สมคิด พุทธศรี เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

เศรษฐกิจโลก 2018 : ความสดใส ความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอน

 

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อมั่นว่าปี 2018 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลกฟื้นตัวพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่า ‘syncronized recovery’

ในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขในตลาดแรงงานค่อนข้างแข็งแกร่ง การจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตราการว่างงานลดลงไปอยู่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี ในขณะที่ตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจฝั่งยุโรปก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2017 ทั้งปี เศรษฐกิจของอียูเติบโตเฉลี่ย 2.5% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบทศวรรษ แม้แต่เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากซึมต่อเนื่องมายาวนาน

นอกจากนี้ มูลค่าการค้าโลกก็มีทีท่าว่าจะกลับมาขยายตัวได้ หลังจากติดลบไปหลายปี ส่งอานิสงส์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไปยังหลายประเทศทั่วโลก  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรงตัวและดีขึ้นกว่าสองปีที่แล้ว ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาขยายตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี มีเรื่องน่าประหลาดใจให้นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ต้องขบคิด พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ได้ชวนตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความเรื่อง ‘เงินเฟ้อ Vs ว่างงาน : Phillips Curve หายไปไหน?’ ไว้ว่า ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวและอัตราการว่างงานลดลง แต่เงินเฟ้อกลับหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ผิดปกติไปจากหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้น

พิพัฒน์ได้สำรวจคำอธิบายอันหลากหลายเพื่อตอบคำถามว่า ‘ทำไมเงินเฟ้อจึง (ยัง) ไม่สูงขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ’ โดยมีคำอธิบายหลักอย่างน้อย 3 แบบ ได้แก่ (1) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ได้ทั่วถึงจริง และยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ตั้งแต่วิกฤตปี 2008  (2) การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและรวดเร็ว ทำให้ผลิตภาพของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อมีต่ำ และ (3) การพัฒนาการค้าผ่าน electronic platform ทำให้กลไกการส่งผ่านต้นทุนไปสู่ราคาเปลี่ยนไป อำนาจเหนือตลาดที่ผู้ค้าปลีกเคยมีในอดีตลดน้อยลง ร้านค้าขึ้นราคาได้ยากขึ้น หากผู้บริโภคสามารถเช็คราคาได้อย่างสะดวก และมีการแข่งขันจากผู้ประกอบการที่หลากหลายขึ้น

แม้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า คำอธิบายใดถูกต้อง (ที่สุด) แต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่งว่า สองในสามคำอธิบายหลักนั้น ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพลวัตใหม่ในเศรษฐกิจโลก ซึ่งคงสะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงของโลกอยู่ไม่น้อย

ทว่าเศรษฐกิจโลกก็สดใสอยู่ได้เพียงแค่ครึ่งปี เพราะในช่วงครึ่งปีหลังของ 2018 นอกจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่พอไปได้แล้ว เศรษฐกิจหลายประเทศกลับชะลอตัวพร้อมกันกลายเป็น ‘syncronized slowdown’ ที่สร้างแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจโลกในภาพรวม

การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง ถูกซ้ำเติมด้วยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2018 และส่อเค้ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในบทความเรื่อง ‘จีน-ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ : จากยุทธพิชัยสามก๊ก สู่ยุทธศาสตร์รับสงครามการค้า’ ปิติ ศรีแสงนาม สำรวจงานวิจัยล่าสุดที่ศึกษาผลกระทบของสงครามการค้าครั้งนี้ ว่าสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจต่างๆ อย่างมหาศาล โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ จีน คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือญี่ปุ่น มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทั่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสงครามการค้าเอง ก็ได้รับความเสียหายกว่า 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  

ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดของสงครามการค้าคือ ความไม่แน่นอนของระเบียบเศรษฐกิจโลก ในฐานะผู้ที่เกาะติดประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด ปิติได้เขียนบทวิเคราะห์หลายชิ้น ที่ไม่เพียงแต่เล่าความรู้พื้นฐานของสงครามการค้าได้อย่างกระชับเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นแนวโน้มความวุ่นวายของระเบียบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดเจนอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในการเกิดลัทธิพาณิชย์นิยมใหม่ (Neo-Mercantilism) ที่ทุกประเทศหรือหลายๆ ประเทศ มุ่งแต่จะสร้างความมั่งคั่งของตนเองโดยการทำลายล้างผู้อื่น ปัญหาเชิงนโยบายอย่างการเบี่ยงเบนการค้าและการลงทุน (Trade Diversion) และปัญหาเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการตีความและบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น

‘Brexit’ เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมของความไม่แน่นอนของระเบียบเศรษฐกิจ (และการเมือง) โลก จดหมายจากยุโรปหลายฉบับตลอดปี 2018 ของพีเทอร์ ไมตรี อึ๊งภากรณ์ ได้อัพเดต ชวนทำความเข้าใจ และถกเถียงถึง ‘ความวุ่นวาย’ ของ Brexit อย่างต่อเนื่อง หากได้อ่านจดหมายของพีเทอร์ทุกฉบับแล้ว คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า อนาคตของ ‘Brexit’ ยังคงมืดมน

และนั่นย่อมหมายถึง ความไร้ระเบียบที่รออยู่

 

เศรษฐกิจไทย 2018 : คืนสู่สามัญ เมื่อโลกไม่ได้เป็นใจให้เราตลอดไป

 

หลายคนคาดหวังว่า ปี 2018 จะเป็นปีทองของเศรษฐกิจไทย เพราะในช่วงครึ่งแรกของปี เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงถึง 4.8% ซึ่งสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่แล้วตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 กลับส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และถ้าเทียบกับไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับปัจจัยด้านฤดูกาลแล้ว พบว่าปรับลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2557 เลยทีเดียว

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย เคยวิเคราะห์ลักษณะสำคัญ 3 ประการ ของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2017 ไว้ว่า (1) แข็งนอก อ่อนใน (2) แข็งบน อ่อนล่าง และ (3) ดีขึ้น แต่เคยดีกว่านี้ ในบทความเรื่อง GDP ไตรมาสสาม บอกอะไรเรา? พิพัฒน์ยังคงใช้บางมิติทำความเข้าใจ ‘ไส้ใน’ เศรษฐกิจไทยได้อย่างแหลมคม

‘แข็งนอก อ่อนใน’ – ตั้งแต่ปี 2017 ต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2018 การเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากการที่เศรษฐกิจโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และการส่งออกที่เริ่มกลับมาขยายตัวไปพร้อมกับการค้าโลก ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย

เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก โดยมีความสำคัญมากถึง 13% ของ GDP เมื่อการท่องเที่ยวหดตัว หรือเพียงแค่ไม่เติบโตอย่างที่เคยเป็น การเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็อาจหายไป 1.2% เลยทีเดียว

อันที่จริงพิพัฒน์เคยให้ความเห็นไว้ในบทความเรื่อง ‘การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย’ ไว้ว่า การพึ่งพิงภาคการท่องเที่ยวมากเกินไปเปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะการมีฐานที่สูงมากจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงได้ง่าย นอกจากนี้ การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ยังอาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรโดยรวมของประเทศ และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย

‘แข็งบน อ่อนล่าง’ – องค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่ทำให้ GDP เติบโตค่อนข้างดีในครึ่งปีแรก คือการบริโภคที่มีสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ แม้เป็นเรื่องน่าดีใจ แต่หากพิจารณาไส้ในจะพบว่า การบริโภคส่วนใหญ่เป็นการบริโภคของคนฐานะดีเป็นหลัก โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ที่ขยายตัวสูง ส่วนการบริโภคสินค้าไม่คงทน เช่น อาหารเครื่องดื่มทั่วไป ไม่เพียงแต่ไม่เติบโต แต่กลับติดลบด้วยซ้ำ สภาวะเช่นนี้อาจบ่งบอกถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ในบางมิติ

‘เคยดีกว่านี้’ – คนที่อยู่ในภาคเกษตร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่มีกำลังซื้อ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรและรายได้ภาคเกษตร ยังไม่ค่อยปรับตัวดีขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้

เมื่อคำนึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในของไทย พิพัฒน์เห็นว่า เศรษฐกิจไทยอาจผ่านช่วงเวลาที่ดีที่สุดมาแล้ว หลังจากนี้ไปเศรษฐกิจไทยคงกลับมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 3% อันเป็นระดับที่สะท้อนศักยภาพและโครงสร้างที่แท้จริง

 

ความเหลื่อมล้ำ : โจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คำถามใหญ่ข้อแรกในเรื่องความเหลื่อมล้ำคือ สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยเป็นอย่างไร?

บทความเรื่อง ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21’ ของธนสักก์ เจนมานะ เข้ามาร่วมถกเถียงในคำถามนี้ได้อย่างเหมาะเจาะ เพราะในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2018 สังคมไทยกำลัง ‘ดราม่า’ เรื่องนี้กันอยู่พอดี

คำตอบสุดท้ายของธนสักก์ที่ว่า ‘สังคมไทยเหลื่อมล้ำระดับสาหัส’ อาจไม่ใช่คำตอบที่น่าประหลาดเท่าใดนัก แต่คุณูปการสำคัญของงานชิ้นนี้คือ การใช้ตัวชี้วัดแบบใหม่ในการทำความเข้าใจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิจัยของ Thomas Piketty นักเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจปัญหาความเหลื่อมล้ำชื่อดัง เจ้าของหนังสือ ‘Capital in the Twenty-First Century’ หนังสือเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดเล่มหนึ่ง

‘วัฒนธรรม’ เป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่ช่วยให้เข้าใจความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง รอบด้าน มากยิ่งขึ้น การสำรวจความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยผ่านนิยายเรื่องปีศาจของ ธร ปีติดล เปิดเผยให้เห็นว่า ระบบ ‘คุณค่าแบบไทยๆ’ ไม่ว่าจะเก่าหรือสมัยใหม่ โอบอุ้ม สอดรับและให้ความชอบธรรมกับความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง

ในขณะที่พลอย ธรรมาภิรานนท์ ก็ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า สาเหตุที่สังคมไทยมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำต่ำ เป็นเพราะสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำมักไม่ปรากฏในข่าว  

แล้วเราจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน?

ในรายการสนทนา one on one เรื่อง ‘สู่สังคมไทย เสมอหน้า ถกปัญหาความเหลื่อมล้ำ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ไม่เพียงแต่ฉายภาพใหญ่ของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างรอบด้านและหลากมิติเท่านั้น แต่ยังเสนอคำตอบเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำไว้หลายชุด อาทิ การปฏิรูประบบภาษี การใช้นโยบายการคลัง และรัฐสวัสดิการ เป็นต้น

ในบรรดานโยบายเหล่านี้ ‘การปฏิรูปภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ ซึ่งผาสุกและทีมนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งทำวิจัยอย่างเข้มข้น เป็นนโยบายรูปธรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะคณะผู้วิจัยตั้งใจออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมโดยเฉพาะ

ในส่วนนโยบายการคลัง วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้ถอดบทเรียนสำคัญจากนโยบาย บอลซ่า แฟมิเลีย ซึ่งเป็นนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของประธานาธิบดีลูล่าแห่งบราซิลที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่องอย่างมาก โดยสาระสำคัญของนโยบายนี้คือ การให้เงินช่วยเหลือให้กับผู้หญิงโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ได้รับเงินจะต้องดูแลสุขภาพและการศึกษาของตัวเองและลูกให้ดี

วีระยุทธมองว่านโยบายบอสซ่า แฟมิเลีย นับว่าโดดเด่นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ลูกหลานคนจนก็ยังมีโอกาสลืมต้าอ้าปากได้ ด้วยการออกแบบนโยบายลดความเหลื่อมล้ำที่ชาญฉลาด เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์และความรัดกุม ทั้งยังสะท้อนความเชื่อมั่นในตัวประชาชนว่าคือคนเท่ากัน

การทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจที่ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาที่น่าสนใจเช่นกัน ในบทความเรื่อง ‘ทำอย่างไร เมื่อไม่มี LTF’ ของ อธิภัทร มุทิตาเจริญ ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการ LTF จะมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการออมให้กับผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย แต่ในความเป็นจริง กลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือ กลุ่มคนที่รวยที่สุด ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทบทวนและออกแบบนโยบายส่งเสริมการออมใหม่

หรือในบทวิเคราะห์เรื่องนโยบายคืน VAT คนจน ที่พบว่า แม้นโยบายจะลดความเหลื่อมล้ำได้บ้าง แต่ก็เป็นการลดความเหลื่อมล้ำเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น เพราะโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นธรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข เป็นต้น

 

Digital Transformation : โจทย์แห่งยุคสมัย

 

Digital Transformation นับว่าเป็นโจทย์ของยุคสมัยโดยแท้ โดยนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยชี้ขาดของสังคมเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา 101 ได้เกาะติดและสำรวจกระบวนการ Digital transformation ทั้งในเมืองไทยและในระดับโลกอย่างสม่ำเสมอ และครอบคลุมหลายประเด็น โดยประเด็นที่น่าสนใจกลับไปทบทวน มีดังนี้

 

(1) ความท้าทายใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

Digital Transformation ไม่ได้นำมาซึ่งโอกาสเท่านั้น แต่ยังนำปัญหาใหม่และยากตามมาด้วย ประเด็นความท้าทายใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ คำถามว่าด้วย ‘อนาคตอันขาดแคลน’ ของอรชุน อัปปาดูรัย (Arjun Appadurai) นักมานุษยวิทยาด้านโลกาภิวัตน์ผู้ทรงอิทธิพล ที่ถูกเล่าผ่านบทความของ มัธวรรณศ์ สุจริตธนารักษ์

อัปปาดูรัยเสนอว่า การปฏิวัติทางดิจิทัล รวมไปถึงความทันสมัย นวัตกรรม และความสะดวกสบาย กำลังทำให้การมองโลกอนาคตในแต่ละสังคมมีความหลากหลายลดลง โดยที่การหดตัวลงของอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระดับวัฒนธรรมเท่านั้น แต่รวมไปถึงความสามารถในการจินตนาการทางสังคม การเมือง และการนิยามความหมายของชีวิตในแต่ละสังคมด้วย เมื่อความสามารถในการจินตนาการความเป็นไปได้ในอนาคตถูกลดทอนลง ความสามารถในการนิยามว่าอะไรยุติธรรม ศีลธรรมแบบไหนที่ยอมรับได้และไม่ได้ย่อมพลอยลดลงไปด้วย

อัปปาดูรัยยอมรับว่า แม้เทคโนโลยีจะนำประโยชน์มาสู่โลกและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างมากมายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่เขามองว่าการหดตัวในอนาคตเนื่องจากการขยายตัวของแอพพลิเคชันและอุดมการณ์ที่มาพร้อมกับแอพพลิเคชันทั้งหลาย เช่น ความล้มเหลว ความสะดวก ความล้าสมัย มีผลกระทบที่ลึกและน่ากังวลมากกว่า เขาไม่ได้นำเสนอทางออก แต่บอกว่าอย่างน้อยเราควรถกกันว่าเหตุใดอนาคตจึงขยายตัวและหดตัวลงพร้อมๆ กันในยุคสมัยปัจจุบัน

นอกจากคำถามใหญ่ดังเช่นที่อัปปาดูรัยถามแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังก่อให้เกิดความท้าทายในแต่ละศาสตร์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น การเกิดขึ้นของเงินดิจิทัล หรือ ‘cryptocurrency’ ที่กลายเป็นกระแสเก็งกำไรในช่วงปลายปี 2017 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2018 ก่อนที่จะซาลงไปในช่วงครึ่งปีหลัง

การเกิดขึ้นของเงินดิจิทัลทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินต้องกลับมาตั้งคำถามมากมาย เช่น ความเสี่ยงและความปลอดภัยของเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน การเกิดฟองสบู่ลูกใหม่ในภาคการเงิน ความน่าเชื่อถือของเงินดิจิทัล ฯลฯ

แต่หนึ่งในคำถามพื้นฐานสำคัญที่พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ชวนผู้อ่านคิดผ่านบทความ ‘รถไฟเหาะ Cryptocurrency’ คือ ถึงที่สุดแล้ว เงินดิจิทัลเป็นเงินหรือไม่ และมันสามารถทดแทนเงินได้หรือไม่? เพราะคำตอบของคำถามเหล่านี้นี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของเงินดิจิทัลในอนาคต

นอกเหนือจากนี้ ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ใหม่มาก และยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในสังคม แต่จำเป็นอย่างที่ต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด เช่น ประเด็น ‘อคติ’ ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และบิ๊กดาต้าที่ สฤณี อาชวานันทกุล เขียนถึงใน ‘Weapons Of Math Destruction เมื่อตัวเลขก่อความเสียหายด้วยอคติของมนุษย์’ หรือประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวในโลกไซเบอร์ที่สะท้อนผ่านข้อถกเถียงเรื่อง ‘มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในฐานะเครื่องมือสร้างอำนาจทางบรรทัดฐานของอียู’ ของกันยภัทร รัตนวิลาส ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มาก

 

(2) มหากาพย์คลื่นความถี่ไทย

คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับ Digital transformation แต่ที่ผ่านมากระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ของไทย กลับเต็มไปด้วยปัญหาและข้อกังขาจากภาควิชาการและภาคประชาสังคม

101 ร่วมสำรวจ ทบทวน และตรวจสอบกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ของไทยตั้งแต่ยุค 1G จนถึงยุค 5G ผ่านบทสัมภาษณ์ขนาดยาว ของสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นักวิชาการผู้เกาะติดความเคลื่อนไหวเรื่องนโยบายโทรคมนาคมตลอด 20 ปี และในซีรีส์เดียวกันนี้ สมคิด พุทธศรี ได้จัดทำรายงานพิเศษเพื่อจับตา ‘การประมูลคลื่น 900 MHz’  ตัวอย่างรูปธรรมล่าสุดของความล้มเหลวในการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นผลให้สังคมไทยไม่ได้ใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง

ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนักที่หากใครได้อ่านซีรีส์ความรู้ชุดนี้ จะมองเห็นความ ‘ไม่พร้อม’ และ ‘ความมั่ว’ ของรัฐไทยบนเส้นทาง Digital Transformation

 

(3) การปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกดิจิทัล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลคือกุญแจสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทย เมื่อต้องพูดถึงประเด็นนี้อย่างลงลึก สังคมไทยกลับไม่มีองค์ความรู้ที่เป็นระบบและชัดเจนมากนัก บทความเรื่อง ‘โอกาสใหม่’ ในโลกดิจิทัล ของ วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ช่วยเข้ามาถมช่องว่างความรู้เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยได้สำรวจโอกาสและความเป็นไปได้ในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และการเรียนรู้พัฒนาตนเอง

อย่างไรก็ตาม วรพจน์เน้นย้ำว่า แม้อินเทอร์เน็ตสร้าง ‘โอกาส’ อย่างที่ไม่เคยมีเทคโนโลยีไหนทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่โอกาสเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เราจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิถีปฏิบัติ ทั้งในระดับสถาบันและระดับปัจเจก เพื่อแปลงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตให้เป็นโอกาสอย่างแท้จริง

 

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในภาพรวมของเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย ในปี 2018 ซึ่งวนเวียนอยู่กับความผันผวน ไร้ระเบียบแบบแผน ยากต่อการคาดเดา

ที่สำคัญคือเราอาจผ่าน ‘จุดที่ดีที่สุด’ มาแล้ว

Author

Somkid Puttasri

สมคิด พุทธศรี - บรรณาธิการ The101.world และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง 101