหละ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า บริษัทแต่ละแห่งจะไม่เข้ามาละเมิดความเป็นส่วนตัวของเรา จากการแอบดูข้อมูลการเดินทางที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของพวกเรา

 

เห็นไหมครับว่า รถยนต์ในอนาคตจะมีหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ความสำคัญกลับไม่ได้อยู่ที่ว่า รถจะเปลี่ยนไปอย่างไรล่ะสิครับ แต่อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงของรถจะทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างต่างหาก

และจากที่ผมแสดงให้เห็น ก็จะพบว่าประโยชน์ของรถในอนาคตต่อสังคมมีมากพอๆ กับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นตามมาเลยล่ะครับ

 

อ้างอิง          

บทความเรื่อง Top Five Features to Expect from Your Future Car จาก IEET

บทความเรื่อง What will the car of 2040 be like? จาก The Guardian

บทความเรื่อง How Self-Driving Cars Will Change The Economy And Society จาก Fast Company

Author

Wachiravit Kongkarai

วชิรวิทย์ คงคาลัย - อดีตกองบรรณาธิการ The101.world