fbpx
ย้อนดูเส้นทางการปฏิรูปกองทัพ อินโดนีเซียนำทหารออกจากการเมืองอย่างไร?

ย้อนดูเส้นทางการปฏิรูปกองทัพ อินโดนีเซียนำทหารออกจากการเมืองอย่างไร?

อรอนงค์ ทิพย์พิมล เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

กองทัพอินโดนีเซีย และบทบาท dwifungsi

 

กองทัพอินโดนีเซีย (Angkatan Bersenjata Republik Indonesia [Republic of Indonesia Armed Forces]) มีชื่อทางการว่า กองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย หรือที่เรียกโดยย่อว่า ‘อับ-รี (ABRI)’ ประกอบไปด้วย 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเท่ากับว่า ตำรวจอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกองทัพด้วย

ถ้าย้อนไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย บทบาทสำคัญของกองทัพคือการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ และถูกยกย่องในฐานะวีรบุรุษกู้ชาติ บทบาทเช่นนี้ดำรงอยู่จนกระทั่งอินโดนีเซียก่อร่างสร้างชาติหลังเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ และแม้จะมีคำเรียกบทบาทของกองทัพอินโดนีเซียว่า dwifungsi หรือ ‘บทบาทหน้าที่สองอย่าง’ แต่หากจะว่ากันตามจริงแล้ว กองทัพอินโดนีเซียมีบทบาทหน้าที่มากกว่าสองด้าน

ด้านแรก คือด้านสังคมและการเมือง ซึ่งกองทัพมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฉพาะในด้านนี้ ในยุคระเบียบใหม่ของซูฮาร์โต กองทัพมีที่นั่งในสภาผู้แทนประชาชน 75 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง และมีที่นั่งในสภาท้องถิ่นและส่วนภูมิภาคอีก 2,800 ที่นั่ง มีนายทหารดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญทางการเมือง นอกจากนี้ กองทัพยังเข้าไปมีบทบาทในกลุ่ม Golkar ซึ่งในยุคระเบียบใหม่ กลุ่มนี้มีสถานะเป็นเพียงกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเล่นบทบาทเสมือนเป็นพรรคการเมืองของรัฐบาล

ด้านที่สอง คือด้านเศรษฐกิจ โดยกองทัพได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1950 เพื่อหารายได้เข้าหน่วยกรมกองของตน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ อีกทั้งทหารยังได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายหลายอย่าง เช่น ลักลอบขนสินค้าเถื่อน เก็บค่าคุ้มครอง ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เป็นรายได้ของทหารโดยเฉพาะในเกาะรอบนอก (เกาะอื่นๆ ที่ไม่ใช่เกาะชวา) และยังเข้าไปพัวพันกับการผูกขาดบังคับซื้อพืชผลของประชาชนในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อป้อนให้บริษัทที่ทหารหนุนหลังอยู่ [1]

ต่อมา หลังปี 1965 ทหารเริ่มทำธุรกิจอย่างเป็นทางการ โดยกองทัพมีสหกรณ์ของเหล่าทัพต่างๆ เพื่อลงทุนทางด้านธุรกิจ มีการตั้งคณะกรรมการกลางสหกรณ์ของตัวเอง และตั้งกลุ่มธุรกิจที่ประกอบด้วยนายทหารนอกราชการและนายทหารประจำการ เช่น ธุรกิจของนายทหารและครอบครัวในกองพล Diponegoro ตั้งกลุ่ม Yayasan Kartika Jaya Group เพื่อดูแลธุรกิจของกลุ่มตน หรือกลุ่มทหารที่คุมกระทรวงกลาโหม ตั้ง Tri Usaha Bhakdi Group เป็นต้น

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจของทหารที่มีอิทธิพลทางการเมืองยังเข้าไปลงทุนร่วมกับต่างชาติและบริษัทของนักธุรกิจชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน ขณะที่ทางฝั่งรัฐวิสาหกิจ ผู้นำทหารก็คุมอำนาจในการบริหารรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ดูแลสายการบินแห่งชาติ (การูด้าอินโดนีเซีย) ตั้งแต่ปี 1968-1984 และทหารยังเป็นคณะกรรมการพัฒนาการแห่งชาติและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งชาติ (BKPM) ตั้งแต่ปี 1968-1998 ด้วย

จะเห็นว่า กองทัพมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจอย่างมาก จนนำไปสู่การตั้งคำถามของประชาชนถึงความไม่โปร่งใสและการคอร์รัปชันทางนโยบายของรัฐบาลและกองทัพ

ด้านที่สาม คือด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยกองทัพมีหน้าที่ในการรักษาความสงบและความขัดแย้งภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในด้านศาสนาหรือกลุ่มชาติพันธุ์ การปราบปรามกลุ่มกบฏต่างๆ และการก่อการจลาจล  กองทัพอินโดนีเซียมีทั้งหมด 10 ภูมิภาค แต่ละกองทัพภูมิภาคจะแบ่งเป็นระดับย่อยลงไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ด้วยโครงสร้างเช่นนี้เอง กองทัพจึงสามารถสร้างอิทธิพลต่อการเมืองได้ในทุกระดับ รวมถึงการควบคุม ‘ทหารบ้าน’ หรือองค์กรกึ่งทหาร

นอกจากนี้ กองทัพยังมีบทบาทตามหน้าที่หลักจริงๆ คือการปกป้องรักษาดินแดน เพราะด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของอินโดนีเซียที่เป็นประเทศหมู่เกาะ ซึ่งมีพื้นที่มากกว่าสองล้านตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะมากกว่า 13,000 เกาะ ทำให้อินโดนีเซียมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งยังเป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงปัจจุบัน และยังมีปัญหาการก่อการร้ายข้ามแดนหรือการก่ออาชญากรรมข้ามแดนด้วย ดังนั้น หน้าที่ด้านการป้องกันประเทศของกองทัพจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง และควรเป็นหน้าที่หลักด้านเดียวของกองทัพมากกว่า

จะเห็นว่า ทหารอินโดนีเซียมีบทบาทและหน้าที่นอกเหนือจากหน้าที่ปกติของกองทัพอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพยังมีบทบาทในการปราบปรามประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะในยุคระเบียบใหม่ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ที่มีกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน เช่น อาเจะห์ ติมอร์ตะวันออก และปาปัวตะวันตก รวมถึงการข่มขู่ คุกคาม ลักพาตัว และลอบสังหารผู้นำนักศึกษา นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและกองทัพ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การที่กองทัพถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยนักเคลื่อนไหวทางด้านสิทธิมนุษยชนและปัญญาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์

 

การปฏิรูปกองทัพอินโดนีเซีย

 

จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกองทัพเกิดขึ้นในปี 1997 (พ.ศ.2540) ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’ ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศไทย และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อินโดนีเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยต้องเจอกับวิกฤตค่าเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ปัญหาดังกล่าวลุกลามบานปลายจนกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ นำไปสู่การจลาจลกลางกรุงจาการ์ตา มีนักศึกษาและประชาชนออกมาประท้วงการบริหารประเทศของซูฮาร์โต และหนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วงคือ การปฏิรูปและยกเลิกบทบาท dwifungsi ของกองทัพ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก แต่องคาพยพที่ทำให้การปฏิรูปกองทัพอินโดนีเซียประสบความสำเร็จเกิดจากการปฏิรูปจากภายในองค์กรเอง โดยหลังการลาออกของซูฮาร์โต นายทหารคนแรกๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการปฏิรูปกองทัพคือ พลตรี อากุส วีราฮาดีกูซูมะห์ (Agus Wirahadikusumah) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ โดยเสนอการกำจัดการคอร์รัปชันในกองทัพ ระบบการเลื่อนตำแหน่งที่โปร่งใส การปรับโครงสร้างทางองค์กร และลดบทบาททางการเมืองของกองทัพ ข้อเสนอดังกล่าวสร้างศัตรูให้เขาจำนวนมาก ส่วนในกองทัพเอง ก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุน (ซึ่งส่วนมากเป็นนายทหารชั้นผู้น้อย) และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดปฏิรูปดังกล่าว ต่อมา ในสมัยของประธานาธิบดีอับดุลระห์มัน วาฮิด ปี 2000 อากุส วีราฮาดีกูซูมะห์ ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการยุทธศาสตร์กองทัพบก

ผู้นำทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางการเมืองกับผู้นำกองทัพเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการปฏิรูป สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีอับดุลระห์มัน วาฮิด (1999-2001) มีความพยายามอย่างมากที่จะปฏิรูปกองทัพ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสำหรับการปฏิรูป แต่การปฏิรูปมาสะดุดในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีเมกาวตี ซูการ์โนปุตรี (2001-2004) ซึ่งเป็นช่วงที่ทหารกลับมามีความแข็งแกร่ง เนื่องจากมีสถานการณ์การก่อการร้ายและปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดนปะทุขึ้นมา ประกอบกับการที่รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถควบคุมกองทัพได้เต็มที่ ต่อมา ในสมัยประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (2004-2014) ที่พยายามปรับให้กองทัพเป็น ‘ทหารอาชีพ’ มากขึ้น เป็นยุคที่การปฏิรูปกองทัพประสบความสำเร็จและเป็นรูปเป็นร่างที่สุด เนื่องจากซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน เป็นอดีตนายทหารมาก่อน ผู้นำทหารจึงมีความเกรงใจ

 

ลำดับขั้นตอนของการปฏิรูปภายในกองทัพปี 1998-2009 [2]

ลำดับ ปี การเปลี่ยนแปลง
1 1998 การกำหนดท่าทีและมุมมองทางการเมืองของ ABRI เกี่ยวกับกระบวนทัศน์ใหม่ของบทบาท ABRI ในศตวรรษที่ 21
2 1998 จัดระเบียบองค์กรเจ้าหน้าที่ทั่วไปของ ABRI และเจ้าหน้าที่สังคมการเมือง หัวหน้าทีมสังคมการเมืองเปลี่ยนเป็นหัวหน้าทีมดินแดนของ ABRI
3 1998 ยุบหน่วยงาน Syawan ABRI, Kamtibmas ABRI, และ Babinkar ABRI (หน่วยงานเหล่านี้คือหน่วยงานของกองทัพที่ดูแลรับผิดชอบการดำรงตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งทางการทหารของนายทหาร)
4 1998 ยุบหน่วยงาน Wansospolpus และ Wansospolda (หน่วยงานที่ดูแลด้านสังคมการเมืองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค)
5 1999 การกำหนดท่าทีและมุมมองทางการเมืองของ ABRI เกี่ยวกับกระบวนทัศน์ใหม่ของบทบาทด้านสังคมการเมืองของ ABRI ในการลดบทบาททางการเมืองของกองทัพ
6 1999 กำหนดกระบวนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ABRI/TNI กับ Keluarga Besar ABRI/TNI (องค์กรร่มใหญ่ของกองทัพที่ทำหน้าที่ประสานประโยชน์ของเหล่าทัพต่างๆ) และการตัดความสัมพันธ์ทางองค์กรกับพรรค Golkar และรักษาระยะห่างกับทุกพรรคการเมือง
7 1999 การจัดระเบียบกำลังพลที่อยู่นอกโครงสร้างของกระทรวงกลาโหมและความมั่นคง
8 1999 ยกเลิกการทำงานของ ABRI ผ่านความเห็นของผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้ว
9 1999 การแยกหน่วยงานตำรวจออกจาก ABRI โดยตำรวจจะไม่ขึ้นกับ ABRI อีกต่อไป
10 1999 การกำหนดชื่อหน่วยงาน สัญลักษณ์ และตราราชการ จากการเรียกว่า ABRI เป็น TNI (Indonesian National Military)
11 1999 การลดจำนวนสัดส่วนตัวแทนจาก ABRI ในสภา DPR (สภาผู้แทนประชาชน) และ DPRD I/II(สภาผู้แทนประชาชนส่วนภูมิภาค) (ในสภา DPR ลดจาก 75 คนเป็น 38 คน และในสภา DPRD I/II เหลือ 10% จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด)
12 1999 การประกาศเป็นกลางของ TNI ในการเลือกตั้งปี 1999
13 1999 การเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ด้านสังคมการเมืองเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสื่อสารสังคมในปี 2001
14 1999 การยกเลิก Sospoldam, Babinkardam, Sospolrem, และ Sospoldim (หน่วยงานที่ดูแลด้านสังคมการเมืองและความมั่นคงของกองทัพ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) อันเป็นผลสืบเนื่องจากการลดบทบาทหน้าที่ด้านสังคมการเมืองของ ABRI
15 2000-2001 แก้ไขหลักการของกองทัพอากาศ (17 ตุลาคม 2000), กองทัพบก (15 ธันวาคม 2001) และ กองทัพเรือ (23 กุมภาพันธ์ 2001)
16 2000 การยกเลิกองค์กรรองผู้บังคับบัญชา TNI
17 2000 ABRI เลิกยุ่งกับการเมืองภาคปฏิบัติ และจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภาคปฏิบัติอีก
18 2000 การยกเลิก Bakorstanas และ Bakorstanasda (หน่วยงานกองทัพประสานงานด้านยุทธศาสตร์แห่งชาติส่วนกลางและส่วนภูมิภาค)
19 2001 การวางท่าทีเป็นกลางของ TNI ในฐานะเครื่องมือของรัฐในการประชุมสภาวิสามัญปี 2001
20 2001 การยกเลิกแบบเรียนด้านสังคมการเมืองของ ABRI ออกจากหลักสูตรการศึกษาของ TNI และเพิ่มแบบเรียนด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม
21 2002 กำหนดนิยามและจัดองค์กรกองทัพส่วนภูมิภาคใหม่
22 2004 การประกาศเป็นกลางของ TNI ในการเลือกตั้งปี 2004
23 2004 การถอนตัวและยุติบทบาทของนายทหาร TNI ที่ดำรงตำแหน่งทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการในหน่วยงานของรัฐและไม่ใช่ของรัฐที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ TNI
24 2004 ยกเลิกสัดส่วนของ TNI-POLRI (ทหารและตำรวจ) ในสภา DPR และ DPRD ในปี 2004 โดยกำหนดให้เร็วกว่าเดิมที่ตั้งไว้ว่าจนถึงปี 2009
25 2004 การพิจารณาคดีของทหาร ซึ่งเคยอยู่ภายใต้องค์กรกฎหมาย TNI ให้อยู่ภายใต้ศาลสูง (พลเรือน)
26 2004 มีการออกกฎหมายฉบับที่ 34 ปี 2004 เกี่ยวกับ TNI
27 2005 การยกเลิกเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารการเมืองในปี 2005 (1 มิถุนายน 2005)
28 2005 ความเป็นกลางของ TNI ในการเลือกตั้งท้องถิ่น
29 2006 การยกเลิกธุรกิจของทหาร โดยต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2009
30 2006 การกำหนดว่าเจ้าหน้าที่กองทัพต้องเกษียณก่อนจึงจะสามารถลงเลือกตั้งท้องถิ่นได้
31 2007 การให้สัตยาบันในหลักการของ TNI
32 2009 มีการออกกฎหมายให้รัฐบาลเข้าควบคุมธุรกิจของทหาร

 

ทั้ง 32 ข้อข้างต้นเป็นการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานทหารที่ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้าง วัฒนธรรม และหลักการ ด้านที่สำคัญคือการถอนตัวออกจากการเมือง การตัดสายสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพรรคการเมือง (โดยเฉพาะพรรค Golkar) การแยกสำนักงานตำรวจออกจากกองทัพ การที่รัฐเข้าควบคุมธุรกิจของทหาร และการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือน

หนึ่งในตัวแสดงที่สำคัญคือ ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคระเบียบใหม่ ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนี้สลับไปมาระหว่างทหารกับพลเรือนมาโดยตลอด โดยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่เป็นพลเรือนคนแรกคือ จูโวโน ซูดาร์โซโน (1999-2000 และ 2004-2009) เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเข้าควบคุมธุรกิจทหารโดยรัฐบาล แต่กระนั้น หลังการปฏิรูปธุรกิจทหาร กองทัพก็ยังมีมูลนิธิถึง 23 มูลนิธิ สหกรณ์มากกว่า 1,000 แห่ง และมีบริษัท 55 บริษัท ซึ่งเป็นที่สงสัยกันว่า ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจในพื้นที่สีเทา พัวพันกับการก่ออาชญากรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการคอร์รัปชัน และการตั้งมูลนิธิของหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพก็เพื่อที่จะใช้ชื่อ ‘มูลนิธิ’ บังหน้าในการดำเนินธุรกิจและการฟอกเงินเท่านั้น

ขณะที่สมัยปัจจุบันที่ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด ดำรงตำแหน่ง ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมคือ ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) นายทหารคนสำคัญที่เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโจโก วีโดโดมาแล้วสองสมัย เป็นอดีตบุตรเขยของประธานาธิบดีซูฮาร์โต และยังมีคดีพัวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายกรณี

 

ผลจากการปฏิรูปกองทัพ

 

การเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมสู่ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียไม่ได้ราบรื่นและสำเร็จได้อย่างรวดเร็วหมดจด แต่ประสบกับปัญหาบางประการ ได้แก่ (1) การไร้กรอบแนวทางการปฏิบัติที่เป็นประชาธิปไตยของกองทัพ (2) ความไร้ความสามารถของผู้นำทางการเมืองที่จะควบคุมกองทัพ (3) ระบบราชการ โดยเฉพาะในกระทรวงกลาโหมที่ยังคงถูกครอบงำโดยทหาร (4) การดำรงอยู่ของ ‘ทหารบ้าน’ ที่เข้ามาเล่นบทบาทที่กองทัพเคยเล่นมาก่อนหน้ายุคปฏิรูป ในเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองต่างๆ และ (5) งบประมาณของกองทัพที่ไม่เพียงพอ

แม้ว่าจะมีปัญหาดังที่กล่าวมา แต่กระบวนการปฏิรูปกองทัพและการเปลี่ยนผ่านยังยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตย โดยกองทัพเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากองค์กรที่เคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักทางการเมือง กลายมาเป็นสถาบันทหารภายใต้สังคมประชาธิปไตย นอกจากนี้ กองทัพยังแสดงให้เห็นว่า สามารถปรับตัวได้ดีกับประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้กลายเป็นชายขอบของอำนาจทางการเมือง เพราะกองทัพยังคงเป็นสถาบันที่มีความสำคัญทางการเมืองอยู่

ปัจจุบัน แม้กองทัพบางส่วนยังอยากจะกลับไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเฉกเช่นในยุคระเบียบใหม่ หรือการที่ทหารบางส่วนถวิลหา dwifungsi แบบในอดีต แต่การมีกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่ควบคุมการดำเนินการของกองทัพอันเป็นผลสำเร็จของยุคปฏิรูป ทำให้ทหารไม่สามารถเข้ามาเล่นในทางการเมืองแบบเปิดหน้าได้เต็มที่ และการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญประการหนึ่งว่า วิถีทางประชาธิปไตยภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนสามารถควบคุมกองทัพให้อยู่ในร่องในรอยได้

อีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคือ ตั้งแต่ยุคปฏิรูปเป็นต้นมา แม้งบประมาณของกองทัพจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่งบประมาณที่ทางกองทัพเสนอขอไป กับงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจริงยังคิดเป็นจำนวนที่ห่างกันชัดเจน โดยงบประมาณของกองทัพต่ำกว่า 1% ของ GDP ประเทศ

จะเห็นว่า การปฏิรูปกองทัพของอินโดนีเซียดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นขั้นเป็นตอน และกระทำอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การที่คนทั้งสังคมเห็นร่วมกันว่า บทบาทหน้าที่ที่เคยเป็นของกองทัพไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และจำเป็นต้องปฏิรูปกองทัพให้สอดคล้องและอยู่ในครรลองของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

 


[1] Richard Robinson, Indonesia: The Rise of Capital (Jakarta and Kuala Lumpur: Equinox Publishing, 2009), 250-251.

[2] Ahmad Yani Basuki, “Reformasi TNI: Pola, Profesionalitas, dan Refungsionalisasi Militer dalam Masyarakat,” Jurnal Sosiologi MASYARAKAT, Vol. 19, No. 2, Juli 2014, pp. 141-42.

MOST READ

Asia

3 Sep 2018

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

คุยกับ ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ว่าด้วยปรากฏการณ์ ‘จีนใหม่บุกไทย’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่คือการเข้ามาลงหลักปักฐานระยะยาว พร้อมหาลู่ทางในการลงทุนด้านต่างๆ จากทรัพยากรของไทย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

3 Sep 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้เว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Analytics Cookie

    คุกกี้ประเภทนี้มีเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บเพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ต่อไป

Save