‘เมื่อเวลามาถึง’ คอลัมน์ของ ธิติ มีแต้ม ที่หยิบแง่มุมของบทเพลงและเรื่องราวของศิลปินมาเล่าให้ลูกวัยยังไม่ถึงขวบฟัง คู่ขนานไปกับเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว เพื่อน และสังคม ท่ามกลางตำราฮาวทูเลี้ยงเด็กที่มีอยู่จำนวนมาก ผู้เขียนคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปเราจะลืมตำราพวกนั้น แต่เพลงจะยังบรรเลงอยู่กับพวกเราตลอดไป พบกับคอลัมน์นี้กันได้ทุกวันเสาร์สิ้นเดือนพร้อมๆ กัน

ธิติ มีแต้ม เรื่อง

 

 

– 1 –

 

เวลาเข้าช่วงเดือนพฤษภาคม แม่ของลูกจะชอบเปิดเพลง First of May ของคณะ Bee Gees ฟังซ้ำๆ ทั้งวัน เพลงแนว Ballad เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Odessa ปี 1969 อันที่จริงมีเพลงฮิตติดหูอีกหลายเพลงของ Bee Gees อย่าง Stayin’ Alive, Too Much Heaven, I Started a Joke, How Can You Mend a Broken Heart, Jive Talkin’, How Deep is Your Love, I’ve gotta get a message to you ฯลฯ

แต่ First of May ทำให้แม่ของลูกคิดถึงเพื่อนๆ โดยเฉพาะโอริโอ้ แมวยักษ์พันธุ์ไทยผสมขนนุ่มสีทูโทน-น้ำตาลดำสลับขาว โอริโอ้แทบจะเป็นเพื่อนของแม่เพียงตัวเดียวที่ผูกพันกันมานานที่สุดตั้งแต่แม่และมันยังเด็ก และ First of May ก็บอกเราว่าถึงที่สุดไม่ว่าจะผูกสัมพันธ์กันมาแบบไหน เราต่างต้องเติบโต ชรา และแยกย้ายกันไป

 

ถ้าความพลัดพรากเป็นดั่งคำสาป แล้วการระลึกถึงเป็นดั่งอะไร เราคิดว่าความลี้ลับเหล่านี้คล้ายกับถูกซ่อนอยู่ในเพลง บทกวี วรรณกรรม ทำให้เราพอเข้าใจและรับมือความเปลี่ยนแปลงได้ เราคิดว่าพี่น้อง Bee Gees ต้องเคยผ่านคำสาปนี้มาแล้ว เพราะมันสะท้อนอยู่ในเพลงของพวกเขา

 

When I was small, and Christmas trees were tall
We used to love while others used to play
Don’t ask me why, but time has passed us by
Some one else moved in from far away

 

อาจเรียกได้ว่าตระกูล Gibb เป็นตระกูลนักดนตรีจากเมืองแมนเชสเตอร์ อังกฤษ พ่อของพวกเขาเคยตีกลองให้วงบิ๊กแบนด์มาก่อน ก่อนจะผันตัวมาเป็นช่างภาพ ส่วนแม่เป็นนักร้อง พี่น้องบ้านนี้มี 5 คน เลสลี่เป็นพี่สาวคนโต ลองลงมาเป็นแบรี่ มอรีส โรบิน และแอนดี้ ตามลำดับ แต่คณะ Bee Gees ได้รวมกันแค่ 3 คน คือ แบรี่ มอรีส โรบิน

พี่น้องทั้ง 3 คนได้รับการสนับสนุนจากพ่อของพวกเขา เริ่มต้นในยุค 60s ออกโชว์ในรายการ Strictly for modern จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่ออสเตรเลีย และได้เซ็นสัญญากับ Polydor Records ออกอัลบั้มแรกในปี 1967 มีเพลงดังอย่าง To love somebody

Bee Gees แจ้งเกิดจากแนวป๊อปก็จริง แต่มามีชื่อเสียงจากการทำเพลงแนวโซล ดิสโก้และอาร์แอนด์บี ซึ่งศิลปินผิวสีหลายคนสร้างชื่อเสียงไว้ แต่คนขาวอย่างพี่น้อง Bee Gees กลับข้ามเส้นวัฒนธรรมได้สำเร็จ เพราะแบรี่เองก็มี Otis Redding นักดนตรีผิวสีอเมริกันเป็นไอดอล แม้ว่าอัลบั้มแรกของ Bee Gees จะออกในปีเดียวกับที่ Otis เสียชีวิตก็ตาม ราวกับว่าพวกเขาส่งมอบไม้ต่อแห่งวิญญาณเพลงโซลให้แก่กัน

 

Now we are tall, and Christmas trees are small
And you don’t ask the time of day
But you and I, our love will never die
But guess who’ll cry come first of May

 

ในปี 1969 ปีที่เพลง First of May ออกสู่สาธารณะ มันเป็นเพลงที่แบรี่และมอรีสแต่งร่วมกัน หลายคนตีความว่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ การเติบโต และการจากลา แต่ก็มีข้อมูลบ้างว่าพวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากหมายักษ์พันธุ์เกรท พีเรนีส ของแบรี่ที่ชื่อบาร์นาบี้ เพราะมันเกิดวันที่ 1 พฤษภาคม และแบรี่ก็รักมันเหมือนลูก

อันที่จริงแม่ของลูกชอบใจแบรี่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะรูปหน้าและหนวดเคราที่ว่าไปแล้วก็คล้ายแมวไม่น้อย ยิ่งโดยเฉพาะเสียงสูงแนว Falsetto ของแบรี่ที่สร้างความตรึงใจไว้ในหลายๆ เพลง

พูดถึงเฉพาะแบรี่ เขาต้องแบกความทรงจำเกี่ยวกับความพลัดพรากมาตั้งแต่ปี 1988 เมื่อแอนดี้-น้องชายคนเล็กตายไป พอปี 1992 พวกเขาก็เสียพ่อ และความพลัดพรากก็เริ่มกัดกินเข้ามาในวงอีกระลอก ปี 2003 มอริสจากไปอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจ พอปี 2012 โรบินที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนานก็สู้ต่อไม่ไหว และปี 2016 แม่ของพี่น้อง Bee Gees ก็จากไปด้วยความชรา พ่อไม่แน่ใจว่าเวลาจะโตทันได้ฟังแบรี่ร้องเพลงอีกไหม เพราะขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ แบรี่ก็มีอายุ 71 แล้ว แต่ความเป็นพี่น้องของพวกเขาจะสอนเราผ่านบทเพลง เพราะเพลงของ Bee Gees แยกไม่ออกจากความเป็นครอบครัว

 

The apple tree that grew for you and me
I watched the apples falling one by one
And I recall the moment of them all
The day I kissed your cheek and you were gone

 

แม้จะมีความโดดเดี่ยวอยู่มาก แต่แบรี่ก็ยังคงเดินบนเส้นทางที่เขาเดินมาตลอดกับพี่น้อง ทุกวันนี้แบรี่ออกทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยว ร้องเพลงของวงกับลูกชายของเขาที่เป็นนักกีตาร์แนวเฮฟวี่ เมทัล มีบางครั้งที่ลูกสาวของมอริสก็มาร่วมแจมด้วยในเพลง How can you mend a broken heart ราวกับจะบอกว่าแม้จะสร้างชื่อเสียงไว้ขนาดไหน แต่ครอบครัวนี้ก็มีหัวใจอันเปราะบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

– 2 –

 

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าเพลง First of May ทำให้เราคิดถึงโอริโอ้ วันที่เวลาโตแล้วอาจจะจำมันไม่ได้ เพราะทันเห็นมันแค่เพียง 6 เดือนในช่วงที่เวลายังทารกอยู่ แต่วันข้างหน้า ถ้าเผอิญได้ยินเสียงของแบรี่ในเพลงนี้ เวลาคงจำได้

โอริโอ้โผล่มาในวันที่ฝนตกหนักและลมแรงมาก แม่ของลูกได้ยินเสียงลูกแมวร้องอยู่ที่ไหนสักแห่งรอบๆ บ้าน ตอนนั้นแม่ของลูกเพิ่งเรียนอยู่ ป.1 เธอเดินตามหาต้นเสียง ปรากฏว่ามันดังมาจากด้านหลังบ้าน อยู่ใต้กะละมังที่น้ำฝนกำลังสาดอยู่เสียงดัง เธอไม่รู้จะทำอย่างไรและมันก็แสดงอาการหวาดกลัว เธอเลยเอานมเทแบ่งให้มันทั้งๆ ที่น้ำเจิ่งนองไปทั่ว แต่มันก็กินด้วยความหิว พอวันถัดมาเธอพบว่ามันมาวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ บ้านบางทีก็นอนขดตัวอยู่ในกระถางต้นไม้ที่ต้นไม้ตายแล้ว

แม่ของลูกแอบไปเล่นกับมันบ่อยขึ้น และด้วยความที่ตอนเด็กๆ แม่ของลูกไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น มันจึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้แม่ของลูกออกจากขอบรั้วไปสู่วิญญาณแห่งเสรี พ่อคิดว่าโอริโอ้และเสียงของแบรี่คือสิ่งแรกๆ ที่ปลดปล่อยแม่

ลูกแมวเริ่มเข้ามาในบ้านบ่อยขึ้น แต่ยายกับตาห้ามไว้ พวกเขาบอกว่าแม่ของลูกว่าไม่ควรเลี้ยงมัน เพราะแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน แต่ความที่แม่ดื้อและยายก็ทนลูกอ้อนของแม่ไม่ไหว ชื่อของโอริโอ้จึงถูกตั้งขึ้นและกลายเป็นสมาชิกในบ้านไป หลังจากนั้นมันก็ทำตัวราวกับเป็นคนในครอบครัว มันกินข้าวพร้อมกับคนในบ้าน มันขึ้นไปนอนบนห้องของทุกคน มันออกไปเล่นพร้อมแม่ของลูก แม้แต่ตอนดูทีวีมันก็มีส่วนร่วมด้วย มันวิ่งเร็วมาก เวลาแม่ของลูกวิ่งลงบันไดบ้านมา มันจะทำท่าเหมือนวิ่งแข่งแล้วจบด้วยการไถลไป เพราะเบรกไม่ทัน

เวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้าน โอริโอ้จะหาที่ทางของมัน แม่ของลูกบอกว่ามันมีมุมชีวิตที่เธอไม่เคยรู้ความลี้ลับนั้น พอมีคนกลับบ้านมา มันก็จะย่องกลับเข้าบ้านตามปกติ จนเมื่อแม่ของลูกโตขึ้น เริ่มอยู่บ้านน้อยลง โอริโอ้ก็กลายเป็นแมวหนุ่มนักผจญภัย ชอบหายจากบ้านนานๆ บางครั้งกลับมาพร้อมแผลฉกรรจ์ บางครั้งก็คาบซากนกมาด้วย แต่ทุกครั้งที่แม่ของลูกกลับมา มันจะเข้ามาหาและซุกไซร้ที่ขาอย่างอบอุ่นราวกับรู้ว่าทั้งคู่จากกันไปนาน จนโอริโอ้เข้าสู่วัยกลางแมว มันมีรูปร่างใหญ่ ขนสวยนุ่มเนียน เดินสง่างาม และกลายเป็นขาใหญ่ประจำหมู่บ้าน ที่แมวใครๆ ก็ต้องหลบให้

แต่เมื่อวันที่แม่แต่งงานกับพ่อ แม่ของลูกเห็นมันแวะผ่านมาแค่ครั้งเดียวตรงห้องครัว แล้วก็มันวิ่งหนีไป จนนานๆ ครั้งเราจะได้กลับมาบ้าน บางครั้งมันก็โผล่มาให้เห็น บางครั้งก็เงียบหาย แต่เราเห็นว่ามันผอมลง และชราขึ้น มันไม่ปีนต้นไม้หรือวิ่งลงบันไดเร็วเหมือนเมื่อก่อน

จนเมื่อเวลามาถึง เราย้ายกลับมาพักที่บ้านยาย แม่ของลูกดีใจมากที่โอริโอ้อยู่ให้เห็นหน้าบ่อยขึ้น เหมือนกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง แต่พอแม่ท้องแก่ใกล้คลอดก็ไม่สามารถเล่นกับมันได้เหมือนเดิม เธอไม่มีเวลาให้มัน และหลายครั้งก็ลืมให้อาหาร จนบางทีมันต้องแอบไปขอกินที่บ้านคนอื่น

วันที่เวลาเป็นทารกตัวแดงๆ มันจะชอบแวะมาที่ห้องของลูก มันอยากจะเข้ามาหาลูก แต่ด้วยความที่แม่ห่วงลูกมาก มันเลยได้แค่นั่งมองอยู่ห่างๆ บางครั้งมันก็นั่งมองอยู่นานแล้วก็ลุกเดินหายไป มันเป็นแบบนั้นจะกระทั่งมันไม่กลับมาอีกเลย

 

– 3 –

 

จากบาร์นาบี้ของแบรี่ โอริโอ้ของแม่ พ่อก็มีไอ้แสงเล่าให้ฟังเหมือนกัน ตอนที่เจอไอ้แสง เรายังไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร พ่อกับแม่นั่งกินข้าวต้มปลาอยู่แถวท่าน้ำนนท์ หมาหนุ่มพันธุ์ไทยหลังอาน สีน้ำตาลอ่อน นั่งมองเราสองคนด้วยแววตาสุภาพระหว่างซดน้ำข้าวต้มคำสุดท้าย พอเรียกแม่ค้าเก็บเงิน จึงรู้ว่ามันหลงอยู่แถวนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว

ตอนแรกเราคิดว่ามันเป็นหมาแก่ที่ร่าเริง แต่แม่ค้ากลับบอกว่าไม่หรอก ดูที่ฟันมันสิ ฟันเพิ่งขึ้นไม่นาน มันแค่ตัวใหญ่เฉยๆ แม่ค้าบอกให้เราเอามันไปเลี้ยง เพราะอยู่แถวนี้อันตราย รถวิ่งผ่านไม่รู้จะถูกชนตอนไหน

พ่อตัดสินใจเปิดท้ายรถกระบะ มันกระโดดขึ้นโดยไม่ลังเล เราแวะซื้ออาหารเปียกในเซเว่นให้มันเพื่อสร้างความไว้ใจ ส่วนแม่นั่งกระบะไปกับมันด้วย เผื่อมันคิดสั้นหาเรื่องกระโดดลงให้เจ็บตัว จะได้คว้าตัวทัน

คืนแรกพ่อผูกมันไว้กับล้อแมกซ์กระบะ มันร้องทั้งคืนราวกับเรียกหาเจ้านายมัน แต่พอไม่ผูกมันก็ร้องอยู่ดี ความที่เราไม่เคยเลี้ยงหมามาก่อน คืนนั้นพ่อก็ไม่ได้นอน เดินขึ้นเดินลงให้มันเห็นเพื่อไม่ต้องส่งเสียงให้รำคาญชาวบ้าน กว่าจะปรับตัวไว้ใจมองตาสั่งได้ก็ผ่านไปหลายอาทิตย์

ส่วนชื่อนั้นพ่อได้มาเพราะช่วงนั้น (ปี 2011-2012) ‘คณะนักเขียนแสงสำนึก’ ออกมาเคลื่อนไหวกับบรรดาอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กลุ่ม ‘นิติราษฎร์’ ที่พยายามชี้ให้เห็นว่า กฎหมายอาญามาตรา112 เป็นปัญหาในการใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง มีคนหลายคนต้องติดคุกโดยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้

แม้แต่อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่เป็นคนอธิบายให้เราเข้าใจถึงปัญหา ยังถูกคนร้ายบุกไปต่อยหน้าในมหาวิทยาลัย

คำว่า “แสง” ฟังยังไงก็เข้าท่า พ่อรู้สึกว่ามันหมายถึงการเห็น ถ้าไม่มีแสงมองอะไรไปก็มืดดำ ตั้งแต่นั้นหมาหนุ่มพันธุ์ไทยหลังอานที่พ่อฉวยเอากลับมาเลี้ยงก็ได้ชื่อแสงไปโดยปริยาย

แต่ไอ้แสงอยู่กับเราเพียงเดือนเดียว เพราะพ่อมักง่ายและไม่มีเวลาให้ ปู่ของลูกให้คนอื่นมารับไอ้แสงไปดูแลต่อ พ่อเข้าใจว่าที่มันไม่โวยวายหรือร้องโหยหวนเพราะมันไม่ทันจะรู้สึกผูกพันอะไรกับเรา และพ่อก็ไม่ได้ทำอะไรให้มันมากไปกว่าแค่เอามาไว้ที่บ้าน วันที่มีคนมารับไปเลี้ยง พอเขาเปิดท้ายรถกระบะ มันก็กระโดดขึ้นเหมือนครั้งแรก เราทราบว่ามันไปอยู่ในบ้านสวนของคนรักหมา เลี้ยงหมาหลายสิบตัว และไอ้แสงกลายเป็นบอดี้การ์ดหลักของเจ้าบ้านนั้น

ใช่, ไอ้แสงดูไปได้ดีมีอนาคต พ่อรู้สึกว่าดีแล้วที่เป็นแบบนั้น บางครั้งการที่มันถูกเลือกไปอยู่ในอนาคตที่ดีกว่า อาจดีกว่าการไม่สามารถเลือกสิ่งที่ดีกว่าได้

 

– 4 –

 

เมื่อเรายังมีชีวิต เราอยู่กับความพลัดพรากอย่างไร แบรี่เคยให้สัมภาษณ์ในวันที่เขาเหลือตัวคนเดียวว่า มันเป็นเรื่องปกติทุกๆ วัน ทุกๆ คืน มันไม่เคยหายไป เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเหลือตัวเขาเพียงแค่คนเดียว แต่มันมีความทรงจำที่ดี มันเยี่ยมมากๆ “ผมยังมีชีวิตอยู่และมันคือการเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้”

ส่วนสตีฟลูกชายของแบรี่เคยพูดถึงพ่อของเขาว่า แบรี่เป็นคนประเภทที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีเสมอ แม้จะสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวและโศกเศร้าอย่างมากก็ตาม เขาไม่เคยเห็นแบรี่ใจสลาย

 

เช่นเดียวกัน เราคิดว่าทั้งโอริโอ้ ไอ้แสง และเพลงของพี่น้อง Bee Gees จะคอยเตือนและประคับประคองพวกเราไว้ในขณะยังมีชีวิต แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่ตลอดไป

 

อ่าน “เมื่อเวลามาถึง” ย้อนหลังได้ที่นี่ ตอนที่ 1 คัมภีร์ ตอนที่ 2 ถ้าคุณไวพอและโชคดี

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - บรรณาธิการ The101.world