fbpx

‘สตรี-ชีวิต-อิสรภาพ’ เมื่อผู้หญิงลุกมาเผาฮิญาบเพื่อประท้วงตำรวจศีลธรรมในอิหร่าน

เป็นเวลาเกือบสัปดาห์แล้วที่บรรยากาศในอิหร่านคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจ ภายหลังหญิงสาววัย 22 ปีคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมโทษฐานไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการสวมฮิญาบหรือผ้าคลุมศีรษะในที่สาธารณะ และทำร้ายเธอจนอาการสาหัสและเสียชีวิตหลังเข้ารักษาตัวนานสามวันเต็ม กลายเป็นชนวนใหญ่ที่ทำให้ผู้หญิงในอิหร่านลุกขึ้นมาเผาฮิญาบของตัวเองเพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และความรุนแรงต่อสตรีเพศในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran)

กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา มาห์ซา อามินี หญิงสาวจากย่านเคอร์ดิสถาน ออกเดินทางไปยังกรุงเตหะรานกับครอบครัวและถูกตำรวจศีลธรรม (Guidance Patrol) เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามของอิหร่านจับกุม โทษฐานที่ไม่สวมฮิญาบให้ตรงตามที่รัฐบาลกำหนด โดยเจ้าหน้าที่บอกกับครอบครัวเธอว่าจะขอพาตัวอามินีไป ‘เข้ารับการอบรม’ และจะปล่อยตัวเธอภายในหนึ่งชั่วโมง แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอกลับถูกพาตัวไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน และเข้ารักษาตัวด้วยอาการโคม่าอยู่สองวันก่อนจะเสียชีวิตลง

ตำรวจให้การว่าเธอหัวใจล้มเหลวกะทันหันขณะที่ครอบครัวของอามินีโต้แย้งอย่างหนักแน่นว่า ศีรษะและขาของอามินีเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ ตรงกันกับที่พยาน -ซึ่งคือผู้หญิงอีกคนที่ถูกจับขึ้นรถตำรวจพร้อมอามินี- ชี้ว่าเธอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายฟาดอามินีเข้าที่ศีรษะด้วยกระบอง และมีนายแพทย์หลายคนออกมาแสดงความเห็นว่าสมองของอามินีนั้นได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง มีเลือดออกที่หูและรอยช้ำวงใหญ่ที่เบ้าตาทั้งสองข้าง หลังจากนั้นอีกไม่กี่อึดใจ มีคนเจาะเข้าระบบโรงพยาบาลที่อามินีรักษาตัว และปล่อยข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุภาพกะโหลกศีรษะของเธอกับรอยแตกขนาดใหญ่ มีภาวะเลือดออกและสมองบวม

ฟากผู้บัญชาการตำรวจ โฮสเซน ราฮิมิ ปฏิเสธว่ามีการใช้ความรุนแรงจากตำรวจ และระบุว่าเจ้าหน้าที่นั้นพยายาม “ทำทุกทางแล้ว” เพื่อจะยื้อชีวิตของอามินี รวมทั้งบอกว่าการตายของเธอนั้นช่าง “โชคร้าย” เสียจริง

ไม่กี่วันหลังความตายของอามินีและข้อมูลทางการแพทย์ที่หลุดออกมาสู่สาธารณะ (รวมทั้งคำให้การของราฮิมิ) การประท้วงเริ่มต้นขึ้นที่เคอร์ดิสถาน -บ้านเกิดของเธอ- เมื่อเหล่าเฟมินิสต์หลายคนออกมารวมตัวกันด้วยสโลแกน ‘สตรี-ชีวิต-อิสรภาพ’ และ ‘เผด็จการจงไปตาย’ ตามมาด้วยการประท้วงในโรงพยาบาลที่กรุงเตหะรานซึ่งอามินีรักษาตัวและเสียชีวิต ขณะที่ในงานศพของอามินี ผู้หญิงหลายคนถอดฮิญาบทิ้งเพื่อประท้วงการบังคับใช้กฎหมายการคลุมฮิญาบในอิหร่าน

เป็นที่แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามระงับการชุมนุมทั้งที่เตหะรานและเคอร์ดิสถาน แต่ถึงเวลานั้นเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นก็ลุกขึ้นไปทั่วอิหร่านแล้ว ผู้คนจำนวนหลายพันคนพากันลงถนนเพื่อประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ผู้หญิงหลายคนเอากรรไกรตัดฮิญาบทิ้งท่ามกลางเสียงเชียร์เอาใจช่วยของผู้เข้าชุมนุมคนอื่นๆ อีกหลายคนอัดวิดีโอตัวเองเผาฮิญาบและติดแฮชแท็ก #MahsaAmini จนกลายเป็นไวรัลในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ รวมทั้งมีเยาวชนหลายคนที่เข้าร่วมการชุมนุมและกู่ร้องว่า “เราคือบุตรหลานจากสงคราม เข้ามาสิโว้ย เราจะสู้กลับแน่” ขณะที่การประท้วงก็ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจใช้กำลังปราบปราม โดยกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนชาวเคิร์กระบุว่าจนถึงเวลานี้มีผู้เสียชีวิตจากการถูกตำรวจใช้ความรุนแรงแล้วทั้งสิ้นเจ็ดคน หนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุเพียง 16 ปี (ทั้งนี้ ทางการอิหร่านยังไม่ออกมาชี้แจงประเด็นนี้แต่อย่างใด)

มีพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว CNN ว่า “มีเด็กหนุ่มสองคนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบทำร้าย แล้วลากขึ้นรถตู้ซึ่งจอดอยู่หน้าประตูทางเข้ารถไฟใต้ดิน แล้วยังมีเด็กสาวที่ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ข้างทาง สักพักหนึ่งก็มีรถพยาบาลมารับตัวเธอไป นอกจากนี้ยังมีคนอีกสักห้าคนเห็นจะได้ที่ถูกจับตรงจัตุรัสอิงเฮลับ”

จนถึงตอนนี้ การประท้วงในอิหร่านยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ผู้เข้าชุมนุมหลายพันคนยังคงเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้ความรุนแรงจากตำรวจรวมทั้งตั้งคำถามต่อกฎระเบียบในอิหร่าน รวมทั้งกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากเยาวชนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ทำแฟลชม็อบท้าทายรัฐ และอัดคลิปวิดีโอว่าด้วยการไม่ยินยอมให้รัฐบาลมาปิดปากประชาชนอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลในอิหร่านนั้นคุกรุ่นมาพักใหญ่แล้ว โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เซฟิเดห์ ราชห์โน นักเขียนและศิลปินหญิงวัย 28 เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการบังคับใส่ฮิญาบ และถูกคนรอบตัวคุกคามบนรถโดยสารอันเนื่องมาจากเธอ ‘แต่งตัวไม่เหมาะสมและไม่ตรงตามกฎ’ ของรัฐอิหร่าน ไม่นานหลังจากนั้นเธอถูกจับกุม ก่อนจะปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ พร้อมผ้าคลุมฮิญาบบนศีรษะและสารภาพความผิดต่อหน้าสาธารณะชนข้อหาไม่แต่งกายตามที่รัฐกำหนดไว้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเธอถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายหรือทรมานหรือไม่

ทั้งนี้ มีกฎให้สตรีชาวอิหร่านสวมฮิญาบมาตั้งแต่ปี 1979 ภายหลังการปฏิวัติอิหร่าน กระทั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ เอบรอฮีม แรอีซี ประธานาธิบดีอิหร่านผู้ขึ้นชื่อเรื่องความอนุรักษนิยมจัด ลงนามกฎหมายว่าด้วยความเคร่งครัดเรื่องระเบียบการแต่งกาย รวมทั้งสตรีคนใดก็ตามที่โพสต์ภาพลงอินเตอร์เน็ตโดยไม่สวมฮิญาบหรือแต่งกายไม่ตรงตามที่กฎหมายระบุ จะถูกจำกัดสิทธิทางสังคมบางประการเป็นเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี

อาลี อันซารี ศาสตราจารย์ด้านการเมืองในประเทศแถบตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์แสดงความเห็นว่า การปราบปรามผู้เห็นต่างหรือผู้ขัดขืนต่อกฎระเบียบของรัฐนั้นรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากแรอีซีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี “พร้อมกันนี้ การเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีก็สั่นสะเทือนความมั่นคงของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันสะท้อนถึงการทำลายขนบสังคมแบบเดิมและชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลจากโลกตะวันตกที่ทะลักเข้ามาในสังคมด้วย”

ที่มาภาพ: Yasin Akgu – Agence France-Presse (AFP)

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save