โตมร ศุขปรีชา เรื่อง

 

คุณว่าหน้าที่ของสวนคืออะไร

สำหรับผม สวนไม่ได้มีไว้เพื่ออะไรอื่น นอกจากการ ‘ยั้ง’ เราให้แช่มช้าลง

ผมชอบวางเท้าในสวน เดินช้าๆ ไปบนพรมหญ้าชุ่มน้ำค้างยามเช้า นั่งเฉยๆ ใต้ต้นไม้ให้ลมพัดเอื่อยแผ่วผ่านผิว หรือนอนหมอบมองดูมดเรียงริ้ว

ผมคิดว่าในสวนแต่ละแห่ง เวลาเดินช้าลงกว่าโลกภายนอกมากนัก ดูเหมือนเมื่ออยู่ในสวน ทุกสิ่งพาเราย้อนกลับไปสู่วงจรอันแช่มช้าของธรรมชาติ คล้ายต้นไม้กำลังเล่านิทานให้เราฟัง กล่อมให้เรานอนหลับไปอย่างแผ่วเบา

เวลาพูดถึงสวน ผมมักนึกถึงเทพนิยายของออสการ์ ไวลด์ โดยเฉพาะเรื่องยักษ์เห็นแก่ตัวหรือ The Selfish Giant

ทุกบ่าย เมื่อเด็กๆ กลับจากโรงเรียน พวกเขาจะเข้าไปเล่นในสวนของยักษ์ สวนแห่งนั้นน่ารัก มีพรมหญ้าสีเขียว มีดอกไม้พร่างพรายเหมือนดวงดาวประดับ และมีต้นไม้ใหญ่เป็นต้นพีชที่จะออกผลในบางฤดูกาล

เด็กๆ รักสวนแห่งนี้มาก จนกระทั่งวันหนึ่ง ยักษ์เจ้าของสวนได้กลับมาจากการไปเยี่ยมเพื่อนเป็นเวลานานถึงเจ็ดปี ยักษ์โกรธมากที่เห็นเด็กๆ เข้ามาเล่นในสวนแสนสวยของตน เขาบอกว่าสวนของเขาคือสวนของเขา ไม่ใช่สวนที่ใครจะเข้ามาวิ่งเล่นได้ตามใจชอบ ยักษ์จึงสร้างกำแพงใหญ่ขึ้นล้อมสวน และติดป้ายห้ามบุกรุก

เด็กๆ ที่ยากจนจึงไม่มีที่ไหนให้ไปเล่น พวกเขาต้องเล่นกันบนถนนที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดและฝุ่น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสวนของยักษ์ก็คือความเย็นชา สวนของยักษ์ไม่เคยผ่านพ้นฤดูหนาว หิมะตกอยู่ในนั้น นกไม่เคยร้อง และดอกไม้ก็ไม่เคยบาน ราวกับฤดูใบไม้ผลิได้ลืมสวนแห่งนี้ไปแล้ว ยักษ์ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสวนของเขาจึงไม่มีฤดูใบไม้ผลิ ไม่เคยมีฤดูร้อน ไม่เคยมีผลไม้สุกฉ่ำในฤดูใบไม้ร่วง มีแต่ฤดูหนาวอันเย็นชา นั่นก็เพราะเขาเย็นชา เขาเห็นแก่ตัวมากเกินกว่าจะแบ่งปันสวนให้ใคร

แต่แล้วเช้าวันหนึ่งทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป ยักษ์ได้ยินเสียงนกร้อง

ออสการ์ ไวลด์ บรรยายฉากนี้ได้ตราตรึงนัก เมื่อใดก็ตามที่ผมอ่านเรื่องนี้มาถึงตรงนี้ ผมจะเริ่มร้องไห้

 

ยักษ์เห็นภาพสุดวิเศษ เด็กๆ มุดเข้ามาตามช่องเล็กๆ บนกำแพง พวกเขาขึ้นมานั่งอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ ทุกต้นที่ยักษ์เห็นล้วนมีเด็กนั่งอยู่คนหนึ่ง ต้นไม้แสนยินดีที่เด็กๆ กลับคืนมาอีกครั้งจนพวกมันเบ่งบานออกมาเป็นดอกไม้ และแกว่งไกวกิ่งก้านอย่างอ่อนโยน นกบินมาร้องเพลง และดอกไม้ก็ผุดขึ้นมาจากพรมหญ้าพร้อมกับหัวเราะ มันเป็นภาพที่น่ารักเหลือเกิน

 

ภาพนั้นทำให้ยักษ์เปลี่ยนไปในทันที ยักษ์สังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งที่ปีนต้นไม้ขึ้นไปไม่ได้เพราะเขาตัวเล็กเกินไป หัวใจของยักษ์หลอมละลายเมื่อเขามองออกไปและตระหนักถึงความเห็นแก่ตัวของตน เขาจึงเดินเข้าไปในสวน เด็กอื่นๆ วิ่งหนีไปหมด เหลือแต่เด็กร่างเล็กจิ๋วที่ปีนต้นไม้ไม่ถึงคนนั้นเพียงคนเดียว น้ำตาปริ่มดวงตาของเขาเสียจนมองไม่เห็นยักษ์

ยักษ์อุ้มเด็กคนนั้นขึ้น แล้วส่งเข้าไปบนกิ่งไม้ ดอกไม้บานขึ้นทันที และนกก็ร้องเพลงอีกครั้ง เด็กชายตัวน้อยๆ กอดรอบคอของยักษ์ และจูบเขา เมื่อเด็กคนอื่นๆ เห็นว่ายักษ์ไม่ร้ายกาจอีกต่อไป พวกเขาจึงกลับเข้ามาใหม่ และยักษ์ก็บอกเด็กๆ ว่า บัดนี้มันคือสวนของพวกเขาแล้ว – เด็กน้อยทั้งหลาย

เด็กๆ เข้ามาเล่นในสวนแห่งนั้นทุกวัน แต่ยักษ์ไม่เคยพบเด็กน้อยคนที่เขาช่วยอุ้มขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้อีกเลย เขาอยากเห็นหน้าเด็กน้อยคนนั้นอีกสักครั้ง แต่ไม่มีใครรู้จักเด็กคนนั้น นั่นทำให้ยักษ์เศร้าใจ

วันเวลาผ่านไป ยักษ์แก่ชราลง เขาเล่นกับเด็กๆ ไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อนอีก เขาจึงได้แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เฝ้ามองเด็กๆ เล่นและชื่นชมสวนแห่งนั้น เขาบอกตัวเองว่าแม้สวนจะมีดอกไม้สวยๆ มากมาย แต่เด็กๆ เหล่านั้นคือดอกไม้ที่สวยงามที่สุด

วันหนึ่งในฤดูหนาว เขามองออกไปนอกหน้าต่าง และต้องขยี้ตา เมื่อได้เห็นภาพแสนวิเศษ ในมุมหนึ่งของสวน ต้นไม้ผลิบานแสนงาม กิ่งของมันทำด้วยทองคำและมีผลเป็นเงิน ใต้ต้นไม้นั้น เด็กน้อยคนแรกที่เขารักยืนอยู่

ยักษ์เดินเข้าไปหา เมื่อเข้าไปใกล้ เขาพบว่าเด็กน้อยมีบาดแผลทั้งที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า เขาโกรธมาก ถามว่าใครเป็นคนทำ เขาจะไปแก้แค้นให้ เด็กน้อยตอบว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะนี่คือบาดแผลแห่งความรัก ยักษ์มองหน้าเด็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เขาถามว่าเด็กน้อยคือใคร เด็กน้อยตอบว่า “ครั้งหนึ่งเจ้าเคยให้ฉันเล่นในสวนของท่าน วันนี้เจ้าจะได้ไปสู่สวนของฉัน”

บ่ายวันนั้น เมื่อเด็กๆ เข้ามาเล่นในสวนเช่นเคย พวกเขาพบยักษ์นอนตายอยู่ใต้ต้นไม้นั้น และมีดอกไม้ร่วงลงมาปกคลุมร่างของเขา

ผมคิดว่า ออสการ์ ไวลด์ กล่าวถึงความหมายที่แท้จริงของสวนเอาไว้อย่างสวยงามและมหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ นิทานของเขาเหมือนสวนแห่งนั้น เรียบง่าย สง่างาม และอ่อนโยนยิ่งนัก

เขาเสียดสี ประชดประชัน พูดถึงเรื่องการเมืองและสังคม ทว่าด้วยท่าทีที่งดงาม เจ็บร้าว และเตือนใจเราอย่างที่สุด

สวนทำให้เรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แม้ในความเป็นจริง สวนไม่ได้มีแต่พรมหญ้าสีเขียว ดอกไม้ และผลไม้สุกฉ่ำ บางคราว สวนยังแฝงเร้นไปด้วยงูตัวร้ายที่มาล่อลวงอดัมกับอีฟ และแนวริ้วของมดก็แสบคันยิ่งนักเมื่อแตะต้องถูกพวกมันเข้าโดยบังเอิญ แต่กระนั้น ส่วนหนึ่งของสวนก็เข้าไปแตะต้องสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในตัวของเรา

ในโลกที่ผมใช้ชีวิตอยู่ หลายต่อหลายครั้ง ผมไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากยักษ์เห็นแก่ตัวที่สร้างกำแพงขึ้นล้อมสวนของตัวเอง ทุกครั้งที่มองออกไปในสวนหรือเดินเข้าไปในสวน ผมจะรู้สึกผิด และอยากทุบกำแพงเหล่านั้นทิ้งเพื่อเปิดกว้างให้ใครต่อใครได้เข้ามาเล่นในสวนของผมเสมอ…

แต่ผมไม่เคยทำได้เลย

ผมไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงชอบอยู่ในสวน เพราะอย่างน้อยที่สุด สวนก็รั้งผมไว้ให้ช้าลง และพาผมกลับไปอยู่กับวัยเยาว์ของมนุษยชาติได้อีกครั้ง แม้ว่าผมจะอยู่ในสภาพของยักษ์ที่เห็นแก่ตัวทุกนาทีก็ตาม

ผมหวังจะได้พบเด็กน้อยผู้นั้น เด็กน้อยที่ละลายหัวใจแข็งกระด้างของผมให้อ่อนโยนลงบ้าง,

ในสักวันหนึ่ง

Author

Tomorn Sookprecha

โตมร ศุขปรีชา - บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล และคอลัมนิสต์