วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

 

1 กันยายน ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์ได้นำกองทัพอันเกรียงไกรของเยอรมนี บุกยึดครองโปแลนด์อย่างสายฟ้าแลบ สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก เป็นจุดเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารร่วม 100 ล้านคน จาก 30 ชาติ เข้าทำสงคราม ทำให้มีคนตายทั้งทหารและพลเรือนมากกว่า 50 ล้านคน ถือเป็นสงครามที่มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

หลังจากนั้นสามวัน ฝรั่งเศสและอังกฤษ มหาอำนาจในเวลานั้น ได้ประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งแสนยานุภาพของเยอรมนีได้ กองทัพนาซีตะลุยบุกครองเดนมาร์กและนอร์เวย์ และสร้างความไม่พอใจให้กับคนอังกฤษมาก ที่รัฐบาลสมัยนั้นไม่สามารถส่งกองทหารไปช่วยนอร์เวย์ได้ทันท่วงที

ภาพยนตร์เรื่อง Darkest Hour เปิดฉากแรกด้วยการประชุมของรัฐสภาอังกฤษ บรรดา ส.ส.ได้เรียกร้องให้ เนวิล เชมเบอร์ลิน นายกรัฐมนตรีแห่งพรรคอนุรักษนิยมในเวลานั้น ซึ่งมีนโยบายอ่อนข้อให้กับฮิตเลอร์ลาออก และสุดท้าย วินสตัน เชอร์ชิล นักการเมืองอาวุโสผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทหารเรือ มีบุคลิกแข็งกร้าว ปากร้าย ไม่ค่อยมีคนชอบ จนได้ฉายาว่า หมาบ้าแห่งสหราชอาณาจักร ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจของนักการเมืองทุกฝ่าย

สงครามและความหายนะคืบคลานเข้าใกล้อังกฤษลงทุกที เมื่อกองทัพนาซีได้บุกยึดเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยม ทหารอังกฤษและฝรั่งเศสที่ไปช่วยรบหลายแสนคน ถูกต้อนให้มาจนมุมอับที่ชายหาดดังเคิร์ก ในประเทศเบลเยี่ยม แต่กองทัพเรืออังกฤษไม่มีเรือพอจะอพยพได้

เวลานั้นบรรดารัฐมนตรีสงคราม นายพลส่วนใหญ่ ประเมินว่า ทหารอังกฤษคงไม่มีทางสู้กับกองทัพนาซีได้ ต่างเห็นพ้องกันว่า ควรยอมเจรจาสงบศึกกับฮิตเลอร์ แต่เชอร์ชิลปฏิเสธเสียงแข็ง และยืนยันว่าเราต้องไม่เจรจากับพวกเผด็จการ

เชอร์ชิลออกคำสั่งเด็ดขาดให้กองทหารที่สู้กับทหารนาซีในยุโรปสู้ตาย ไม่มีการถอยทัพยอมจำนนเด็ดขาด และสั่งระดมเรือจากประชาชนหลายร้อยลำ ตั้งแต่เรือโดยสารข้ามฟาก เรือหาปลา เรือยอชท์ ข้ามทะเลไปอพยพทหารสามแสนกว่าคนที่หาดดังเคิร์กได้สำเร็จ

แต่ข่าวร้ายก็มาเรื่อยๆ ฝรั่งเศสมหาอำนาจสำคัญที่รับปากว่าจะยืนหยัดต้านทานกองทัพเยอรมนี ได้แตกพ่ายอย่างง่ายดาย ปารีสถูกทัพนาซีตบเท้าเข้ายึดครอง ยุโรปเกือบทั้งหมดตกอยู่ใต้กองทัพฮิตเลอร์แล้ว

อังกฤษคือเป้าหมายต่อไป เยอรมนีวางแผนจะส่งกองทัพข้ามช่องแคบมายึดอังกฤษ ขณะที่น่านฟ้าเหนือลอนดอนก็เต็มไปด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดจากเยอรมนี ทำให้นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลหลายคนพยายามรอมชอมขอเจรจาสันติภาพกับเยอรมนี ผ่านทูตอิตาลีพันธมิตรสำคัญของเยอรมนี และเกลี้ยกล่อมให้เชอร์ชิลคล้อยตาม ขณะที่สมาชิกสภาก็แตกแยก ส่วนใหญ่ไม่อยากทำสงคราม ไม่อยากให้คนอังกฤษต้องล้มตายไปมากกว่านี้

แต่วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอารมณ์ร้ายไม่ยอม ยืนกรานว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปยอมแพ้แก่ฮิตเลอร์ พวกเผด็จการเป็นสิ่งน่ารังเกียจตลอดกาล

เขายืนหยัดในความเชื่อของเขา แม้ว่าเสียงสนับสนุนทางการเมืองจะลดน้อยลงเรื่อยๆ และมองไม่เห็นอนาคตว่าประสิทธิภาพ อาวุธยุทโธปกรณ์ และกองกำลังของอังกฤษจะสู้รบกับทัพนาซีได้อย่างไร

เวลานั้นกษัตริย์อังกฤษคือ พระเจ้าจอร์จที่หก (พระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2) มีท่าทีตอนแรกไม่ค่อยชอบนายกรัฐมนตรีคนนี้ แต่ต่อมาได้เห็นลักษณะนิสัยใจคอและตัวตนของเชอร์ชิล คืนวันหนึ่งจึงได้เสด็จไปหาเชอร์ชิล

พระองค์ตรัสว่า “ขออนุญาตให้คำปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรีได้ไหม” (ตามกฎหมาย กษัตริย์ไม่มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาล)

เชอร์ชิลบอกว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

พระองค์ได้กล่าวสนับสนุนการกระทำของเขาในการยืนหยัดสู้กับเยอรมนี เพราะเขาเป็นผู้นำคนเดียวที่ฮิตเลอร์หวั่นเกรง ก่อนกลับพระองค์ได้เตือนสติเชอร์ชิลผู้เกิดในตระกูลขุนนาง เป็นชนชั้นสูงที่ไม่เคยสัมผัสมวลชน ไม่เคยนั่งรถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ ว่า

“หากคุณมีปัญหา ให้ลองเดินไปฟังเสียงประชาชนว่าพวกเขาคิดอย่างไร”

เชอร์ชิลแอบไปลองไปนั่งรถไฟใต้ดิน ได้พูดคุยและฟังชาวลอนดอนในรถไฟว่า พวกเขาคิดอย่างไรกับสงครามที่จะเกิดขึ้นหน้าบ้านตัวเอง ปรากฏว่าทุกคน ตั้งแต่คนแก่ยันเด็กเล็ก ยอมสู้ตาย ไม่ยอมแพ้หรือเจรจากับจอมเผด็จการฮิตเลอร์

เชอร์ชิลมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า เขาทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการ

เย็นวันนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ในรัฐสภา ปลุกใจนักการเมืองและคนทั้งชาติให้หันมาสามัคคีกัน ต่อสู้กับศัตรูเพื่อมาตุภูมิ ตอนหนึ่งมีใจความว่า

“…มีคนบอกว่าฮิตเลอร์มีแผนรุกรานหมู่เกาะอังกฤษ ข้อนี้ก็เคยคิดกันมาก่อนหลายครั้ง … เราจะขอพิสูจน์ตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของเรา และเราจะผ่านพ้นภัยทรราชนี้ …

 

แม้ว่าพื้นที่มากมายในยุโรปและรัฐเก่าแก่ขึ้นชื่อได้พ่ายแพ้หรืออาจตกอยู่ใต้เงื้อมมือของเกสตาโพและระบอบนาซีที่น่ารังเกียจก็ตาม เราจะอ่อนล้าหรือล้มเหลวไม่ได้ …

 

เราจะสู้จนถึงที่สุด เราจะสู้ในประเทศฝรั่งเศส เราจะสู้ในท้องทะเลและมหาสมุทร เราจะสู้บนฟากฟ้าด้วยความองอาจและแสนยานุภาพซึ่งทวีความแข็งแกร่ง เราจะปกปักรักษาเกาะของเราไว้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เราจะสู้บนหัวหาด เราจะสู้ที่ลานบิน เราจะสู้ทั้งในทุ่งนาและตามท้องถนน เราจะสู้ตามป่าเขา และเราจะไม่มีวันยอมแพ้…”

นักการเมืองคู่แข่งของเชอร์ชิลถึงกับกล่าวว่า สุนทรพจน์ของเชอร์ชิลกลายเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้กับฮิตเลอร์

อังกฤษทั้งชาติยืนหยัดต่อสู้กับเยอรมันร่วมห้าปี จนสุดท้ายก็ตีโต้จนเยอรมันพ่ายแพ้สงครามโลกในที่สุด

แกรี่ โอลด์แมน รับบท วินสตัน เชอร์ชิล ได้สมบทบาทที่สุด ตั้งแต่ความเป็นผู้นำ ความเด็ดขาด และอารมณ์ร้าย อารมณ์ขันของเขา แทบจะเล่นคนเดียวทั้งเรื่อง จนได้รับรางวัลลูกโลกทองคำไปแล้ว

หนังแทบจะไม่มีฉากสงคราม แต่ตรึงคนดูอยู่จนฉากสุดท้าย และจบลงด้วยคำพูดของวินสตัน เชอร์ชิลว่า

“…แม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด จงเดินต่อไป

 

แม้ข้างหน้าจะไม่มีใครเดินเคียงข้าง จงอย่าหยุดเดิน

 

จงมั่นใจในตัวเอง และอย่าลืมที่จะฟังเสียงแวดล้อมที่เดินผ่าน

 

รับฟังพวกเขา แล้วเลือกตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

เมื่อนั้นม่านหมอกความกลัวที่มืดมนจะจางหายไป

 

เมื่อนั้นสิ่งที่เหลืออยู่คือ แสงสว่าง…”

เชอร์ชิลบอกว่า

“คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงความคิด จะไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้”

เขาเปลี่ยนความคิดคนอังกฤษทุกฝ่าย ให้หันมาร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้เพื่อประเทศชาติจากคำพูดที่กระทำจริง และจากคำมั่นสัญญาที่มีให้กับประชาชนว่าจะปกป้องประเทศชาติจากนาซีจนถึงที่สุด และรักษาสัญญาตลอด ในช่วงเวลาอันมืดมนที่สุดของอังกฤษ

ส่วนนายกฯ ประเทศหนึ่ง พูดออกสื่อทุกวัน วันละหลายรอบ แต่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ปฏิรูปก็ไม่สำเร็จ แถมยังไม่รักษาสัญญาที่มีไว้กับประชาชนอีกต่างหาก

Author

vanchai tantivitayapitak

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ - สื่อมวลชนอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการด้านข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผู้สนใจประเด็นด้านการเมืองภาคประชาชน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการพัฒนา