เอกศาสตร์ สรรพช่าง เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ปีนี้เป็นปีทองของดิสนีย์จริงๆ ครับ

ความบ้าคลั่งของแฟนๆ ดิ อเวนเจอร์ ในภาคจบ Avengers: Endgame มีมากมาย ขนาดที่ว่ามีคนเอาตั๋วหนังไปปั่นในอินเทอร์เน็ตจนราคาทะลุหมื่นเหรียญ ถือว่าต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พอๆ กับที่คนจะจดจำว่านี่คือภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล (ไปสักพักหนึ่ง) แซงหน้า Avatar ไปแล้วเรียบร้อย ด้วยรายได้ ณ ปัจจุบันเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ของดิสนีย์ที่ทำรายได้สูงสุดด้วยเช่นกัน

ปีนี้ดิสนีย์ไม่ได้มีแค่ Avengers: Endgame เท่านั้นที่ทำรายได้เกินพันล้านเหรียญทั่วโลก แต่ The Lion King หนังรีเมคล่าสุดของดิสนีย์ก็กำลังจะทำรายได้ทะลุพันล้านเหรียญทั่วโลกเป็นเรื่องที่ 5 ของปีนี้ต่อจาก Captain Marvel, Aladdin ในฉบับ live-action, Toy Story 4 และ Avengers: Endgame ที่กล่าวถึงไปข้างต้น นั่นทำให้ผู้สื่อข่าวทุกสำนักตั้งแต่สายบันเทิงยันสายธุรกิจ คอนเฟิร์มเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ดิสนีย์จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา ด้วยรายได้จากการขายตั๋วหนังทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันดิสนีย์ขึ้นมากินส่วนแบ่งตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกาสูงถึง 38 % ซึ่งนับว่าสูงมาก และเมื่อกลับไปดูสถิติที่บริษัท Comscore เคยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับส่วนแบ่งของสตูดิโอต่างๆ ในฮอลลีวูดไว้เมื่อปี 2008 เทียบกับ 2018 ก็พบว่าความสามารถในการแข่งขันของดิสนีย์นั้นราวกับ ‘เดอะร็อค’ คือแข็งแกร่งไปทั่วทั้งปฐพี ยิ่งแก่ ยิ่งเก๋าเกม

 

 

ปี 2008 ดิสนีย์กินส่วนแบ่งตลาดหนังฮอลลีวูดอยู่ที่ 10.49 % สูสีกันกับยูนิเวอร์แซล พาราเม้าท์ และวอร์เนอร์ บาร์เธอร์ส คือแทบไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แล้วอะไรที่ส่งให้ดิสนีย์สามารถถีบตัวเองขึ้นได้อย่างน่าสนใจขนาดนี้ ในฐานะแฟนดิสนีย์ (แลนด์) คนหนึ่ง เลยจะขอแชร์ข้อคิดเห็นกันสักนิด

ผมคิดว่าจุดพลิกผันสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจซื้อกิจการบริษัท ลูคัสฟิล์ม เจ้าของลิขสิทธิ์ Star Wars เมื่อ 30 ตุลาคม 2012 ด้วยดีลประวัติศาสตร์ 4.05 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 123,000 ล้านบาท พอๆ กับงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการต่อปีของบ้านเรา) ทำให้ดิสนีย์ได้สิทธิในการพัฒนาภาพยนตร์ในชื่อ Star Wars

จากสถิติของ Comscore บอกว่าปัจจุบันหนัง 4 เรื่องที่เข้าฉายไปแล้วจากแฟรนไชส์ Star Wars (The Force Awakens (2015), Rogue One: A Star Wars Story (2016), The Last Jedi (2017) และ Solo: A Star Wars Story (2018)) ทำรายได้ไปแล้วเกือบ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เรียกว่าเฉพาะหนังตอนนี้ก็ได้ทุนคืนแล้ว

แต่กำไรจริงๆ ไม่ได้มาจากหนังเท่าไหร่ แต่เป็นการนำเอาตัวละคร ชื่อ และอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ Star Wars มาใช้ในการณ์อื่นๆ เช่น ผลิตของเล่น ของที่ระลึก เกมคอมพิวเตอร์ รวมถึงธีมพาร์ค ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัว Star Wars: Galaxy’s Edge ที่ดิสนีย์ พาร์ค แคลิฟอร์เนีย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นที่แรก และจะเปิดอีกแห่งที่ ดิสนีย์เวิลด์ รีสอร์ท ที่ออแลนโด ในปลายเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่า 4 ปีเต็ม ไม่ต้องสงสัยว่ารายได้จากการขายของที่ระลึกและค่าเข้าสวนสนุกจะทำให้ดิสนีย์เก็บเกี่ยวกำไรได้อีกขนาดไหน

ดีลนี้ แม้ว่าไม่ใช่ดีลที่แพงที่สุด เพราะบ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอคนปัจจุบันของดิสนีย์ เคยซื้อกิจการที่แพงกว่านี้ อย่างพิกซาร์ก็ซื้อมาด้วยราคา 7,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 228,000 ล้านบาท) เมื่อปี 2006  ตามมาด้วยการซื้อกิจการของมาร์เวล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ในปี 2009 อีก 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 123,000 ล้านบาท) แต่การตัดสินใจซื้อสตาร์วอร์สนั้นเป็นจุดสำคัญทางจิตวิทยาเพราะไม่เคยมีใครคิดว่า จอร์จ ลูคัส จะยอมขาย (ข่าวว่าดิสนีย์เจรจาอยู่นานมาก) และที่สำคัญสตาร์วอร์ส สามารถมาเติมช่องว่างของลูกค้าดิสนีย์ได้ เนื่องจากแฟนๆ ของพิกซาร์และมาร์เวลส่วนมากเป็นเด็กจนถึงวัยรุ่น

แต่การได้สตาร์วอร์สหมายถึงพวกเขาได้ ‘พ่อกับแม่’ ของเด็กๆ เหล่านั้นมาด้วย

การซื้อกิจการของลูคัส ฟิล์มมาพร้อมกับการประกาศสร้างตอนใหม่ The Force Awakens ซึ่งลงโรงฉายในปี 2015 ถือเป็นปีที่ดิสนีย์เติบโตก้าวกระโดด เพราะก่อนหน้านั้นช่วงปี 2008-2014 ดิสนีย์ไม่เคยทำรายได้เกิน 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่หลังจากนั้นดิสนีย์สามารถทำรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่เคยต่ำกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์มาจนถึงปี 2018 และปีนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทอาจแตะหลัก 9,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ก็ 10,000 ล้านดอลลาร์ได้ เพราะยังมีหนังดังอีกสองเรื่องสองแนวที่น่าจะทำเงินไม่น้อยอย่าง Frozen 2 และ Star Wars: The Rise of Skywalker ที่จะเข้าฉายปลายปี บริษัทประเมินไว้ว่าหนังสองเรื่องนี้จะทำรายได้ไม่น่าต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์แน่นอน

10 ปีมานี้ (2009-2019) หุ้นของดิสนีย์ขึ้นมา 660 % หนังจากมาร์เวลที่ดิสนีย์ผลิต 20 เรื่อง ทำเงินไปแล้ว (เฉพาะการขายตั๋ว) 13,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 405,500 ล้านบาท) หนังจากพิกซาร์ 13 เรื่องทำเงินไปอีกเกือบๆ 5,000 ล้านดอลลาร์ (153,600 ล้านบาท) และจากสตาร์วอร์สอีก เมื่อเทียบกับเงินลงทุน เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

นอกเหนือจากการลงทุนในการซื้อกิจการ ดิสนีย์ยังเป็นบริษัทที่ลงทุนเรื่อง Big Data มากที่สุดบริษัทหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงว่าพวกเขามีนักท่องเที่ยวและแฟนๆ ซื้อตั๋วเข้าไปในดิสนีย์แลนด์วันละ 44,000 คนทั่วโลก (ใช่ครับ ต่อวัน!) นี่คือขุมทองดีๆ นี่เอง

ดิสนีย์เรียนรู้และเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าตั้งแต่ลูกค้าเริ่มจองตั๋วในอินเทอร์เน็ต และเมื่อเข้ามาในสวนสนุก ในดิสนีย์แลนด์บางแห่งมีการให้บริการที่เรียกว่า ‘เมจิกแบนด์’ (Magicband) สายรัดข้อมีที่มีระบบ RFID (คล้ายๆ สัญญาณไม้กั้นผ่านทางที่อ่านรหัสด้วยสัญญาณวิทยุ) และผ่านอุปกรณ์ IoT (The internet of things) เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการ

เมจิกแบนด์จะช่วยอำนวยควาสะดวกในการจับจ่าย ไม่ต้องพกเงิน พกกระเป๋า และยังสามารถจองคิวเครื่องเล่นต่างๆ ได้ด้วย ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ดิสนีย์รู้ได้เลยว่า ลูกค้าของเขากำลังสนใจอะไรบ้าง สินค้าชิ้นไหนขายดีในร้านไหน สินค้าไหนที่ขายไม่ค่อยออก ต้องทำอย่างไรกับมัน ฯลฯ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะใช้เมจิกแบนด์ แต่เอาแค่ 1 ใน 3 ที่ใช้ ก็ถือว่ามากพอสมควรเลยทีเดียว

การเปิดบริการสตรีมมิ่ง Disney+ ในช่วงปลายปีนี้ก็น่าจะยิ่งขยายฐานแฟนและได้ข้อมูลใหม่ๆ จากสมาชิกผู้ใช้งานได้อีกเพียบ

ที่น่าสนใจก็คือแม้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่ได้สวยหรูในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ออกจะย่ำแย่เสียด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งสังคมย่ำแย่มากเท่าไหร่ สื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์และสวนสนุกกลับเป็นเครื่องมือในการเยียวยาผุ้คนได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกันกับธุรกิจความสวยความงาม ต่อให้เศรษฐกิจแย่แค่ไหน คนเราก็ยังอยากแต่งตัวสวยๆ มีกลิ่นน้ำหอมบางๆ ลอยฟุ้งก่อนออกจากบ้านเสมอ

บ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอของดิสนีย์เพิ่งแถลงข่าวไม่นานนี้เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการของ 21st Century Fox และหนังใหม่ๆ ที่จะออก “ในอีก 8 ปี” ซึ่งจะมีหนังประมาณ 65 เรื่องทั้งจากมาร์เวล สตูดิโอ (ซึ่งจะชะลอหนังจากมาร์เวลลงในช่วง 2-3 ปีนี้) จากพิกซาร์ (อาจออกเรื่องละปี) ลูคัส ฟิล์ม (สตาร์วอรส์จะออกฉายอีกครั้งปี 2021 ในไตรภาคใหม่ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวละครเดิม) ยังมีหนังของดิสนีย์เอง และหนังฟอร์มยักษ์ของเจมส์ คาร์เมรอน ‘Avarta’ ซึ่งจะออกฉายภาคสองในปี 2021 (และยังมีภาคต่อจนถึงภาค 5!) ไหนยังจะมีซีรีส์ที่พัฒนาเพื่อลงช่อง Disney+ อีกด้วย

มีกึ๋น มีเงิน มีเวทมนตร์ ใครบ้างไม่หลงใหลในดิสนีย์

 

อ้างอิง

https://www.the-numbers.com/movie/Avengers-Endgame-(2019)#tab=summary

https://www.voathai.com/a/star-wars-new-trilogy/4111798.html

https://medium.com/@randerson112358/how-disney-world-uses-big-data-24de9c1175a5

https://www.cnbc.com/2019/07/30/disneys-the-lion-king-tops-1-billion-at-the-box-office.html

https://www.cnbc.com/2019/06/14/disney-on-pace-to-earn-9-billion-at-the-global-box-office-in-2019.html

Author

Ekasart Sappachang

เอกศาสตร์ สรรพช่าง - จบการศึกษาปริญญาโท ด้านมานุษยวิทยา เคยทำงานอยู่ในหน่วยงานระหว่างประเทศระยะสั้นๆ ก่อนชีวิตผกผันให้เข้ามาอยู่ในแวดวงนิตยสารกว่า 20 ปี ผ่านการทำงานมาทั้งนิตยสารหัวไทย หัวนอก ปัจจุบันหุ้นกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ผันตัวมาทำ Content Agency ให้บริการเรื่องการผลิตเนื้อหาให้แบรนด์