fbpx

เสรีภาพคนทำหนัง (กับคนดู) อยู่หนใด

ภาพถ่ายจากสาขาวิชานิเทศศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​สุโขทัย​ธรรมาธิราช

เมษายน 2012 คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ตัดสินให้ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ (2011) หนังของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ห้ามออกฉายในราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุผลว่าหนังมีเนื้อหาก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ซึ่งขัดต่อ ‘ศีลธรรมอันดีงามของประชาชน’

การถูกสั่งห้ามฉายหรือโทษแบน ถือเป็นคำตัดสินที่รุนแรงมากที่สุดสำหรับภาพยนตร์ สำหรับตัวคนทำหนัง นี่อาจจะเทียบเท่ากับการรับโทษประหาร

ชะตากรรมที่ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เผชิญ ทำให้สมานรัชฎ์และทีมงานทำหนังตัดสินใจฟ้องคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ต่อศาลปกครองกลาง เปิดฉากการต่อสู้ที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงสิทธิและเสรีภาพของคนทำหนัง กระทั่งเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดก็ให้สมานรัชฎ์กับทีมงาน ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นผู้ชนะคดีและยกเลิกคำสั่งห้ามฉาย พร้อมมีคำสั่งให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ไม่เกินเลยนักหากเราจะบอกว่านี่คือชัยชนะครั้งสำคัญและเป็นหนึ่งในครั้งประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมหนังไทย 

พิจารณาในภาพรวม ท่ามกลางชัยชนะของ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ บรรยากาศของวงการหนังไทยในโมงยามนี้ก็ยังน่าจับตา ทั้งในแง่การผูกขาดของโรงภาพยนตร์, ความหลากหลายของตัวหนัง และผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่ทยอยเดินหน้าเข้าสู่สนามมากขึ้น งานเสวนา ‘ซอฟต์พาวเวอร์, เสรีภาพ และ(โรง)ภาพยนตร์‘ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2024 สำรวจประเด็นข้างต้นไว้อย่างน่าฟัง โดย เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้กำกับหนังและประธานอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์, อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, สมานรัชฎ์ ผู้กำกับหนังที่ต้องคำสั่งห้ามฉาย, อนุชา บุญยวรรธนะ นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย และ ภาณุ อารี ประธานฝ่ายจัดจำหน่าย บริษัท เนรมิตรหนังฟิล์ม จำกัด

101 เก็บประเด็นงานเสวนาที่ว่าด้วยเสรีภาพคนทำหนังและเสรีภาพของคนดู ไล่เรียงไปจนถึงมิติด้านกฎหมายและสังคม ตลอดจนอนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจากงานเสวนาไว้ในบรรทัดด้านล่างนี้

เสรีภาพอยู่หนใด

ประเด็นแรก ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของงานเสวนาคือสิทธิและเสรีภาพในการทำหนังของผู้ผลิต ที่ผ่านมานั้นยากจะปฏิเสธว่าตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และกรอบกรงของ ‘ความเหมาะสม’ หรือแม้แต่ ‘ศีลธรรมอันดี’ ซึ่งว่าไปแล้วก็มองหาเขตแดนในการกำหนดยากเหลือเกิน ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามันวางอยู่บนตรรกะและสามัญสำนึกของคนที่มีสิทธิชี้เป็นชี้ตายสวัสดิภาพของหนังอย่างคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

สำหรับภาณุ เขาชี้ว่าการเติบโตของศิลปะไม่ว่าจะแขนงใด หนึ่งในสิ่งสำคัญคือ freedom of speech “เวลาเราพูดถึงการเซ็นเซอร์เราก็มักนึกถึงแค่ปลายเหตุของมัน แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่าระบบเซ็นเซอร์นั้นอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด มันเป็นตัวกำหนดให้เรารู้สึกว่าเราทำอะไรได้และไม่ได้บ้าง”

ในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ชุดใหม่ ภาณุกล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่รู้สึกได้ คือคณะกรรมการชุดใหม่เป็นสาย progressive ซึ่งน่าจะ ‘ยืดหยุ่น’ ต่อประเด็นต่างๆ ของตัวหนังมากขึ้น ทว่า สิ่งที่คณะกรรมการฯ ต้องแบกรับนั้นไม่ได้มีแต่ความคาดหวังจากคนทำหนัง แต่ยังมีแรงกดดันจากฝั่งคนดูด้วย โดยเขายกตัวอย่างกรณีที่ซีรีส์ ‘สาธุ’ (2024) จากเน็ตฟลิกซ์ออกฉาย เส้นเรื่องหลักว่าด้วยการสำรวจบทบาททั้งหน้าและหลังของวงการศาสนาในไทย

“กรณีนี้ได้ยินว่ามีคนโทรศัพท์มาโจมตีคณะกรรมการฯ ว่าทำไมจึงปล่อยให้ซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายได้” ภาณุเล่า “ทั้งนี้ ส่วนตัวก็ยังมองว่าเจ้าหน้าที่พิจารณาเรตติ้งหลายคนนั้นเป็นสาย progressive จึงคาดการณ์ว่าในอนาคต ประเด็นเรื่องการเมืองหรือการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่างๆ ในสังคมจะทำได้ง่ายขึ้น แต่คงมีบางประเด็นที่ยังต้องระมัดระวังตัวกันอยู่ ดังนั้น การเซ็นเซอร์จึงเป็นปัญหาของการพัฒนาหลายๆ เรื่อง แต่มองจากเวลานี้ก็คิดว่ามีความหวังอยู่”

ภาณุ อารี

สำหรับอนุชา นาทีที่เธอกำกับหนัง ‘อนธการ’ (2015) เธอก็ตระหนักดีว่าการส่งหนังให้กองเซ็นเซอร์ตรวจน่าจะเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย อันเนื่องมาจากตัวหนังมีประเด็นอ่อนไหวอย่างการที่ตัวละครลอบสังหารพ่อแม่ตัวเอง ซึ่งประเด็นนี้เคยยังผลให้ Insects in the Backyard (2010) กำกับโดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ถูกสั่งแบนจากฉากที่ตัวละครเด็กชายฝันว่าอยากสังหารพ่อที่เป็นกะเทยของตัวเอง

“แม้แต่ตัวละครฝันก็โดนแบนแล้ว ขณะที่หนังของเรานั้นตัวละครก่ออาชญากรรมชัดเจน” อนุชากล่าว “แต่เราก็อยากทำให้ฉากนี้ในหนังดูคลุมเครือหน่อยเนื่องจากมันเป็นประเด็นอ่อนไหว และมันก็เป็นศิลปะการเล่าเรื่องที่เราอยากเล่าด้วย คือทำให้ตีความได้หลายทาง”

ภายหลังจากส่งภาพยนตร์ให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดิทัศน์จัดเรตติ้ง อนุชาก็ทราบมาว่าหะแรกนั้น ‘อนธการ’ ไม่ผ่านการพิจารณาจากฉากล่อแหลมและอ่อนไหวดังกล่าว จนกระทั่งมีคณะกรรมการคนหนึ่งเห็นแย้งว่า ฉากที่ว่ามีศิลปะในการนำเสนอ ตัวหนังจึงรอดจากการถูกแบนและได้เข้าฉายโรงภาพยนตร์ตามปกติ จากนั้น หนังเรื่องต่อมาของอนุชาอย่าง ‘มะลิลา’ (2017) ก็ดูจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมสุ่มเสี่ยงไม่แพ้กัน เมื่อตัวหนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของชายสองคนที่ชีวิตของฝ่ายหนึ่งบวชเป็นพระ อีกฝ่ายป่วยเป็นมะเร็งหนักหนา

“หนังเล่าถึงพระที่มีแฟนเป็นผู้ชายซึ่งป่วยตายจากไป พระจึงไปพิจารณาซากศพของคนรัก เกิดนิมิตว่าศพนั้นฟื้นคืนชีวิตกลับมาและกอดเพื่อร่ำลากัน” อนุชากล่าว “เรารู้อยู่แล้วล่ะว่าศาสนาเป็นประเด็นที่กองพิจารณาฯ มักอ่อนไหวเป็นลำดับต้นๆ อย่างที่เคยเห็นมาแล้วจากฉากพระเล่นกีตาร์ใน ‘แสงศตวรรษ’ (2006, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ตัวเราเองก็เคยบวชจึงรู้ว่าสิ่งที่เล่าในหนังนั้นไม่ผิดศีลเนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย แต่ทางกองพิจารณาฯ เข้าใจว่าหนังจะสื่ออะไร ‘มะลิลา’ จึงผ่านการพิจารณามาด้วยดี”

มะลิลา

ในความเห็นของอนุชา ประเด็นการเซ็นเซอร์นั้นชวนลำบากใจกันทุกฝั่ง ไม่ว่าจะฝั่งคนทำหนังที่ต้องทำหนังอย่างระมัดระวังตัว ไปจนถึงระแวดระวังว่าหนังจะได้ฉายหรือไม่ นายทุนก็กังวลเรื่องรายได้ของหนังที่อาจไม่เข้าเป้าหากหนังไม่ถูกฉาย หรือแม้แต่ฝั่งคณะกรรมการพิจารณาฯ เองที่กลัวจะถูกคนนอกมองว่าปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือไม่ทำหน้าที่ตรวจทานภาพยนตร์ให้ดี ประเด็นนี้จึงเป็นเหตุให้ทางสมาคมผู้กำกับผลักดันการแก้ไขการเซ็นเซอร์ในประเทศไทยมาโดยตลอด

เฉลิมชาตรี -ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์- ชี้ว่า ฐานคิดในการออกระเบียบของประเทศไทยมีรากมาจากยุคสงครามเย็น อันเป็นยุคที่สิทธิและเสรีภาพจำกัดมาก แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นก็ยังออกตามตัวผู้กำกับที่เชื่อกันว่าเป็นคอมมิวนิสต์ น่าเศร้าที่แม้จนถึงเวลานี้ กฎหมายไทยก็ยังอยู่ในยุคนั้นเช่นเดิม “สิ่งนี้กลายเป็นวิธีคิด (mentality) ของผู้คนและของกฎหมายในประเทศเรา ส่วนตัวคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อวิธีคิดของกฎหมายและผู้คนไม่เหมือนเดิม” 

“คำถามคือ เรามองว่าอนาคตนั้นประชาชนควรเป็นอย่างไร ถ้าเรามองว่าประชาชนฉลาด ก็ไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการเซ็นเซอร์แต่ให้เขามีภูมิคุ้มกันสื่อและเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่นๆ เราจึงต้องมีงบประมาณเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะถ้าประชาชนแข็งแรง ทุกอย่างก็จะแข็งแรงตาม” เฉลิมชาตรีว่า “ประเทศเราไม่ได้ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุด แน่นอนว่ามีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นอย่างที่คุณสมานรัชฎ์ต้องเผชิญและเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขด้วยการใช้หลักการและเหตุผลของระบอบประชาธิปไตยเป็นฐานรากของสิ่งเหล่านี้ กฎหมายควรทำงานในกรอบและข้อตกลงร่วมกันของสังคมอย่างเท่าเทียม”

จาก ‘คนกราบหมา’ มาสู่ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ 

คนกราบหมา

ประเด็นเรื่องการเซ็นเซอร์ระดับโทษประหารคือการโดนแบน สั่งห้ามฉายนั้น สมานรัชฎ์กำซาบความเจ็บปวดนี้มาตั้งแต่ ‘คนกราบหมา’ (1997) หนังเสียดสีสังคมที่ถูกสั่งห้ามฉายด้วยเหตุผลว่าเนื้อหา ‘ไม่เหมาะสม’ แน่แท้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘คนกราบหมา’ ถือเป็นบาดแผลของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และหากสำรวจไปจนถึงกระบวนการที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในเวลานั้นกระทำต่อตัวหนังและต่อคนทำหนัง ยิ่งถือเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ไม่อาจหลบสายตาไปได้

“พวกเขาบอกว่าความคิดเราผิดหมดเลย” สมานรัชฎ์ว่า “คนที่ต่อต้านเรามากที่สุดคืออาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับกรมประชาสัมพันธ์ในยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย เขาเรียกตัวเราไปตอบคำถามเรื่องศิลปะ เรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก เรารู้สึกเหมือนถูกรุมสกรัมทางจิตใจ”

สำหรับสมานรัชฎ์ ‘คนกราบหมา’ เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียน การที่ตัวหนังต้องโทษห้ามฉายจึงเป็นเรื่องที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ มิหนำซ้ำ เธอยังต้องรับมือกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกตราหน้าจากผู้คนสารพัด ความเลวร้ายของสถานการณ์ที่ต้องรับมือทำให้เธอเหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะฟ้องใครได้ ยังผลให้ ‘คนกราบหมา’ เป็นหนังที่ต้องโทษแบนยาว 25 ปี

“กระทั่งก่อนโควิด-19 มีคนขอเอาหนังเรื่องนี้ไปฉายที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีห้องแล็บให้เราเอาหนังฟิล์ม 16 มม. ไปทำเทเลซีนเป็นไฟล์ดิจิทัล เราจึงตัดหนังใหม่ให้กระชับขึ้นโดยไม่ได้เอาเนื้อหาส่วนไหนออกไปเลย จากนั้นเราก็ยื่นหนังให้คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการฯ ชุดนี้ก็บอกเราว่าหนังได้เรตติ้ง 15+ และก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเมื่อ 25 ปีก่อนมันจึงต้องถูกแบนด้วย”

อย่างไรก็ดี ชะตากรรมระหว่างสมานรัชฎ์กับคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไม่ได้หมดสิ้นลงแค่ ‘คนกราบหมา’ เท่านั้น เพราะ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ หนังยาวที่ดัดแปลงจาก Macbeth บทประพันธ์โดย วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีชาวอังกฤษสมัยต้นศตวรรษที่ 17 ตัวหนังเล่าถึงเหตุการณ์คู่ขนานจากละครเวทีกับสถานการณ์ข้างนอก และขุนนางที่หวังเถลิงอำนาจเป็นกษัตริย์ ก็ถูกโทษประหารเช่นเดียวกันกับ ‘คนกราบหมา’ ด้วยข้อหาว่ามีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ซึ่งถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เชคสเปียร์ต้องตาย

ทว่า สิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือสมานรัชฎ์ไม่สยบยอมต่อชะตากรรมที่คณะกรรมการฯ มอบให้เธอและหนังของเธออีกต่อไปแล้ว “เราไม่ยอมแล้วเพราะรู้สึกว่ามึงกำลังหาเรื่องกู กำลังเลือกปฏิบัติและต้องทำร้ายกัน หนังแบบ ‘คนกราบหมา’ มันไม่มีอะไรเลย มันใสมากแต่ก็ยังโดน

“แต่ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ นี่เรายอมไม่ได้แล้ว คณะกรรมการฯ ขอดูหนังซ้ำ 2-3 รอบ เราก็รู้แล้วล่ะว่าหนังคงไม่น่าได้ฉาย เลยเอากล้องมาถ่ายเหตุการณ์ตรงหน้าไว้เหมือนเราบันทึกตลกร้าย และเราก็รู้สึกว่า นี่เป็นโอกาสเดียวที่คนทำหนังจะเล่าประสบการณ์การถูกแบนหนังของตัวเองได้”

นั่นจึงเป็นที่มาของ ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ (2012) สารคดีบันทึกการต่อสู้ของคนทำหนังเพื่อสิทธิในการฉายหนังของตัวเอง และเรื่องชวนขันขื่นที่สมานรัชฎ์ค้นพบคือ ตัวหนังซึ่งบันทึกการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องผ่านการพิจารณา เนื่องจากถือเป็นหนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริง

ความรู้สึกถูกกระทำมาโดยตลอดกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้สมานรัชฎ์ตัดสินใจยื่นเรื่องฟ้องศาลจากกรณีคำสั่งแบนหนัง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ไม่เป็นธรรม “ตอนที่เราขึ้นศาล เราพูดว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุปสรรคทางเสรีภาพของคนทำหนังไทย จำได้ว่าเมื่อเราพูดจบ ผู้พิพากษาในเวลานั้นหัวเราะ ส่วนเราได้แต่ตกตะลึง เป็นไปได้อย่างไรที่เขาฟังความลำบากของเราแล้วเขาก็หัวเราะ หัวเราะราวกับเราไม่ใช่คน” สมานรัชฎ์ระลึกความ “สุดท้ายเราแพ้และศาลก็สั่งยกฟ้อง แต่เราก็สู้ด้วยการอุทธรณ์คำสั่งแบน ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายหลักแสนนะ”

การกัดฟันต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้ตัวหนังและตัวเองในแง่ความเป็นมนุษย์ของสมานรัชฎ์กินเวลาหลายปี กระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน 2023 ทีมสร้างหนัง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ขึ้นศาลอีกครั้ง “มานิต ศรีวานิชภูมิ โปรดิวเซอร์หนังของเราร้องไห้กลางศาลเพราะยังสะเทือนใจจากเหตุการณ์การพิจารณาคดีรอบก่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่เราต้องขานชื่อนักแสดงและทนายที่ช่วยเราทำคดี ซึ่งหลายคนในที่นี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว” สมานรัชฎ์กล่าว “เราเองรู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีอะไรจะเสีย ยังคิดอยู่เลยว่าจากนี้กูไปเป็นผู้ก่อการร้ายดีกว่า”

ทว่า 20 กุมภาพันธ์ 2024 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้สร้างหนัง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ชนะคดี และมีคำสั่งให้คณะกรรมการฯ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้สร้าง “เหมือนปาฏิหาริย์เลยทีเดียว เราคิดว่านี่เป็นเสมือนชัยชนะของคนทำหนังไทยซึ่งที่ผ่านมา เราถูกปฏิบัติราวกับเราเป็นสิ่งมีพิษมาโดยตลอด” สมานรัชฎ์ว่า

สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ระหว่างเส้นทางการต่อสู้ที่กินเวลานานนับทศวรรษนี้ เธอพยายามหาที่ทางฉายภาพยนตร์ ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ กระนั้น ก็ดูเหมือนว่าอุปสรรคในการจัดจำหน่ายฉายหนังของตัวเองใต้เงื่อนกลต่างๆ ของการเซ็นเซอร์ไม่เคยหมดไปจากเธอเสียที เพราะคณะกรรมการฯ ชุดที่ตัดสินโทษแบนให้ภาพยนตร์ของเธอนั้นบอกโรงภาพยนตร์ว่าหากฉาย ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ แล้วจะถูกฟ้อง “เนื่องจากตัวหนังถ่ายทำโดยที่พวกเขาไม่ได้อนุญาต” สมานรัชฎ์ว่า “ทั้งที่ตอนถ่ายทำนั้นเราก็ชัดเจนมาตลอดว่าเราไปถ่ายทำ เราใช้กล้องใหญ่บันทึกภาพนะ ไม่ใช้กล้องโทรศัพท์ และไม่ได้แอบถ่ายแต่อย่างใดด้วย” 

เหตุนี้เองที่เป็นแรงผลักสำคัญให้เธอสร้างโรงภาพยนตร์ Cinema Oasis เพื่อฉายหนัง ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ “เราต้องทำให้เสรีภาพบนแผ่นกระดาษนั้นปรากฏขึ้นบนโลกแห่งความจริงให้ได้ จึงนำเงินที่มีมาสร้างเป็นโรงหนัง ซึ่งบอกเลยว่าหากหนังของเราไม่โดนแบน เราคงไม่ทำอะไรที่บ้าบอเช่นนี้แต่แรก แต่เมื่อเราสู้มาจนสุดทางกฎหมายแล้ว เราจึงคิดว่านี่คือการเริ่มต้นในการต่อสู้ขั้นต่อไป” เธอว่า

คนทำหนังเป็นพิษ (และเป็นภัย?)

สมานรัชฎ์และทีมทำหนังไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญข้อครหาว่า “คนทำหนังเป็นภัยและเป็นพิษ” สำหรับอุณาโลม เธอชี้ให้เห็นว่าในอดีตช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 5 กับรัชกาลที่ 6 คนทำหนังในไทยก็เคยถูก ‘ตราหน้า’ ด้วยคำพูดเหล่านี้มาแล้ว จะมากจะน้อย นี่ย่อมสะท้อนถึงลักษณะการจำกัดเสรีภาพบางประการอย่างเลี่ยงไม่ได้

คำถามคือ เสรีภาพในการทำหนังเป็นแค่เรื่องของคนทำหนังเท่านั้นหรือ “แน่นอนว่าผู้ผลิตย่อมเจ็บปวดและเสียหาย แต่เราก็ชวนตั้งคำถามต่อว่า ในสภาพการณ์เช่นนี้ คนดูและสังคมสูญเสียอะไรบ้าง” อุณาโลมกล่าว “ถ้ามองจากภาพใหญ่ ระบบการศึกษาก็มีส่วนในการกำหนดกระบวนการคิดและวัฒนธรรมของเราตั้งแต่แรก เมื่อเราส่งหนังไปให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ก็ยังเป็นการทำงานภายใต้ระบบคิดและวัฒนธรรมเช่นนี้อยู่ดี”

ด้านเฉลิมชาตรีชวนสำรวจหนึ่งในต้นธารสำคัญอย่าง พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ว่า การที่ประเทศจะพัฒนาได้นั้น ส่วนหนึ่งย่อมต้องมากับการใช้ทรัพยากรทรัพย์สินทางปัญญา แต่กฎหมายไทยกลับเขียนแต่ในสิ่งที่ฉุดรั้งไม่ให้เกิดการพัฒนาในภาพกว้างได้

“เราต้องทำให้กฤษฎีกาเห็นว่าโอกาสต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากภาพยนตร์ เราต้องเปลี่ยนมุมมองของภาคการเมืองให้กว้างและมีเสรีภาพมากกว่านี้” เฉลิมชาตรีกล่าว “ตอนนี้เป็นยุคสมัยของคนที่โตมากับเน็ตฟลิกซ์หรือหนังเกาหลี วิธีคิดคนจึงเปลี่ยนไปด้วย”

อนุชาเสริมว่า สมาคมผู้กำกับเองก็เคยเชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองมาแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาภาพยนตร์ และทุกพรรคต่างเห็นด้วยว่าต้องยกเลิกกฎหมายแบนหนังทิ้งไป ทว่า ข้าราชการหลายคนก็มองด้วยความกังวลว่าการยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวอาจกระทบเจ้าตัวเช่นกัน “สมมติว่ามีคนทำหนังว่าด้วยมาตรา 112 พวกเขาก็อาจคิดว่า ถ้าเขาปล่อยให้หนังได้ฉายแล้วเกิดอะไรขึ้นมา จะกระทบพวกเขาหรือไม่ ด้านหนึ่งก็อาจเพราะบางคนยังมีแนวคิดว่าหนังจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมอยู่ พวกเราจึงต้องคอยย้ำว่าสถานการณ์ที่พวกเขากังวลนั้นจะไม่เกิดขึ้นหรอก”

อนุชา บุญยวรรธนะ

ประการนี้ สมานรัชฎ์เห็นด้วยกับอนุชา และเสริมว่าความกลัวดูจะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขหลักที่ขับเคลื่อนสังคมไทยมาช้านาน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนอยู่ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ขาดพร่องเรื่องราวสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัย

“คุณจะพบว่าเราไม่มีการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติได้โดยแท้ เป็นไปได้อย่างไรที่เราไม่มีหนังที่ว่าด้วยเรื่องสำคัญๆ อย่าง ขุนหลวงขี้เรื้อน (กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา) ทั้งที่เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนมาก หรือหนังเรื่อง Anna and the King (1999) หนังสหรัฐฯ ที่เอา โจวเหวินฟะ มารับบทเป็นรัชกาลที่ 4 แต่คนไทยไม่มีสิทธิทำหนังว่าด้วยเรื่องราวเหล่านี้อย่างนั้นหรือ” สมานรัชฎ์ตั้งคำถาม

“หนังอย่าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ที่โดนแบนเป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง Macbeth ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่คนเขาอ่านกันทั่วโลก เด็กๆ ก็อ่านกัน คนก็งงกันว่าทำไมเรื่องราวของคนบ้าอำนาจถึงถูกแบนในไทยได้”

คำถามสำคัญที่เราต้องสบตาต่อมาคือ หากยกเลิกกฎหมายการเซ็นเซอร์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร และมากไปกว่านั้น สังคมไทยพร้อมสำหรับกรณีนี้มากน้อยแค่ไหน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์ เฉลิมชาตรีมองฉากทัศน์หน้าของการขับเคลื่อนประเด็นนี้ว่า “เราคุยกันว่าเราจะลงมือทำแล้วจะล้มเหลวมากกว่าสำเร็จเพราะเราไม่รู้วิธีการ (know how) แต่จะมาถามว่าประชาชนพร้อมสำหรับเรื่องนี้แค่ไหน ก็ช่างมัน ล้มก็ต้องล้ม ประเด็นคือถ้าเราล้มแล้วเราลุกได้เร็วแค่ไหน เรามีกลไกในการล้มแล้วลุกให้เร็วหรือเปล่า แต่ผมมองว่า ล้มก็ดี พยายามเรียนรู้จากความล้มเหลวก็ดี แค่ต้องลงมือทำไปเลย”

อย่างไรก็ดี เวลานี้ การยื่น พ.ร.บ. ว่าด้วยภาพยนตร์นั้นมีด้วยกันทั้งสิ้นสามฉบับ ได้แก่ ฉบับของกระทรวงวัฒนธรรม, พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล โดยฉบับของกระทรวงวัฒนธรรมนั้นยังคงรวมเกมไว้ในตัวกฎหมายด้วย ขณะที่ของพรรคเพื่อไทยต้องการทำกฎหมายของเกมแยกออกมาอีกฉบับ เพราะวิธีคิดคนละแบบกับภาพยนตร์และมีตลาดใหญ่กว่า ด้านของพรรคก้าวไกลนั้นมีหลักคิดลดอำนาจการควบคุมและส่งเสริมโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กเป็นหลัก นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบรรจุคำว่าโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กไว้ในกฎหมาย กระนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็นำมาสู่การแก้กฎหมายอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น กฎหมายว่าด้วยอาคารสถานที่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทำโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กโดยตรง 

เฉลิมชาตรี ยุคล

โรงภาพยนตร์กับการผูกขาด

จะว่าไป สถานการณ์ที่โรงหนังไทยอยู่ในระดับการ ‘ผูกขาด’ ก็ถือเป็นเรื่องน่าจับตา สัดส่วนทางการตลาดของโรงภาพยนตร์ซีนีเพล็กซ์ของสองเครือใหญ่กินพื้นที่ไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เหตุนี้ การหาทางตกลง-ต่อรองระหว่างคนทำหนัง สตูดิโอทำหนังกับโรงภาพยนตร์จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตลอด

ในฐานะคนทำหนัง อนุชาพูดถึงประเด็นนี้ไว้น่าฟังว่า “ปกติเวลาเราเอาหนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ โรงจะดูว่าหนังมีศักยภาพทางการตลาดแค่ไหน หนังอิสระก็ไม่ค่อยมีทุนโปรโมตให้ตัวเองดูมีศักยภาพทางการตลาดอยู่แล้ว แต่การมีอยู่ของหนังอิสระก็สำคัญเพราะมันนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ในแง่การทำภาพยนตร์และในแง่ประเด็น ขณะที่ในไทยมีโรงใหญ่เพียงสองเครือที่พิจารณาการตลาดเป็นสำคัญ” อนุชาบอก “คนทำหนังอิสระจึงต่อรองเพื่อได้โรงฉายยากมากและอาจจะได้โรงมาน้อยมาก มีระยะฉายแค่หนึ่งหรือสองสัปดาห์

“แต่หนังอิสระต้องอาศัยการยืนโรงเพราะไม่มีกำลังในการทำโปรโมต และหากหนังไม่ประสบความสำเร็จ คนทำหนังก็ไม่มีเงินไปทำหนังเรื่องต่อๆ ไป คนดูก็ไม่ได้ดูหนังเรื่องอื่นๆ ที่แปลกๆ สุดท้ายก็จะไม่เกิดการพัฒนาระดับวัฒนธรรมการดูหนังเพราะสุดท้าย ความหลากหลายของหนังที่ฉายก็ลดน้อยลงไปด้วย คนดูหนังก็ดูแต่หนังแบบเดิมๆ”

ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การที่โรงภาพยนตร์บางแห่งขยับขยายมา ‘ทำหนัง’ เองและใช้พื้นที่ของโรงในการฉายหนังตัวเองหลายโรงและหลายรอบ ยืนระยะอย่างที่หนังเรื่องอื่นๆ ไม่มีโอกาส ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ต้องนำพิจารณาถึงความเป็นธรรมและเหมาะสม “ถ้าเรามองว่าโครงสร้างของอุตสาหกรรมกับโครงสร้างตลาดธุรกิจการฉายหนังคือธุรกิจควบรวมแนวดิ่ง และผู้ฉายหนังของเครือใหญ่ข้ามสายไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตก็ดี เป็นสายหนังก็ดี เป็นผู้จัดจำหน่าย” อุณาโลมว่า “ทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองสูงขณะที่ผู้ผลิตรายย่อยมีอำนาจต่อรองต่ำมาก”

กลไกหนึ่งของการแก้เงื่อนปมเหล่านี้คือการสนับสนุนโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก “เหมือนเพิ่มอำนาจใหม่เข้ามาในระบบนิเวศของการฉายหนัง มันอาจเป็นวิธีที่ช้าแต่ก็มีศักยภาพ” เฉลิมชาตรีบอก “เราอยากให้คนดูหนังได้ดูสิ่งที่หลากหลาย คำถามคือทำอย่างไรให้เขาไปดูหนังในโรงภาพยนตร์กัน เราก็อาจมีมาตรการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ดูหนังไทยก็ใช้ลดหย่อนได้เพื่อกระตุ้นให้คนเข้าไปดูหนัง และหนังก็จะยืนโรงได้นานขึ้นด้วย ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลช่วยให้โรงหนังใหญ่ยืนระยะหนังไทยบางเรื่องตอนออกฉายแล้วโรงไม่เจ็บตัว เขาก็น่าจะอยากช่วยตรงนี้”

เฉลิมชาตรียกนโยบาย One Family One Soft Power -นโยบายผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของพรรคเพื่อไทย- ว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้คนเรียนรู้ศาสตร์ของภาพยนตร์และตระหนักว่าภาพยนตร์เป็น ‘มากกว่า’ แค่ความบันเทิงหรืองานของคนเต้นกินรำกิน เพื่อให้เกิดความชื่นชม (appreciate) ต่อการดูหนังมากขึ้น ทั้งนี้ ก็นับเป็นแผนระยะยาวที่ต้องค่อยๆ ขับเคลื่อนไปพร้อมนโยบายอื่นๆ รวมทั้งโปรเจ็กต์ที่รัฐจะสร้างโรงหนังของตัวเอง สำหรับฉายหนังที่สร้างขึ้นในชุมชนเพื่อเน้นการสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก

“กลุ่มเป้าหมายเราเป็นคนที่รายได้ไม่มากนัก ค่าตั๋วก็จะลดลง เอาหนังที่โรงใหญ่ไม่ฉายแล้วหรือหนังนักศึกษา หนังอิสระไปฉาย สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือความเป็นชุมชน” เฉลิมชาตรีเล่า “นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามแก้การผูกขาดในแต่ละพื้นที่ โดยใช้ทางเลือกอื่นๆ อยู่”

อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล

“เวลาคุยเรื่องโรงภาพยนตร์ เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องหาผู้ร้าย” อุณาโลมเสริม “และเราคิดว่าคนทำโรงภาพยนตร์เองก็เข้าใจสถานการณ์ ประเด็นคือการสนับสนุนให้โรงหนังที่ยินดีฉายหนังไทย รัฐจะเจรจากับผู้บริหารได้ไหม ให้โรงเป็นผู้สร้างบรรยากาศการดูหนังและแก้ปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน”

ถึงที่สุด เราคงไม่อาจหลบตากับความจริงได้ว่าในยุคสมัยที่การสตรีมมิงเป็นตัวละครยักษ์ใหญ่ของการดูหนัง สำหรับหลายคน โรงภาพยนตร์ถูกมองเป็นตัวแทนจากกาลเวลายุคเก่าที่หล่นยุคหล่นสมัย กระนั้น ใช่หรือไม่ว่าสำหรับหลายคนอีกเหมือนกัน ที่ในห้องมืดทึบทะมึนแห่งนั้นก็ยังเป็นพื้นที่ของมนต์ขลังบางอย่าง

“ผมคิดว่าอนาคต โรงภาพยนตร์จะกลายเป็นเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียง” ภาณุบอก “เมื่อก่อน โรงหนังเป็นพื้นที่ให้เราหนีจากความจริง แต่เวลานี้ ทางเลือกในการหนีความจริงนั้นมันมีมากเหลือเกิน แต่กระนั้น ผมคิดว่าคนก็อยากเข้าไปดูหนังในโรงเพื่อเสพประสบการณ์บางอย่างอยู่ดี”

สำหรับสมานรัชฎ์ ที่ทำหนังและทำโรงภาพยนตร์เพื่อฉายหนังของตัวเองที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายที่อื่น ปิดท้ายว่า ประสบการณ์การดูหนังในจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่กับผู้คนจำนวนมากก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น “การดูหน้าจอเล็กลงๆ ทำให้สมองคนก็เล็กลงๆ ตามไปด้วย เราจะพบว่าเดี๋ยวนี้แทบไม่มีหนังที่ถ่ายฉาก horizon (ภาพแนวกว้าง) เลย ดังนั้น สายตาคนดูจึงแคบลงทุกทีๆ”

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save