อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

อย่าว่าดูถูกดูแคลนเลย

ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าโดยลำพังแล้ว ประชาชนคนไทยจะมีพลังมากน้อยเพียงใดในการเคลื่อนไหว ผลักดันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นมาอีกครั้ง ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งขาติรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ ส่งผลทำให้ผู้คนห่างหายจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมานานกว่า 4 ปีแล้วเป็นอย่างน้อย

หรืออาจจะมากกว่า 7 ปีเสียด้วยซ้ำ หากพิจารณาว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2557 ไม่ชอบ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ.2554 ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่ประชาชนได้มีโอกาสลงคะแนนเสียงเลือกตัวแทนทำหน้าที่ปกครองบริหารประเทศ

เพราะที่ผ่านมาก็เห็นมีเพียงแค่ลูกหลาน เยาวชนคนรุ่นหลังหน้าเดิมๆ ไม่กี่คน ที่พยายามปลุกเร้า ผลักดันกระแส ‘อยากเลือกตั้ง’ กัน ท่ามกลางข้อที่ไม่สงสัยว่า เลือกตั้งแล้วไง ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาจริงหรือไม่

การเลือกตั้งเป็นสรณะของประชาธิปไตยหรือเปล่า

และที่เรียกร้องต้องการ คือการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยกันแน่

ขณะที่ ถึงอย่างไรแล้วในเชิงรูปแบบภายนอก เปลือกของประชาธิปไตย ไม่ช้าไม่นานประเทศนี้ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นมาจนได้โดยยากจะหลีกเลี่ยง เพื่อลดแรงบีบคั้น กดดันจากประชาคมชาวโลก ด้วยเหตุที่ระบอบปกครอง คสช. ไม่อาจโดดเดี่ยวตัวเอง ปฏิเสธความสัมพันธ์กับนานาชาติได้

บนความเป็นจริงที่ชนชั้นนำยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่สามารถปิดประเทศ อยู่รูอยู่ถ้ำโดยลำพังได้

ถึงบัดนี้ ทุกฝ่ายจะค่อนข้างมั่นใจว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในปี พ.ศ.2562 อย่างแน่นอน

และแม้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง จะยังคงมีผลบังคับใช้ มิได้มีบทบัญญัติใดไปยกเลิก หรือยกเว้น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีความว่า

“ข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย”

แต่สำหรับนักการเมืองซึ่งเปรียบเสมือนฉลามหรือแร้ง ที่แค่ได้กลิ่นคาวจากหยดเลือดหรือซากศพก็แหวกว่าย หรือบินกรูเข้าหาเหยื่อ-อสุภะ ราวกับตายอดตายอยากมานาน

ความกระสัน ใคร่อยากที่จะก้าวเข้าสู่การเมืองกันเต็มแก่ จึงมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคัก ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ต้องการให้ประชาชนคนทั้งประเทศรับรู้ รับทราบ

บางคน วันก่อนเคยออกมาแสดงท่าทางขึงขัง คำหนึ่งว่าต่อต้านปฏิวัติรัฐประหาร อีกคำก็ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ท้าตีท้าต่อยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท้าทายระบอบปกครอง ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ โดยไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม

รับกันไม่ได้กับรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร มุ่งสืบทอดอำนาจผู้นำเผด็จการ คสช.

แต่มาวันนี้ พอเห็นสัญญาณว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นเข้าเท่านั้น ต่างพากันระริกระรี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ แสดงตัวพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งบนกติกาที่ตัวเองเคยด่าทอตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ไม่มีดีอย่างโน้นอย่างนี้

เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกงเอร็ดอร่อย

ไม่มีใครแยแส สนใจแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น เป็นผลไม้พิษหรือไม่ ผลิดอกออกผลมาจากต้นไม้พิษ คือรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557 หรือเปล่า

บางคนนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น ร้อยวันพันปีไม่เคยแสดงท่าทีปฏิกิริยาใดๆ ว่าตัวเองต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยการทำรัฐประหาร ตรงกันข้ามกลับอาจสะใจเสียด้วยซ้ำที่ได้ยืมมือกองทัพ ระบอบปกครอง คสช. มาโค่นล้มคู่แข่งขันทางการเมือง

ครั้นใกล้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นมา กลับอวดโอ่ว่าตัวเองเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย ขึงขังประกาศต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

บางคนก่อนนี้เคยชินกับการออกคำสั่ง ใช้อำนาจมาตลอดชีวิต พูดจาเอะอะตึงตัง ตะคอกโฮกฮาก ชิงชังรังเกียจการเมืองราวกับเป็นสิ่งสกปรกโสโครกโสมม แต่พอเสพย์ติดอำนาจเกิดอยากจะก้าวเข้าสู่การเมือง สืบทอดวาสนาบารมี กลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

ทำทุกอย่างได้อย่างเหลือเชื่อนอกเหนือไปจากเอารัดเอาเปรียบสารพัด เดินสายหาเสียงสารพัน

พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวาน นุ่มนวลก็เป็น จะแดนซ์เข้าจังหวะ หรือเต้นสเต็ปก็ทำ ไม่ว่าจะเป็นเพลงคุ้กกี้เสี่ยงทาย เพลงเต่างอย หรือแม้แต่รำไทเก๊ก

กว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรอีกบ้างในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคิด หรืออยากจะทำมาก่อน

บางคนถึงฤดูกาลเลือกตั้ง เป็นต้องเผยอหน้ามานำเสนอทางออกให้กับประเทศด้วยข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติบ้าง รัฐบาลเฉพาะกิจบ้าง เฉพาะกาลบ้าง พาดพิงไปถึงสถาบันสำคัญของชาติ โดยลืมไปว่าเวลานี้เป็นปีพุทธศักราช 2561 แล้ว หรือ 86 ปีนับแต่คณะราษฎรก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยหวังนำพาชาติไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย

หากได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น และยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแท้จริงแล้ว ไม่น่าจะสร้างความสับสนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ได้มีการถกแถลงชัดเจนว่า อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ไม่ใช่ของกษัตริย์ แต่เป็นอำนาจที่มาจากประชาชนชาวสยาม  และในระบอบรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจในทางบริหารต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่การบริหารใดๆ เป็นพระราชอำนาจ ดังนั้นจึงมีการตัดคำว่าพระราชอำนาจออกเหลือเพียงพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจ…เพื่อความสุภาพอ่อนโยนในการเปลี่ยนผ่าน

บางคนอาสาตนสร้างอนาคตใหม่ พูดจาคำใหญ่คำโต โชว์วิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายได้แทบทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นฉีกรัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจ กองทัพ ดับไฟใต้ หรือแม้แต่โรฮิงญา ฯลฯ

ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน

รถไฟความเร็วสูงเพิ่งก่อสร้างไปได้ 3-4 กิโลเมตร มิทันไรยังไม่รู้เลยว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่ จะเจ๊งหรือเปล่า แต่ว่าที่หัวหน้าพรรคการเมืองหน้าใหม่ไปไกลถึงไฮเปอร์ลูปโน่นแล้ว

บางทีระหว่างวิสัยทัศน์ กับความเพ้อเจ้อฟุ้งซ่าน ก็หาเส้นแบ่งยากเหมือนกัน

และขึ้นชื่อว่านักการเมืองแล้ว ไม่ว่าชาติไหน เผ่าพันธุ์ใด ดูจะเหมือนกันหมด การเมืองทำให้เสียผู้เสียคนมาแล้วมากมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ล่าสุดก็คือกรณีของนางออง ซาน ซูจี ผู้ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยมาช้านาน ที่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ามีผู้ใดอยากให้ฉายาใครว่าเป็นออง ซาน ซูจี เมืองไทยอยู่หรือเปล่า

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่