สารคดี ในม่านหมอก

เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

สารคดี ในม่านหมอกเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

-0-

เส้นทางสู่กิโลเมตรที่ศูนย์ (เปล่า) 

 

หลังพายุไซโคลนนาร์กิสพัดจากอ่าวเบงกอลในอินเดีย ถาโถมเข้าสู่เมียนมาร์อย่างบ้าคลั่ง ความเร็วลมกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดเอาบ้านเรือนมหาศาลหายวับไปกับตา ผู้คนในเมียนมาร์เสียชีวิตกว่าแสนคน และมีกว่า 2-3 ล้านคนที่กลายเป็นคนไร้บ้าน มูลค่าเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าเงินปี 2551) นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับเมียนมาร์

ยังไม่ทันจะได้ฟื้นฟูบ้านเมืองให้เรียบร้อย รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาร์ก็ทำข้อตกลงพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในเดือนพฤษภาคม 2551 พายุดอลลาร์โถมเข้าสู่ทวาย เมืองหลวงของเขตตะนาวศรีอย่างไม่ทันตั้งตัว พื้นที่กว้างกว่า 200 ตารางกิโลเมตร ถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พื้นที่ชายทะเลจะถูกเปลี่ยนให้เป็นท่าเรือน้ำลึกและอู่ต่อเรือ โรงกลั่นน้ำมันครบวงจร โรงถลุงเหล็ก โรงงานผลิตปุ๋ยเคมี อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงงานแปรรูปกระดาษ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและเบา และโรงไฟฟ้าหนึ่งโรงหรือมากกว่านั้น โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานให้ดูแลโครงการนี้เป็นระยะเวลา 60 ปี

หากสร้างสำเร็จ ทวายจะกลายเป็นเส้นทางการขนส่งเรือที่มีการจราจรคับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะเรือขนส่งสินค้าจากอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป จะล่องผ่านมาทางนี้เพื่อเชื่อมต่อกับอินโดจีน

ผ่านไป 11 ปี เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยังไม่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ แต่ดูเหมือนว่าพายุยังตั้งเค้ารอจะถล่มลงไปได้ทุกเมื่อ

 

 

-1-

Road Link สู่ทวาย

 

โบโบ สารถีหนุ่มพยายามจะวิ่งรถในระดับความเร็วของพายุ แต่ในความจริงเราเป็นได้เพียงรถตู้โคลงเคลงบนถนนหลานรัง (หลุมบ่อถี่จนเกินคำว่า ‘ลูก’ ไปมาก) ทันทีที่หลุดออกจากด่านพุน้ำร้อน กาญจนบุรี เข้าสู่ Road Link หรือ ทิคี ในชื่อที่ชาวบ้านเรียก จากถนนลาดยางก็กลายเป็นทางดินยาว 138 กิโลเมตร ตัดผ่านหมู่บ้านกะเหรี่ยงเข้าสู่กิโลเมตรที่ศูนย์ จุดเริ่มต้นเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

หลังจากเราผ่านแคมป์ของอิตาเลียนไทย ตรงช่วงใกล้ชายแดนไปไม่นาน ก็เข้าสู่ถนนร้างไร้ผู้คน นานๆ ครั้งจะมีรถกระบะขับสวนมาสักคัน ฝุ่นควันคลุ้งตลอดทาง ซ้ายมือคือแม่น้ำตะนาวศรี ขวามือเป็นเนินเขาสูง หมู่บ้านกะเหรี่ยงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเขาสูงนั้น ตลอดทางไม่มีช่วงไหนที่นั่งได้นิ่งๆ โดยตัวไม่เด้งออกจากเบาะ

“คิดไม่ออกเลยว่าเมื่อก่อนเขาเดินทัพไปรบกันยังไง” น้องนักข่าวที่มาด้วยกันเปิดประเด็น

“นั่นสิ นี่ขนาดเรานั่งรถนะ” ฉันตอบเสียงดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

ไม่มีอะไรยืนยันความโหดของถนนเส้นนี้ได้เท่ากับตอนที่เราผ่านเนินช้างร้อง หรือในชื่อภาษาอังกฤษสุดคูลว่า Elephants Cry Hill ที่สูงชันในระดับเกือบ 90 องศา หากช้างยังร้องไห้ นับประสาอะไรกับใจคน

“ถ้าจะทำ Road Link จริงๆ เนินนี้ก็ต้องทำความชันให้ได้มาตรฐานที่รถวิ่งได้” นักวิจัยหนุ่มที่ทำงานกับชาวบ้านในทวายมานานเล่าถึงถนนเส้นนี้ให้ฟัง

เดิมที ถนนเส้นนี้เป็นทางชาวบ้าน ในอดีตผู้คนเดินกันเป็นวันๆ เพื่อย้ายถิ่นฐาน หรือออกไปทำมาหากินที่อื่น แต่เมื่อมีการเสนอสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ทิคี ก็ถูกขีดเส้นวางแผนให้กลายเป็นถนน 8 เลน เชื่อมไทยเข้าสู่ทวาย — ที่จริงหมายถึง ทางออกสู่ทะเลอันดามันที่เรียบเนียนไม่สะดุด หมายมั่นให้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมและน้ำมันที่ผลิตในทวายเข้าสู่ประเทศไทย

เมื่อขยับมองภาพให้ใหญ่ขึ้น ถนนเส้นนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมตะวันตก – ตะวันออก (East-West Economic Corridor) ซึ่งเป็นนโยบายแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank – ADB) เชื่อมเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา ให้มีเส้นทางการค้าที่แนบแน่นและรุ่งโรจน์

การลากเส้นต่อจุดที่มองผลประโยชน์เป็นสำคัญ กวาดเอาหลายชีวิตออกไปจากแผนที่ แน่นอนว่าอภิมหาโปรเจ็กต์ระดับนี้ ย่อมต้องกระเทือนผู้คนจำนวนมาก Road Link ที่ถูกวาดหวังไว้อย่างสวยงามต้องหยุดชะงักในปี 2556 เพราะอิตาเลียนไทยหมดสัญญาดำเนินโครงการ และไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนได้

ถึงแม้จะเกิดปัญหา แต่ความพยายามของทางการก็ยังไม่สิ้นสุด ในปี 2558 กรมพัฒนาการค้าระหว่างประเทศแห่งรัฐบาลพม่า และสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย (สพพ.) เข้ามาทำหน้าที่ประสานงานโครงการและเป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ภายใต้บริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ในชื่อบริษัท ทวาย เอสอีแซด ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (Dawei SEZ Development Co., Ltd.)

โครงการรุกคืบในปี 2561 สพพ. ได้อนุมัติวงเงินกู้จำนวน 4.5 พันล้านบาทให้รัฐบาลเมียนมาร์ เพื่อเติมชีวิตให้ถนนเส้นนี้ต่อ

“เขาเอาเงินที่ไหนเยอะแยะมาให้กู้” ฉันถามนักวิจัยหนุ่ม

“ก็เงินภาษีเรานี่แหละครับ” คำตอบสั้นกระชับ ตามด้วยรอยยิ้มแบบเข้าใจกัน

เงินภาษีจากกระเป๋าคนไทย ถูกเปลี่ยนไปเป็นถนนที่ตัดผ่านสวนหมาก ทะลุทะลวงเข้าไปในชุมชนหลายพื้นที่ในทวาย พื้นที่กว่า 80% ของ Road Link ตัดผ่านหมู่บ้านของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งมีผู้นำแยกกับรัฐบาลเมียนมาร์ ทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น

แคมป์ของอิตาเลียนไทย ตั้งอยู่ใกล้บริเวณชายแดน ไทย-พม่า ต้นทาง Road Link
พะโด เอ หน่า เลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

“เขาเอาเงินที่ไหนเยอะแยะมาให้กู้” ฉันถามนักวิจัยหนุ่ม

“ก็เงินภาษีเรานี่แหละครับ” คำตอบสั้นกระชับ ตามด้วยรอยยิ้มแบบเข้าใจกัน

เงินภาษีจากกระเป๋าคนไทย ถูกเปลี่ยนไปเป็นถนนที่ตัดผ่านสวนหมาก ทะลุทะลวงเข้าไปในชุมชนหลายพื้นที่ในทวาย พื้นที่กว่า 80% ของ Road Link ตัดผ่านหมู่บ้านของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งมีผู้นำแยกกับรัฐบาลเมียนมาร์ ทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น

พะโด เอ หน่า เลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

“ผลประโยชน์ในการสร้างถนนควรตกเป็นของเคเอ็นยู” พะโด เอ หน่า เลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง พูดอย่างหนักแน่นมั่นคง ในการสัมภาษณ์ที่สำนักงานในเมืองทวาย

กลุ่มติดอาวุธชาวกะเหรี่ยงสู้รบกับทหารเมียนมาร์มานานกว่า 60 ปี แม้จะเพิ่งมีการเซ็นสัญญาหยุดยิงไป แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่คาราคาซังอยู่หลายจุด ความซับซ้อนนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่การตั้งด่านตรวจหลายจุดตั้งแต่ชายแดนไทย ที่มีตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านของรัฐบาลเมียนมาร์ และด่านของรัฐกะเหรี่ยง แยกกันดูแลพื้นที่ของตัวเอง

ทุกวันนี้มีชาวบ้านในพื้นที่กว่า 12-13 หมู่บ้าน ถูกยึดที่ดินเพื่อนำไปสร้างถนนทางเข้าออกชั่วคราว คาดการณ์ว่าประชากรกว่า 9,000 คนจะได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนนี้ หมู่บ้านเหล่านี้ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่สูง มีแหล่งรายได้และอาหารจากการทำเกษตรและหาของป่า การตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ชาวบ้านจึงกระทบทั้งแหล่งน้ำและสวนของชาวบ้าน ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิตของพวกเขา

“เราไม่ได้ปฏิเสธการสร้างถนน แต่ต้องมีการคุยกันก่อนว่าจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านแค่ไหน ข้อดีของถนนคือช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร แต่ก็ต้องมาดูกันที่รายละเอียด” พะโด เอ หน่าให้ความเห็น ทั้งยังเสนอว่า อาจจะให้สิทธิสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในการเก็บค่าผ่านทาง ทั้งหมดนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของเคเอ็นยูและชาวบ้าน

หากมองในสายตาแบบทัวร์ริสต์ การมีถนนไว้เดินทางย่อมสะดวกสบายกว่าไม่มี แต่ปัญหาคือตอนนี้การพัฒนาที่ถั่งโถมยังไม่เข้าใกล้คำว่าสมดุล เพราะนอกจากพื้นถนนแล้ว ยังมีแผนการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและน้ำมันคู่ขนานไปตามแนวถนนเชื่อมต่อนี้ด้วย

Road Link เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อไปยังหัวใจในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจเป็นคนละร่างกายของชาวบ้านและธรรมชาติที่มีอยู่เดิม

-2-

ร่มเงาของสวนหมาก

 

มีพี่ชายคนหนึ่งเคยเขียนไว้อย่างเฉียบขาดว่า “ป่าเมืองไทยที่ว่าแน่ก็เป็นได้แค่สวนหย่อมของเมียนมาร์เท่านั้นเอง”

ประโยคนี้ไม่ได้เกินเลยความจริงแต่อย่างใด คนพม่าหลายคนมักบอกว่า ธรรมชาติของพวกเขาเหลือน้อย ต้นไม้หายไปเยอะมาก ตอนนี้พวกเขาจึงควรรักษาเอาไว้

“นี่ขนาดหายไปเยอะแล้วนะ” ฉันพูดประโยคนี้หลายต่อหลายครั้ง

ทุกครั้งที่เลาะผ่านภูเขา ฉันรู้สึกเหมือนเห็นบันไดสู่ดวงอาทิตย์ ต้นหมากแทงยอดขึ้นมาจากหุบเขาด้านล่างจนสูงเทียมถนน สีเขียวเข้มทาบทาภูเขาแนบสนิทไร้รอยต่อ แม่น้ำกว้างใหญ่ต้องแสงระยิบระยับ เป็นธรรมชาติที่ดูเหมือนไม่เคยมีใครเอื้อมมือไปแตะต้อง

ทวาย เป็นเมืองท่าที่มีทั้งทะเล แม่น้ำ และภูเขา หนึ่งในอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์พม่า เราจะมองเห็นต้นตาล ต้นหมาก มะม่วงหิมพานต์ อยู่รายทางจนชินตา

ว่ากันว่าโลกเดินทางมาถึงวันที่ทุกเมืองจะมีชีวิตคล้ายกัน มีบ้านเรียงตามตรอกซอย มีร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้า ผู้คนทานข้าวที่ร้านอาหาร แต่งตัวตามแบบวัฒนธรรมตะวันตก และเข้า-ออกที่ทำงานเวลาเดียวกัน ฯลฯ แต่ที่ตะบิวชอง หนึ่งในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนไม่ได้เป็นเช่นนั้น

จริงอยู่ที่กลางตัวเมืองทวาย ความเป็น ‘เมือง’ พัฒนารุกคืบเข้ามาจนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่ตามหมู่บ้านที่ห่างไกล พวกเขายังมีวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรม ขณะเดียวกันพวกเขาก็ใช้แท็บเล็ตและใช้มอเตอร์ไซค์ของญี่ปุ่นเป็นยานพาหนะ ภาพความเป็นอยู่แบบผสมผสานในลักษณะของการยอมรับและต่อสู้ เลื่อนไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

“ที่นี่ไม่มีอินเทอร์เน็ตหรอก” ลูกสาวผู้นำหมู่บ้านวัย 21 ปี เล่าให้ฉันฟัง ระหว่างการพบปะของนักข่าวกับชุมชน “ถ้าจะใช้ต้องขับรถไปใช้ที่วิทยาลัย”

วิทยาลัยที่ว่าคือ วิทยาลัยเทคนิคทวายอยู่ในตัวเมือง ห่างจากบ้านเธอกว่า 43 ไมล์ เธอและเพื่อนต้องขับมอเตอร์ไซค์ไปเรียนทุกวัน เลาะผ่านภูเขาสูงชันเป็นปรกติ

“ชินแล้ว” เธอว่า

(ซ้าย) ลูกสาวผู้นำหมู่บ้าน, (ขวา) เพื่อนในหมู่บ้านและวิทยาลัย
(ซ้าย) ลูกสาวผู้นำหมู่บ้าน, (ขวา) เพื่อนในหมู่บ้านและวิทยาลัย

“ที่นี่ไม่มีอินเทอร์เน็ตหรอก” ลูกสาวผู้นำหมู่บ้านวัย 21 ปี เล่าให้ฉันฟัง ระหว่างการพบปะของนักข่าวกับชุมชน “ถ้าจะใช้ต้องขับรถไปใช้ที่วิทยาลัย”

วิทยาลัยที่ว่าคือ วิทยาลัยเทคนิคทวายอยู่ในตัวเมือง ห่างจากบ้านเธอกว่า 43 ไมล์ เธอและเพื่อนต้องขับมอเตอร์ไซค์ไปเรียนทุกวัน เลาะผ่านภูเขาสูงชันเป็นปรกติ

“ชินแล้ว” เธอว่า

บ้านของเธอเป็นศูนย์รวมของชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ก่อนหน้านี้ก็มีการรวมตัวแต่ละชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนเพื่อต่อต้านโครงการพัฒนาที่เข้ามา ในชื่อ ‘กลุ่มพื้นที่กาโมต่วย’

บริเวณบ้านกว้างขวาง เป็นบ้านสองชั้น ก่อด้วยอิฐและไม้ มีลานดินไว้สำหรับพบปะสังสรรค์ ไม่จำเป็นต้องกางหลังคา เพราะสวนหมากทำหน้าที่กันแดดให้อย่างดีเยี่ยม

กลุ่มผู้ชายนั่งพูดคุยกับสื่อ ส่วนกลุ่มผู้หญิงทำกับข้าวอยู่หลังบ้าน เด็กเล็กสองคนนั่งเล่นดิน ส่วนกลุ่มวัยหนุ่มสาวนั่งอยู่ด้านหลัง แอบฟัง ‘ผู้ใหญ่คุยกัน’ อยู่เงียบๆ

ผู้นำหมู่บ้านหลายคน ต้องการรายละเอียดที่ ‘จริงใจ’ จากอิตาเลียนไทยมากกว่านี้ เพื่อให้กระจ่างว่าการตัดถนนจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาแค่ไหน และจะให้ค่าเยียวยาอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับแจ้งล่วงหน้าในการไถพื้นที่สวนของชุมชน การตัดถนนทำให้ดินทลายลงไปทำลายสวนหมากของชาวบ้าน ทั้งยังทำลายแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้ดื่มกินและทำสวนอีกด้วย

สวนหมากเป็นรายได้หลักของคนที่นี่ ในบางครอบครัวต้องสูญเสียที่ดินไปเลยเพื่อสร้างเป็นถนน บางคนได้เงินชดเชยแล้ว บ้างได้แค่บางส่วน ตัวเลขก็ไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นธรรม บางคนได้เงินชดเชยเพียง 2 หมื่นกว่าบาท เพื่อแลกกับพื้นที่เสียหาย 10 กว่าไร่

ชาวบ้านหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงจะได้เงินก้อนมา แต่ก็ไม่คุ้มกับการเสียที่ทำกินไปตลอดชีวิต แต่ขณะเดียวกัน หนุ่มสาวหลายคนก็มองว่า ที่นี่ต้องการการพัฒนา

“ถ้ามีถนนดีๆ เราก็คงเดินทางไปเรียนง่ายขึ้น ขนของไปขายในเมืองง่ายขึ้น” ลูกสาวผู้นำหมู่บ้านพูดอย่างตรงไปตรงมา

“จริงๆ ก็อยากให้ฟังเสียงของพวกเราด้วย ไม่ใช่ฟังแค่ผู้ใหญ่” พี่ชายของเธอเสริม

โลกของคนหนุ่มสาวไม่ได้มีแค่สวนหมากอีกต่อไป แต่พวกเธอเห็นโลกผ่านอินเทอร์เน็ต ร่ำเรียนความรู้ทางสายอาชีพ ทั้งการทอผ้า การก่ออิฐ เชื่อมเหล็ก งานไม้ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และถ้าเป็นไปได้ พวกเธอก็อยากออกไปหางานทำที่อื่น

“ถ้ามีถนนดีๆ เราก็คงเดินทางไปเรียนง่ายขึ้น ขนของไปขายในเมืองง่ายขึ้น” ลูกสาวผู้นำหมู่บ้านพูดอย่างตรงไปตรงมา

“จริงๆ ก็อยากให้ฟังเสียงของพวกเราด้วย ไม่ใช่ฟังแค่ผู้ใหญ่” พี่ชายของเธอเสริม

โลกของคนหนุ่มสาวไม่ได้มีแค่สวนหมากอีกต่อไป แต่พวกเธอเห็นโลกผ่านอินเทอร์เน็ต ร่ำเรียนความรู้ทางสายอาชีพ ทั้งการทอผ้า การก่ออิฐ เชื่อมเหล็ก งานไม้ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และถ้าเป็นไปได้ พวกเธอก็อยากออกไปหางานทำที่อื่น

อู เย อ่อง ตัวแทนชาวบ้านจากบ้านกะเลจี

เสียงรถไอติมขับผ่านหน้าบ้าน ทำให้บทสนทนาของเราชะงักชั่วครู่ กลุ่มวัยรุ่นมองตามตาละห้อย พวกเธอไม่ได้ลุกออกไปซื้อ แต่สักพักก็เดินเข้าไปในบ้าน หยิบระกำมา 2-3 ลูก ตั้งใจแกะอย่างบรรจงแล้วยื่นให้ทาน เธอเองก็ทานด้วย เป็นของหวานทดแทนไอติมที่เลยผ่านไปแล้ว

ไม่นานพ่อของเธอก็เดินมาบอกว่าให้เตรียมมื้อเที่ยง ข้าวหุงใหม่ ผัดผัก หมูทอด 2-3 อย่าง วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ พร้อมด้วยชาร้อน 1 กาใหญ่ ไว้เติมได้เรื่อยๆ พอหมดมื้อ ต่างคนแยกย้ายจับกลุ่มพูดคุย ตะกร้าหมากตั้งอยู่กลางวง กลุ่มผู้ใหญ่นั่งมวนด้วยท่าทีผ่อนคลาย ปากคุยไป เคี้ยวหมากหยับๆ ไปด้วย บางคนก็สูบยาเส้นใบจาก กลิ่นฉุนแรง เห็นบางคนเดินสะดุดหลังจากสูบไปหมดมวน

คนที่นี่ส่วนมากยังนุ่งโสร่ง ไม่ว่าเป็นผู้เฒ่าผู้แก่หรือคนหนุ่มสาว กะหงอ ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านตะบิวชอง แม้เขาจะอายุเพียง 23 ปี แต่เขาก็ยังเคี้ยวหมากและนุ่งโสร่ง หน้าตาและบุคลิกเหมือนพ่อจนไม่ต้องถามว่าเป็นอะไรกัน

ไม่นานพ่อของเธอก็เดินมาบอกว่าให้เตรียมมื้อเที่ยง ข้าวหุงใหม่ ผัดผัก หมูทอด 2-3 อย่าง วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ พร้อมด้วยชาร้อน 1 กาใหญ่ ไว้เติมได้เรื่อยๆ พอหมดมื้อ ต่างคนแยกย้ายจับกลุ่มพูดคุย ตะกร้าหมากตั้งอยู่กลางวง กลุ่มผู้ใหญ่นั่งมวนด้วยท่าทีผ่อนคลาย ปากคุยไป เคี้ยวหมากหยับๆ ไปด้วย บางคนก็สูบยาเส้นใบจาก กลิ่นฉุนแรง เห็นบางคนเดินสะดุดหลังจากสูบไปหมดมวน

คนที่นี่ส่วนมากยังนุ่งโสร่ง ไม่ว่าเป็นผู้เฒ่าผู้แก่หรือคนหนุ่มสาว กะหงอ ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านตะบิวชอง แม้เขาจะอายุเพียง 23 ปี แต่เขาก็ยังเคี้ยวหมากและนุ่งโสร่ง หน้าตาและบุคลิกเหมือนพ่อจนไม่ต้องถามว่าเป็นอะไรกัน

กะหงอ (ลูกชาย) พะตี่ เคโดะ (พ่อ ตัวแทนหมู่บ้านตะบิวชอง และเจ้าของบ้าน)

กะหงอเล่าให้ฟังว่า ส่วนมากคนหนุ่มสาวในละแวกนี้มักจะเจอกันที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ ชีวิตประจำวันก็เรียนหนังสือ ใครเรียนจบแล้ว บางทีก็ไปทำงานที่ย่างกุ้งหรือเมืองไทย ตัวเขาเองก็เข้าไปเรียนแบบอิสระที่ย่างกุ้ง พร้อมกับหนุ่มสาวอีกหลายคนที่จับกลุ่มเรียนกันเองในชื่อ Sky Age Free Mobile Education Group เขาเลือกเรียนเกี่ยวกับการเมืองและภาษาอังกฤษ

เขามองว่าการรวมศูนย์ความเจริญไว้ที่ตัวเมืองทวายอย่างเดียว ก็สร้างความลำบากให้ชาวบ้านไม่น้อย ไม่ว่าจะต้องเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือหรือรักษาพยาบาล แต่เมื่อมีการสร้างถนนเข้ามา สวนหมากและแม่น้ำที่เขาเคยดื่มกินก็แห้งขอดลงไป

“ไม่มีอะไรพอดีเลย” เขาพูดติดตลก

ระหว่างนั้น เสียงเพลงจากน้องสาวของเขาก็ดังมาจากในบ้าน พร้อมเสียงกีตาร์นวลหูจากปลายนิ้วน้องชายคนเล็ก

“God song” เด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกฉัน

เพลงจบไปแล้ว 2-3 เพลง เราจึงค่อยร่ำลากัน ฉันนั่งบนรถตู้แอร์เย็นฉ่ำ นั่งมองฝุ่นควันคลุ้งที่ตลบตามมาด้านหลัง

 

 

บริเวณหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ จุดเริ่มต้นเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ว่างด้านหลังคือบริเวณของเขตเศรษฐกิจทั้งหมด ก่อนหน้านี้บริเวณนี้เคยเป็นป่าชายเลน

 

 

 

 

 

 

 

 

-3-

แค่ถนน

 

ทวายห่างจากกรุงเทพฯ มาทางตะวันตกประมาณ 350 กิโลเมตร ใกล้กว่าหลายๆ จังหวัดที่ถูกขีดเส้นผนวกรวมว่าเป็นไทย คนทวายหลายคนเคยเดินเท้าเข้าไปทางด่านกาญจนบุรี ทุกวันนี้วิถีชีวิตชายแดนผนวกรวมกันอย่างกลมกลืน คนไทยพูดพม่า ส่วนคนพม่าก็พูดไทยได้อย่างไม่เคอะเขิน

Road Link ที่ขีดเชื่อมนี้ ดูเหมือนจะเข้ามาทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เข้ามาทำลายแม่น้ำที่เปรียบเสมือนเลือดเนื้อของคนกะเหรี่ยงและทวาย

คำถามสำคัญคือ เราจะมองการพัฒนานี้ด้วยสายตาแบบไหน ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของพื้นที่ควรจะได้รับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริง —  และหากจะต้องสูญเสีย พวกเขาก็ควรได้รับอะไรที่คู่ควรกับที่เสียไป

ระหว่างทางเราแวะซื้อน้ำอ้อยดื่มในตลาด ฉันแวะซื้อน้ำเปล่าที่ร้านขายของชำ แล้วบ่นว่า “ร้อนนะคะ” ป้าคนขายเคยไปทำงานเป็นแม่บ้านที่กรุงเทพฯ ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยว่า “ร้อน ร้อนกว่าแต่ก่อนเยอะ”

“ทำไมถึงร้อนกว่าแต่ก่อน” ฉันถาม

“ไม่รู้นะ แต่เขาว่าเพราะจีนมาเอาต้นไม้ไปหมด”

ฉันยิ้ม แล้วดื่มน้ำอึกใหญ่ดับกระหาย

 

 

แผนที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ตรงเนินเขาเล็กๆ กลางทุ่งกว้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

-4-

ทลายชาวเล – ทะเลทวาย

 

หลังจากอองซาน ซูจี พูดกับชาวเมียนมาร์ที่ตลาดปลามหาชัย เมื่อปี 2559 ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ว่าจะพยายามช่วยให้คุณภาพชีวิตของแรงงานเมียนมาร์ดีขึ้น และชวนพวกเขา ‘กลับบ้าน’ ไปทำงานในวันที่เศรษฐกิจของเมียนมาร์ฟื้นฟู เมื่อนั้นหัวใจของแรงงานชาวเมียนมาร์ก็ฟูฟ่อง มีความหวังว่าจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวพร้อมๆ กับหาเลี้ยงชีพได้ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็รู้ว่าอาจยังต้องรอเวลาอีกพักใหญ่

ในช่วง 10 ปีหลัง เลข GDP ของพม่าไต่ระดับดีขึ้นเรื่อยๆ มีความพยายามจะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษถึง 3 แห่ง คือ ติวาลา เจ้าผิวก์ และทวาย แต่ในความเป็นจริง ‘งาน’ ในพม่าก็ยังไม่ได้มีพอรองรับผู้คนจำนวนมาก และเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน ยิ่งโดยเฉพาะกับทวายที่แม้จะมีการเซ็นสัญญาเริ่มต้นโครงการมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ตอนนี้มีเพียงพื้นที่โล่งเปล่า มีตลาดและแคมป์คนงาน ‘อิตาเลียนไทย’ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ห่างจากชายหาดไม่ไกล

ในตอนแรก แผนที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมีขนาดกว้างใหญ่กว่า 250 ตารางกิโลเมตร หรือกว่า 1.5 แสนไร่ แต่หลังจากอิตาเลียนไทยเข้ามาดำเนินโครงการได้ 3 ปี (2553-2556) โครงการทวายก็ถูกปรับให้มีขนาดลดลงไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีขนาดอยู่ที่ 196.5 ตารางกิโลเมตร

เหตุผลสำคัญที่ทำให้โครงการทวายยังยักแย่ยักยัน เดินต่อไม่ได้ หลักๆ ก็มาจากความขัดแย้งในพื้นที่ เมื่อรัฐบาลเมียนมาร์และบริษัทอิตาเลียนไทยตกลงกับชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ว่าจะมีรูปแบบการทำงานแบบไหน ทั้งยังเข้าไปรุกรานพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจำนวนมาก ยังไม่นับว่า พอไม่มีเสถียรภาพในการดำเนินงานแบบนี้ นักลงทุนจึงยังไม่กล้าเข้าร่วมขบวนด้วย พื้นที่ร้างว่างเปล่าตรงนี้จึงยังไม่เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ ทั้งสิ้น

มีการคาดการณ์ว่า มีประชากรกว่า 43,000 คน ใน 36 หมู่บ้าน ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการ หลายหมู่บ้านในบริเวณนาบูเล่ ซึ่งเป็นส่วนหลักของพื้นที่โครงการ ต้องย้ายบ้านจากชายหาดออกไปอยู่ที่อื่น ดูเหมือนว่าหากสิ่งไหนไม่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ สิ่งนั้นก็ต้องถูกหยิบออกจากแผนที่ แม้ว่าจะเป็นวิถีชาวเลที่ดำรงมานานกว่าร้อยปีก็ตาม

-5-

Relocation

 

พวกเรายืนอยู่บนพื้นกรวดทรายสีขาวขุ่น ลมจากทะเลอันดามันพัดเข้าหน้าเป็นระยะ แต่แปลก พื้นที่แห่งนี้แทบไม่มีจิตวิญญาณของทะเลหลงเหลืออยู่เลย แม้ภูเขาจะโอบล้อมให้เห็นลิบๆ ผืนทรายอยู่ใต้เท้า แต่พื้นที่แห้งแล้งกินบริเวณกว้างที่กำลังจะกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมนั้น กำจัดความงามของทะเลไปสิ้น

“ที่ตรงนี้เคยเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์มาก พอมีการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขาก็มากวาดเอาไปหมดเลย” พี่นักข่าวที่ลงพื้นที่ทวายมานานเล่าให้ฟัง ฉันมองไปรอบๆ จินตนาการคำว่าอุดมสมบูรณ์ไม่ออกเลยสักนิด ยังดีที่น้ำทะเลยังพอเป็นสีน้ำเงินให้ชื่นใจ

ในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีต้นไม้ขนาดสูงเท่าเข่าอยู่ประปรายตามรายทาง ที่เหลือคือดินโล้น มองไปไร้ชีวิตชีวา ตรงกันข้ามกับระหว่างทางข้างนอกที่อุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่ม หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ตั้งอยู่อย่างเหงาๆ ริมหาด มองกลับไปเห็น Road Link ที่ทอดยาวมาจากด่านพุน้ำร้อน เส้นทางอันยาวไกลกว่า 138 กิโลเมตรสิ้นสุดตรงนี้

แต่เดิมพื้นที่แถวชายหาด มีหมู่บ้านชาวเลที่อาศัยการออกเรือหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพ ณ ตอนนี้พวกเขาต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น บางครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่กับญาติ บางครอบครัวก็ยกกันไปอยู่หมู่บ้านที่ทางอิตาเลียนไทยจัดสรรไว้ให้สำหรับผู้ที่โดนผลกระทบจากโครงการ

รถตู้ขับออกจากกิโลเมตรที่ศูนย์ไปไม่ไกล เลาะผ่านหมู่บ้านที่ส่วนมากสร้างด้วยไม้ จนเข้ามาสู่หมู่บ้านที่สร้างด้วยปูน แต่ละหลังเรียงติดกันเหมือนบ้านจัดสรร ที่นี่มีชื่อเรียกว่า Relocation site 1 Bawah ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบาวาห์

บ้านปูนจัดสรรเหล่านี้เหมือนบ้านพักข้าราชการที่ไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว แต่ละหลังมีหญ้าขึ้นสูงล้อมบ้าน ใต้ถุนเต็มไปด้วยใบไม้เกลื่อนกลาด บันไดแทบมองไม่เห็นสีที่แท้จริง เพราะหนาเข้มไปด้วยฝุ่น ต้นไม้รอบๆ ก็กลายเป็นสีเขียวผสมสีน้ำตาลจากฝุ่นดิน แทบไม่ต้องเดาว่ามีคนมารดน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

รถตู้พาขับมาจนถึงท้ายๆ หมู่บ้าน จนเจอบ้านปูนหลังหนึ่ง ที่นี่ต้นไม้เป็นสีเขียว หญ้าถูกตัดอย่างดี และมีทางเดินเข้าบ้านเป็นระเบียบ — ชีวิตชีวาของบ้านเป็นแบบนี้

ตอนแรกฉันเข้าใจว่า พวกเรากำลังเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้าน แต่เปล่า ที่นี่เป็นบ้านของครอบครัวสุดท้ายที่ยังอยู่ในบ้านจัดสรรแห่งนี้ ก่อนหน้านี้มี 4 ครอบครัวชาวเลที่ย้ายจากหมู่บ้านชาคานมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อยๆ ย้ายออกไปหมด จนเหลือแค่ครอบครัวของคุณป้ามะ เล ที่อาศัยอยู่กับคุณลุงเพียงสองคน

บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล

บ้านปูนจัดสรรเหล่านี้เหมือนบ้านพักข้าราชการที่ไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว แต่ละหลังมีหญ้าขึ้นสูงล้อมบ้าน ใต้ถุนเต็มไปด้วยใบไม้เกลื่อนกลาด บันไดแทบมองไม่เห็นสีที่แท้จริง เพราะหนาเข้มไปด้วยฝุ่น ต้นไม้รอบๆ ก็กลายเป็นสีเขียวผสมสีน้ำตาลจากฝุ่นดิน แทบไม่ต้องเดาว่ามีคนมารดน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

รถตู้พาขับมาจนถึงท้ายๆ หมู่บ้าน จนเจอบ้านปูนหลังหนึ่ง ที่นี่ต้นไม้เป็นสีเขียว หญ้าถูกตัดอย่างดี และมีทางเดินเข้าบ้านเป็นระเบียบ — ชีวิตชีวาของบ้านเป็นแบบนี้

ตอนแรกฉันเข้าใจว่า พวกเรากำลังเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้าน แต่เปล่า ที่นี่เป็นบ้านของครอบครัวสุดท้ายที่ยังอยู่ในบ้านจัดสรรแห่งนี้ ก่อนหน้านี้มี 4 ครอบครัวชาวเลที่ย้ายจากหมู่บ้านชาคานมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อยๆ ย้ายออกไปหมด จนเหลือแค่ครอบครัวของคุณป้ามะ เล ที่อาศัยอยู่กับคุณลุงเพียงสองคน

บ้านของครอบครัวสุดท้ายที่ยังอาศัยอยู่ใน Relocation site 1 Bawah

ตอนที่เราไปถึง คุณลุงนั่งชันเข่าอยู่ใต้ถุนบ้านอย่างไม่สบอารมณ์ รู้จากป้ามะ เล ว่าลุงป่วย วันนั้นจึงมีลูกสาว กับหลานวัยเตาะแตะมานั่งดูแลอยู่ด้วย

บ้านปูนสองชั้น เปิดใต้ถุนโล่ง มีตัวหนังสือ S อยู่ตรงเสาเพื่อบอกขนาดของบ้าน จากที่ในหมู่บ้านมีขนาด S M L ต่างกันไป คุณป้ามะ เล บอกว่า น้ำไม่ไหลและไฟไม่ติดมาหลายเดือนแล้ว นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวอื่นๆ ย้ายออกไป

เมื่อถามว่า ถ้าไฟไม่ติดแล้วอยู่กันอย่างไร ป้าตอบด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนเป็นเรื่องปรกติอย่างที่สุดว่า “ก็จุดตะเกียง”

ในสายตาคนเมือง แค่ไฟดับ 2 นาทีก็นับเป็นเรื่องใหญ่แล้ว แต่ป้ามะ เล ทลายทุกกฎด้วยการบอกว่าชีวิตเป็นอยู่สบายดี น้ำไม่ไหลก็เดินไปตักที่บ่อ หาปลาไม่ได้ก็เปลี่ยนมาปลูกผักแล้วเดินไปขายที่ตลาด — ก็อยู่ได้

ครัวของป้ามะ เล
ครัวของป้ามะ เล

เมื่อถามว่า ถ้าไฟไม่ติดแล้วอยู่กันอย่างไร ป้าตอบด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนเป็นเรื่องปรกติอย่างที่สุดว่า “ก็จุดตะเกียง”

ในสายตาคนเมือง แค่ไฟดับ 2 นาทีก็นับเป็นเรื่องใหญ่แล้ว แต่ป้ามะ เล ทลายทุกกฎด้วยการบอกว่าชีวิตเป็นอยู่สบายดี น้ำไม่ไหลก็เดินไปตักที่บ่อ หาปลาไม่ได้ก็เปลี่ยนมาปลูกผักแล้วเดินไปขายที่ตลาด — ก็อยู่ได้

ป้ามะ เล

 

 

ฉันไม่แน่ใจว่าเพราะเอาความคิดแบบคนเมืองไปจับรึเปล่า จึงรู้สึกว่า ดูยังไงป้ามะ เล ก็ไม่น่ามีความสุขไปได้ ก็ในเมื่อปัจจัยพื้นฐานยังกะพร่องกะแพร่งขนาดนี้ ยังไม่นับว่า เมื่อคุณลุงป่วยก็ต้องใช้เงินตอนเข้าโรงพยาบาล อาชีพปลูกผักจึงไม่น่าจะเพียงพอกับการอยู่รอดของชีวิต

“จะมองว่าเราเอาสายตาคนเมืองไปจับก็ได้นะ แต่จะมองว่าเป็นความจำยอมก็ได้ เพราะไม่รู้จะดีกว่านี้ได้ยังไง เขาก็เลยมองว่าที่เป็นอยู่นั้นดีแล้ว” พี่ชายจากเสมสิกขาลัยที่เคยมาหาคุณป้าหลายครั้ง แลกเปลี่ยนกับฉัน

“ถ้ามันดี คนอื่นคงไม่ย้ายออกหมดหรอกมั้งพี่” น้องนักข่าวที่ไปด้วยกันพูดจามีเหตุผล

แม้ข้อถกเถียงจะยังไม่จบสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น ที่บ้านหลังนี้ก็มีรูปของนายพลอองซาน และ อองซาน ซูจี ติดอยู่บนผนัง คล้ายคอยจุดประกายความหวังไว้เสมอ ว่ากันว่า แม้ในหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุดของเมียนมาร์ ก็จะมีรูปของนายพลอองซาน และอองซาน ซูจีอยู่ สิ่งนี้อาจเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเมียนมาร์ หลายคนเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะพัฒนาประเทศ และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นได้

แม้ข้อถกเถียงจะยังไม่จบสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น ที่บ้านหลังนี้ก็มีรูปของนายพลอองซาน และ อองซาน ซูจี ติดอยู่บนผนัง คล้ายคอยจุดประกายความหวังไว้เสมอ ว่ากันว่า แม้ในหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุดของเมียนมาร์ ก็จะมีรูปของนายพลอองซาน และอองซาน ซูจีอยู่ สิ่งนี้อาจเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเมียนมาร์ หลายคนเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะพัฒนาประเทศ และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นได้

กลับมามองที่ตัวเลข เมียนมาร์อยู่อันดับท้ายๆ ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower-middle-income group) จากการจัดอันดับในปี 2017 ของ World Bank โดยมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่ากับ 1,210 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 36,300 บาท (ไทยมี 5,950 เหรียญสหรัฐฯ / สวิสเซอร์แลนด์ อันดับหนึ่ง มี 81,130 เหรียญสหรัฐ) เห็นได้ชัดว่าหลังจากเปิดประเทศ เมียนมาร์มีความพยายามอย่างมากที่จะขยายธุรกิจ เปิดพื้นที่ที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องให้รัฐบาลและนายทุนต่างชาติเข้ามาพัฒนา เพื่อขยับตัวเองขึ้นไปในกลุ่มประเทศที่ดีขึ้น และขจัดความยากจนออกไปจากประเทศ

ในหลายประเทศที่กฎหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษมีความเข้มงวดมากขึ้น จึงเลือกที่จะมาขยายพรมแดนใหม่ๆ ในประเทศที่ยังไม่มีข้อบังคับมากนักอย่างเมียนมาร์ และที่สำคัญคือพื้นที่มหาศาล ทรัพยากรธรรมชาติเหลือใช้ และประชาชนที่ยังไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากนัก เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาโหมเข้ามาในเมียนมาร์ ทั้งจากไทย จีน และญี่ปุ่น ฯลฯ

โครงการทวายถูกหมายมั่นปั้นมือ ให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง 10 เท่า มีท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองรับสินค้าคอนเทนเนอร์ปีละ 20 ล้านตัน มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ ส่งมาจำหน่ายในไทย 3,600 เมกะวัตต์ ที่เหลือเก็บใช้ในเมียนมาร์

ชีวิตของป้ามะ เล อาจจะดีขึ้นจากโครงการ? ไม่มีใครรู้ ไฟอาจจะไม่ต้องดับแบบนี้ ลูกหลานอาจจะได้งานทำในโรงงานอุตสาหกรรม เงินอาจจะสะพัดในทวายมหาศาล แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ชีวิตของป้ามะ เล ยังไม่ได้เข้าใกล้คำว่าคุณภาพชีวิตที่ดี และในอนาคตก็ไม่แน่ว่า เม็ดเงินจำนวนมากที่จะไหลมาสู่ทวายนั้น ไหลเข้าสู่กระเป๋าใครกันแน่

ป้ามะ เล ยังนั่งเล่นกับหลาน และพูดคุยกับลูกสาวที่ย้ายออกไปมีครอบครัวที่อื่น หากไม่ใช่วันนี้ ป้ากับลุงจะอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ปลูกผัก นั่งก่อฟืน ผ่านคืนวันไปอย่างสมถะ มีวันนี้ที่ลูกหลานมาหา แววตาจึงมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

 

 

 

 

พอตกเย็น ชาวบ้านหลายคนที่อยู่ถัดไปหน่อย ก็เดินมารดน้ำที่แปลงผัก ตักน้ำจากบ่อ ยกถังเทินหัว แล้วเดินรดอย่างคล่องแคล่ว ส่วนมากคนที่นี่จะหากินด้วยการปลูกผัก แล้วเดินไปขายที่ตลาด

ที่กลางหมู่บ้าน มีบ้านไม้หลังใหญ่หลังเดียวที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางบ้านปูน อายุกว่า 100 ปี มีลานดินกว้างขวาง เด็กหนุ่ม 4-5 คนจับกลุ่มกันเล่นตะกร้อ มีเชือกเส้นบางขึงแทนตาข่าย  ที่ใต้ถุนบ้าน มีกลุ่มผู้หญิงนั่งคั้นกะทิ แกะเปลือกหอย เตรียมเป็นอาหารเย็นและเตรียมขายพรุ่งนี้

พอตกเย็น ชาวบ้านหลายคนที่อยู่ถัดไปหน่อย ก็เดินมารดน้ำที่แปลงผัก ตักน้ำจากบ่อ ยกถังเทินหัว แล้วเดินรดอย่างคล่องแคล่ว ส่วนมากคนที่นี่จะหากินด้วยการปลูกผัก แล้วเดินไปขายที่ตลาด

ที่กลางหมู่บ้าน มีบ้านไม้หลังใหญ่หลังเดียวที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางบ้านปูน อายุกว่า 100 ปี มีลานดินกว้างขวาง เด็กหนุ่ม 4-5 คนจับกลุ่มกันเล่นตะกร้อ มีเชือกเส้นบางขึงแทนตาข่าย  ที่ใต้ถุนบ้าน มีกลุ่มผู้หญิงนั่งคั้นกะทิ แกะเปลือกหอย เตรียมเป็นอาหารเย็นและเตรียมขายพรุ่งนี้

 

วิถีชีวิตยังดำเนินไป เด็กหนุ่มเด็กสาวยังวิ่งเล่นและเติบโต ผู้เฒ่าผู้แก่ยังเจ็บป่วยและโรยรา ในชั่วชีวิตคน ยังไม่มีคำตอบว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้แค่ไหน

-6-

ซูเปอร์มาเก็ตริมหาด

 

ที่ทวาย พระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ตี 5 พวกเราออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมาช็อปปิ้งที่ตลาดปลาตะบอเส็ก ตลาดปลาขนาดใหญ่ที่รับปลาสดๆ ลงจากเรือที่ล่องมาทั้งคืน มานั่งขายกันบนพื้นทรายอย่างคึกคัก

หากร้านอาหารริมทะเลบอกเราว่า ปลาของเขาสดใหม่แค่ไหน เชื่อเถอะว่าไม่มีทางสดใหม่กว่าปลาจากตะบอเส็ก

ปลาบางตัวยังสะบัดครีบบนพื้นทราย ไม่รู้ว่าตัวว่าขึ้นมาอยู่บนบกแล้ว และด้วยลมหายใจที่สดใหม่แบบนี้ ทำเอาฉันหายใจไม่ทั่วท้อง แต่สำหรับคนที่สนใจเรื่องปลา หรืออยากจะแข่งแฟนพันธุ์แท้ปลาน้ำเค็ม ที่นี่มีทุกอย่างให้ตื่นตาตื่นใจ มองไปทางซ้ายก็ปลากระเบน มองไปทางขวาก็ปลากระทงร่ม และปลาอีกจำนวนมากที่ฉันไม่รู้จักชื่อ

ท่ามกลางเสียงดังจอแจของผู้คน มีจุดหนึ่งที่เสียงดังกว่าที่อื่น ฉันเดินเข้าไปมุงกับเขาด้วย นึกว่ามีการเซลล์ลดล้างสต็อก ที่ไหนได้ สิ่งที่วางบนพื้นคือปลาทูกองพะเนินเทินทึก ทุกคนต่างคัดสรร หยิบจับ แล้วจ่ายเงิน การค้าขายเป็นไปอย่างคล่องตัวและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง พี่ล่ามบอกฉันว่า ในทุกวันจะมีปลาที่เป็นพระเอกของวัน ชนิดไหนเป็นที่ต้องการมาก หรือจับได้มาก ก็จะเป็นที่สนใจของผู้คน สลับสับเปลี่ยนกันไปทุกสัปดาห์

แม่ค้าปลาปักเป้านั่งขายอยู่บนพื้น ส่วนสามีที่เป็นคนไปจับมาก็ยืนมองอยู่ใกล้ๆ ฉันแอบเห็นแม่ค้านับเงินอย่างเอาจริงเอาจัง นั่งจดๆ ลงกระดาษที่เปียกและเปื้อนทราย บางกลุ่มก็ทะเลาะถกเถียงอะไรกันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ดีกันในเวลาอันสั้น แม่ลูกบางคู่ก็ช่วยกันเทปลาใส่กะละมัง ยกขึ้นเทินหัว เดินชิลล์ๆ เพื่อไปขายต่อที่ตลาดขนาดเล็กในเมือง

ท่ามกลางเสียงดังจอแจของผู้คน มีจุดหนึ่งที่เสียงดังกว่าที่อื่น ฉันเดินเข้าไปมุงกับเขาด้วย นึกว่ามีการเซลล์ลดล้างสต็อก ที่ไหนได้ สิ่งที่วางบนพื้นคือปลาทูกองพะเนินเทินทึก ทุกคนต่างคัดสรร หยิบจับ แล้วจ่ายเงิน การค้าขายเป็นไปอย่างคล่องตัวและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง พี่ล่ามบอกฉันว่า ในทุกวันจะมีปลาที่เป็นพระเอกของวัน ชนิดไหนเป็นที่ต้องการมาก หรือจับได้มาก ก็จะเป็นที่สนใจของผู้คน สลับสับเปลี่ยนกันไปทุกสัปดาห์

แม่ค้าปลาปักเป้านั่งขายอยู่บนพื้น ส่วนสามีที่เป็นคนไปจับมาก็ยืนมองอยู่ใกล้ๆ ฉันแอบเห็นแม่ค้านับเงินอย่างเอาจริงเอาจัง นั่งจดๆ ลงกระดาษที่เปียกและเปื้อนทราย บางกลุ่มก็ทะเลาะถกเถียงอะไรกันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ดีกันในเวลาอันสั้น แม่ลูกบางคู่ก็ช่วยกันเทปลาใส่กะละมัง ยกขึ้นเทินหัว เดินชิลล์ๆ เพื่อไปขายต่อที่ตลาดขนาดเล็กในเมือง

ฉันเดินเลาะไปดูตลาดที่ลึกขึ้นไปทางบก มีผักสด ขนม บุหรี่ ของเล่น วางขายละลานตา กลุ่มแม่ค้า 4-5 คนหอบปลาและผักขึ้นรถสองแถว เห็นฉันมองตาม เลยตะโกนมาเป็นภาษาไทยว่า “ไปด้วยกันม้ายย” ฉันยิ้มรับ และอยากจะกระโดดขึ้นรถไปจริงๆ ถ้าไม่ติดว่ารถคันนั้นกระชากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เลยได้แต่โบกมือบ๊ายบาย

ความคึกคักที่ว่ามาทั้งหมด ดำเนินมาอย่างยาวนาน โดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทะเล ความช่ำชองในการหาปลาของชาวเล และทักษะการค้าขายของแม่ค้าพ่อค้า สายพานจากธรรมชาติมาสู่เส้นทางการค้าที่ดำเนินเป็นระบบ ยึดโยงอยู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้านจนกลมมน

หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก หนึ่งในโครงการสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ตลาดปลาตะบอเส็กจะได้รับผลกระทบทางตรงทันที ระบบนิเวศของน้ำทะเลจะแปรเปลี่ยน แพลงก์ตอนที่เคยเป็นอาหารของปลาอาจหายไป อุณหภูมิของน้ำทะเลอาจขึ้นๆ ลงๆ จนปลาอยู่ไม่ได้ ฯลฯ และชีวิตของปลา อาจหมายถึงชีวิตของมนุษย์ด้วย

หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก หนึ่งในโครงการสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ตลาดปลาตะบอเส็กจะได้รับผลกระทบทางตรงทันที ระบบนิเวศของน้ำทะเลจะแปรเปลี่ยน แพลงก์ตอนที่เคยเป็นอาหารของปลาอาจหายไป อุณหภูมิของน้ำทะเลอาจขึ้นๆ ลงๆ จนปลาอยู่ไม่ได้ ฯลฯ และชีวิตของปลา อาจหมายถึงชีวิตของมนุษย์ด้วย

เช่นเดียวกับที่หมู่บ้านกาโลนท่า แม้ไม่ได้อยู่ติดทะเล แต่บนแถบเนินเขาสูงมีแม่น้ำตะไลง์ยาหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน และเทือกเขาล้อมหมู่บ้าน ก็ถูกหมายมั่นว่าจะกลายเป็นพื้นที่สร้างเขื่อน เพื่อผลิตน้ำป้อนเข้าไปที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

โชคดีที่ชาวบ้านรวมตัวกันได้เข้มแข็ง โดยมีหลวงพ่อปัญญาวันทะ เป็นผู้นำชุมชน  ทันทีที่อิตาเลียนไทยเข้ามาพูดคุยว่าอยากจะสร้างเขื่อน และบอกชาวบ้านว่ามีที่อยู่อาศัยที่ดีกว่านี้ให้ย้ายไป ชาวบ้านหลายคนก็ใจเอนเอียง แต่เมื่อหลวงพ่อเข้ามาบอกว่า ทั้งสวนหมาก ป่าชุมชน กับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวนั้นมีคุณค่ากับพวกเขาแค่ไหน ชาวบ้านกาโลนท่าก็หันมาร่วมมือกัน ทุกวันนี้ที่นี่มีโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community – Based Tourism : CBT) เพื่อให้ชุมชนดูแลบ้านของตัวเองได้ โดยการสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมา

ทุกวันนี้ที่วัดกาโลนท่ายังเป็นศูนย์รวมจิตใจเวลามีกิจกรรมของชาวบ้าน ที่เมียนมาร์ พระมีบทบาทสำคัญในการนำผู้คน ทั้งทัศนคติและวิธีปฏิบัติต่างๆ จนมีคำพูดที่ว่า หากอยากจะเปลี่ยนความคิดชาวบ้าน ต้องเปลี่ยนความคิดหลวงพ่อให้ได้ก่อน

หลวงพ่อปัญญาวันทะ เจ้าอาวาสวัดกาโลนท่า
หลวงพ่อปัญญาวันทะ เจ้าอาวาสวัดกาโลนท่า

โชคดีที่ชาวบ้านรวมตัวกันได้เข้มแข็ง โดยมีหลวงพ่อปัญญาวันทะ เป็นผู้นำชุมชน  ทันทีที่อิตาเลียนไทยเข้ามาพูดคุยว่าอยากจะสร้างเขื่อน และบอกชาวบ้านว่ามีที่อยู่อาศัยที่ดีกว่านี้ให้ย้ายไป ชาวบ้านหลายคนก็ใจเอนเอียง แต่เมื่อหลวงพ่อเข้ามาบอกว่า ทั้งสวนหมาก ป่าชุมชน กับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวนั้นมีคุณค่ากับพวกเขาแค่ไหน ชาวบ้านกาโลนท่าก็หันมาร่วมมือกัน ทุกวันนี้ที่นี่มีโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community – Based Tourism : CBT) เพื่อให้ชุมชนดูแลบ้านของตัวเองได้ โดยการสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมา

ทุกวันนี้ที่วัดกาโลนท่ายังเป็นศูนย์รวมจิตใจเวลามีกิจกรรมของชาวบ้าน ที่เมียนมาร์ พระมีบทบาทสำคัญในการนำผู้คน ทั้งทัศนคติและวิธีปฏิบัติต่างๆ จนมีคำพูดที่ว่า หากอยากจะเปลี่ยนความคิดชาวบ้าน ต้องเปลี่ยนความคิดหลวงพ่อให้ได้ก่อน

พี่เซดา ชาวบ้านกาโลนท่า

 

 

วันที่เราไป ชาวบ้านเข้ามาช่วยทำกับข้าวที่วัด พอกินเสร็จแล้วจึงช่วยกันล้างจาน ฉันเข้าไปนั่งคุยด้วยสักพัก

“อยากล้างมั้ย” พี่เซดา ชาวบ้านกาโลนท่า พูดหยอกล้อกับฉันด้วยภาษาไทย “ล้อเล่นๆ” พี่เซดารีบโบกมือห้าม เมื่อฉันจะเข้าไปช่วยจริงๆ

เมื่อ 16 ปีที่แล้ว พี่เซดาเคยไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ไทย อยู่ยาวถึง 10 ปี ทำให้ภาษาไทยแข็งแรงพอจะล้อเล่นล้อจริงได้ ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่กาโลนท่าได้ 6 ปีแล้ว ลูกคนโตของพี่เซดาเกิดที่ไทย แล้วค่อยหอบหิ้วกลับมาอยู่ทวายตั้งแต่ตัวยังเล็ก ตอนนี้พี่เซดาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน วันไหนมีงานก็จะมาช่วยงานที่วัด ส่วนสามีออกไปรับจ้างทำสวนหมาก ได้วันละ 6,000-9,000 จ๊าต (ประมาณ 120-190 บาท)

“ที่บ้านก็มีสวนหมากของตัวเองนะ ที่ประมาณ 10 ไร่ ถือว่าน้อยสำหรับที่นี่”

ฉันนั่งนับนิ้ว ถ้า 10 ไร่ถือว่าน้อย คอนโด 32 ตารางเมตรใจกลางกรุง คงไม่อาจนับเป็นที่อยู่อาศัย

พี่เซดามีความสุขกับชีวิตที่นี่ หวังจะเห็นลูกเรียนจบปริญญา สวนหมากของตัวเองก็ทำไป และไม่คิดจะย้ายไปอยู่ที่อื่น

ณ วันนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ยังเกิดขึ้นไม่สำเร็จ และถ้าวันนึงจะมีการนิยามความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจพิเศษจริงๆ คำถามก็คือ ความสำเร็จนี้นิยามโดยใคร เสียงของผู้ที่เสียผลประโยชน์นั้นถูกนับด้วยไหม

เวลามีคำอธิบายถึงความสำคัญในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ มักมีคำกล่าวอ้างถึง ‘การสร้างงาน’ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงสิทธิด้านแรงงาน และสวัสดิการที่เป็นธรรม และเวลาคิดต้นทุนของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็มักไม่คำนวณถึงต้นทุนการสูญเสียทรัพยากรที่แท้จริง

เรามีท่าเรือน้ำลึกก็จริง แต่เราก็อาจสูญเสียปลาทะเลไปหลายชนิด เราได้เขื่อนมาก็จริง แต่ชาวบ้านก็อาจสูญเสียสวนหมากและแม่น้ำใสสะอาดไปตลอดกาล เราอาจได้งานเพิ่มขึ้นก็จริง แต่เงินที่เพิ่มขึ้นอาจจะอยู่ในกระเป๋าของนายทุน

และหากใครสักคนจะกลับบ้าน เขาก็คงอยากกลับบ้านของตัวเองจริงๆ

 

 

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

Share:

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงพื้นที่ทำข่าว สนับสนุนโดย Earth Journalism Network ภายใต้ Internews และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย