fbpx

อยากรับเงินหมื่นแสนชื่นใจ หรืออยากได้ไฟฟ้าไว้ใช้เอง? – ว่าด้วยเรื่องเงินแสนล้านที่รัฐบาลอยากแจก

1


โครงการแจกเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้านบาทที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ และเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง ถือเป็นไม้เด็ดของเขาก็ว่าได้ ซึ่งสมราคาครับ เพราะเสียง “ฮือ…” ดังไปทั่วทั้งบาง พร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเราจะเอาเงินมาจากไหน

แม้จะมีเสียงค่อนแคะกระแนะหระแหนมากมาย รัฐบาลคุณเศรษฐาก็ดูมุ่งมั่น หาทางเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัล หมายใจว่าก่อนสิ้นปีนี้ พี่น้องชาวไทยจะต้องได้เงินหมื่นเข้ากระเป๋าเอาไว้จับจ่ายใช้สอย โดยคาดว่าปริมาณเงิน 5.6 แสนล้านบาทที่อัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ น่าจะหมุนเงินได้มากถึง 2 ล้านล้านบาท นั่นคือราว 3.5 เท่าของเงินที่ลงทุนไปและจะช่วยเพิ่ม GDP ของไทยให้ขึ้นไปแตะ 5% ในปีนี้

คิดแบบโลกสวย เหมือนเดินอยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์ เป็นตัวเลขที่สวยงามน่าตื่นเต้นมากจริงๆ ครับ แต่ไม่กล้าคิดว่ามันจะได้ผลตามนั้นจริงๆ หรือ

ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้เก่งการเงินการทองกับเขา แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ก็ต้องบอกว่านี่เป็นโครงการที่กระตุ้นความรู้สึกอยากให้เราใช้จ่ายได้ดี ด้วยตัวเลขของเงินได้เปล่าที่แสนเร้าใจเหมือนเงื่อนไขที่ไม่อาจปฎิเสธได้ เรียกว่าบางครัวเรือนถ้ามีสมาชิกในบ้านมีสิทธิได้รับเงินนี้สักห้าหกคน ก็อาจนำไปตั้งตัวทำธุรกิจเล็กๆ ได้เลย

คิดแค่นี้ ทำไมใครจะไม่อยากได้เงินเร็วๆ ถูกไหมครับ   

แต่ถามว่าคนที่ไม่มีสิทธิ์อย่างชนชั้นกลาง มีเงินเก็บกลางๆ มีภาระกลางๆ เขาเป็นห่วงกันไหม คิดว่าทุกคนเป็นห่วงเหมือนกันหมด หลับตาก็เห็นภาพอนาคตว่าเงินจำนวนนี้น่าจะละลายหายไปอย่างรวดเร็ว อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นมากๆ เพราะมันไม่ใช่การลงทุนในเชิงโครงสร้าง แต่เป็นแค่ การสร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ สั้นๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะเห็นผลแบบที่พรรคเพื่อไทยเขาหวังจริงไหม

และด้วยเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ ผมเลยไปหาข้อมูลดูว่า ถ้าเราไม่แจกเงินล่ะ เราเอาเงินจำนวนนี้ไปลงทุนทำอะไรได้บ้าง?

เห็นว่าหลายคนคนเคยเปรยแล้วว่า ไปลงทุนพัฒนาการขนส่งทางราง ลงทุนกับ SME ต่อยอดธุรกิจ ฯลฯ แต่การลงทุนหนึ่งที่ผมไปเจอมาและน่าสนใจมาก คือทำไมเราไม่เอาเงินไปลงทุนเรื่องพลังงานหมุนเวียน


2


งานวิจัยเรื่อง ‘ารปฏิวัติพลังงานบนหลังคา ข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนและเป็นธรรมผ่านระบบโซลาร์ รูฟท็อปในประเทศไทย‘ เป็นโครงการที่เพิ่งทำกันแล้วเสร็จและประกาศให้คนได้รู้กันไม่นานมานี้ เขาทำการศึกษามาตั้งแต่ปี 2564-2566 โดยความร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรีนพีซประเทศไทย, กองทุนแสงอาทิตย์, สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ซึ่งพออ่านแล้วก็พบว่าเป็นโครงการที่ดีมาก น่าสนใจและที่สำคัญ ถ้าหากมีเงินก็ทำได้เลย เพราะข้อมูลนั้นมีพร้อม

เป้าหมายของโครงการนี้คือต้องการให้คนไทยมีอิสระทางพลังงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการเข้าถึงพลังงานได้อย่างเสรีมากขึ้น หากทำตามแนวทางการศึกษา มันอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบพลังงานในประเทศไปเลย ซึ่งในต่างประเทศทำกันไปแล้ว เขาเรียกว่า ‘Net Metering’

Net Metering เป็นระบบหักลบหน่วยการใช้ไฟฟ้าตามจริงที่มีหลักการไม่ซับซ้อน กล่าวคือเป็นการอนุญาตให้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ไหลเข้าสู่สายส่งได้ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟน้อยๆ จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ ก็จะไหลกลับเข้ามาในครัวเรือนหรือสถานที่นั้นๆ ครบเดือนก็คิดการใช้สุทธิ (net) ตามที่ปรากฏในมิเตอร์ แนวทางนี้ใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด ง่ายสุด เพราะไม่ต้องซื้อมิเตอร์เพิ่มเติม ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าไหลย้อนกลับ กระทั่งไม่ต้องซื้อแบตเตอรี่สำรองเอาไว้ในบ้านด้วยซ้ำ แค่ติดโซลาร์เซลล์ก็พอ

ระบบนี้ปัจจุบันใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศร่ำรวยอย่างสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงประเทศยากจน เช่น อินเดีย ปากีสถาน และเคนยา โดยเฉพาะที่เคนยานั้นเรียกได้ว่าคนที่นั่นตื่นตัวและสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนได้ดี ถึงขั้นที่มีคนนำรถเก่าๆ มาดัดแปลงเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย

สิ่งเดียวที่เราต้องทำ คือรัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยเน้นกระจายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ลงไปถึงระดับที่ครัวเรือนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง

เอาให้เห็นภาพชัดๆ คือแทนที่เราจะแจกเงิน ก็หันไปแจกโซลาร์เซลล์แทน 

จริงๆ รัฐบาลหลายสมัยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนมาเกือบสิบปีแล้ว หากถามว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นไหม ก็เพิ่มนะครับ แต่ก็มีปัญหาค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องของราคาและการผูกขาดทางพลังงาน จนทำให้ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาไปไม่ถึงไหน ทุกวันนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกใช้พลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 18-23% เมื่อเทียบกับพลังงานจากฟอสซิล แต่ไทยอยู่ที่ 2.3% เท่านั้น ยังไม่พอ กว่า 90% ของการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ยังคงเป็นแบบโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ ทำโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับสัมปทาน แทนที่จะอยู่บนหลังคาบ้านของทุกคน ทั้งที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโซลาร์รูฟท็อปไปไกลแล้วในตอนนี้ เรียกว่าหากมีการสนับสนุนการส่งเสริมที่ถูกต้อง ทุกครัวเรือนคงสามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านตนเองได้

ที่สำคัญ ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ลดค่าไฟฟ้าได้เท่านั้น แต่อนาคตทุกครัวเรือนยังสามารถสร้างรายได้จากการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับรัฐได้ด้วย

โครงการนี้มีข้อเสนอแนวทางปฎิบัติเชิงนโยบายอย่างละเอียด โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถทำให้เสร็จได้ภายในระยะเวลา 3 ปี เริ่มจากการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของตัวเอง 1 ล้านครัวเรือน หากทำสำเร็จ แต่ละครัวเรือนจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองประมาณ 225 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินก็ราวๆ 855 บาทต่อเดือน ส่วนไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งาน สามารถขายคืนให้ระบบไฟฟ้าเพื่อเป็นรายได้เสริมของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในระยะยาว

ในภาพรวม ประเทศจะได้กำลังการผลิตติดตั้งในระบบเพิ่มจากหลังคาบ้านจำนวนกว่าหนึ่งล้านหลังนี้ราว 1,500 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุนรวมกัน 60,000 ล้านบาทและช่วยให้ครัวเรือนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด 10,403 ล้านบาทต่อปี และโครงการนี้คาดการณ์ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 5.77 ปี

นอกเหนือจากติดบนหลังคาบ้าน เราก็ควรจะเอาไปติดในสถานที่ราชการด้วย โดยเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างโรงพยาบาลของรัฐทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ทั่วประเทศ ประมาณ 8,170 แห่ง ระบบโซลาร์เซลล์ที่ให้กำลังไฟขนาด 1,000 กิโลวัตต์ จะใช้เงินลงทุนรวมกันประมาณ 7,450 ล้านบาท แต่จะช่วยให้โรงพยาบาลประหยัดงบประมาณได้ทั้งหมด 1,638 ล้านบาทต่อปี และสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 4.55 ปี

อีกทั้งยังมีการเสนอด้วยว่า ถ้าเราไปติดตั้งต่อที่โรงเรียนของรัฐเพิ่ม จะต้องใช้เงินลงทุนอีก 22,823 ล้านบาท โรงเรียนของรัฐกว่า 31,021 แห่งจะมีไฟฟ้าใช้ ประเทศจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 735.12 เมกะวัตต์ ในระยะยาวจะช่วยให้โรงเรียนประหยัดงบประมาณและมีรายได้เพิ่มทั้งหมด 5,098 ล้านบาทต่อปี สามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 4.48 ปี

การติดตั้งโซลาร์เซลล์แก่สามเสาหลักของสังคม คือ บ้าน โรงพยาบาลและโรงเรียน จะทำให้ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคามีกำลังการผลิต 2,778 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งก็ถือว่ามากอยู่  

โครงการนี้ฟังๆ ดูเหมือนใช้เงินเยอะนะครับ แต่มีการคำนวนไว้แล้วว่าหากจะติดตั้งตามเป้าหมายทั้งหมดที่ว่ามา รัฐบาลต้องใช้เงินอยู่ที่ประมาณ 98,859 ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี ยังไม่ถึงแสนล้านบาทด้วยซ้ำ (เงินเหลือขนาดนี้ เอาไปทำรางรถไฟใหม่ทั่วประเทศก็ยังไหว) แถมยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า สร้างรายได้เพิ่มให้กับครัวเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียนได้ 18,628 ล้านบาทต่อปี ทั้งหมดจะคืนทุนให้กับประเทศเฉลี่ยที่ประมาณ 5.31 ปี รวมถึงมีการคำนวนไว้ด้วยว่าหากดูไปถึงอายุการใช้งานและการดูแลรักษาตลอด 25 ปีของโซลาร์เซลล์ก็ยังคุ้มที่จะลงทุน 

เพราะท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 38,333 คน ตลอดการติดตั้งช่วงเวลา 3 ปี และยังทำให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่องอีกประมาณ 15,000 คนสำหรับการดูแลรักษา รวมๆ แล้วทำให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 50,000 ตำแหน่งงานและให้ประโยชน์กับประชาชนคิดเป็นเงิน 465,689 ล้านบาท

นี่ยังไม่รวมเรื่องที่เราจะได้รับประโยชน์จากการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน ช่วยให้ไทยเราเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคม Net Zero ได้เร็วขึ้น ความเชื่อมั่นในสายตาเพื่อบ้านก็ดูดีขึ้น ความเชื่อมั่นในการลงทุนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย แถมเมื่อมองไปไกลกว่านั้นรัฐบาลอาจสามารถต่อยอด พัฒนาเรื่องพลังงานหมุนเวียนอย่างอื่นต่อได้อีก

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ใช้เงินก็ยังไม่ถึง 5.6 แสนล้านบาทที่ตั้งใจจะแจกเลยนะครับเนี่ย


3


ที่ผ่านมา มีหลายครั้งหลายประเทศคิดโครงการแจกเงินสดขนาดใหญ่ (หรือการสนับสนุนทางการเงินรูปแบบอื่นแก่พลเมืองของตน) และเผชิญหน้ากับปัญหาทางเศรษฐกิจหลายครั้ง

ตัวอย่างเช่นเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ถูกพูดถึงบ่อยทั้งเรื่องนโยบายที่ผิดพลาด ปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง และการทำนโยบายแบบประชานิยมสุดโต่ง พอราคาน้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศดิ่งลง แต่รัฐบาลยังคงใช้จ่ายในระดับสูง ก็นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง การขาดแคลนสินค้าพื้นฐาน และตามมาด้วยการล่มสลายของค่าเงินในประเทศ

กรณีของกรีซก็น่าสนใจ ถึงแม้ไม่มีโครงการแจกเงินสดโดยตรง แต่รัฐก็สนับสนุนการใช้จ่ายด้านสวัสดิการอย่างกว้างขวาง มีการปรับขึ้นค่าจ้างของภาครัฐหลายต่อหลายครั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง เมื่อการใช้จ่ายภาครัฐอยู่ในระดับสูง บวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการสะสมหนี้ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินรุนแรงซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2009 กรีซจำเป็นต้องได้รับเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศหลายครั้ง

ประเทศที่หนักสุดอีกประเทศหนึ่งคือซิมบับเว

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซิมบับเวเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงชนิดพุ่งเป็นดาวหาง ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลพิมพ์เงินจำนวนมากเกินไปเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับโครงการและรายจ่ายต่างๆ ปี 2008 อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดที่ประมาณ 79.6 พันล้านเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ผลก็คือเกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ค่าเงินดอลลาร์ซิมบับเวไม่มีความหมายและล้มละลายในที่สุด

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการการใช้จ่ายภาครัฐขนาดใหญ่ที่ไม่รอบคอบ

และเกือบทุกครั้งในเกือบทุกประเทศ น่าสังเกตว่าการล่มสลายทางเศรษฐกิจมักมาจากแรงจูงใจทางทางการเมืองมากกว่าปัจจัยอื่น 

MOST READ

Political Economy

17 Aug 2023

มือที่มองไม่เห็นของ อดัม สมิธ: คำถามใหญ่ว่าด้วย ‘ธรรมชาติของมนุษย์’  

อั๊บ สิร นุกูลกิจ กะเทาะแนวคิด ‘มือที่มองไม่เห็น’ ของบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ ซึ่งพบว่ายึดโยงถึงความเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์

อั๊บ สิร นุกูลกิจ

17 Aug 2023

Political Economy

12 Feb 2021

Marxism ตายแล้ว? : เราจะคืนชีพใหม่ให้ ‘มาร์กซ์’ ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่?

101 ถอดรหัสความคิดและมรดกของ ‘มาร์กซ์’ ผู้เสนอแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ผ่าน 3 มุมมองจาก เกษียร เตชะพีระ, พิชิต ลิขิตสมบูรณ์ และสรวิศ ชัยนาม ในสรุปความจากงานเสวนา “อ่านมาร์กซ์ อ่านเศรษฐกิจการเมืองไทย” เพื่อหาคำตอบว่า มาร์กซ์คิดอะไร? มาร์กซ์ยังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 หรือไม่? และเราจะมองมาร์กซ์กับการเมืองไทยได้อย่างไรบ้าง

ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล

12 Feb 2021

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save