fbpx

‘วิสามัญมรณะ’: การตายในชีวิตประจำวันของสามัญชนด้วยน้ำมือรัฐ

มีผู้คนในสังคมไทยที่ต้องสูญเสียชีวิตไปโดยมีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบ หากไม่นับรวมความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชนในลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อน, ปรากฏอย่างชัดเจน, สัมพันธ์กับปมประเด็น ‘การเมือง’ อย่างใกล้ชิด ดังที่ปรากฏในเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภาคมวิปโยค 2535, พฤษภาคมอำมหิต 2553 แล้ว ยังมีความรุนแรงจากการกระทำของรัฐอีกประเภทที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การฆ่าผู้ต้องสงสัยในระหว่างการเข้าจับกุมของตำรวจ, การหายตัวของบุคคลที่มีจุดยืนตรงข้ามกับอำนาจรัฐ เป็นต้น

ที่ผ่านมา มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐและความรุนแรงต่อประชาชนในเหตุการณ์ ‘ฆาตกรรมหมู่’ อันสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองขนาดใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนไม่น้อย การทำความเข้าใจต่อความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างไม่อาจปฏิเสธ 

อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจต่อความรุนแรงที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลหรือกลุ่มย่อย, ด้วยเหตุผลในแง่มุมอื่นที่ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนหรือเป็นการกระทำในแบบหลบเร้น ก็นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องมีการทำความเข้าใจไปพร้อมกัน การตายในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งผ่านสื่อมวลชนหรือรายงานข่าวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน อาจกล่าวได้ว่ากรณีดังกล่าวนี้เป็นความรุนแรงในชีวิตประจำวันของผู้คนโดยรัฐอีกชนิดหนึ่ง 

หากพิจารณาถึงความรุนแรงของรัฐในแบบที่ก่อให้เกิดความตายขึ้น โดยไม่นับรวมการฆาตกรรมแบบกลุ่มขนาดใหญ่ ก็อาจจำแนกความรุนแรงดังกล่าวได้อีกหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

แบบที่หนึ่ง เป็นความรุนแรงของรัฐซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปและถูกเรียกว่า ‘วิสามัญฆาตกรรม’ (extrajudicial killing หรือ extrajudicial execution) อันหมายถึงการเสียชีวิตของบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือการตายของบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การยิงผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตในระหว่างการเข้าจับกุม หรือกรณีผู้ต้องหาตายระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น

การวิสามัญฆาตกรรมในสังคมไทยหลายครั้งมักเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับนโยบายหรือการกำหนดทิศทางของรัฐบาล หรือในงานศึกษาความรุนแรงของรัฐได้เรียกว่า ‘การฆ่าโดยมีเป้าหมาย’ (targeted killing) เช่น ในยุคที่รัฐบาลประกาศสงครามกับยาบ้าก็จะพบว่ามีการวิสามัญฆาตกรรมกับกลุ่มผู้ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเกี่ยวพันกับยาเสพติดเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก กรณีการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยว่าเป็น ‘ผู้ก่อความไม่สงบ’ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ก็มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อแนวทางการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ของรัฐบาล พึงต้องตระหนักว่าการกำหนดเป้าหมายที่นำมาสู่การปลิดชีวิตผู้คนนั้นมิได้เป็นการชี้เป้าในเชิงปัจเจก แต่เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐซึ่งกำหนดว่ามีการกระทำในรูปลักษณะใดที่ถูกจัดว่าเป็น ‘ภัย’ ในระดับรุนแรง การจัดประเภทดังกล่าวเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าตำรวจหรือทหารสามารถใช้ความรุนแรงต่อประชาชนได้โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างจริงจัง

แบบที่สอง ฆาตกรรมอีกประเภทหนึ่งที่สัมพันธ์กับการใช้อำนาจรัฐอย่างมากแต่อาจไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันได้แน่ชัด อาจเรียกว่า ‘การสังหารนอกกฎหมาย’ เช่น การลอบสังหารบุคคลสำคัญ, การอุ้มหายผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับอำนาจรัฐ แต่การฆาตกรรมในลักษณะนี้อาจเป็นสิ่งที่อยู่พ้นไปจากบรรทัดฐานที่จะกล่าวอ้างในทางสาธารณะได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ต้องมีความพยายามในการ ‘จัดฉาก’ หรือกลบเกลื่อนร่องรอยให้มากที่สุด รวมทั้งปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ 

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าฆาตกรรมเช่นนี้ยากจะเกิดขึ้น หากหน่วยงานรัฐไม่ให้ความร่วมมือและมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งมิใช่เป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในธรรมดาๆ โดยลำพัง หากเป็นอำนาจรัฐในระดับสูงที่สามารถประสานให้กลไกรัฐทั้งหมดทำงานหรือหยุดทำงานได้อย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าฆาตกรรมนอกระบบมักจะเกิดอย่างบ่อยครั้งภายใต้ห้วงเวลาที่การเมืองตกอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม  

แบบที่สาม นอกจากการตายของผู้คนในลักษณะดังกล่าว ก็ยังปรากฏการเสียชีวิตในลักษณะอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นกรณีของ ‘ฆาตกรรมเชิงโครงสร้างอำนาจภายใน’ อันเป็นการเสียชีวิตของผู้คนที่สัมพันธ์กับกลไกในอำนาจรัฐอย่างชัดเจน เช่น การเสียชีวิตของทหารชั้นผู้น้อยหรือทหารเกณฑ์ในค่ายทหาร, การเสียชีวิตของนักเรียนนายร้อยในระหว่างการฝึกซ้อม เป็นต้น 

การเสียชีวิตประเภทนี้อาจไม่ได้เป็นการ ‘ฆาตกรรม’ ซึ่งถูกกำกับโดยนโยบายของรัฐบาล หรือนโยบายอันเป็นทางการของหน่วยงานความมั่นคง บุคคลที่มีส่วนต่อการฆาตกรรมก็อาจเป็นเจ้าหน้าที่ในระดับทั่วไปได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีอำนาจระดับสูง เมื่อเกิดการฆาตกรรมในลักษณะนี้ขึ้นก็มักจะมีการชี้แจงว่าเป็นการกระทำที่มีสาเหตุมาจากส่วนตัว หรือเกิดขึ้นเพราะเป็นความบกพร่องเฉพาะบุคคลโดยที่ไม่ได้เป็นนโยบายหรือความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ 

ดังกรณีนักเรียนเตรียมทหารซึ่งเสียชีวิตจากการ ‘ซ่อม’ ของนักเรียนรุ่นพี่เมื่อ พ.ศ. 2560 ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธถึงความเกี่ยวข้องของอำนาจรัฐ แม้อาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยนโยบายรัฐจนกลายเป็นเป้าหมายแห่งความรุนแรง แต่การฆาตกรรมเหล่านี้เป็นผลมาจากโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ภายในองค์กรนั้น โดยผู้ถูกกระทำต้องตกอยู่ในสถานะของอีกฝ่ายหนึ่งแบบไม่อาจต่อรองได้ ดังเช่นระหว่างนายทหาร/ทหารชั้นผู้น้อย, ผู้บังคับบัญชา/ผู้ใต้บังคับบัญชา, หรือรุ่นพี่/รุ่นน้อง ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ความรุนแรงในแบบที่ถึงแก่ชีวิตสามารถเกิดขึ้นได้ 

กล่าวได้ว่าความรุนแรงทั้งสามรูปแบบข้างต้นเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ภายในสังคมไทย แม้อาจไม่ปรากฏเด่นชัดดังกรณีการใช้ความรุนแรงทางการเมืองขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นความรุนแรงชนิดถึงแก่ความตายที่ใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนทั่วไปในสังคมแห่งนี้ และมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งจะใช้คำเรียกรวมปรากฏการณ์นี้ว่า ‘วิสามัญมรณะ’ เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะและความแตกต่างจากการเสียชีวิตประเภทอื่น เฉพาะอย่างยิ่งกับการตายที่เรียกว่า ‘วิสามัญฆาตกรรม’ อันมีความหมายจำกัดไว้เพียงการตายของบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ

สำหรับ ‘วิสามัญมรณะ’ (extraordinary deaths) จะเน้นให้มีความหมายครอบคลุมถึงการเสียชีวิตของบุคคลโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในฐานะต่างๆ ไม่ใช่เพียงการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเหตุวิสามัญฆาตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงโดยผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมสถาบันการศึกษา หรืออื่นๆ

และไม่ว่าจะเป็นวิสามัญมรณะในลักษณะใดก็ตาม คำถามสำคัญก็คือบุคคลที่ตกอยู่ในฐานะผู้สูญเสียจะได้รับการเยียวยาจากระบบกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุให้เกิดขึ้นได้รับการตรวจสอบและรวมไปถึงการลงโทษหรือไม่ 

คำถามนี้สืบเนื่องมาจากการพิจารณาถึงผลที่ติดตามมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งดูราวกับว่าความตายในลักษณะดังกล่าวแทบจะไม่ได้ทำให้เกิดความรับผิดขึ้นกับบุคคลหรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การวิสามัญฆาตกรรม โจ ด่านช้างและพวก 6 คน เมื่อ พ.ศ. 2539 ทางตำรวจอ้างว่าพวกเขาได้ต่อสู้ในระหว่างที่นำตัวกลับไปค้นหาหลักฐานเพิ่ม แม้ทางตำรวจสามารถควบคุมตัวและใส่กุญแจมือผู้ต้องหาไว้ได้เรียบร้อย ทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุโดยไม่ปรากฏชัดเจนว่าภายหลังจากนั้นมามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดต้องรับผิดชอบ ที่ชัดเจนคือผู้บังคับบัญชาระดับสูงในปฏิบัติการนี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาอย่างต่อเนื่องจวบจนเกษียณอายุราชการ

กรณีของ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาติพันธ์ ถูกทหารยิงเสียชีวิตคาด่านตรวจเมื่อ พ.ศ. 2560 ด้วยข้ออ้างว่าขัดขืนการจับกุม ทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงในพื้นที่ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากได้ดูกล้องวงจรปิดแล้วว่าถ้าเป็นตนเองก็คงต้องกระทำในลักษณะเดียวกัน แต่เมื่อทนายของฝ่ายผู้เสียชีวิตร้องขอภาพจากกล้องวงจรปิดก็ได้รับการปฏิเสธจากทางหน่วยงานว่าไม่มีภาพดังกล่าวในกล้องวงจรปิดแต่อย่างใด

ไม่ใช่เฉพาะกับกรณีผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรเช่น โจ ด่านช้าง หรือเหตุการณ์ที่เกิดกับชัยภูมิ ป่าแส กรณีนักเรียนเตรียมทหารที่เป็นครอบครัวของชนชั้นกลาง เมื่อญาติพี่น้องต้องการต่อสู้เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบก็กลับต้องประสบความยากลำบากไม่ใช่น้อย การนำศพไปตรวจโดยไม่ให้ผู้มีอำนาจรับรู้ซึ่งได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญต่อการพิสูจน์ถึงสาเหตุการตาย ก็ยังไม่ปรากฏบทสรุปเกิดขึ้นแม้กรณีนี้ผ่านไปเป็นเวลามากกว่า 4 ปี

มักเป็นที่เข้าใจว่าในห้วงเวลาปัจจุบัน ระบบกฎหมายและอำนาจรัฐได้ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิในชีวิตของผู้คนได้อย่างมั่นคงพอสมควรโดยไม่อนุญาตให้มีการใช้อำนาจกำจัดผู้คนแบบ ‘ป่าเถื่อน’ มีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างมากในหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการก่อตั้งหน่วยงานและกลไกเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนขึ้นจำนวนมากเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายของศาลและอัยการ, สภาทนายความ, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และอีกหลากหลายหน่วยงาน 

แต่ดูราวกับว่าองค์กรเหล่านี้ก็อาจจำกัดบทบาทไว้เฉพาะกับความรุนแรงในระหว่างประชาชนด้วยกันเอง หากเมื่อใดที่เป็นความขัดแย้งโดยที่ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจรัฐ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ดูราวกับจะพลิกผันออกไปจากสถานการณ์ในห้วงยามปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการใช้ความรุนแรงชนิดที่เป็นผลให้ผู้คนต้องถึงแก่ชีวิต

จากความพยายามเก็บรวบรวมข้อมูลในเบื้องต้น ไม่พบว่ามีหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้โดยตรง จึงทำให้การระบุถึงขนาดและความรุนแรงของปัญหาในเชิงภาพรวมมีอุปสรรค อย่างไรก็ตาม หากสำรวจเหตุการณ์วิสามัญมรณะที่กลายเป็นข่าวผ่านออกสู่สาธารณะก็จะพบว่ามีตัวเลขเป็นจำนวนไม่น้อย เฉพาะกรณีของทหารเกณฑ์ นายทหาร และนักเรียนเตรียมทหาร รายงานของสำนักข่าวประชาไท ระบุว่านับตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2561 พบว่า “เท่าที่เป็นข่าวและสามารถเขียนข่าวได้” นั้น มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 14 ศพ โดย 8 ศพมีพยานหลักฐานเด่นชัดว่าถูกซ้อมทรมาน[1]

จากรวบรวมข้อมูลของเหตุการณ์ที่ถูกจัดว่าเป็นวิสามัญมรณะที่ปรากฏต่อสื่อมวลชน พบว่า พ.ศ. 2561 มีจำนวน 30 กรณี ผู้เสียชีวิตจำนวน 35 ราย และ พ.ศ. 2562 มีจำนวน 35 กรณี มีผู้เสียชีวิต 47 ราย[2] โดยส่วนใหญ่ในแต่ละเหตุการณ์จะมีผู้ตายจำนวน 1 คน และบางเหตุการณ์อาจมีผู้ตายมากกว่า 1 คน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในการจับกุมกลุ่มบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตได้ คาดหมายว่าอาจจะเป็นบุคคลที่ไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทย 

ข้อมูลดังกล่าวนี้ย่อมมิใช่สถานการณ์ของเหตุวิสามัญมรณะที่เกิดขึ้นจริง เพราะอาจมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่มิได้ถูกนำเสนอเป็นข่าวต่อสาธารณะ, หรืออาจนำเสนอต่อสื่อสาธารณะในระดับท้องถิ่นที่ไม่สามารถค้นหาได้ ดังนั้น ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้จึงควรถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นจำนวนขั้นต่ำหรือ ‘ยอดของภูเขาน้ำแข็ง’ โดยที่ไม่อาจบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าฐานของภูเขาน้ำแข็งจะกว้างใหญ่เพียงใด  

ปรากฏการณ์ในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นความรุนแรงของรัฐชนิดหนึ่งและเป็นความรุนแรงในระดับถึงแก่ความตาย อันถือเป็นการกระทำที่ต้องถูกควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะรัฐสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองต่อสิทธิเสรีภาพของผู้คนที่เป็นสมาชิก การล่วงละเมิดเฉพาะอย่างยิ่งต่อสิทธิในชีวิตของประชาชนนับเป็นการกระทำที่มีความร้ายแรงอย่างยิ่ง ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญต่อการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้สามารถเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง 

จากที่กล่าวมาคงจะช่วยชี้ให้เห็นได้ถึงความเป็นไปได้ในการปกป้องคุ้มครองชีวิตของผู้คนโดยรัฐเองว่าดำรงอยู่ในระดับใด และรวมถึงอาจช่วยทำให้คำตอบต่อกรณีความรุนแรงชนิดอื่นๆ ที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยมีความชัดเจนมากขึ้น 

References
1 รวมความไม่ควรตายของทหารหนุ่มรอบ 11 ปี เมื่อทหารแก่ไม่เคยตาย (สืบค้น 1 พฤษภาคม 2565)
2 เป็นการรวบรวมข้อมูลผ่านสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญและพื้นที่กับข่าวการตายของประชาชน เช่น ไทยรัฐ มติชน ประชาไท workpoint TODAY เป็นต้น

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save