fbpx
พูดมากไม่ได้ พูดได้ไม่มาก : ข้อจำกัดของ Free Speech ในยุคโซเชียลมีเดีย

พูดมากไม่ได้ พูดได้ไม่มาก : ข้อจำกัดของ Free Speech ในยุคโซเชียลมีเดีย

โสภณ ศุภมั่งมี เรื่อง

 

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเท่าที่เรารู้ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะปิดกั้นไอเดียหรือข่าวสาร คือการทำยังไงก็ได้ไม่ให้แพร่กระจายออกไป ปิดกั้นสื่อหนังสือพิมพ์ กดดันผู้บริหารสำนักข่าว ให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาสิ่งพิมพ์ก่อนออกไปสู่สาธารณะ หรือถ้าหมดหนทางแล้วจริงๆ ก็เอาปืนจ่อหัวแล้วถามว่า “จะรับกี่เม็ดดีครับ?”

มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในปี 1960 ที่ประเทศตุรกี มันเป็นช่วงฤดุใบไม้ผลิและกลุ่มทหารเพิ่งทำการปฏิวัติเพื่อยึดครองอำนาจจากรัฐบาล รวมไปถึงสื่อต่างๆ ของประเทศด้วย มีการปิดกั้นการกระจายข้อมูล (information blackout) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการชุมนุมต่อต้านการปฏิวัติที่เกิดขึ้น แต่โชคไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่กับกลุ่มสมคบคิด

มีกำหนดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศตุรกีกับสก็อตแลนด์ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในอีกสองอาทิตย์ การแข่งขันแบบนี้จะถูกถ่ายทอดสดตามคลื่นวิทยุ โดยผู้ประกาศจะคอยพากษ์ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม ชาวตุรกีทั้งยากดีมีจนจะนั่งล้อมวงเพื่อเชียร์ทีมของตัวเองทั่วประเทศ กลุ่มคณะปฏิวัติมีสองทางเลือก หนึ่งคือแคนเซิลการแข่งขัน ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการลุกฮือต่อต้าน สองคือหาทางป้องกันไม่ให้ผู้ประกาศพูดอะไรเกี่ยวกับการเมืองในตลอดการพากษ์แมตช์นี้ – พวกเขาเลือกทางที่สอง และจ่อปลายปืนหลายกระบอกที่หัวของผู้ประกาศตลอดช่วง 2 ชั่วโมง 45 นาที

มันกลายเป็นสูตรสำเร็จทั่วโลกในการปิดกั้นข้อมูลตลอดช่วงที่ผ่านมา – หาจุดติดขัดที่เป็น bottleneck แล้วก็บีบคอให้แน่นจนไม่สามารถพูดอะไรได้ แต่ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าการกระจายข่าวหรือประกาศแต่ละครั้ง ค่อนข้างยากลำบากและค่าใช้จ่ายสูงมาก โครงสร้างของสิ่งเหล่านี้อยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คนและสามารถควบคุมได้ไม่ยากนัก

แต่…วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป และกลยุทธ์นั้นก็ดูเหมือนไม่ได้ผลซะแล้ว ในเมื่อทุกคนสามารถสร้างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กภายในเวลาไม่กี่วินาที สามารถเผยแพร่ข้อมูลด้วยความรวดเร็ว แทบทุกอย่างถูกบันทึกไว้ด้วยสมาร์ทโฟน แล้วทีนี้จะไปบีบคอใครกันหล่ะ?

ในเครือข่ายที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน เมื่อทุกคนสามารถเผยแพร่ข้อมูลแบบ live stream จากแทบทุกที่บนโลกผ่านโซเชียลมีเดีย เหมือนว่าการปิดกั้นข้อมูลน่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และตอนนี้น่าจะเข้าสู่ยุคทองของสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพในการพูด (Free Speech) กันจริงๆ ซะที

แน่นอน…นี่คือยุคทองของเสรีภาพในการพูด – แต่คุณจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณเห็นหรืออ่านเป็นเรื่องจริง? วีดีโอที่เห็นถูกสร้างขึ้นมารึเปล่า? ใครเป็นคนปล่อยข่าวที่กำลังไวรัล? เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงไหนและที่ไหนกันแน่? ถูกแชร์โดยบอทหรือผู้ไม่หวังดีรึเปล่า? หรือถูกสร้างขึ้นมาด้วย AI?

หรือ…คุณอาจจะเป็นคนโพสต์เอง แต่ปัญหาคือใครจะเห็นโพสต์ของคุณไหมในมหาสมุทรแห่งข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อยๆ มันถูกใจอัลกอริทึ่มของเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์รึเปล่า? YouTube ได้ช่วยแนะนำให้คนอื่นดูต่อไหม?

บางทีโพสต์ของคุณอาจจะไวรัล ถูกแชร์ถูกบอกต่อเป็นล้านๆ ครั้ง แล้วคนที่รับข้อมูลเหล่านั้นเป็นใคร? อาจจะทั้งคนที่ขอบคุณที่ช่วยโพสต์เรื่องนี้ หรืออาจมีคนที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านอย่างรุนแรง อาจได้รับข้อความข่มขู่มาทางกล่องอินบ็อกซ์ ถูกแกล้งสั่งพิซซ่าร้อยกล่องมาส่งหน้าบ้านให้คุณจ่าย ล้อเลียนคุณเสียๆ หายๆ บิดเบือนความจริงในสิ่งที่คุณต้องการสื่อ หรือแม้กระทั่งแจ้งตำรวจให้มาเคาะประตูจับคุณถึงหน้าบ้าน

ถึงจุดนี้ คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณได้สร้างความแตกต่างให้กับสังคม ได้พูดและทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่าถูกต้อง ได้เห็นถึงพลังของเสรีภาพของคำพูดที่คุณมี แต่ที่จริงแล้วคุณอาจแค่ไปทำให้ใครสักคนโกรธบนโลกออนไลน์ และเขาต้องการเอาคืนหรือเล่นสนุกกับคุณแค่เท่านั้น

ลองมาดูกันว่า แท้ที่จริงแล้วยุคทองของ Free Speech ทำงานยังไง

ในศตวรรษที่ 21 การเผยแพร่ไอเดียหรือคำพูดสู่ผู้ฟังนั้นไม่ได้ถูกปิดกั้นด้วยความยากลำบาก และค่าใช้จ่ายสูงลิบเหมือนโครงสร้างการกระจายข่าวเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่มันถูกปิดกั้นด้วยความสามารถส่วนบุคคล ที่จะรวบรวมและดึงดูดความสนใจของคนฟังยังไง และตอนนี้การไหลเวียนของความสนใจในโลกออนไลน์ ถูกวางอยู่บนโครงสร้างของแพลตฟอร์มเพียงไม่กี่อย่างคือ Facebook, YouTube และ Twitter

บริษัทเหล่านี้เติบโตและมีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ พวกเขามักบอกว่าตนเองเป็นบริษัทที่ยกย่องการแสดงออกอย่างเสรีภาพ และตอนนี้ก็แทบจะกุมสื่อออนไลน์ต่างๆ ในมือไว้หมดเรียบร้อย จนกลายเป็นศูนย์กลางของสื่อไปโดยปริยาย แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงโมเดลธุรกิจของพวกเขา ก็คือการเป็นนายหน้าขายพื้นที่โฆษณา ใครก็ตามที่อยากซื้อพื้นที่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีของพวกเขาเลือกยิงโฆษณาแบบเฉพาะเจาะจงไปได้เลย

อย่างที่รู้กันว่า บริษัทเหล่านี้เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานทุกคนอยู่แล้ว พวกเขาเข้าใจว่าเราจะชอบคลิ๊กโฆษณาแบบไหน คอนเทนต์ไหนที่เราดูหรือเลื่อนผ่าน สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาคำนวณเพื่อสร้างหน้า feed อันไม่รู้จบให้กับเรา จุดที่น่ากลัวก็คือ ‘ข่าวปลอม’ ที่บ่อยครั้งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราคลิ๊กและสนใจ จนสามารถสร้างแรงผลักจากการกดไลค์กดแชร์ไปมากกว่า ‘ข่าวจริง’ ที่ดูน่าเบื่อ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มาพร้อมกับระบบป้องกันตัวอันน้อยนิดจากธรรมชาติ นอกเหนือจากความสามารถในการหาความรู้และทำงานอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน เรามักหวั่นไหวคล้อยตามกับแสงสลัวแห่งความแปลกใหม่ ข้อความที่ยืนยันการมีตัวตนและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงข้อความแห่งความเกรี้ยวกราดต่อศัตรู เปรียบเสมือนเครื่องปรุงชั้นเลิศที่ช่วยเพิ่มรสชาติแปลกใหม่เหล่านี้ และโซเชียลมีเดียก็พร้อมจะป้อนมันให้กับเราอย่างเต็มใจ

สำหรับบริษัทเหล่านี้ทุกอย่างคือคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นรายงานข่าว วีดีโอน้องหมาไล่งับหางตัวเอง โฆษณาใบมีดโกน ฯลฯ โพสต์แต่ละอันเป็นแค่ขนมชิ้นหนึ่งที่ไม่มีตารางส่วนประกอบด้านข้างว่ามีประโยชน์ต่อผู้รับประทานมากแค่ไหน โพสต์ของเราก็ดูคล้ายกับโฆษณา ซึ่งก็คล้ายกับโพสต์ข่าวของ New York Times ที่ดันไปเหมือนกับข่าวปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกล่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

และที่สำคัญที่สุด การโพสต์ข้อความออนไลน์แบบนี้ มันไม่ได้มีความเป็นสาธารณะเหมือนเดิมอีกต่อไป แน่นอนว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกว่าทุกคนได้รับประสบการณ์บางอย่างไปพร้อมๆ กัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว โพสต์เหล่านี้ได้ถูกจัดเอาไว้ให้แต่ละคนโดยเฉพาะ สกรีนของคนหนึ่งย่อมไม่เหมือนกับอีกคนหนึ่ง วันนี้ภาพลวงตาของสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’ ถูกแบ่งย่อยออกเป็นล้านๆ ส่วน ซึ่งบางทีก็ไม่เกี่ยวข้องกัน จริงอยู่ที่ว่าการเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาสามารถทำได้โดยง่าย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นบทสนทนาส่วนตัวที่เกิดขึ้นในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเองที่ไม่มีใครเห็นเท่านั้น

ทุกวันนี้วิธีการที่จะปิดกั้นสื่อต่างๆ ให้ได้ผลมากที่สุด คือการเข้าไปแทรกแซงความเชื่อและความสนใจของผู้ฟัง ไม่ใช่การปิดปากสื่อให้อยู่เงียบๆ เหมือนเมื่อก่อน มันดูเหมือนข่าวแคมเปญเพื่อโจมตีฝ่ายตรงกันข้าม ที่เป็นการรวบรวมพลังจากความรู้สึกโกรธจากแต่ละบุคคลมารวมกันไว้ คล้ายการติดโรคระบาดของข้อมูลอันผิดพลาดที่ร้ายแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อที่มีเครดิตและน่าเชื่อถือ เป็นแคมเปญที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยบอทคอมพิวเตอร์ที่จู่โจม​ สร้างความแตกแยก และบดบังปิดกั้นไม่ให้สื่อได้นำเสนอข่าวจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยหยุดไอเดียไม่ให้กระจายออกไป และทำให้แพลตฟอร์มใหญ่ๆ เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการสื่อสารกับคนอื่นๆ

แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจเลือกปิดกั้นใครบางคน (หรือสื่อบางสื่อ) ไม่ให้ใช้งานโดยการแบนพวกเขา เพราะผิดกฏ ‘community standards’ ซึ่งในลักษณะภายนอกก็ดูคล้ายกับการปิดกั้นเหมือนสมัยก่อน และเป็นการแสดงอำนาจอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ผิดกฏหมายอะไร เพราะตามหลักแล้วพวกเขาก็เป็นบริษัทที่หาผลกำไรเท่านั้น เท่านั้นยังไม่พอ ยิ่งถ้าใครสักคนถูกแบนถูกเตะออกจากแพลตฟอร์ม แทนที่จะกลายเป็นการปิดกั้นไอเดีย คนทั้งโลกจะยิ่งสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นและเริ่มเป็นกระแสไวรัลขึ้นทันที

ไอเดียพื้นฐานของเสรีภาพทางการพูด ไม่สามารถนำมาใช้ในยุคโซเชียลมีเดียได้อีกต่อไป ในพื้นที่ซื้อขายไอเดียและคำพูดอย่างเฟซบุ๊กหรือยูทูป ความจริงทุกอย่างจะถูกโค่นล้มด้วยการระบาดของของข่าวปลอมที่ท่วมท้น แม้จะเคยมีคนพูดว่า “the best cure for bad speech is more speech” ก็ไม่ได้มีความหมายอีกต่อไป เพราะแม้การพูดคุยจะถูกส่งต่อให้คนจำนวนมาก แต่ก็ถูกจัดส่งแค่หน้าจอของใครบางคนเท่านั้น คำถามคือเราจะทำยังไง เมื่อผลที่ตามมาของการพูดครั้งแรกไม่ได้ออกมาอย่างที่คิด ต้องแก้ข่าวและให้ข้อมูลเพิ่ม แต่กลุ่มคนที่ฟังก็ไม่ใช่กลุ่มเดิมที่ฟังมาตั้งแต่แรกอีกต่อไป?

มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องถอยหลังย้อนกลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อน ที่เสียงเล็กๆ ไม่มีทางไปถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้เลย เพราะในเวลาดังกล่าว การตัดสินใจของคนมีอำนาจในสื่อเพียงไม่กี่เสียง คือการชี้เป็นชี้ตายของการเผยแพร่ข้อมูลแต่ละครั้ง หรือไม่ก็ต้องสร้างเสียงฮือฮาในสังคมได้มากพอที่จะทำให้สื่อไม่สามารถเพิกเฉยได้ แต่สุดท้ายก็นำมาซึ่งความแตกแยก การต่อสู้ กระทั่งลงมือทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต

ตอนนั้นทุกคนแทบจะเห็นและได้ยินทุกอย่างที่เหมือนๆ กัน แต่ในเวลานี้มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ดูตัวอย่างเหตุการณ์เลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกาครั้งล่าสุด ที่มีรายงานของ Joshua Green และ Sasha Issenberg จาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายของทรัมป์ได้ใช้โพสต์มืด ที่มุ่งส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน เพื่อไม่ให้ออกมาโหวตลงคะแนนเสียง ส่วนทางฝ่ายฮิลลารี่ คลินตัน แม้จะพยายามหาทางโต้ตอบ แต่ก็ทำได้ไม่ดีพอเพราะไม่สามารถตรวจจับได้ และแม้นางฮิลลารี่จะขึ้นเวทีแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้กับสำนักข่าวดังๆ แต่ก็อาจไปไม่ถึงกลุ่มที่ได้รับข่าวสารนั้นจากฝั่งทรัมป์ตั้งแต่แรก เพราะคนที่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใครก็มีแค่ทรัมป์กับเฟซบุ๊กเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักไว้คือ การใช้เทคนิคแบบนี้ของทรัมป์ ไม่ใช่การใช้เครืองมืออันบริสุทธิ์ในทางที่ผิดแต่ประการใด มันเป็นการดึงเอาประสิทธิภาพของเฟซบุ๊กมาใช้ให้เต็มที่อย่างที่มันถูกดีไซน์มา แคมเปญของทรัมป์นั้นใช้เงินซื้อ และเฟซบุ๊กก็พร้อมจะขาย ไม่มีใครสนหรอกว่าข้อมูลเหล่านี้มาจากไหนหรือจะสร้างผลกระทบอะไร ตราบใดที่มีคนเห็นโฆษณา มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เฟซบุ๊กจะสนใจอีกต่อไป

มิชชั่นของเฟซบุ๊กคือการ ‘connect the world’ และ ‘bring the world closer together’ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเริ่มมีผลกระทบที่ใหญ่หลวงกว่านั้น เพราะกลุ่มคนที่เชื่อมถึงกันไม่ใช่แค่กลุ่มคนรักประชาธิปไตย หรือกลุ่มแฟนคลับของนักร้องไอดอล แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มเหยียดผิวและสุดโต่งทางศาสนา จาก Free Speech จึงสามารถกลายมาเป็นการรวมตัวเพื่อเพิ่มความเกลียดชังได้ ดังกรณีที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในประเทศเมียนมา

เสรีภาพของคำพูดเป็นสิ่งสำคัญในการก่อให้เกิดประชาธิปไตย เป็นตัวขับเคลื่อนไอเดียเพื่อสร้างสังคมที่มีความรู้ ก่อให้เกิดการสนทนาที่มีคุณภาพ เกิดการโต้แย้งด้วยเหตุผล เพื่อให้กลุ่มคนที่มีอำนาจนั้นรับผิดชอบในการกระทำต่างๆ เพื่อให้สังคมที่เราอยู่มีชีวิตและสร้างความแตกต่างในความคิด แต่กลายเป็นว่าเราไปเข้าใจผิด ตรงที่คิดว่าเสรีภาพของคำพูดคือเป้าหมาย ไม่ใช่แค่วิธีการ

การสร้างสังคมที่ตื่นรู้นั้นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ตั้งแต่การแยกแยะข่าวจริงกับข่าวปลอมออกจากกัน รับผิดชอบในเสียงของตัวเองทั้งด้านนอกและด้านในโซเชียลมีเดีย สังคมที่พร้อมในการรับรู้อย่างมีเหตุผล และพร้อมถกเถียงด้วยสติปัญญา ถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และยากที่จะไปถึง แต่ก็เป็นเป้าหมายที่ควรพยายามทำให้ได้ ทว่าเวลานี้โซเชียลมีเดียไม่ได้ช่วยในเรื่องนั้นมากเท่าไหร่ แถมผู้ใช้ยังขาดความรู้ความเข้าใจถึงการเสพสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ถึงตอนนี้ เราได้เห็นแล้วว่าโมเดลของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ในการเก็บข้อมูลของเราเพื่อการโฆษณาแบบเฉพาะเจาะจงนั้น สามารถถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ ดังนั้นกฏหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เคยมีมา จึงไม่เพียงพออีกต่อไป และต้องมีการปรับตัวตามสิ่งที่เกิดขึ้น ในตอนนี้เฟซบุ๊กอายุได้ 13 ปี, ทวิตเตอร์ 11 ปี และพี่ใหญ่อย่างกูเกิ้ล 19 ปี ถ้าเทียบกับวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมรถยนต์แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ยังไม่มีแม้กระทั่งเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย และการควบคุมมลภาวะในอากาศ

กฏหมายที่คุ้มครองประชาชนและควบคุมบริษัทเหล่านี้ ต้องการความเปลี่ยนแปลง และถ้าจะให้แฟร์ บริษัทเหล่านี้ควรทำอะไรหลายๆ อย่างให้ดีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบในครั้งเดียว และก็ไม่ใช่ปัญหาที่ Mark Zuckerberg หรือ Sundar Pichai จะแก้ได้ด้วยตัวเอง

เราอยู่ในยุคที่พูดมากไม่ได้ เพราะอาจเกิดความเสียหายกับตัวเอง หรือต่อให้มีเรื่องอยากพูด แต่ก็อาจไม่มีใครได้ยิน เพราะถูกอัลกอริทึ่มปิดกั้น สุดท้าย Free Speech ยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น โดยระหว่างนี้ย่อมมีความเสียหายและค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นตามมา แต่ก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องทำ…และต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้

MOST READ

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Life & Culture

8 Sep 2021

คนกระโปกแห่งยุคสมัย 199x ทำไมเด็กเจนวายไม่ยอมโต

คอลัมน์ PopCapture พิมพ์ชนก พุกสุข เขียนถึงสาเหตุสำคัญว่าเพราะอะไร ‘ชาวมิลเลนเนียลส์’ ถึงไม่อาจเติบโตได้อย่างที่ใจหวัง

พิมพ์ชนก พุกสุข

8 Sep 2021

Life & Culture

24 Dec 2018

‘สิงโตนอกคอก’ กับมุมมองต่อความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล เขียนถึงเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่ตั้งคำถามกับประเด็นจริยธรรม เชื่อมโยงกับมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล

24 Dec 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save