fbpx

‘ทุเรียน’ ราชาผลไม้แห่งนูซันตารา: ชื่อ ที่มา ความเชื่อ และความนิยม

คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักทุเรียน ผลไม้ที่ได้รับฉายาว่าเป็น ‘King of Fruit’ ทุเรียนเป็นพืชเมืองร้อนที่มีต้นกำเนิดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตได้ดีในอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ฤดูทุเรียนของไทยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และภูมิภาคที่ปลูก โดยทุเรียนที่ปลูกในภาคใต้จะออกช้ากว่าที่ปลูกในภาคตะวันออก อย่างไรก็ดี หลายพื้นที่ในปัจจุบันสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวทุเรียนได้เกือบทั้งปี ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อหาทุเรียนได้ตลอดทั้งปี 

ทุเรียนเป็นผลไม้พิเศษ คนที่ชอบก็ชอบมาก ส่วนคนที่ไม่ชอบก็อาจเกลียดสุดๆ เพราะเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นแรง อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าทุเรียนเริ่มปลูกในไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่อาจสรุปได้ว่าไทยบริโภคทุเรียนตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะในบันทึกของลาลูแบร์ (Simon de La Loubère) หัวหน้าคณะทูตจากฝรั่งเศสที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยาในสมัยพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมมากในแถบนี้ แต่เขาไม่สามารถทนต่อกลิ่นทุเรียนได้ ทั้งนี้ ทุเรียนไม่เพียงนิยมแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวอุษาคเนย์และคนนอกภูมิภาคด้วย 


คำว่า ‘ทุเรียน’ มีที่มาอย่างไร? ทุเรียนมีต้นกำเนิดจากไหน?


ทุเรียน ภาษาอังกฤษสะกดว่า ‘durian’ คำนี้เดิมทีไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่มาจากภาษามลายู คำว่า ‘duri’ (ดูรี) ในภาษามลายูแปลว่าหนามหรือก้าง เมื่อเติม suffix ‘-an’ ซึ่งเป็นการทำให้เป็นคำนาม คำว่า durian จึงมีความหมายว่าสิ่งที่มีหนาม ชื่อของทุเรียนจึงมาจากลักษณะเฉพาะของผลทุเรียนที่มีหนามแหลม

เชื่อกันว่าทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีต้นกำเนิดมาจากเกาะกาลิมันตัน (เกาะบอร์เนียว) ผู้เชี่ยวชาญด้านทุเรียนจากมูลนิธิทุเรียนนูซันตารา (Yayasan Durian Nusantara) กล่าวว่า หลังจากที่ทุเรียนถูกพบบนเกาะกาลิมันตัน ผลไม้หนามแหลมชนิดนี้ก็ถูกนำไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ จนกระทั่งพบต้นทุเรียนที่เกาะชวา สุมาตรา ล็อมบ็อก และปาปัว เป็นต้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานด้วยว่า ชาวไทยนำเมล็ดพันธุ์ทุเรียนจากเกาะกาลิมันตันไปปลูกที่ไทยเมื่อหลายร้อยปีก่อน จนเกษตรกรไทยสามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์และเกิดเป็นพันธุ์หมอนทองเช่นทุกวันนี้ 

ขณะที่ทุเรียน ‘มูซังคิง’ (musang king) มีต้นกำเนิดจากบริเวณอำเภอตาเนาะห์แมเราะห์ (Tanah Merah) รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยทุเรียนมูซังคิงเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ที่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่รู้ต้นกำเนิด แต่สุดท้ายก็กลายเป็นทุเรียนมูซังคิงที่สายพันธุ์ถูกพัฒนาจนเป็นที่นิยมเพราะรสชาติดี ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นทุเรียนที่ดีที่สุดในโลก แต่ราคาก็สูงเอาเรื่อง

ทุเรียนเป็นที่รู้จักของผู้คนนอกทวีปเอเชียนานกว่า 600 ปีแล้ว หนึ่งในบันทึกเกี่ยวกับทุเรียนที่เก่าแก่ของชาวยุโรป คือ บันทึกที่นิกโกลอ เด โกนติ (Niccolo Da Conti) เขียนระหว่างที่เขาเดินทางเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งข้อความที่แปลจากภาษาละตินโดยปอจิโอ บราคซิโอลินิ (Poggio Bracciolini) กล่าวว่า “ระหว่างการเดินทาง เด โกนติ (Da Conti) ได้พบกับชาวสุมาตราที่มีผลไม้สีเขียวผลโตเท่าแตงโม มีชื่อเรียกว่าทุเรียน” และ “ข้างในผลไม้มีเนื้อหนา มีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายเนย รวมถึงมีกลิ่นฉุนรุนแรง” 


ประวัติศาสตร์และความเชื่อเกี่ยวกับทุเรียนของชาวอินโดนีเซีย 


ทุเรียนมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ในอินโดนีเซีย เช่น ชาวชวา เบอตาวีและชาวกาโยเรียกว่า ‘duren’ ชาวซุนดาเรียกว่า ‘kadu’ ชาวสุลาเวสีเรียกว่า ‘duriang’ ชาวโตราจาเรียกว่า ‘duliang’ ชาวบาตักเรียกว่า ‘tarutung’ หรือที่เกาะเซอรัมตะวันออกเรียกว่า ‘rulen’ ส่วนที่อัมบนและบริเวณใกล้เคียงเรียก ‘doriang’

ชาวอินโดนีเซียรู้จักทุเรียนเป็นพันปีแล้ว การเพาะปลูกทุเรียนในอินโดนีเซียเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายศตวรรษโดยเฉพาะในระดับหมู่บ้าน แต่ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าการปลูกทุเรียนเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่าการปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์เริ่มตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 ซึ่งในสมัยนั้นกษัตริย์แห่งอาณาจักรมะตะรัมมักได้รับทุเรียนเป็นเครื่องบรรณาการทุกครั้งที่มีพระราชพิธี 

โบราณสถานบุโรพุทโธที่ตั้งอยู่ในเมืองยอกยาการ์ตา เกาะชวา ซึ่งถูกสร้างขึ้นราวปี 775-820 ถือเป็นหลักฐานยืนยันว่าชาวอินโดนีเซียรู้จักและบริโภคทุเรียนกว่าพันปีแล้ว เนื่องจากบริเวณผนังของบุโรพุทโธมีรูปแกะสลักต้นทุเรียนที่กำลังออกผลอยู่ โดยในรูปแกะสลักมีข้าหลวงในวังรายล้อมต้นทุเรียนอยู่ 11 นาง สะท้อนว่าต้นทุเรียนมีความสำคัญและถูกปลูกในบริเวณพระราชวัง นอกจากนี้ ทุเรียนยังถูกกล่าวถึงในบทกวี Kitab Kakawin Ramayana ปี 870 อีกด้วย 

ผนังของบุโรพุทโธ (ที่มาภาพ)

บันทึกประวัติศาสตร์ทุเรียนของอินโดนีเซียมักมาจากรายงานการเดินทางของบรรดานักเดินทางชาวยุโรปในศตวรรษที่ 15 เช่น รายงานการสำรวจของบริษัทการค้าดัตช์อีสอินดีส (VOC) ในบริเวณปัตตาเวีย (จาการ์ตาในปัจจุบัน) จนถึงโบกอร์เมื่อปี 1687 ที่ระบุว่าพบต้นทุเรียนที่โบกอร์ ชวาตะวันตก

หรือรายงานของจอร์จ เอเบอร์ฮาร์ด รัมฟิอุส (Georg Eberhard Rumphius) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1741 รัมฟิอุสเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ทำงานให้บริษัท VOC โดยระหว่างที่ทำวิจัยอยู่เมืองอัมบนและมาลูกู เขาพบว่าชาวบ้านใช้กลิ่นทุเรียนเพื่อจับชะมด ในรายงานจึงเขียนถึงครั้งแรกที่เขาได้เห็นทุเรียนโดยเรียกผลไม้นี้ว่า ‘durio’ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อของทุเรียนจึงเข้าสู่วงการพฤกษศาสตร์และดึงดูดความสนใจของนักพฤกษศาสตร์ชาวยุโรปคนอื่นๆ

หลังจากนั้น 33 ปี คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนตีพิมพ์หนังสือและตั้งชื่อละตินของทุเรียนว่า ‘durio zibethinus’ ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของรัมฟิอุสที่พบทุเรียนในเมืองอัมบน จึงใช้ชื่อชะมดในภาษาละติน ‘zibetto’ ผสมกับชื่อทุเรียน ‘durio’ และชื่อของรัมฟิอุส ‘Rumphius’ เพื่อเป็นอนุสรณ์ กลายเป็น ‘durio zibethinus’

ยังมีบันทึกเกี่ยวกับทุเรียนจากนักสำรวจชาวยุโรปคนอื่นด้วย เช่น อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) นักพฤกษศาสตร์และนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษที่ทำวิจัยในเมืองเตอร์นาเตช่วงปี 1848-1854 เขาสนใจทุเรียนมากจนขนานนามผลไม้ชนิดนี้ว่าเป็น King of Fruit และให้ฉายานี้ผ่านบทความ “On the Bamboo and Durian of Borneo” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Hooker’s Journal of Botany เมื่อปี 1856 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุเรียนจึงได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้เมืองร้อน 

อินโดนีเซียมีตำนานเกี่ยวกับทุเรียนด้วย โดยเชื่อกันว่าผู้ที่รับประทานทุเรียนจะอุดมสมบูรณ์ ขณะที่ในสมัยโบราณเชื่อกันว่ากษัตริย์จะเสวยทุเรียนหากต้องการให้กำเนิดบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรง ตำนานนี้ถูกเสริมด้วยข้อเท็จจริงที่ว่ามีสวนทุเรียนในอุทยานที่วัง Narmada แห่งกษัตริย์บาหลีและล็อมบ็อก ซึ่งทุเรียนเหล่านั้นถูกปลูกไว้ให้กษัตริย์และเหล่าสนมรับประทานเพื่อให้ตั้งครรภ์และคลอดบุตรที่แข็งแรง นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อด้วยว่าหากปลูกทุเรียนไว้จะทำให้สตรีคลอดบุตรง่าย ซึ่งมีข้อมูลทางด้านโภชนาการสนับสนุนด้วยว่าทุเรียนดีต่อสตรีมีครรภ์ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีวิตามินบีและโฟเลตซึ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของทารกในครรภ์

ปัจจุบัน ทุเรียนแดงหรือทุเรียน ‘merah’ เป็นที่นิยมในอินโดนีเซียมาก มีความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่สมัยรัฐจารีต โดยในสมัยนั้นทุเรียนแดงเติบโตในป่ากาลิมันตันในอาณาจักรบัมแบลงกัน ต่อมาอาณาจักรบัมแบลงกันตกอยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรมัชปาหิต กษัตริย์มัชปาหิตจึงมักได้รับทุเรียน merah เป็นบรรณาการ เนื่องจากในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าทุเรียนเป็นยารักษาโรค 

ต่อมาทุเรียน merah ถูกปลูกที่เกาะชวา ซึ่งทุเรียน merah เกือบสูญพันธุ์ในยุคอาณานิคมเนื่องจากเจ้าอาณานิคมทั้งเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ (อังกฤษเคยปกครองอินโดนีเซียเป็นระยะเวลาสั้นๆ ช่วงสงครามนโปเลียนในยุโรป) สั่งให้ชาวบ้านปลูกกาแฟและอ้อยแทนที่พืชทั้งหมด 


ทุเรียนตัวท็อปของอินโดนีเซีย  


‘ต่างพื้นที่ต่างรสชาติ’ วลีนี้อธิบายความหลากหลายของรสชาติทุเรียนที่ปลูกในอินโดนีเซียได้อย่างดี นอกจากรสชาติที่หลากหลายแล้ว ราคาทุเรียนก็มีความหลากหลายเช่นกัน ในทุกภูมิภาคจะมีทุเรียนตัวท็อปซึ่งมักมาจากการประกวดทุเรียน และยังกลายเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามน้ำข้ามเกาะเพื่อต้องการไปชิมทุเรียนด้วย 

ทุเรียนที่เป็นที่นิยมและเคยชนะการประกวดในอินโดนีเซียได้แก่

  1. Durian kunyit หรือทุเรียนขมิ้น ชนะการประกวดทุเรียนกาลิมันตันตะวันตกเมื่อปี 2019 ทุเรียนพันธุ์นี้ปลูกที่หมู่บ้าน Sebongkuh อำเภอ Sanggau จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก มีอายุมากกว่า 100 ปี ในเวลาหนึ่งปีจะออกผลสองครั้ง
  2. Durian lai มองเผินๆ จะคล้ายทุเรียน มีหนามแหลมเหมือนกันแต่ผลมีขนาดเล็กกว่าและไม่มีกลิ่นแรงเท่าทุเรียน เนื้อมักมีสีส้ม สีแดง และสีเหลือง สัมผัสและรสชาติคล้ายมันเทศสีแดงที่มีรสหวานแต่ไม่เข้มข้นจนเกินไป
  3. Durian serumbat มาจากหมู่บ้าน Ponti Kayan อำเภอ Sanggau จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ทุเรียนชนิดนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เคยชนะการประกวดในปี 2013 มีเนื้อหนาและมีสีเหลืองคล้ายทองแดง ครั้งหนึ่งเคยถูกเสิร์ฟให้ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด (Joko Widodo) รับประทานในงานสำคัญของรัฐ
  4. Durian merah หรือทุเรียนแดง มีเนื้อสีแดงสมชื่อ ทุเรียนชนิดนี้มาจากตำบล Songgon อำเภอ Banyuwangi ชวาตะวันออก เนื้อทุเรียนนุ่มแต่ไม่เละ มักเก็บเกี่ยวช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยนักท่องเที่ยวสามารถลิ้มรสทุเรียนนี้ได้ในเทศกาลทุเรียน Songgon 
  5. Durian bawar ทุเรียนชนิดนี้ถูกค้นพบโดยเกษตรกรชื่อ ซาร์โน อาหมัด ดาร์โซโน (Sarno Ahmad Darsono) เกิดจากการรวมเอาต้นทุเรียน 35 สายพันธุ์ทั้งในและนอกประเทศมาตอนกิ่ง เป็นทุเรียนที่มีผลใหญ่ หนา และเนื้อนุ่ม มีสีส้มที่มาจากทุเรียนหมอนทองส้ม เม็ดทุเรียนเล็กและบาง แต่กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป ทุเรียนนี้บางทีก็ถูกเรียกว่า durian montong banyumas หรือ durian montong bawor เพราะมีรสชาติคล้ายทุเรียนหมอนทอง 
  6. Durian si mimang มาจาก Banjarnegara ชวากลาง มีเนื้อสีทองและหนา เม็ดแบนเหมือนโลหะ เป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่ผู้ชื่นชอบทุเรียนตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 เพราะเคยชนะการประกวดเทศกาลผลไม้แห่งชาติปี 2003
  7. Durian malika มาจาก Gunungpati เมือง Semarang ชวากลาง ทุเรียนพันธุ์นี้มีเรื่องราวพิเศษตั้งแต่ชื่อ โดยชื่อ ‘Malika’ มาจากชื่อของภรรยาของเจ้าของร้านค้าผู้เป็นเจ้าของต้นทุเรียนซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่และเป็นทุเรียนพันธุ์นี้ต้นเดียวในหมู่บ้าน 
  8. Durian madu racun มาจากสุมาตราตะวันตก ผลทุเรียนชนิดนี้มีน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัม มีรสหวานปนขมและมีปริมาณแอลกอฮอล์สูง หากบริโภคมากเกินอาจวิงเวียนศีรษะได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นทุเรียนน้ำผึ้งพิษ (‘madu’ แปลว่าน้ำผึ้ง ส่วน ‘racun’ แปลว่าพิษ) 
  9. Durian bangau เป็นทุเรียนจากสุมาตราตะวันตกเช่นกัน รสชาติดีไม่แพ้ทุเรียน musang king 
  10. Durian pelangi มาจาก Manokwari ปาปัวตะวันตก ซึ่งสามารถปลูกได้ที่ลัมปุง กาลิมันตันตะวันออก ชวาตะวันตก และบังกา สีของทุเรียนคล้ายสีรุ้ง มีสีแดง เหลือง ส้ม และขาว ส่วนเนื้อทุเรียนมีความเหนียวและมีรสหวานปนขมเล็กน้อย


การค้าทุเรียนโลก


องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food Agriculture Organization of the United Nations) หรือ FAO คาดว่า อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ถูกบริโภคภายในประเทศ จึงไม่มีตัวเลขการส่งออกทุเรียนของอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติกลางของอินโดนีเซียระบุว่าการผลิตทุเรียนในอินโดนีเซียมีความผันผวนทุกปี ปี 2018 มีผลผลิตจำนวน 1.14 ล้านตัน ปี 2019 เพิ่มเป็น 1.170 ล้านตัน แต่ปี 2020 ลดลงเหลือ 1.13 ล้านตัน ขณะที่ FAO รายงานว่าผลผลิตทุเรียนในสี่ประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผลผลิตของไทยปี 2018 อยู่ที่ 762,567 ตันและส่งออก 494,069 ตัน (ร้อยละ 65 ของผลผลิต) ปี 2019 ผลผลิตเพิ่มเป็น 1,024,794 ตันและส่งออก 655,395 ตัน (ร้อยละ 64 ของผลผลิต) ส่วนปี 2020 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,115,998 ตันและส่งออกราว 620,893 ตัน (ร้อยละ 56 ของผลผลิต) โดยทุเรียนที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง

ผู้ผลิตรายที่สองคือเวียดนาม ในปี 2018 ผลิตได้ 488,802 ตันและส่งออก 102,791 ตัน (ร้อยละ 21 ของผลผลิต) ปี 2019 ผลผลิตเพิ่มเป็น 564,543 ตันและส่งออก 110,036 ตัน (ร้อยละ 19 ของผลผลิต) ส่วนปี 2020 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 588,025 ตัน แต่การส่งออกลดลงเหลือ 27,988 ตันหรือเพียงร้อยละ 5 ของผลผลิตเท่านั้น 

ผู้ผลิตรายที่สามตามรายงานของ FAO คือมาเลเซีย ในปี 2018 ผลิตทุเรียนได้ 342,170 ตันและส่งออก 23,381 ตัน (ร้อยละ 7 ของผลผลิต) ในปี 2019 การผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 377,251 ตันและส่งออก 22,162 ตัน (ร้อยละ 6 ของผลผลิต) ส่วนปี 2020 ผลผลิตลดลงเหลือ 357,671 ตันและส่งออกลดเหลือ 16,968 ตัน (ร้อยละ 5 ของผลผลิต) ทั้งนี้ ทุเรียนที่ส่งออกจากมาเลเซียส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์มูซังคิง

ส่วนผลผลิตและการส่งออกทุเรียนของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยผลผลิตในปี 2018 อยู่ที่ 75,521 ตันและส่งออก 943 ตัน ในปี 2019 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 79,284 ตันและส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 2,371 ตัน (ร้อยละ 3 ของผลผลิต) ส่วนในปี 2020 ผลผลิตลดลงเหลือ 78,816 ตัน ซึ่งอัตราการส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 1

มูลค่าการส่งออกทุเรียนของโลกในปี 2021 สูงถึง 63 ล้านล้านรูเปียห์ ขณะที่ตัวเลขการส่งออกในปี 2022 คือ 57 ล้านล้านรูเปียห์ โดยไทย มาเลเซีย และเวียดนามเป็นสามประเทศที่ครองตลาดส่งออกทุเรียนของโลก ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมีทุเรียนหลากชนิดมากที่สุดในโลกกลับไม่สามารถครองตลาดส่งออกทุเรียนของโลกได้ ซึ่งผลผลิตทุเรียนของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังคงบริโภคภายในประเทศ 

ตามรายงานของ FAO ประเทศจีนเป็นผู้นำเข้าทุเรียนหลักโดยนำเข้าราว 740,000 ตันต่อปี ส่วนในช่วงปี 2020-2022 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกทุเรียนหลักซึ่งคิดเป็นร้อยละ 94 ของการส่งออกทั่วโลก อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่มีตัวเลขการส่งออกทุเรียนในปี 2023 แต่หลายสำนักข่าวรายงานว่าเวียดนามแซงหน้าไทยในการส่งออกทุเรียนไปแล้ว

ข้อมูลประกอบการเขียน

Efwe. “Sejarah, Manfaat, dan Mitos Sang Raja Buah, Durian.” Kompasiana, 30 May 2022, https://www.kompasiana.com/fery50973/62946254bb4486250a1b09e2/sejarah-manfaat-dan-mitos-sang-raja-buah-durian?page=all 

Erianto, Dwi. “Komoditas Durian: Sejarah, Jenis, Manfaat, Produsen Dunia, dan Sentra Prosuksi Indonesia.” Kompaspedia, 20 November 2023, https://kompaspedia.kompas.id/baca/paparan-topik/komoditas-durian-sejarah-jenis-manfaat-produsen-dunia-dan-sentra-produksi-indonesia?track_source=kompaspedia-paywall&track_medium=login-paywall&track_content=https://kompaspedia.kompas.id/baca/paparan-topik/komoditas-durian-sejarah-jenis-manfaat-produsen-dunia-dan-sentra-produksi-indonesia 

Food and Agriculture Organization of the United Nations. Durian Global Trade Overview 2023. Roe, 2023. 

Khairunnisa, Syifa Nuri and F., Ni Luh Made Pertiwi. “Benarkah Durian Montong dan Musang King Berasal dari Indoesia.” Kompas.com, 24 May 2020, https://travel.kompas.com/read/2020/05/24/220600927/benarkah-durian-montong-dan-musang-king-berasal-dari-indonesia-?page=all

Pesta Durian di Indonesia. https://vik.kompas.com/pesta-durian-di-indonesia/ 

Wallace, Alfred Russell. “On the Bamboo and Durian of Borneo (S27: 1856).” The Alfred Russell Wallace Page, https://people.wku.edu/charles.smith/wallace/S027.htm 

MOST READ

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

World

16 Oct 2023

ฉากทัศน์ต่อไปของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนระเบียบโลกใหม่: ศราวุฒิ อารีย์

7 ตุลาคม กลุ่มฮามาสเปิดฉากขีปนาวุธกว่า 5,000 ลูกใส่อิสราเอล จุดชนวนความขัดแย้งซึ่งเดิมทีก็ไม่เคยดับหายไปอยู่แล้วให้ปะทุกว่าที่เคย จนอาจนับได้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

จนถึงนาทีนี้ การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากทีท่าของความสงบหรือยุติลง 101 สนทนากับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเงื่อนไขและตัวแปรของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น, ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับ, อนาคตของปาเลสไตน์ ตลอดจนระเบียบโลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาหลังยุคสงครามเย็น

พิมพ์ชนก พุกสุข

16 Oct 2023

World

9 Sep 2022

46 ปีแห่งการจากไปของเหมาเจ๋อตง: ทำไมเหมาเจ๋อตง(โหด)ร้ายแค่ไหน คนจีนก็ยังรัก

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์ เขียนถึงการสร้าง ‘เหมาเจ๋อตง’ ให้เป็นวีรบุรุษของจีนมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะอยู่เบื้องหลังการทำร้ายผู้คนจำนวนมหาศาลในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

9 Sep 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save