fbpx
‘วัฒนธรรมการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์’ โจทย์ใหม่ความยุติธรรมของอาเซียน

‘วัฒนธรรมการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์’ โจทย์ใหม่ความยุติธรรมของอาเซียน

ณัฐชลภัณ หอมแก้ว เรื่อง

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์พุ่งสูงขึ้นมาก หนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ทำให้คนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้มากขึ้น และยิ่งคนเข้าถึงได้มากขึ้นเท่าไหร่ ความไม่ปลอดภัยและโอกาสที่จะเกิดอาชญากรรมไซเบอร์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น 

เมื่อพูดถึงอาชญากรรมไซเบอร์ เราอาจจะนึกถึงการโจรกรรมข้อมูลเป็นหลัก แต่อันที่จริงแล้ว อาชญากรรมชนิดนี้ยังครอบคลุมถึงเรื่องการค้ามนุษย์ เพศ ยาเสพติด หรือการใช้ถ้อยคำรุนแรงตามอินเทอร์เน็ต ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทั่วโลกต้องพบเจอ และด้วยลักษณะ ‘ไร้พรมแดน’ ทำให้ต้องอาศัยการระดมความคิดจากนานาประเทศเพื่อป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอีกภูมิภาคที่ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งบางประเทศในอาเซียน เช่น เมียนมา มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ มองมุมหนึ่งคือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อีกมุมหนึ่ง การเติบโตของดิจิทัลก็เป็นเหมือนการเปิดช่องให้อาชญากรเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้มากขึ้นเช่นกัน

ด้วยความที่อาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน จึงเป็นประเด็นสำคัญที่พวกเราทุกคนจะต้องตื่นตัวเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์มากขึ้น และจำเป็นต้องร่วมกันส่งเสริมการตระหนักรู้ กลั่นกรอง และมีส่วนร่วมในการคิดค้นหาวิธีและแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในฐานะองค์กรประสานการจัดการการประชุมอาเซียนว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ครั้งที่ 2 (ACCPCJ) ได้จัดการประชุมดังกล่าวขึ้น โดยมุ่งประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ ภายใต้ธีม “การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการป้องกัน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและนวัตกรรมทางยุติธรรมเพื่อทุกคน” (Promoting the ASEAN Culture of Prevention for a Collaborative and Innovative Justice for All)

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการพูดถึงคือ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการป้องกัน (Culture of Prevention) ในอาเซียนให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ และจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่มาพร้อมกับภัยคุกคามทางไซเบอร์

101 เก็บความบางส่วนจากเสวนาดังกล่าว ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องภัยจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น และการนำเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันปัญหาเรื่องยาเสพติดและสิทธิมนุษยชน

 

 

เมื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอาจกลายเป็นดาบสองคม: กรณีศึกษาจากเมียนมา

 

Ms. Khine Myat Chit ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการและตรวจการแผ่นดิน องค์การระหว่างประเทศเยอรมนี (GIZ) ประจำประเทศเมียนมา เล่าว่า ปัจจุบัน เมียนมามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 39% ของประชากร เท่ากับว่าประชากรเกินกว่าหนึ่งในสามของประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และโซเชียลมีเดียก็กลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก 

“การที่อินเทอร์เน็ตมีบทบาทในสังคมมากขึ้นย่อมก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ได้เช่นเดียวกัน เราเห็นรายงานคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นคดีที่เกี่ยวกับเรื่องฉ้อโกงเป็นส่วนใหญ่”

“ปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการขาดทักษะ และขาดการตระหนักรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ ยิ่งเราใช้เวลาอยู่กับโลกอินเทอร์เน็ตมากเท่าไหร่ อันตรายและความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น” 

Ms. Khine Myat Chit ฉายภาพสถิติว่า ในปี 2013-2018 มีตัวเลขของอาชญากรรมทางไซเบอร์น้อยกว่า 100 คดี แต่ในปี 2019 กลับมีมากกว่า 1,000 คดี ซึ่งยังไม่รวมคดีที่ไม่ได้รับแจ้ง คดีส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหลอกลวงและฉ้อโกง โดยผู้กระทำผิดมักจะอ้างว่าตนเองเป็นพนักงานจากธนาคาร เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง 

“จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงปี 2014 ที่มีหลายบริษัทในเมียนมาพยายามเพิ่มฐานลูกค้าของตนเอง ทำให้มีการทำตลาดอินเทอร์เน็ต จนทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยคือซิมการ์ดโทรศัพท์ ในปี 2013 คนพม่าสามารถเข้าถึงซิมการ์ดโทรศัพท์ได้ 10-12% ปี 2016 เพิ่มเป็น 86.2% จนมาในปี 2019 มีประชากร 105% ที่สามารถเข้าถึงซิมการ์ดโทรศัพท์ได้ เมื่อก่อนคนที่ใช้ซิมการ์ดได้จะต้องเป็นคนมีฐานะเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ประชาชนทุกคนเข้าถึงซิมการ์ดโทรศัพท์ได้”

“ตัวเลขที่ก้าวกระโดดพวกนี้ทำให้เราเห็นว่า ตลาดเทคโนโลยีในเมียนมาเริ่มขยายตัว และประชาชนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้ด้วยตนเอง”

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เกิดการรวมเศรษฐกิจและการเงินเข้าด้วยกัน โดยการใช้เทคโนโลยีผ่านโทรศัพท์มือถือจะช่วยให้มีการลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจดิจิทัลมากขึ้น และทำให้หลายบริษัท โดยเฉพาะกลุ่ม Startup เพิ่มฐานลูกค้าของตนเองได้ด้วย

อย่างไรก็ดี Ms. Khine Myat Chit กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ประชาชนบางส่วนยังขาดเรื่องทักษะและการตระหนักรู้ หลายคนนึกไม่ถึงว่าการใช้อินเทอร์เน็ตอาจกลายเป็นการเปิดโลกทั้งใบของเราให้ผู้อื่นรับรู้ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงตกเป็นเหยื่อในการถูกแสวงหาผลประโยชน์

เพื่อรับมือกับเรื่องดังกล่าว เมียนมามีการออกกฎหมายเกี่ยวกับไซเบอร์เพื่อใช้รับมืออาชญากรรมกรรมทางไซเบอร์ โดยกฎหมายนี้จะเป็น ‘กฎหมายเพื่อทุกคน’ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและการจัดการชุมชนที่ดี

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งเว็บไซต์ ‘Cyber Bay Kin’ ขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2018  เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกันในหลายองค์กร ได้แก่ บริษัท Kerlellix จากประเทศเมียนมา มหาวิทยาลัย Monash จากประเทศออสเตรเลีย และกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร (MoTC) 

“ในเว็บไซต์ Cyber Bay Kin จะมีการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เพื่อจะได้รู้เท่าทันภัยจากโลกออนไลน์ รวมทั้งใช้ช่องทาง Facebook และ Twitter เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ และยังมีการทำการ์ตูนให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจด้วย” Ms. Khine Myat Chit ปิดท้าย

 

ใช้ ‘เทคโนโลยี’ เป็นสื่อเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน

 

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน รองผู้อำนวยการองค์การรัฐมนตรีการศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าถึงความพยายามสร้างวัฒนธรรมแห่งการป้องกันในภาคการศึกษาว่า เมื่อปี 2019 มีการประชุมในกลุ่มชุมชนทางการศึกษาของอาชญากรรมทางไซเบอร์ เพื่อพูดคุยถึงวิธีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์สำหรับเยาวชน และยังได้ร่วมจัดทำอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ให้กับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน โดยมุ่งให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถต่อกรกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ 

“เราน่าจะลองถอดมาตรการต่อสู้กับโรคระบาดมาสู้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ดูบ้าง ประชาชนจะได้ตระหนักถึงอันตรายของโลกไซเบอร์ และสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมาได้”

กฤษฎ์ชัยมองว่า อาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต และภัยอันตรายจากไซเบอร์จะทำลายอะไรได้บ้าง นอกจากภัยนั้นจะเกิดขึ้นเสียก่อนแล้วเราถึงมาหาทางแก้ไขทีหลัง ซึ่งเขามองว่านั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

ปัจจุบัน มีชุมชนทางการศึกษาของอาชญากรรมทางไซเบอร์ทั้งหมด 27 ศูนย์ และมีเครือข่ายอยู่ทั่วอาเซียน ซึ่งศูนย์เหล่านี้กำลังทำงานวิจัยสร้างแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ความปลอดภัย โดยกฤษฎ์ชัยมองว่า อาชญากรรมส่งผลกระทบและมีความสำคัญกับประชาชนทุกคนในอาเซียน ซึ่งเขาเห็นว่า “อาชญากรรมไซเบอร์สามารถเปรียบได้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

“การปฏิวัติครั้งแรก เสมือนว่าคุณมีขาขึ้นมาและสามารถเดินทางไปไหนมาได้อย่างเสรี ครั้งที่สอง เสมือนว่าคุณมีมือที่สามารถหยิบจับหรือสร้างอะไรก็ได้ ครั้งที่สาม เสมือนว่าคุณมีปากที่สามารถพูด มีหูที่สามารถได้ยิน สามารถมองเห็นภาพได้กว้างขึ้น และครั้งที่สี่ เสมือนว่าเรามีสมอง เราฉลาดขึ้น  สามารถคิดและจินตนาการได้”

กฤษฎ์ชัยทิ้งท้ายว่า “ประเด็นหลักในเรื่องวัฒนธรรมการป้องกันคือ อย่าเชื่อในสิ่งที่เราได้ยินมากเกินไป แต่ให้ลองสงสัย ตั้งข้อสังเกต และตั้งคำถามดูว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ รวมถึงลองวิเคราะห์ก่อนด้วย”

 

 

อาชญากรรมทางไซเบอร์กับแผนงานด้านสิทธิมนุษยชน

 

อีกหนึ่งปัญหาที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคือ ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ยิ่งคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ๆ ตามมาง่ายขึ้นเช่นกัน เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้ามเมื่อเราพูดถึงการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) เล่าถึงความพยายามในการจัดการกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนว่า ที่ผ่านมามีการจัดประชุมกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่ประเทศเวียดนาม และได้มีการจัดการแข่งขันโต้วาทีให้กับเยาวชน และพูดถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่กำลังเป็นประเด็นในตอนนี้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสตรีด้วย

ในมุมของประเทศไทย ดร.อมราเล่าว่า ตอนนี้ไทยกำลังร่างแผนในอีก 5 ปีข้างหน้าเพื่อส่งเสริม ปกป้อง และให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผลกระทบจากอินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ และเครื่องมือทางเศรษฐกิจอื่นๆ 

“เทคโนโลยีทำให้โลกไร้พรมแดนมากขึ้น และนั่นทำให้ปัญหาอาชญากรรมสามารถข้ามพรมแดนตามไปด้วย เราจึงต้องกำกับ ดูแล และควบคุมทั้งในระดับประชาชนและท้องถิ่น ระดับรัฐ ไปจนถึงระดับสากล ทั้งนี้ การบริหารจัดการของภาครัฐก็ต้องมีความโปร่งใสและเปิดกว้างเช่นกัน”

ดร.อมราเห็นว่า อาเซียนจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมการป้องกันขึ้น เพื่อเป็นธรรมาภิบาลขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมความเป็นพลเมือง และพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เท่าเทียมกัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้

“สิ่งที่เราต้องทำมีอยู่หลักๆ สองข้อ ข้อแรกคือ ภาคประชาชนและสังคมต้องร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนให้เกิดความตระหนักถึงภัยคุกคามในโลกออนไลน์โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านการอบรมและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงให้คำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์และเว็บไซต์” 

“ประการที่สอง เราต้องพัฒนานโยบายการป้องกัน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการร้องเรียนได้ง่ายขึ้น เพื่อที่จะมีช่องทางในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นด้วย” ดร.อมราทิ้งท้าย 

 

สู้ภัยยาเสพติดด้วยไซเบอร์: ประสบการณ์จากประเทศกัมพูชา

 

นอกจากปัญหาด้านการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงที่เป็นปัญหาใหญ่ของอาชญากรรมไซเบอร์ ปัญหายาเสพติดถือเป็นอีกปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้และการป้องกันให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่อาจถูกล่อลวงเข้าสู่วังวนของการใช้ยาเสพติดได้โดยง่าย

พลตำรวจเอก Meas Vyrith เลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และผู้แทนเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านยาเสพติดอาเซียน (ASOD) อธิบายว่า ASOD เป็นตัวแทนหลักในอาเซียนเกี่ยวกับเรื่องปัญหายาเสพติด มีแผนการทำงานคือ ศึกษากลุ่มคนทำงานเพื่อติดตามความก้าวหน้าของกิจกรรมต่างๆ ที่ริเริ่มขึ้นจากองค์กรปราบปรามยาเสพติด 

“เรามีการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การป้องกันปราบปรามยาเสพติด กระตุ้นให้เยาวชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และยังให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากยาเสพติดด้วย นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เวทีสาธารณะ และแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นกัน”

Vyrith กล่าวว่า สมาชิกอาเซียนบางประเทศเริ่มให้ความรู้เรื่องยาเสพติดผ่านทางหลักสูตรการศึกษาในระดับชาติและระดับท้องถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นการป้องกันการใช้ยาเสพติด รวมถึงมีการให้คำปรึกษาแก่สาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติดด้วย โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ทำอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง ขณะที่ผู้เข้าร่วมก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยังมีการจัดเวทีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนั้น Vyrith ได้เล่าประสบการณ์การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการป้องกันจากกัมพูชาว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดจะเข้าไปส่งเสริมความตระหนักคิด และให้ความรู้เรื่องผลกระทบของยาเสพติดตั้งแต่ในระดับท้องถิ่น ผ่านการรณรงค์ จัดกิจกรรม และเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดผ่านช่องทางสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ 

“เราจะเน้นไปที่การป้องกันการค้ายาเสพติดในกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันในการใช้ยาในทางที่ผิด และยังร่วมเป็นกำลังใจให้กับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้กล้าปฏิเสธ ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการใช้และอันตรายของสารเสพติด”

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาและดำเนินโครงการในระดับท้องถิ่น สถาบันการศึกษา กลุ่มเยาวชน และกลุ่มที่มีความเสี่ยง มีการนำเสนอกิจกรรมที่ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ และการจัดระเบียบทางสังคมในการพัฒนาโครงการสำหรับสถาบันการศึกษา กลุ่มเยาวชน รวมไปถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 

“เรากำหนดและดำเนินการโดยเริ่มจากรากฐานของสถาบันต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องและใกล้ตัวมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ชุมชนท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนานโยบายทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคมเศรษฐกิจทางอาเซียน และให้ความช่วยเหลือสนับสนุนฝึกอบรมในระดับอาเซียน” Vyrith ปิดท้าย

 


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save