fbpx
ส่องเศรษฐกิจปีวัว From Home

ส่องเศรษฐกิจปีวัว From Home

วิมุต วานิชเจริญธรรม เรื่อง
ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพ

 

 

ซอยลาดพร้าว 130 หรือซอยมหาดไทย 2 ในยามค่ำคืนวันนี้ แม้จะมีรถยนต์วิ่งเข้าออกบ้าง แต่ก็เทียบไม่ได้กับบรรยากาศในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปี 2562

เดิมทีนั้นซอยมหาดไทย 2 เป็นซอยตัน ซึ่งสามารถเข้ามาได้จากทางถนนลาดพร้าวเท่านั้น และเมื่อเข้ามาจนสุดซอยจะไม่สามารถไปเชื่อมต่อกับถนนรามคำแหงได้ เพราะซอยขาดลงที่คลองแสนแสบ ผู้ที่ใช้เส้นทางนี้สัญจรจึงมีเพียงคนที่อาศัยอยู่ในซอยมหาดไทย 2 เท่านั้น ดังนั้นซอยนี้จึงเงียบสงบมาก ทั้งในช่วงกลางวัน (ที่คนส่วนใหญ่ออกไปเรียนหรือทำงาน) และในยามราตรี (เมื่อทุกบ้านเข้านอน)

แต่หลังจากที่ กรุงเทพมหานครได้สร้างสะพานข้ามคลองแสนแสบ เชื่อมต่อท้ายซอยมหาดไทย 2 กับซอยรามคำแหง 81 เส้นทางเส้นนี้จึงได้พบกับโอกาสทางธุรกิจที่ช่วยเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ ให้กับคนในชุมชนนี้

ที่ดินว่างเปล่าที่เคยถูกปล่อยให้รกร้างจนกลายมาเป็นที่ทิ้งขยะสาธารณะ ถูกกว้านซื้อไปเพื่อพัฒนาให้เป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 8 ชั้น

คอนโดและโรงแรมเริ่มผุดขึ้นตลอดแนวสองข้างทาง

และเมื่อภาคการท่องเที่ยวของไทยเฟื่องฟู ธุรกิจในซอยนี้ก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ผู้ประกอบการต่างปรับเปลี่ยนกิจการของตนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน

พื้นที่ลานจอดรถหน้าโรงแรม เริ่มปรากฏคาราวานรถทัวร์สองชั้นเข้ามาจอดแทนที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และในช่วงค่ำๆ คนในซอยก็เริ่มชินตากับภาพขบวนรถทัวร์ที่วิ่งเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวกลับโรงแรม

ไม่เพียงแค่ธุรกิจโรงแรมเท่านั้น ร้านค้าในซอยต่างปรับตัวเพื่อรองรับการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านนวดแผนโบราณ รวมถึงร้านค้าปลีกที่นำสินค้ายอดนิยมของทัวร์จีนมาวางขาย

แม้แต่ร้านสะดวกซื้อตรงข้ามบ้านยังต้องจัดชั้นวางสินค้าพิเศษที่มีป้ายภาษาจีนกำกับ

ค่ำคืนในซอยนี้ไม่เงียบเหงา เพราะแม้จะดึกดื่นเพียงใด ก็ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินกันอยู่ เสียงพูดคุยภาษาจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศยามราตรี แม้บางครั้งจะทำให้คนในบ้านเรือนริมทางตกใจบ้าง เพราะเสียงคุยกันนั้นดังเข้ามาถึงในตัวบ้าน

แต่หลังจากการระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในช่วงต้นปี 2563 นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ไม่สามารถเข้ามาในประเทศไทยได้ดังเดิม และซอยมหาดไทย 2 นี้ก็กลับสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง

ไม่มีรถทัวร์วิ่งเข้าออก ไม่มีเสียงคนจีนคุยกันตอนดึกๆ และไม่มีกำลังซื้อมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและร้านค้าในซอยนี้

ภาพเศรษฐกิจในซอยเล็กๆ ซอยหนึ่งในกรุงเทพนี้ สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศเราในปีที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้เป็นอย่างดี

 

ปี 2563 ปีแห่งธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ถดถอยและรายได้ที่หดหาย

 

ในภาพรวม ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยประสบภาวะถดถอยรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 จากการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปรากฎว่าช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 นี้ มูลค่าของผลผลิตมวลรวมหรือจีดีพีรายไตรมาส มีอัตราการหดตัวเฉลี่ยร้อยละ 6.7 ต่อปี โดยในไตรมาสที่สองของปี 2563 ที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์นั้น อัตราการหดตัวของผลผลิตมวลรวมมีความรุนแรงใกล้เคียงกับสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งเลยทีเดียว (อัตราหดตัวของจีดีพีในไตรมาสที่สอง เท่ากับร้อยละ 12.15 เทียบกับอัตราหดตัวในไตรมาสที่สามของปี 2540 ซึ่งเท่ากับร้อยละ 12.5)

ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเช่นนี้ ตัวเลขหนึ่งที่บอกถึงวิบากกรรมในระบบเศรษฐกิจได้ดีคือตัวเลขการว่างงาน

แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานต่ำที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ อัตราว่างงานของไทยมักไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี แต่การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้อัตราการว่างงานของไทย กระโดดขึ้นเหนือร้อยละ 2 ในเดือนกรกฎาคม 2563 และยังคงรักษาระดับอยู่ราวๆ นี้ จวบจนสิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (ดูภาพที่ 1 ประกอบ)

การสำรวจภาวะการทำงานเดือนพฤศจิกายน 2563 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า จำนวนคนว่างงานในเดือนดังกล่าวมีอยู่รวม 7.8 แสนคน โดยคาดว่าในจำนวนนี้มีบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดแรงงานเป็นครั้งแรก และยังหางานทำไม่ได้อยู่เกือบ 4 แสนคน

 

ภาพที่ 1:  อัตราการว่างงานรายเดือน
ที่มา https://tide.pier.or.th/chart/RLLFSWKM00079

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการสำรวจจำนวนคนว่างงาน เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจสักนิดว่าเกณฑ์ที่ใช้จัดภาวะการมีงานทำคือ ใครก็ตามที่ได้ทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะถือว่าเป็นผู้มีงานทำ เกณฑ์การวัดนี้ถือเป็นเกณฑ์สากล เพียงแต่อาจไม่สะท้อนความลำบากของคนที่อาศัยค่าจ้างจากการทำงานไม่กี่ชั่วโมงเป็นรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตลอดเดือน

ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ทำการคำนวณ ‘จำนวนผู้เสมือนว่างงาน’ โดยปรับเปลี่ยนเกณฑ์ให้กลายเป็นว่า แม้จะเป็นผู้มีงานทำ แต่หากจำนวนชั่วโมงทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะถือว่าเป็นผู้เสมือนว่างงาน (Underemployed)

ในช่วงก่อนปี 2563 จำนวนผู้เสมือนว่างงานอยู่ที่ราว 2-3 ล้านคน แต่เมื่อรัฐบาลเริ่มใช้มาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้นมา จำนวนผู้เสมือนว่างงานได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 5.4 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563

ตัวเลขนี้สะท้อนการเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนทำงานที่ต้องลดเวลาทำงานลง พร้อมๆ กับยอมรับเงินตอบแทนการทำงานที่ลดน้อยลงด้วย เพื่อแลกกับการรักษาตำแหน่งงานนั้นไว้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง แน่นอนว่า รายได้ที่ลดลงย่อมหมายความว่า แรงงานกลุ่มนี้ต้องลดมาตรฐานความเป็นอยู่ลงตามรายได้ที่หดไป

ในขณะเดียวกันข้อมูลอีกชุดก็ชี้ว่า จำนวนผู้ใช้สิทธิ์ประกันตนในกรณีว่างงานปี 2563 พุ่งสูงขึ้นมาก ภายหลังจากการใช้มาตรการปิดเมือง หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องว่างงานลง (ดูภาพที่ 2 ประกอบ) โดยแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน โดยได้รับเงินในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย ส่วนแรงงานที่สิ้นสุดการจ้างงานด้วยการลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดเวลา แรงงานจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย

 

ภาพที่ 2 จำนวนผู้ที่ใช้สิทธิ์ประกันตนในกรณีว่างงาน
ที่มา https://tide.pier.or.th/chart/EILFSM00142

 

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสมือนว่างงานหรือผู้ว่างงานในปีที่ผ่านมา ต่างก็สูญเสียรายได้ไปจำนวนมากจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งรายได้ที่สูญไปของคนกลุ่มนี้จะทำให้รายจ่ายของพวกเขาต้องปรับลดลงตาม ส่งผลต่อเนื่องทำให้รายได้ของกลุ่มอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจหดหายตามไปด้วย ผลกระทบที่เกิดจึงสามารถพอกพูนและขยายวง จนทำให้การใช้จ่ายและรายได้ในระดับมหภาคหดตัวลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนดังที่ปรากฎตามแถลงการณ์ของสภาพัฒน์

วิบากกรรมของแรงงานไทยและเศรษฐกิจที่ถดถอยในปีที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าเป็น ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายสำหรับการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดีเราสามารถตั้งคำถามตามมาได้ว่า เราได้จ่ายเงินซื้อสุขภาพในราคาที่แพงเกินไปหรือไม่

 

เราไม่ทิ้งกัน: ไทย vs สหรัฐฯ

 

หากใช้ประเทศสหรัฐฯ ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูงที่สุดในโลกเป็นตัวเปรียบเทียบ เราจะพบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศไทยอยู่ในหลักสิบ (67 ราย – ข้อมูล ณ วันที่ 12 มกราคม 2564) ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศสหรัฐฯ นั้นเกินกว่า 3 แสนราย หากเทียบเป็นอัตราส่วนผู้เสียชีวิตต่อประชากรทั้งหมด จะพบว่าอัตราส่วนของการเสียชีวิตในประเทศไทยเท่ากับร้อยละ 0.0001 ของจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราส่วนของประเทศสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 0.113 กล่าวได้ว่าสัดส่วนของผู้เสียชีวิตในประเทศสหรัฐฯ สูงกว่าของไทยถึง 1 พันเท่า

ในด้านเศรษฐกิจ ผลผลิตมวลรวมรายไตรมาสของสหรัฐฯ หดตัวลงในช่วงเวลา 9 เดือนแรกของปี 2563 ในอัตราร้อยละ 2.18 ซึ่งถือว่า บอบช้ำน้อยกว่าเศรษฐกิจไทยมาก และเมื่อคิดเทียบเป็นสัดส่วนต่อกัน กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยหดตัวมากกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ 3 เท่า

แม้เราอาจจะรู้สึกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเปรียบเทียบแล้วดูรุนแรงน้อยกว่าอัตราส่วนของการเสียชีวิตจากโรคระบาด ซึ่งมองได้ว่าราคาที่เราจ่ายสำหรับการควบคุมการระบาด อาจไม่ได้แพงมากนักก็ตาม แต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้สะท้อนถึงกระบวนการเยียวยาจากภาครัฐที่ได้เติมเม็ดเงินเข้ามาเพื่ออุ้มคนว่างงานและช่วยกอบกู้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมือง ควบคุมการระบาดของโรคโควิดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563

กล่าวคือ แม้ว่าจีดีพีรายไตรมาสของสหรัฐฯ จะหดตัวจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนไม่ต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในโลก แต่ปรากฏว่ารายได้บุคคลในช่วงเวลาเดียวกันกลับเพิ่มสูงขึ้น!

ข้อมูลจาก Bureau of Economic Analysis ชี้ให้เห็นว่ารายได้ของคนอเมริกันในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน 2563 เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งๆ ที่เงินเดือนและค่าจ้างจะลดลง สาเหตุหลักเป็นเพราะมาตรการอุ้มชูอเมริกันชนภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิดภายใต้กฎหมาย Coronavirus Aid, Relief and Economics Security (CARES Act) ซึ่งมีทั้งการแจกเงินก้อนครั้งเดียว และจ่ายเช็คช่วยเหลือคนตกงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมไปถึงเงินที่จ่ายให้กับนายจ้างที่ยังทำกิจการต่อโดยไม่ปลดคนงานออกอีกด้วย

แหล่งข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากกฎหมายดังกล่าวได้ส่งมาถึงกระเป๋าเงินของประชาชน รวมๆ กันได้ราว 8 แสนล้านเหรียญ และส่งผลให้คนอเมริกันมีรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้น สวนทางกับมูลค่าจีดีพี

ไม่เพียงเท่านั้น ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจยุคโควิด ทำให้คนอเมริกันตัดทอนรายจ่ายลงและเพิ่มการออมมากขึ้น จนส่งผลให้มีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าตลาดการเงิน ผลักดันให้ราคาหุ้นและมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น จนทำนิวไฮ ครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงปีที่ผ่านมา

ราคาหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความร่ำรวยให้กับแค่นักลงทุนอเมริกันเท่านั้น เพราะในโลกสมัยใหม่ที่การลงทุนนั้นไร้พรมแดน นักลงทุนไทยก็สามารถมีเอี่ยวในความมั่งคั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ด้วย ดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งมักโชว์ผลตอบแทนการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในตลาดแนสแด็ก (NASDAQ) ที่มีผลกำไรเกินกว่าร้อยละ 12 ต่อปีให้ผมอิจฉาเล่นๆ

โอกาสได้รับผลตอบแทนการลงทุนสวยๆ แบบนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงคนที่มีทรัพย์สินเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น กลุ่มชนชั้นกลางที่ยังมีเงินเดือนหรือมีงานประจำทำอยู่ตามปกติ ก็สามารถเข้าถึงกองทุนรวมเหล่านี้ได้ เพียงแค่มีการวางแผนการเงินที่ดี คนกลุ่มนี้ก็สามารถใช้ช่องทางกองทุนต่างประเทศ สร้างรายได้ให้พอกพูนในช่วงปีนี้ได้อย่างสบายๆ

ตรงกันข้ามกับกลุ่มคนที่ว่างงานกับกลุ่มผู้เสมือนว่างงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่หมดเงินออมไปกับการประคองตัวให้ผ่านปี 2563 และยังคงต้องกังวลกับวิบากกรรมที่ตามต่อเนื่องมาในถึงปี 2564 นี้ แหล่งรายได้ของแรงงานกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มจะเหือดหายไปอีก เนื่องจากการระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด และเงินทดแทนที่ได้จากประกันสังคมที่กำลังจะหมดลงก่อนที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

ฉะนั้น ในปีนี้ เราจะเห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นระหว่างคนที่มีงานทำและคนตกงาน ซึ่งนั่นจะยิ่งซ้ำเติมให้สภาพความเหลื่อมล้ำในรายได้ของประเทศเราย่ำแย่ลงไปอีก

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save