เพชร มโนปวิตร เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

เริ่มต้น 1 มกราคม 2563 ที่จะถึงนี้ร้านค้าปลีกหลายแห่ง รวมทั้งร้านสะดวกซื้อที่มีสาขานับหมื่นแห่งทั่วประเทศอย่าง 7-Eleven จะเลิกแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้าตามโรดแมปการแก้ปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกแห่งชาติ นับเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่ได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในระดับประเทศและระดับโลกตลอดสองปีที่ผ่านมา

เราเห็นความตื่นตัวมากขึ้นในฝั่งผู้บริโภค เริ่มเห็นมาตรการแก้ปัญหาจากรัฐบาล แต่เอาเข้าจริงๆ ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในฝั่งผู้ผลิตเท่าไหร่ นอกจากการทำ CSR รณรงค์ให้ผู้บริโภคมีจิตสำนึก ทิ้งขยะให้ถูกที่ รู้จักแยกขยะ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะต่อไปภาครัฐต้องกำหนดมาตรการให้ผู้ผลิตสินค้าร่วมรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

พลาสติกถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ราวๆ 70 ปีที่แล้ว และในแต่ละปี ปริมาณการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาโดยตลอด กว่าครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่เคยผลิตออกมาแล้วทั้งหมดกว่า 9 พันล้านตันเกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 20 ปีมานี้เอง ตอนนี้เรามีตัวเลขการผลิตพลาสติกออกมาใช้กันมากถึงปีละกว่า 450 ล้านตัน ในจำนวนนี้กว่า 1 ใน 3 เป็นบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้งที่มีอายุการใช้งานไม่กี่นาทีหรือโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1 เดือน

ปัญหาสำคัญที่ทุกคนลืมคิดคือ พลาสติกไม่ย่อยสลาย เมื่อมีการผลิตพลาสติกออกมามหาศาล จึงไม่น่าแปลกใจที่ขยะพลาสติกกลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงประจักษ์ที่ทำให้สัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลและวาฬล้มตายรายวันจากการหลงกินขยะพลาสติกเป็นอาหาร ไม่นับพลาสติกที่สะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมทุกหนแห่งตั้งแต่ยอดเขาที่สูงที่สุดไปจนถึงก้นมหาสมุทร หรือแม้แต่ในอากาศ และปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหารและย้อนกลับสู่มนุษย์ ตอนนี้มีข้อมูลว่ามนุษย์ได้รับพลาสติกเข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยประมาณบัตรเครดิตหนึ่งใบทุกๆ สัปดาห์จากอาหารที่เรากิน น้ำที่เราดื่ม และอากาศที่เราหายใจ

แม้ผู้บริโภคจะเริ่มมีความตื่นตัวมากขึ้น แต่ปริมาณการผลิตยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย เชื่อไหมว่าที่ผ่านมาเราใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งโลกถึง 8%ในกระบวนการผลิตพลาสติก และคาดว่าจะใช้เพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในปี 2050 มีการคำนวณว่าการผลิตพลาสติกอีก 30 ปีข้างหน้าจะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 56 กิกะตัน (5.6 หมื่นล้านตัน) หรือราว 10-13% ของปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เราจะปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ (carbon budget) การใช้พลาสติกอย่างไม่คุ้มค่าคือการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ปัญหาขยะพลาสติกจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน และที่น่าแปลกใจคือหลักการผู้สร้างมลภาวะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าจัดการ (polluter pays principle) กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ในกรณีของพลาสติก

ในปี 2019 โคลาโคล่าบริษัทเดียวใช้ขวดพลาสติกมากถึง 8.8 หมื่นล้านขวด หรือใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดราว 3 ล้านตัน จึงไม่น่าแปลกใจว่าปีนี้ โคลาโคล่า ได้รับการขนานนามให้เป็นผู้สร้างขยะพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน อันเป็นผลจากการเก็บขยะตามชายหาดโดยอาสาสมัครกว่า 7 หมื่นคนของเครือข่าย Break Free from Plastic ใน 51 ประเทศทั่วโลกในวันที่ 21 กันยายน หรือวันทำความสะอาดโลก (World Clean Up Day) ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถรวบรวมขยะได้เป็นถุงพลาสติก 59,000 ใบ ซองพลาสติกต่างๆ 53,000 ชิ้น และขวดพลาสติก 29,000 ขวด เกือบครึ่ง (43%) ของขยะที่มีการเก็บได้สามารถระบุที่มาและชื่อผู้ผลิตได้อย่างชัดเจน จึงมีการรวมรวมเป็นผลตรวจสอบแบรนด์จากขยะพลาสติก หรือที่เรียกว่า Brand Audit ผลปรากฏว่ามีขยะจากบริษัทโคลาโคล่า มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเนสท์เล่ อันดับสอง และ เป๊บซี่โค อันอับสาม ในสหรัฐอเมริกา เนสท์เล่ นำมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย โซโลคัพ และอันดับสามคือสตาร์บัคส์

ในส่วนของประเทศไทยเอง กรีนพีซ ประเทศไทย ได้เปิดเผยผลจากจำนวนขยะที่สามารถระบุที่มาได้ 5 อันดับแรก ได้แก่

1.เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP, 7-Eleven)

2.โอสถสภา (เครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์ความงาม, ลูกอม)

3.กลุ่มธุรกิจ TCP (เครื่องดื่ม, ขนมขบเคี้ยว)

4.เสริมสุข (เครื่องดื่มและน้ำดื่ม)

5.สิงห์คอร์เปอเรชั่น (เครื่องดื่มและน้ำดื่ม)

แน่นอนว่าไม่มีบริษัทไหนอยากได้ชื่อว่าเป็นตัวการสร้างขยะออกสู่สิ่งแวดล้อมมากที่สุด ซึ่งหลายคนโทษว่าก็เป็นเพราะพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค และระบบจัดการขยะของภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพเอง จะโทษบริษัทได้อย่างไร ความจริงก็คือ บริษัทต่างๆ คือต้นทางหลักในการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งเหล่านี้มาใช้ บริษัทยิ่งมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งใช้มาก จึงไม่แปลกที่บริษัทขนาดใหญ่ย่อมมีโอกาสตกเป็นจำเลยได้ไม่ยาก

Brand Audit จากการเก็บขยะช่วยสะท้อนถึงปัญหาว่าพลาสติกจากผู้ผลิตรายไหนรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมมากที่สุด หรือ เรียกง่ายๆ ว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการสร้างมลภาวะและขยะทะเล’

อย่างที่ผู้ทำการรวบรวมข้อมูลได้ออกตัวว่า การจัดอันดับครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษหรือตอกย้ำว่าแบรนด์ผู้ผลิตเป็นผู้ร้าย แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่บริษัทจะร่วมกับผู้บริโภคในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด คือพยายามลดขยะพลาสติกที่มีโอกาสรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่ายให้มากที่สุด

สิ่งสำคัญที่บริษัทชั้นนำจำเป็นต้องนำมาใช้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และร่วมแก้ปัญหาขยะที่เกิดจากสินค้าของตัวเองคือ หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) ซึ่งโธมัส ลินด์ควิสท์​ (Thomas Lindhqvist) แห่งมหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดนเป็นคนเสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกในรายงานต่อกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสวีเดนเมื่อปี 1990 โดยสรุปก็คือหลักการที่ทำให้ผู้ผลิตต้องมีความรับผิดชอบในการจัดการสินค้าของตัวเองหลังสินค้านั้นๆ หมดอายุการใช้งานแล้ว เพื่อแก้ปัญหาการจัดการของเสียและการนำวัสดุที่ยังใช้ได้กลับมารีไซเคิล โดยเขาหวังว่าหากนำหลักการดังกล่าวมากำหนดเป็นนโยบาย ผู้ผลิตจะต้องคิดให้มากขึ้นในการออกแบบผลิตภัณฑ์​เพราะต้องร่วมรับผิดชอบจัดการในภายหลัง

ต่อมาเขาได้พยายามให้คำจำกัดความของ EPR อย่างเป็นทางการว่า “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เป็นยุทธศาสตร์ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ โดยทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของสินค้านั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับคืน การรีไซเคิล และการกำจัดซากผลิตภัณฑ์​ หลักการ EPR สามารถนำไปใช้ได้ผ่านเครื่องมือทางการบริหาร เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ หรือเครื่องมือทางสารสนเทศ แล้วแต่ความเหมาะสม”

EPR ถูกนำมาใช้เป็นนโยบายครั้งแรกในประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1992 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการจัดการขยะประเภทบรรจุภัณฑ์​ ก่อนจะขยายไปหลายประเทศในสแกนดิเนเวียและยุโรป การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าปัจจุบันมีนโยบายที่นำหลักการ EPR ไปใช้ถึงเกือบ 400 ฉบับ โดย 3 ใน 4 เกิดขึ้นเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่หลักการ EPR จะถูกนำมาใช้ก็เมื่อมีการออกกฎหมายรองรับเพื่อบังคับให้ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตาม โดยราวหนึ่งในสามเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก รองลงมาคือบรรจุภัณฑ์ (17%) ยางรถยนต์ (17%) รถยนต์และแบตเตอรี่ (12%) และอื่นๆ อาทิ ฟูกที่นอน พรม ซึ่งล้วนเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ยากต่อการกำจัด

รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดหรือเกือบ 3 ใน 4 ของ EPR ก็คือการรับคืน (Take back) หลังหมดอายุการใช้งาน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางรถยนต์ ฟูกที่นอน ส่วนที่เหลือคือระบบการจ่ายค่ากำจัดล่วงหน้า (Advance disposal fees – ADF) และการเก็บค่ามัดจำ (deposit/refund) โดยเฉพาะสำหรับบรรจุภัณฑ์ทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีการจัดเก็บโดยองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ

แม้ EPR จะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และยังมีจุดอ่อนอยู่บ้างโดยเฉพาะปัญหาการรับคืนมากำจัดด้วยวิธีเผา ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกที่สุดสำหรับผู้ผลิต แต่อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อเทียบกับการรีไซเคิล หรือแยกวัสดุที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ใหม่แบบอื่นๆ ยังไม่นับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเตาเผาขยะ อย่างไรก็ตามในภาพรวมระบบ EPR ทำให้ขยะถูกนำมาจัดการอย่างถูกต้องมากขึ้น ในยุโรปซึ่งมีการนำ EPR มาใช้อย่างแพร่หลายมีตัวเลขว่าขยะจากบรรจุภัณฑ์ราว 65% และขยะอิเล็กทรอนิกส์ 35% ถูกนำมารีไซเคิลอย่างถูกวิธี ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ EPR ที่มีประสิทธิภาพมากๆ ก็คือระบบการคิดค่ามัดจำ ลองนึกถึงระบบมัดจำขวดสมัย 30-40 ปีที่แล้ว จะซื้อโค้กสักขวดก็ต้องจ่ายมัดจำ สมัยก่อนเป็นขวดแก้วกินเสร็จก็ต้องรวบรวมเอาขวดมาคืนเพื่อจะได้เงินมัดจำ วิธีนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เสร็จแล้วกลับเข้าสู่ระบบได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์​

หลักการดังกล่าวยังคงใช้ได้ผลเกือบทุกที่ แม้จะเปลี่ยนมาเป็นขวดพลาสติกแล้วก็ตาม ในเยอรมนีที่มีระบบคิดค่ามัดจำขวดมีอัตราการรีไซเคิลขวดพลาสติกอยู่ที่ 99% เทียบกับอังกฤษที่ยังไม่มีกฎหมายมีอัตราการรีไซเคิลขวดพลาสติกอยู่ที่ 43% ในสหรัฐอเมริกา รัฐที่มีกฎหมายบังคับให้คิดค่ามัดจำขวด (Bottle Bill) มีอัตราการรีไซเคิลขวดสูงถึง 60-90%  ในขณะที่รัฐที่ไม่มีค่ามัดจำขวดมีอัตราการรีไซเคิลเฉลี่ยเพียง 24% รัฐที่มีกฎหมายค่ามัดจำขวดยังสามารถประหยัดค่าเก็บและจัดการขยะมูลฝอยได้ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่เชื่อไหมว่ามีเพียง 10 รัฐเท่านั้นที่มีกฎหมาย Bottle Bill โดยฮาวายเป็นรัฐสุดท้ายที่ผ่านกฎหมายนี้สำเร็จเมื่อ 17 ปีที่แล้ว เหตุผลสำคัญก็เพราะถูกล็อบบี้อย่างหนักจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะบริษัทโคลาโคล่า ผู้ได้ชื่อว่าสร้างขยะพลาสติกรายใหญ่ที่สุดในโลก ใน 41 รัฐที่ไม่มีกฎหมายค่ามัดจำขวด บริษัทเครื่องดื่มไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหลังจากที่ขายสินค้าตัวเองไปแล้ว

EPR เป็นแนวคิดที่ทำให้ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า หมายความว่า ความรับผิดชอบไม่ได้จบแค่การขายสินค้าเท่านั้น แต่ต้องคิดด้วยว่าเมื่อใช้เสร็จแล้วจะมีทางนำสินค้ากลับมาจัดการได้อย่างไร ความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ต้องเพิ่มขึ้นนี้เองที่ทำให้บริษัทต่างๆ พากันหลีกเลี่ยง ยกเว้นเสียแต่จะถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่นกรณีตัวอย่างกฎหมายค่ามัดจำขวดในสหรัฐอเมริกา มีเพียงส่วนน้อยที่ทำโดยสมัครใจ

ถึงเวลาแล้วที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ต้องมีส่วนช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างจริงจังกว่านี้ โดยนำหลักการ EPR ไปใช้ในการออกแบบและจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่เพียงทำกิจกรรม CSR ฟอกเขียวไปเรื่อยๆ และโยนภาระกลับมาให้ผู้บริโภค เพราะจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวไม่มีทางแก้วิกฤตขยะพลาสติกที่กำลังเกิดขึ้นได้

ลองคิดดูว่า หากผู้ผลิตและร้านค้าเลิกแจกพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งฟรีๆ ไม่ว่าจะถุงพลาสติก หลอด ช้อนส้อม ซองเครื่องปรุง โฟม แล้วหันไปใช้วัสดุทางเลือก หรืออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคหันมาพกพาอุปกรณ์ส่วนตัว จะช่วยลดขยะที่ไม่จำเป็นไปได้มากขนาดไหน

ลองคิดดูว่า หากผู้ผลิตมีการคิดค่ามัดจำบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเราต้องจ่ายค่ามัดจำขวดแก้ว ทำให้เราต้องนำขวดไปคืนที่ร้านทุกครั้งเพื่อจะได้ค่ามัดจำคืน พลาสติกจำนวนมากจะถูกนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลแทนที่จะกลายเป็นขยะที่บ่อฝังกลบหรือหลุดรอดลงสู่แม่น้ำลำคลอง ออกสู่ทะเลและมหาสมุทร

ลองคิดดูว่า หากผู้ผลิต เลือกปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นแบบที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (reuse) และส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าแบบเติม (refill) เลือกวัสดุที่สามารถนำกลับมาแปรรูป (recycle) ได้ 100% จะช่วยลดการสร้างขยะได้ขนาดไหน

ถึงเวลาแล้วที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าซึ่งเป็นต้นทางของปัญหามลภาวะและพลาสติกทั้งมวล ต้องลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับพลาสติกเช่นกัน เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ชั่วคราว ใช้แล้วทิ้ง มาเป็นความสัมพันธ์จริงจัง ใช้แล้วใช้อีก ใช้อย่างรู้คุณค่า ใช้แล้วต้องเก็บมารีไซเคิล ถ้าผลิตสินค้าแบบไหนออกมาก็ต้องมีระบบรองรับเพื่อจัดการขยะที่เกิดขึ้นด้วย เช่นขวดพลาสติก ขวด PET แบบสีๆ ฉลาก PVC แก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง หลอดน้ำแข็งหวานเย็น ไฟแช็คพลาสติก แปรงสีฟันพลาสติก รองเท้าแตะ ฯลฯ ถ้าไม่สามารถจัดเก็บ รวบรวมได้ ก็ไม่ควรผลิตขึ้นมาตั้งแต่แรก หรือพิจารณาวัสดุอื่นที่มีความคุ้มค่ามากกว่า

ถ้าบ้านไฟไหม้ เราต้องดับไฟก่อน ถ้าน้ำจากก๊อกไหลท่วมบ้าน เราก็ต้องปิดก๊อกก่อน การแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน เราไม่มีทางอื่นนอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การแก้ปัญหาขยะพลาสติกก็เช่นกัน

เราต้องตั้งเป้าลดปริมาณการผลิตพลาสติกลงอย่างมาก เลิกใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะ และมุ่งหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้เหลือขยะที่เป็นภาระต่อโลกให้น้อยที่สุด

 

อ้างอิง

ผลการตรวจสอบแบรนด์(Brand Audit) จากขยะพลาสติกในประเทศไทย ปี 2562

Coca-Cola is world’s biggest plastics polluter – again

CP and Coca-Cola among worst offenders for plastic pollution in Thailand based on Greenpeace report

Extended producer responsibility

EPR: The good, the bad and the ugly

History of EPR

Plastic Atlas 2019

Stakeholder Views on Extended Producer Responsibility and the Circular Economy

The Bottle Deposit Debate

 

Author

Petch Manopawitr

เพชร มโนปวิตร - นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ที่ผ่านการทำงานในองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับโลกหลายแห่งทั้ง IUCN, WWF และ WCS ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเป็นนักเขียนและนักแปลบทความด้านสิ่งแวดล้อมและทางออกด้านการอนุรักษ์ ปัจจุบันขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและเศรษฐกิจหมุนเวียน กับ ReReef บริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนด้วยพลังผู้บริโภค