วจนา วรรลยางกูร เรื่องและภาพ

 

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

 

‘ปารีส’ เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังนับไม่ถ้วน ทั้งความสวยงามของสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ละลานตา คาเฟ่และร้านอาหารที่แข่งกันแต่งตัวสวยงามทุกหัวมุมถนน เชิญชวนให้นั่งลงที่โต๊ะหน้าร้าน สั่งกาแฟสักแก้ว เฝ้ามองลมหายใจอันน่ารื่นรมย์ของผู้คนในเมืองใหญ่

กระทั่งการเดินซอกแซกในตรอกซอกซอยก็ทำให้คิดขึ้นมาได้เสมอว่ามีมุมเหมาะแก่การถ่ายภาพหรือถ่ายทำภาพยนตร์ให้เลือกไม่หวาดไหว

หลายคนคงมีภาพยนตร์ในใจที่นึกถึงเมื่อเยือนปารีส สำหรับฉันคือ Before Sunset หนึ่งในภาพยนตร์ไตรภาคของ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ผู้กำกับอเมริกัน ที่กลายเป็นหนังโรแมนติกขึ้นหิ้งที่หลายคนหลงรัก

หลังการพบกันของสองคนแปลกหน้าบนรถไฟ เจสซี่ หนุ่มอเมริกัน กับ เซลีน สาวฝรั่งเศส ใช้เวลาชั่วข้ามคืนร่วมกันที่เวียนนา ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งใน 9 ปีถัดมา เมื่อเจสซี่เดินทางมาโปรโมทหนังสือของเขาที่ปารีสและได้สานต่อบทสนทนากับเซลีนในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะต้องไปสนามบิน

แต่ละคนคงมีภาพจำต่อแต่ละสถานที่ซึ่งได้ไปเดินทางท่องเที่ยวแตกต่างกัน ปารีสสำหรับฉันคือบทสนทนาระหว่างเจสซี่กับเซลีน

คลุ้งเคล้าด้วยความโหยหาแต่ไม่ลุ่มหลงเช่นความรักของหนุ่มสาวที่บังเอิญเจอกันบนรถไฟ

ยั่วเย้ายียวน ทายท้ากันและกันด้วยมุมมองต่อโลกผ่านประสบการณ์ที่แต่ละฝ่ายเผชิญในช่วงเวลาที่แยกจากกัน

เจ็บปวดและซ่อนลึก เมื่อพบว่าชีวิตที่มีในโมงยามปัจจุบันไม่ได้หอมหวานโรแมนติกเหมือนค่ำคืนเมื่อ 9 ปีก่อน

หากเวียนนาใน Before Sunrise คือแสงสีม่วงน้ำเงินฉาบแสงสะท้อนสีเหลืองนวลของไฟริมถนน ลึกลับและซุกซน ปารีสใน Before Sunset คือแสงแดดจ้าวาบสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตกยามเย็น ปรากฏรายละเอียดที่ไม่เคยสังเกตเห็นยามค่ำคืน เช่น ริ้วรอยเล็กๆ มุมปากที่ปรากฏเมื่อแย้มยิ้ม และกรีซใน Before Midnight คือแสงสว่างจ้าของบ่ายวันอาทิตย์แสนเหนอะหนะ สว่างจนเห็นทุกแง่มุม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ

ขณะที่ภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องซึ่งถ่ายทำที่ปารีสจะเป็นที่จดจำจากการเก็บภาพฉากอันยิ่งใหญ่ตระการตา เช่น ฉากพิพิธภัณฑ์โรแดง ใน Midnight in Paris, จัตุรัสคองคอร์ด ใน The Devil Wears Prada, พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ และวิหารแซงต์ซุลปิซ ใน The Da Vinci Code หรือพระราชวังแวร์ซาย ใน Marie Antoinette

Before Sunset ถ่ายทำในปารีสเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยเน้นฉากลองเทคการพูดคุยของตัวละครที่เดินไปตามท้องถนน มีฉากร้านหนังสือ คาเฟ่ สวนสาธารณะ และอพาร์ทเมนต์ของเซลีน ซึ่งให้ภาพปารีสที่ไม่หรูหรายิ่งใหญ่แต่เป็นเมืองที่น่ารักมากเสน่ห์

อาจมีเพียงฉากเรือนำเที่ยวที่ฉายให้เห็นภาพกว้างเมืองปารีส โดยเฉพาะการบันทึกภาพมหาวิหารนอเทรอดามซึ่งถ่ายจากเรือที่ล่องไปตามแม่น้ำแซน อันกลายเป็นฉากที่ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้นอเทรอดามไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

 

 

สถานที่ถ่ายทำ Before Sunset ส่วนมากอยู่บริเวณใจกลางปารีส ลัดเลาะถนนเล็กๆ เลียบริมน้ำแซน โดยเปิดเรื่องที่ร้านหนังสือ Shakespeare and Company ร้านหนังสือชื่อดังที่กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวและนักอ่านจำนวนมาก

เจสซี่เปิดตัวหนังสือของเขาที่ร้านหนังสือนี้ เป็นความตั้งใจของเขาที่เลือกปารีสเป็นเมืองสุดท้ายของทัวร์เปิดตัวหนังสือ ก่อนจะบินกลับอเมริกา และเธอก็ปรากฏตัว หญิงสาวเจ้าของชั่วข้ามคืนน่าอัศจรรย์ที่เวียนนา ที่กลายมาเป็นเรื่องราวในหนังสือของเขา

ประตูร้านหนังสือยังคงเป็นสีเขียวเช่นเมื่อ 15 ปีก่อน หากแต่เป็นเขียวคนละเฉด ร้านแน่นขนัดไปด้วยหนังสือทุกประเภทวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ที่คล้ายจะรับน้ำหนักกองหนังสือมหาศาลไม่ไหว ทางเดินในร้านคับแคบเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินเข้าออกร้านทั้งวัน พนักงานประจำอยู่แทบทุกมุมในร้านเพื่อตอบคำถามเรื่องหนังสือ พื้นที่ว่างกลายเป็นของหายาก แต่นักอ่านบางคนก็ค้นพบเก้าอี้นวมและหย่อนตัวนั่งอ่านหนังสือได้เนิ่นนาน

ตามเสาและกำแพงเต็มไปด้วยรูปนักเขียนชื่อดัง คำพูดที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรม รวมถึงป้ายห้ามถ่ายภาพในร้านเพื่อป้องกันการรบกวนนักอ่าน

สายตาของฉันปะทะกับประโยคหนึ่งบนคานไม้

“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นบ้า” อลิซกล่าว

“เธอบ้าแน่ ไม่งั้นเธอไม่มาที่นี่หรอก” เจ้าแมวบอก

 

 

ปัจจุบันร้านเชกสเปียร์ฯ ยังคงใช้เป็นที่จัดงานเปิดตัวหนังสือและกิจกรรมพูดคุยเกี่ยวกับวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชั้นล่างของร้านเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนที่เดินเข้าออก เมื่อเดินขึ้นบันไดไม้มายังชั้นสองกลับมีมุมสงบที่เปิดเป็นพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือ โซฟาเก่า ชั้นหนังสือไม้ วอลเปเปอร์ลายดอกสีขรึมขลัง พิมพ์ดีดตัวสวย และโต๊ะทำงานที่หน้าต่างเบื้องหลังมีวิวนอเทรอดาม ปฏิเสธยากว่านี่เป็นห้องทำงานในฝันของหลายคน โดยเฉพาะหนังสือเก่าจำนวนมากที่มีให้หยิบอ่านตามสบาย โดยมีกฎเล็กๆ ว่า ‘อย่ากวนแมว’

แมวหน้ากลมลายน้ำตาลดำท่าทางไม่เป็นมิตรตัวหนึ่งนอนสงบอยู่บนเบาะม้านั่งยาว ในห้องมีกระดาษโพสต์อิทแปะอยู่แทบทุกมุมว่าอย่าปลุกแมว เธอต้องการการพักผ่อนเพราะอ่านหนังสือถึงดึก สิ่งที่ผู้มาเยือนทุกคนทำคือเดินย่องเข้าออกและหยิบจับหนังสือแผ่วเบาอย่างเกรงใจเจ้าของห้อง

 

 

เมื่อเดินออกจากร้านจะมีเสาน้ำพุที่เซลีนออกมายืนรอเจสซี่พร้อมรอยยิ้มเขิน ซึ่งเจสซี่บอกว่าเมื่อคืนเขานอนที่ชั้นบนของร้านหนังสือจึงไม่จำเป็นต้องอยู่พูดคุยกับคนที่ร้านต่อหลังงานจบ ก่อนทั้งคู่จะเดินเลี้ยวมาที่ถนน Galande และถามถึงการนัดหมายที่เวียนนาใน 6 เดือนหลังการพบกันครั้งแรกของพวกเขา

“คุณได้ไปที่เวียนนาเมื่อธันวาคมปีนั้นหรือเปล่า?”

“แล้วคุณไปหรือเปล่า”

“ฉันไปไม่ได้ แล้วคุณล่ะ เรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก”

“ทำไมล่ะ ในเมื่อคุณก็ไม่ได้ไป”

 

 

สถานที่ถ่ายทำถัดมาตัดข้ามแม่น้ำแซนมายังอีกฝั่งตรงถนนที่มุ่งหน้าสู่โบสถ์เซนต์ปอลเซนต์หลุยส์ (Église Saint-Paul Saint-Louis) ย่านเลอ มาเรส์ ซึ่งเป็นฉากที่ใช้เปิดชื่อเรื่องในตอนต้น

Before Sunset ถ่ายในช่วงหน้าร้อนปี 2003 ช่วงที่คลื่นความร้อนถาโถมยุโรป ขณะที่ฉันเองก็ไปปารีสช่วงหน้าร้อนพอดี ตอนเดินขึ้นเนินเล็กๆ มุ่งสู่โบสถ์เซนต์ปอลเซนต์หลุยส์ เป็นเวลา 5 โมงเย็น อากาศยังร้อนจัด แดดเลียไล่มาตามแขนและต้นคอจนร้อนผ่าว เด็กวัยรุ่น 4-5 คนเล่นบาสกันในสนามติดถนน ตะโกนเล่นกันแต่ไม่ดังโหวกเหวก อากาศร้อนจนไม่มีนักท่องเที่ยวหรือกระทั่งคนเดินถนนในช่วงเวลานั้น ทั้งที่โดยรอบย่านนี้เป็นร้านขายของสะสมเก่า มีร้านเล็กๆ ให้เดินซอกแซกสำรวจ แต่โมงยามนั้นกลับเงียบสงัด

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาฉันใจเต้น ทันทีที่เห็นโค้งหลังคาโดมของโบสถ์ ภาพที่เห็นไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ดูน่ารักและสงบเสงี่ยม ฉันค่อยๆ เดินขึ้นไปตามทางลาดของถนน พยายามกลบรอยยิ้มบนใบหน้าทั้งที่หัวใจพองโต

คุณเคยฝันว่าอยากใช้ชีวิตในภาพยนตร์สักเรื่องไหม?

ฉันกำลังเดินอยู่บนถนนเดียวกับที่เจสซี่และเซลีนเคยเดินมาด้วยกัน พูดคุยกันไม่หยุด แทบไม่เว้นหายใจหรือหยุดมองโบสถ์อันแสนน่ารักนี้เลย เมื่อได้พบคนที่คิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสเจออีกแล้ว

“ฉันคิดมาตลอดว่าคุณลืมฉันแล้ว”

“ไม่เลย ผมจำภาพคุณได้อย่างชัดเจน ผมต้องบอกอะไรคุณอย่างหนึ่ง…”

“อะไรเหรอ”

“ผมอยากคุยกับคุณมาตลอด ตอนนี้เหมือนฝันไปเลย”

 

 

ทั้งคู่มุ่งตรงมาดื่มกาแฟที่ร้าน Le Pure Café ถนน Jean Macé ซึ่งหากเดินมาจากโบสถ์เซนต์ปอลเซนต์หลุยส์ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง

Le Pure Café กลายเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากภาพยนตร์ Before Sunset ทั้งที่ที่ตั้งโดยรอบไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่พลุกพล่าน โต๊ะด้านนอกร้านเกือบทุกตัวถูกจับจองโดยคนหนุ่มสาว หน้าร้านของทุกคาเฟ่เป็นทำเลดีที่สุดที่จะนั่งรับอากาศ ชมวิวและผู้คนริมทาง

ฉันไปที่คาเฟ่นี้ช่วงหัวค่ำ พระอาทิตย์ยังไม่ตก อากาศเย็นสบาย เดินเข้ามาด้านในร้าน พนักงานสาวกำลังคุยเล่นอยู่กับลูกค้าที่บาร์ บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบผิดกับด้านนอก เก้าอี้นวมสีแดงตุ่นรับกับม่านบังตาลายลูกไม้สีเหลือง เก้าอี้ไม้ เพดานไล่ระดับสีครีม และแสงสีเหลืองจากโคมไฟที่ประดับทั่วร้าน ด้านในมีลูกค้าเพียงสองโต๊ะ ชายที่โต๊ะหน้าห้องน้ำอ่านหนังสือพร้อมแก้วเบียร์ตรงหน้า ชายที่โต๊ะติดกระจกร้านฝั่งซ้ายเปิดแล็ปท็อปทำงานพร้อมกาแฟร้อน ขวดไวน์เรียงรายเต็มผนังร้าน

 

 

พนักงานหนุ่มผมหยิกยิ้มกว้างทัก “Bonsoir‎” ฉันตอบ “Bonsoir”‎ กลับเบาๆ แบบไม่แน่ใจว่าออกเสียงได้ถูกต้อง

หลังมองสำรวจทั่วร้านฉันก็เจอโต๊ะตัวนั้นทางฝั่งขวาของร้าน โชคดีที่ด้านในโล่งจนเลือกโต๊ะได้มุมเดียวกับที่เห็นในภาพยนตร์ พนักงานหนุ่มคนเดิมเดินเอาเมนูมาวางที่โต๊ะพร้อมทักด้วยภาษาฝรั่งเศสชุดใหญ่ ฉันขอเมนูภาษาอังกฤษพร้อมยิ้มเขินที่ฟังเขาพูดไม่ออก

ลังเลจะสั่งกาแฟ สุดท้ายได้โมฮิโต้มาดับร้อนหลังเดินตะลอนมาทั้งวัน

ฉันมองโต๊ะตัวนั้น ที่เขาและเธอมองตากันเหนือถ้วยกาแฟและพบว่าพวกเขาเคยอยู่ที่นิวยอร์กในช่วงเวลาเดียวกันแต่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน กระจกกัดลายด้านหลังเซลีนยังคงเหมือนเมื่อ 15 ปีก่อนที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ โต๊ะเก้าอี้และชั้นริมผนังเปลี่ยนไปเล็กน้อย บรรยากาศในร้านชวนให้นึกถึงวันเวลาเก่าๆ

“เชื่อไหมว่ามันผ่านมาตั้ง 9 ปีแล้วที่เราเคยเดินเที่ยวกันที่เวียนนา”

“9 ปีเหรอ เป็นไปไม่ได้น่า”

“แต่สำหรับผมมันเหมือนเพิ่งผ่านไป 2 เดือน”

 

 

โมฮิโต้หมดไปครึ่งแก้ว หนุ่มสาวสองคนจูงมือกันเข้ามานั่งโต๊ะตัวนั้นพร้อมสั่งค็อกเทลสีสดใส่ส้มฝาน ฉันรักแสงที่ส่องผ่านกระจกกัดลายบานใหญ่นั้นมาก มันทำให้แสงสีเหลืองจากโคมไฟในร้านดูอ่อนโยนขึ้น และทำให้ใบหน้าที่แสงนี้พาดผ่านดูชวนมองขึ้น โดยเฉพาะหากใบหน้านั้นเป็นคนแปลกหน้าที่คุณคิดถึงมาตลอด 9 ปี

หนุ่มสาวคู่นั้นพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบและจับมือกันตลอดจนฉันออกจากร้าน ได้แต่หวังว่าบทสนทนาของพวกเขาจะไม่เป็นแบบในภาพยนตร์

“Goodbye” พนักงานหนุ่มทัก

“Au revoir!” ฉันตอบ

 

 

หลังออกจากร้านเจสซี่และเซลีนไปที่สวนสาธารณะ Coulée verte René-Dumont ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เป็นสวนที่สร้างบนทางรถไฟยกระดับเก่า ยาว 4 กม.กว่า ปัจจุบันด้านล่างสวนเป็นที่ตั้งของสตูดิโอและแกลอรีศิลปะจำนวนมาก

ฉันมาที่สวนนี้หลายครั้ง เพราะมันอยู่ใกล้สถานีรถไฟ รอบๆ มีย่านช้อปปิ้ง ตลาดนัดผักและผลไม้สด และตลาดนัดของเก่าที่มีตั้งแต่แผ่นเสียง หินเก่า ต่างหูทองเหลือง เข็มกลัดโบราณ ตุ๊กตากระเบื้อง ตุ๊กตาผ้าขาดๆ จนถึงขวดนมเก่าที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ที่สำคัญคือใกล้กันนี้มีร้านคั่วกาแฟเล็กๆ ราคาไม่แพงและมีเมล็ดให้เลือกหลายชนิด แม้ว่าจะคุยกับคนที่ร้านแทบไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม

ขณะที่สวนซึ่งอยู่ลอยฟ้าเป็นที่พักผ่อนอย่างดีในย่านนี้ ผู้คนมาออกกำลังกาย พาสุนัขมาเดินเล่น นั่งล้อมวงกินอาหารกลางวัน หรือหากอยากเปิดเบียร์ดื่มสักกระป๋องก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม

 

 

ฉันเดินตามหาม้านั่งตัวนั้นอยู่นาน ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสวนที่ยาว 4 กม.กว่า จนมั่นใจว่าเจอแล้วจึงนั่งลง คอยให้ชายสูงวัยที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ลุกจากม้านั่งตัวนั้น เพราะไม่อยากรบกวนเขา

เกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ฉันยอมแพ้ ลุกออกไปหาเครื่องดื่มเย็นๆ ฉลองให้ความบ้าบอของตัวเอง ก่อนจะมาอีกครั้งในวันอื่นหลังจากนั้น และถ่ายรูปม้านั่งตัวนั้นสำเร็จ

ที่น่าตลกคือเมื่อกลับมาไทยฉันเปิดภาพยนตร์ย้อนดูอีกครั้ง และพบว่านั่นไม่ใช่ม้านั่งในจุดที่ใช้ถ่ายภาพยนตร์ ส่วนจุดที่เซลีนกับเจสซี่นั่งคุยกันปัจจุบันนี้ไม่มีม้านั่งอยู่แล้วและถูกแทนที่ด้วยถังขยะ

 

 

จากสวนสาธารณะ ภาพยนตร์ย้ายกลับมาถ่ายริมแม่น้ำแซนที่สะพาน Tournelle ไม่ห่างจากร้านหนังสือในฉากเปิดเรื่อง

ช่วงเย็นในฤดูร้อนพระอาทิตย์ไม่ตกง่ายๆ แดดจัด แต่คนฝรั่งเศสช่างรักแสงแดดและฤดูร้อน กลุ่มเด็กมัธยมต้นราว 20 คนนั่งปิกนิกกันพร้อมคุณครูคอยคุมเชิง หนุ่มสาวนั่งมองแม่น้ำเป็นคู่ หนุ่มๆ ถอดเสื้อขับสกูตเตอร์ไฟฟ้าไปตามทางเดินเลียบแม่น้ำ เสียงเพลงยุค 60 แว่วมาจากบนเรือที่จอดเทียบท่ามีกลุ่มผู้สูงอายุกำลังเต้นกันสนุก คล้ายเป็นกิจกรรมชมรม

แม้ว่าแดดจัดอากาศร้อนขนาดไหนหรือถ้าต้องนั่งเรือท่องเที่ยวฟังไกด์บรรยายอย่างง่วงเหงาหาวนอนถึงลูฟร์หรือไอเฟลพร้อมลูกเด็กเล็กแดง แต่ถ้ามีเจสซี่เดินอยู่ข้างๆ ตอนนี้ฉันก็คงโดดลงเรือตามไปง่ายๆ แบบที่เซลีนทำ

เจสซี่ลากเซลีนลงเรือท่องเที่ยวตอนที่เธอกำลังเล่าถึงคนรักปัจจุบัน เซลีนไม่เคยล่องน้ำแซนแบบ ‘นักท่องเที่ยว’ เช่นเดียวกับปารีเซียงจำนวนมาก เพื่อนชาวฝรั่งเศสบอกฉันว่ามีแต่นักท่องเที่ยวที่ลงเรือล่องแม่น้ำแบบนี้ หากมีเวลา การเดินเล่นชมปารีสริมน้ำแซนย่อมรื่นรมย์กว่า เพราะสิ่งสวยงามย่อมต้องการเวลาในการชื่นชม

ริมแม่น้ำแซนมีเสน่ห์ล้นเหลือจนฉันชอบมาเดินเล่นตอนเย็นบ่อยๆ นอกจากการชมวิวแล้วคือการชมผู้คน ฤดูร้อนหนุ่มสาวพากันมาปิกนิกจนแน่นสองฝั่ง ปาร์ตี้กันอึกทึก บนสะพานหนึ่งเล่นทรัมเป็ตเปิดหมวก อีกใต้สะพานวัยรุ่นเปิดไมค์ประชันแร็พกันสนุก ตำรวจเดินมาด้อมๆ มองๆ เป็นระยะ แต่เพียงแค่ส่งยิ้มให้กันก็พอ

 

 

หากล่องเรือจากบริเวณสะพาน Tournelle จะเป็นจุดที่เห็นนอเทรอดามชัดเจน แม้ว่าขณะนี้กำลังปิดซ่อมแซมและจำเป็นต้องปิดฟื้นฟูต่อไปอีกหลายปี แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็ยังไปถ่ายรูปภายนอกอาคารที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง

คุณต้องคิดว่าสักวันหนึ่งนอเทรอดามก็ต้องหายไป”

ประโยคของเซลีนถูกหยิบมาพูดถึงไม่นานนี้ เมื่อวันหนึ่งนั้นมาถึงจริงๆ

 

 

เจสซี่ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเฮนรี 4 ที่อยู่เยื้องมาคนละฝั่งแม่น้ำ ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาลงเรือ ที่ฝั่งนี้เงียบสงบและคนน้อยกว่ามาก มีก็แต่คนมานอนอาบแดดหรือนั่งอ่านหนังสือ พวกเขาขึ้นรถเพื่อไปส่งเซลีนที่อพาร์ทเมนต์ ซึ่งถ่ายทำในตึกบนถนน Faubourg Saint-Antoine ไม่ไกลจากสวนสาธารณะที่พวกเขาไปกัน ซึ่งไม่ได้เปิดต้อนรับให้คนทั่วไปเข้า

Before Sunset ฉายภาพปารีสในเย็นวันหนึ่งผ่านห้วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่เป็นเวลาสั้นๆ ที่ทำให้ได้มองปารีสด้วยความอบอุ่นหัวใจ ผ่านบทสนทนาของสองคนแปลกหน้าที่รอคอยการกลับมาเจอกันตลอดเกือบสิบปีและพบว่าความจริงไม่ได้เข้าข้างให้ทั้งคู่สามารถกลับมาบรรจบกันแบบที่จะมีความสุขชั่วนิจนิรันดร์ได้ เมื่อต่างฝ่ายต่างแยกกันไปใช้ชีวิตและมีคนรักของตัวเองอยู่แล้ว

 

 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่หนังโปรโมทการท่องเที่ยว ปารีสที่ฉันเจออาจจะสวยกว่าที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเรื่องราวของเจสซี่กับเซลีนทำให้ฉันรักเมืองนี้มากขึ้นไปอีก

และแม้จะชื่อ Before Sunset แต่ไม่มีฉากพระอาทิตย์ตกปรากฏ มีเพียงเพลง Just in Time ของ Nina Simone ในตอนจบที่ทำให้ฉันเห็นพระอาทิตย์ตกที่ไม่มีในเรื่อง

ขณะยืนอยู่บนสะพานเหนือแม่น้ำแซน อาทิตย์ทอแสงสีเหลืองฉาบไปทั่วท้องฟ้า รอบตัวมีผู้คนขวักไขว่แต่เสียงที่ฉันได้ยินมีเพียงเพลงแจ๊สจากทรัมเป็ตของนักดนตรีเปิดหมวก ผิวน้ำสะท้อนประกายแดดระยับเช่นเดียวกับนัยน์ตาของเจสซี่ที่มองมุ่งไปยังแสงที่กำลังจะลาลับ รอยยิ้มบนใบหน้านั้นทำให้เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว และทำให้แน่ใจว่าปารีสยังคงรอคอยการกลับไปพบกันอีกครั้ง

Now you’re here

And now I know just where I’m going

No more doubt or fear

I found my way”

Author

Wajana Wanlayangkoon

วจนา วรรลยางกูร - อดีตนักข่าวมติชนหน้าประชาชื่น จบการละครจากอักษรศาสตร์ทับแก้ว