fbpx
อ่านปัญหาความเหลื่อมล้ำจากอเมริกา : เมื่อการลงทุนแก้ ‘การศึกษา’ อย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอ

อ่านปัญหาความเหลื่อมล้ำจากอเมริกา : เมื่อการลงทุนแก้ ‘การศึกษา’ อย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอ

ปรางชณา ภัทรนรากุล เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพ

ท่ามกลางแนวคิดหลากหลายว่าด้วยเป้าหมายในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น หลายคนคงเคยได้ยินสมการของการพัฒนาที่ว่า “การลงทุนด้านการศึกษาจะช่วยทำให้ประเทศดีขึ้น” หรือ “ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้นล้วนเป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลว” ดังนั้น ภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ควรร่วมมือกัน ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ เพื่อให้พลเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและสามารถเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ของสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม บทความเรื่อง Better Public Schools Won’t Fix Income Inequality [1] (2019) จากเว็บไซต์ของ The Atlantic โดย Nick Hanauer ผู้ก่อตั้งโครงการค้นคว้าและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อพลเมือง (The Civic Ventures, public-policy incubator) ได้อธิบายสภาพปัญหาของระบบการศึกษาในอเมริกา พร้อมกับเสนอข้อโต้แย้งต่อความเชื่อเรื่องสมการการพัฒนาที่เรามักยึดถือกันทั้ง 2 ข้อที่ได้กล่าวไปข้างต้น

เพราะเหตุใดการยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงอาจไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม? 101 จะพาไปสำรวจต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาอย่างแนบแน่น ส่งผลถึงกันและกัน ผ่านข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกา ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการศึกษา ภายใต้บริบทระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและเงื่อนไขต่างๆ ทางสังคมได้ดีมากยิ่งขึ้น

แก้ปัญหาการศึกษาไม่อาจแก้ความเหลื่อมล้ำ?

นับตั้งแต่ที่ประเทศอเมริกาได้สร้างระบบการศึกษาโดยภาครัฐ (Public School) ขึ้นมา ทำให้เกิดกลุ่มบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยจำนวนมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด ‘ชนชั้นกลาง’ ในประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงทศวรรษ 1970 ก็ดูเหมือนว่าจะเกิดปัญหาบางอย่างขึ้น

เมื่อการศึกษาภาครัฐถูกขยายออกไปในพื้นที่ต่างๆ ตัวเลขของผลคะแนนสอบและจำนวนผู้จบการศึกษานั้นกลับยิ่งตกต่ำลง  เนื่องจากระบบโรงเรียนรัฐที่ครั้งหนึ่งเคยมีขึ้นเพื่อผลิตแรงงานให้เข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม มาตอนนี้กลับไม่สามารถก้าวตามความต้องการด้านการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นได้ทัน หลังระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนมาพึ่งพาองค์ความรู้เป็นหลัก (knowledge economy) และทำให้ ‘การได้รับการศึกษา’ กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน หลักสูตรการศึกษาแบบเดิมๆ จึงอาจไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

และเมื่อการศึกษาของภาครัฐดังกล่าวล้มเหลว อำนาจในการซื้อของชนชั้นกลางอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่สร้างสถานะทางสังคมผ่านการศึกษาจึงน้อยลงเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม ค่าจ้างเฉลี่ยต่อปีของกลุ่มคนที่รวยที่สุด 1% ในอเมริกาเพิ่มขึ้น 156% ในปี 1979-2017 หากแต่กำลังซื้อจากเงินเดือนของคนอเมริกาโดยเฉลี่ยนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Nick Hanauer ผู้เขียนบทความ ได้กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มมากขึ้นและเกิดการแบ่งขั้วทางการเมือง (Political polarization) รวมถึงมีการดูถูก เหยียดหยาม และความโกรธเกรี้ยว ปะทุขึ้นมาในสังคม กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายประชาธิปไตยของอเมริกาอย่างมาก

อุปสรรคเรื่องค่าแรงและความยากจน

จากปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ทำให้ Nick ก่อตั้ง League of Education Voters องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐ เขาบริจาคเงินร่วมกับนักธุรกิจชื่อดังหลายคนเช่น Bill Gates, Alice Walton และ Paul Allen มากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อจัดตั้งโรงเรียนในกำกับของรัฐ (charter school) แห่งแรกของวอชิงตัน รวมถึงทุ่มเทแรงกายหลายร้อยชั่วโมงโดยมีแนวคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเราปรับปรุงโรงเรียน หลักสูตรและวิธีการสอน ให้ทันสมัยมากขึ้น หรือปฏิรูปเอาครูที่ไม่ดีออกไป ก็จะเป็นผลดีต่อเด็กๆ โดยเฉพาะในชุมชนที่มีรายได้น้อยและชนชั้นแรงงาน อัตราการจบการศึกษาและค่าแรงจะเพิ่มขึ้น ความยากจนและความไม่เท่าเทียมจะลดลง รวมทั้งประชาธิปไตยเองก็จะได้รับการฟื้นฟู

แต่ทว่า จากการศึกษาของเขาในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าแท้จริงแล้ว เหตุผลที่คนงานอเมริกายังต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวอย่างยากลำบากอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะพวกเขาได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ ภายใต้นโยบายทางเศรษฐกิจแบบบนลงล่าง (Trickle-down) นั้นเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนร่ำรวยมาตลอด 40 ปี และแม้ว่าที่ผ่านมาคนอเมริกาจะได้รับการศึกษาสูงกว่าประเทศอื่นๆ มาโดยตลอด แต่อัตราการจ้างงานก็ยังคงต่ำ รวมทั้งแรงงานชาวอเมริกาส่วนใหญ่ (ในทุกระดับการศึกษา) ก็แทบจะไม่ได้ขึ้นค่าจ้างเลยตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ Nick ไม่ได้กำลังจะบอกว่าเราไม่ควรปรับปรุงระบบการศึกษา แต่การศึกษานั้นไม่สามารถแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมอเมริกาได้ หากละเลยแรงขับเคลื่อนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่าง ‘รายได้ครัวเรือน’

ข้อมูลจากการวิจัยเชิงตัวเลขที่ผ่านมามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ยิ่งรายได้ของพ่อแม่ผู้ปกครองลดลงเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลต่อระดับการศึกษาที่ต่ำลงของบุตรหลาน แต่แทนที่เราจะแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มรายได้ครัวเรือน เรากลับเน้นไปที่การขยายโอกาสแก่เด็กยากไร้ อย่างการมีโรงเรียนในกำกับของรัฐสำหรับเด็กยากจน ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้แทบจะไม่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐดีๆ เพราะไม่สามารถฝ่าด่านของรายได้ครอบครัวที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงอาจกล่าวได้ว่า ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวทางการศึกษาเลยเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ Lawrence Mishel นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม (The liberal-leaning Economic Policy Institute) ยังอธิบายว่า ‘ความยากจน’ คืออุปสรรคที่จะทำลายการเรียนรู้และพรสวรรค์ของเด็กๆ พวกเขาอาจต้องเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยจากความไม่พร้อมของที่อยู่อาศัย ไม่มีใครมาช่วยทำการบ้าน ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ รวมถึงมีสภาพแวดล้อมในการเรียนที่ไม่ปลอดภัยอีกด้วย

ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจยิ่งมาก

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งเพิ่ม

ในขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่งของอเมริกาไม่มีแม้แต่เงินที่จะซื้ออาหารกลางวันเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมสำหรับการเรียน โรงเรียนรัฐที่มีนโยบายแจกหรือลดราคาค่าอาหารกลางวันในปัจจุบันยังมีจำนวนเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นแค่ 38% จากปี 2000

จากสภาวะดังกล่าว เราคงจินตนาการได้ว่าโอกาสในการเอื้อมถึง ‘โรงเรียนรัฐคุณภาพดี’ ของเด็กกลุ่มนี้มีน้อยมาก และโรงเรียนคุณภาพดีก็มักกระจุกตัวอยู่แค่ในเขตพื้นที่ของกลุ่มครอบครัวชนชั้นกลางที่มีความมั่นคงทางการเงิน อำนาจทางการเมือง เวลา และทรัพยากร

พูดง่ายๆว่า โรงเรียนรัฐที่มีคุณภาพนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นผลผลิตของชนชั้นกลางเสียมากกว่า ดังนั้น หากทำให้คนมีเงินและมีชีวิตที่ดีได้แบบคนชนชั้นกลาง โรงเรียนรัฐคุณภาพดีก็จะตามมาเอง แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในอเมริกาเกือบทั้งหมดนั้นตกอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ถือหุ้น จากสถิติพบว่า ผลกำไรของธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้หลังหักภาษีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปี 1970 (จาก 5% ของ GDP เป็น 10%) ในขณะที่ค่าจ้างในฐานะส่วนแบ่งของ GDP ลดลงประมาณ 8%

โดยสรุป ข้อเสนอของ Nick ในการแก้ปัญหาคือ หากเราต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกัน สิ่งที่ควรทำมากกว่าการขยายโอกาส คือการลดระยะห่างระหว่างขั้นบันได เราต้องไม่มุ่งพัฒนาเพียงการศึกษาให้มีคุณภาพ หากแต่ต้องพัฒนาคุณภาพของครัวเรือน ที่อยู่อาศัย หรือการดูแลสุขภาพเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีไปพร้อมกันด้วย

ดังนั้น ประเด็นเรื่องค่าแรงจึงสำคัญกับแรงงานมาก ค่าแรงที่สูงไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่กลุ่มอาชีพที่สังคมให้คุณค่า และวิธีทางตรงในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ คือ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และการมีเกณฑ์เงินเดือน ค่าตอบแทนที่ชัดเจน เพื่อลดปัญหาการไม่จ่ายค่าทำงานล่วงเวลา คืนอำนาจการต่อรองให้แก่แรงงาน ไปจนถึงการเพิ่มภาษีให้สูงขึ้นต่อคนรวย หรือเก็บจากภาษีที่ดิน

 

มองภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทย

ในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาด้านการศึกษาจากภาครัฐส่งผลให้แรงงานไทยในภาพรวมมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนปีที่แรงงานได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 5.31 ปี ในปี 2529 และเพิ่มเป็น 8.15 ปี ในปี 2552[2] รวมทั้งนโยบายการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการการศึกษาของรัฐระหว่างปี พ.ศ. 2545-2556 ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีส่วนช่วยให้เด็กสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในโรงเรียนของรัฐได้มากขึ้น[3] ในขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ก็ชี้ว่า โจทย์สำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย ไม่ใช่การเข้าถึงการศึกษาของคนส่วนใหญ่อีกต่อไป หากแต่คือการทำให้การศึกษามีคุณภาพอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์และปัญหาในอเมริกานั้นไม่ได้ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรามากนัก นับตั้งแต่การศึกษาของประเทศเริ่มผูกขาดไว้ที่รัฐ อย่างการมีกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ ส่งผลให้การศึกษาในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเรียนแบบ Home School หรือการศึกษานอกระบบต่างๆ หมดความสำคัญและสูญหายไป[4] ในแง่นี้ การเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้มาซึ่งวุฒิการศึกษาจึงเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การเลื่อนชั้นหรือขยับฐานะทางสังคม

แต่ในขณะที่รัฐมุ่งรวมศูนย์อำนาจการบริหารจัดการและการกระจายทรัพยากรทางการศึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ รัฐกลับประสบปัญหาเรื่องการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการศึกษาที่เท่าเทียมแก่พลเมือง ทำให้สังคมไทยยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้มีคนจำนวนหนึ่งเสียเปรียบเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น การรับค่าจ้างต่ำกว่ากลุ่มที่มีโอกาสทางการศึกษาสูงกว่า หรือ โอกาสในการได้งานที่น้อยกว่าเนื่องจากการรับเข้าทำงานซึ่งยึดโยงกับมหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ ประสิทธิภาพและหลักสูตรการสอนในโรงเรียนทั่วไปยังไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ในการวัดผลสอบ ทำให้ระบบการศึกษาไทยจำต้องผูกติดแนบแน่นกับ ‘สถาบันกวดวิชา’ มาโดยตลอด เปิดช่องว่างให้ธุรกิจกวดวิชาที่มักดำเนินการโดยภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท และยิ่ง ‘ตอกย้ำ’ ระยะห่างของฐานะหรือต้นทุนทางการเรียน ไปจนถึงการแข่งกันทางการศึกษาในสังคมให้ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

มากไปกว่านั้น การมีอยู่ของสถาบันกวดวิชาสะท้อนถึงปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันด้านพื้นที่ กล่าวคือ สถาบันกวดวิชาที่มีคุณภาพ (รวมทั้งโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ในไทย) ต่างกระจุกตัวอยู่แค่ในเขตเมือง ทำให้ผู้เรียนต้องขวนขวายเข้ามาเรียนในเขตพื้นที่เดียว จนเกิดกลุ่มที่ได้เปรียบและเสียเปรียบด้านเวลาหรือค่าเดินทาง ในแง่นี้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทยจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของฐานะรายได้ หากแต่สัมพันธ์ในประเด็นเชิงภูมิศาสตร์ด้วย

ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนปัญหาข้างต้นเป็นอย่างดี โดยสถิติชี้ว่า เด็กที่ต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างสาหัสที่สุดคือ ‘เด็กยากจนพิเศษ’ ซึ่งครอบครัวอาจมีรายได้เฉลี่ยต่ำสุดเพียงแค่ 462 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 15 บาทต่อวัน ส่วนรายได้เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 2,093 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 69 บาทต่อวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เสมอ

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาการศึกษาของรัฐด้วยการมีนโยบายสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการออกแบบนโยบายอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อรับประกันว่าคนที่ลำบากที่สุดจะเข้าถึงทรัพยากรได้ ที่สำคัญคือ การมองให้ทะลุถึงรากว่า ปัญหาที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการปรับปรุงระบบการศึกษา คือปัจจัยเรื่องของต้นทุนความพร้อม เม็ดเงินค่าแรง และความเจริญในพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำอยู่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศตลอดมา

หากเราไม่แก้ไขปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ’ และ ‘ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา’ ควบคู่ไปด้วยกัน ความเหลื่อมล้ำก็อาจยังเรื้อรังอยู่คู่สังคมไปเช่นเดิม

อ้างอิง

[1] Nick Hanauer. (2562). Better Public Schools Won’t Fix Income Inequality 

[2] ดิลกะ  ลัทธพิพัฒน์. (2553). ความเหลื่อมลํ้าของโอกาสทางการศึกษากับแนวโน้มของค่าจ้างในประเทศไทย.

งานสัมมนาวิชาการประจําปี 2553 “การลดความเหลื่อมลํ้าและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ”

(Reducing Inequality and Creating Economic Opportunity) โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

[3] (วัดจากโดยค่าดัชนีโอกาสของมนุษย์ (Human Opportunity Index: HOI) ในปี พ.ศ. 2556 โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.08) อ้างอิงจาก อรอนงค์  ทวีปรีดา. (2559). การกระจายและความเท่าเทียมของโอกาสทางการศึกษา และบทบาทการใช้จ่ายของภาครัฐ. วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

[4] คมสัน พรมรินทร์. (2560). “เงา” โลดแล่น:  เมื่อระบบติวเตอร์ในโรงเรียน “อุ้ม” ระบบการศึกษาไทย. วิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวทิยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save