จักรกริช สังขมณี เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

สำหรับคอซีรีส์เกาหลี คงไม่มีใครพลาดชมละคร Crash Landing on You ที่กำลังออกอากาศทางช่อง tvN และ Netflix ในขณะนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสความนิยมในการรับชมละครดังกล่าวในเกาหลีทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งของความนิยมอาจจะมาจากนักแสดงนำอย่าง ฮยอนบิน ผู้รับบทเป็น รีจองฮยอก “สหายผู้กอง” หรือนายทหารเกาหลีเหนือผู้มี “เบ้าหน้าฟ้าประทาน” ซึ่งรับบทคู่กับนักแสดงสาว ซนเยจิน ในบทบาท ยุนเซรี เศรษฐีนีชาวเกาหลีใต้ผู้มีอุบัติเหตุทำให้เครื่องร่อนตกลงไปในพื้นที่ฝั่งเกาหลีเหนือ

นอกจากนี้ กระแสความนิยมอาจจะเกิดจากเคมีและความโรแมนติกระหว่างนักแสดงนำทั้งสอง หรืออาจจะเกิดขึ้นจากเรื่องราวต่างๆ ที่ดำเนินไปท่ามกลางฉากหลังที่น่าสนใจในเกาหลีเหนือ

 

ภาพพลวัตเกาหลีเหนือ

 

แน่นอนว่า การนำเสนอภาพของผู้คนและสังคมของเกาหลีเหนือใน “ฮันลยู” นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว แม้กระทั่งการนำเสนอภาพความรักและสัมพันธภาพข้ามพรมแดนทางการเมืองระหว่างผู้คนในเกาหลีเหนือและใต้ ก็ปรากฏให้เห็นอยู่บ้างในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่องก่อนหน้านี้[1]

อย่างไรก็ตาม ใน Crash Landing on You เราได้เห็นภาพใหม่ๆ ของผู้คนในเกาหลีเหนือมากขึ้น เมื่อเทียบกับสื่อบันเทิงอื่นๆ ของเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมไปถึงการฉายภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง รวมไปถึงความโรแมนติกของคนหนุ่มสาว ความปกติของตัวละครและความสัมพันธ์ทางสังคมในเนื้อเรื่องดังกล่าวนี้เอง ก่อให้เกิดความขุ่นเคืองใจต่อกลุ่มชาตินิยมในเกาหลีใต้อยู่ไม่น้อย ดังที่มีข่าวว่า พรรคคริสเตียนเสรี (Christian Liberal Party) แจ้งความฟ้องร้องสถานีโทรทัศน์ ในฐานที่นำเสนอภาพเกาหลีเหนือที่มีความ “ปกติสุข” และ “มีเสน่ห์” มากเกินไป การนำเสนอภาพลักษณ์ดังกล่าวถูกตีความไปว่าเป็นการยอมรับฝักใฝ่ในเกาหลีเหนือ ซึ่งขัดกับกฎหมายความมั่นคงของชาติ[2]

แม้ว่าผู้ผลิตละครจะออกตัวว่าเนื้อเรื่อง ตัวละคร และฉากต่างๆ นั้นเป็นเพียงเรื่องที่สมมุติขึ้นเพื่อความบันเทิง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใน Crash Landing on You เราได้เห็นภาพที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเกาหลีเหนือค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ พัคจีอึน ผู้เขียนบท ใช้เวลาในการค้นคว้าเก็บข้อมูลอย่างละเอียดจากหนังสือ เอกสาร และจากการสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือหลายสิบคน จากหลายหลายกลุ่มอาชีพและที่มาทางสังคม นอกจากนี้ ยังมีผู้ช่วยเขียนบทเป็นผู้ลี้ภัยจริงๆ และได้รับความช่วยเหลือในการตรวทานความถูกต้องของข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายแหล่ง[3] ภาพของเกาหลีเหนือที่นำเสนอใน Crash Landing on You จึงมีความเป็นปัจจุบัน ไม่ใช่หยุดนิ่งแช่แข็งอย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเกาหลีเหนือ

ภาพที่มีพลวัตที่ว่านี้นำเสนอออกมาทั้งในแง่ของ ตึกรามบ้านช่อง อย่างโรงแรมรยูกย็องที่มีลักษณะคล้ายปิรามิดสูงเด่นอยู่ใจกลางนครพยองยาง ร้านอาหารและห้างหรู ตลอดจนภาพของสถานที่สำคัญ อย่างอนุสาวรีย์จูเช ซึ่งคอยย้ำเตือนถึงปรัชญาของผู้นำ คิมอิลซอง ซึ่งถูกนำมาใช้ในการสร้างอุดมการณ์ให้กับพลเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงทศวรรษ 1970-1990 นอกจากนี้ยังมีภาพของ ‘ความทันสมัย’ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งอพาร์ตเมนต์ รถยนต์นำเข้า โทรศัพท์มือถือ การจ้างติวเตอร์สอนหนังสือส่วนตัว เสื้อผ้าแบรนด์เนม และอาหารจากชาติตะวันตกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางฉากหลังดังกล่าวในละคร ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมากที่สุดอันหนึ่ง ก็คือ กระแสบริโภคนิยม (consumerism) และความสัมพันธ์ในระบบตลาด (market-based relations) ที่กลายมาเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในเกาหลีเหนือในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง

 

ที่มา: tvN

 

ฉากที่ รีจองฮยอก สหายผู้กองพยายามไปเสาะแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งโดยมากแล้วเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ให้กับ ยุนเซรี หญิงสาวจากฝั่งใต้ ที่ “จังมาดัง” นั้น สะท้อนถึงภาพการเปลี่ยนแปลงที่กว้างออกไปในเกาหลีเหนือ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงเรื่องของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อวิธีคิด อุดมคติ และความสัมพันธ์ทางการเมืองของคนทั่วไป ที่ค่อยๆ ขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนสังคมเกาหลีเหนือจากภายใน[4] อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรากหญ้านี้เอง

 

ระบบเศรษฐกิจ “จังมาดัง”

 

ในเกาหลีใต้ เป็นที่รับรู้กันว่า ‘ตลาด’ เกี่ยวข้องอย่างมากกับการสร้างชาติและการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ธุรกิจ และประชาชน ในทางตรงกันข้าม ภายใต้ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือ ในเชิงทฤษฎีแล้ว ตลาดเป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรมีอยู่ นั่นก็เพราะในระบบดังกล่าวรัฐเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรการผลิต ผลผลิตที่ได้ทั้งหมดถูกระดมเข้าเป็นของรัฐ ในขณะที่ประชาชนผู้ใช้แรงงานได้รับค่าตอบแทนเป็นอาหารและการแจกจ่ายข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นตามส่วน ผ่านระบบสหกรณ์และการกระจายผลผลิตของรัฐ[5]

ค่าตอบแทนแรงงานที่ว่านี้วางอยู่บนระบบการจัดการเชิงชนชั้นที่เรียกว่า ซองบุน (성분) ซึ่งกำหนดปริมาณของอาหารและจัดสรรทรัพยากรให้แต่ละบุคคลตามคุณค่าและความจำเป็น[6] ในแง่นี้ ประชากรเกาหลีเหนือจึงมีวิถีชีวิตที่แยกขาดจากการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล การสะสมทุนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก และการบริโภคอาหารและข้าวของเครื่องใช้นั้น ก็เป็นไปตามปริมาณและรูปแบบที่รัฐจัดไว้ให้ ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว แนวคิดเรื่อง “กำไร” “วิถีการบริโภค” หรือ “การแลกเปลี่ยนในระบบตลาด” ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยในวิถีชีวิตแบบสังคมนิยมของเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม สภาวะภัยธรรมชาติและความแห้งแล้งที่เกิดอย่างรุนแรงในช่วงปี 1994-1998 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อที่รัฐตั้งอย่างไพเราะว่า “การก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก” หรือ Arduous March (고난의 행군) บวกกับความล้มเหลวของรัฐในการจัดการระบบการแจกจ่ายอาหารและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การทุ่มงบประมาณของรัฐไปกับการพัฒนาศักยภาพกองทัพและการโฆษณาชวนเชื่อ การล่มสลายของขบวนการทางการเมือง Perestroika ภายใต้ร่มสหภาพโซเวียต ตลอดจนการถูกตัดความช่วยเหลือจากนานาประเทศ ทำให้เกิดภาวะอดอยากอย่างกว้างขวางในเกาหลีเหนือ คาดการณ์กันว่ามีผู้คนล้มตายจากความหิวโหยร่วมๆ สามล้านคน[7] ในช่วงเวลาวิกฤตดังกล่าว ‘ตลาด’ ได้ค่อยๆ ผุดขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำหน้าที่แลกเปลี่ยน ‘สินค้า’ อุปโภคบริโภค ซึ่งเกิดจากการนำผลผลิตทางการเกษตรมาแลกขายในท้องถิ่น และการลักลอบนำเข้าสินค้าและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ จากประเทศเพื่อนบ้าน

ในเชิงอุดมคติ แนวคิดเศรษฐกิจแบบตลาดกับแนวคิดสังคมนิยมดูเหมือนว่าจะไปด้วยกันไม่ได้นัก ทว่า ในชีวิตจริงของผู้คน ยุทธศาสตร์การดำรงชีพมักตัดข้ามกรอบแนวคิดที่แข็งทื่อตายตัวเหล่านี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่สีเทาที่มีชีวิตอย่าง “จังมาดัง”

 

ที่มา: tvN

 

จังมาดัง (장마당) มาจากการการผสมระหว่างคำว่า ซิจัง (시장) ซึ่งแปลว่า ตลาด เข้ากับคำว่า มาดัง (마당) ซึ่งหมายถึง ลาน หรือพื้นที่ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก จังมาดัง หมายถึงตลาดที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีลักษณะคลุมเครือ ไม่เป็นสถาบันที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ และเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความเป็นท้องถิ่นสูง

ในเกาหลีเหนือ จังมาดังเริ่มเกิดขึ้นและเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ หลังสภาวะอดอยากและความล้มเหลวของรัฐในการกระจายอาหารและเครื่องใช้ในช่วง 90s ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ในช่วงเวลาที่ยากลำบากดังกล่าว ตลาดในการแลกเปลี่ยนสินค้าและเงินตราเริ่มเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะบริเวณหมู่บ้านชายแดน และขยายตัวออกไปมากขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านและเมืองในภายหลัง

สภาวะแร้นแค้นและการเติบโตของตลาดที่ยากต่อการควบคุมนี้ ส่งผลให้รัฐมีการผ่อนปรนมากขึ้นภายใต้การนำของ คิมจองอึน ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา[8] คาดการณ์ว่าในปัจจุบันมีจังมาดังกระจายตัวอยู่ในเกาหลีเหนือประมาณ 400-500 แห่ง นอกจากสินค้าและอาหารที่ผลิตได้ในท้องถิ่นแล้ว มีการลักลอบแลกเปลี่ยนสินค้าต้องห้ามนานาชนิดโดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ตั้งแต่อาหารนำเข้า อุปกรณ์การดำรงชีพ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ไปจนถึงสินค้าแฟชั่นต่างๆ

การค้าขายแลกเปลี่ยนแบบไม่เป็นทางการ และบางส่วนก็ผิดกฎหมายนี้ ก่อให้เกิดรายได้อย่างมากต่อผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีการคะเนว่ารายได้จากจังมาดังนั้นอาจจะมากถึง 80-90% ของค่าครองชีพทั้งหมด ซึ่งตกอยู่ราวๆ 172,520 วอนเกาหลีเหนือต่อเดือน (เทียบกับเงินเดือนเฉลี่ยของเจ้าหน้าที่รัฐ เท่ากับ 2,200 วอน)[9] และมีผู้คนหมุนเวียนในระบบนี้กว่า 10,000 คนในจังมาดังแต่ละแห่ง[10] จากการค้าขายในจังมาดัง ตลาดสีเทาที่ว่านี้ก่อให้เกิดการสะสมทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจและการเมือง ระหว่างรัฐกับคนกลุ่มใหม่ๆ ในเกาหลีเป็นอย่างมาก

 

โปสเตอร์โฆษณาของรัฐ ซึ่งออกมาในช่วงต้นปี 2020  “ทันสมัย ผลิตในประเทศ คุณภาพที่ดีขึ้น” -“สินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลายและมีคุณภาพมากขึ้นสำหรับผู้คน!” ที่มา: The Korean Central News Agency (KCNA)

 

ใน Crash Landing on You เราได้เห็นสหายผู้กอง ยุนเซรี และเหล่าบรรดาสหายแม่บ้านเดินเลือกซื้อสินค้าในจังมาดัง สินค้าเหล่านี้มีที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน ทั้งที่ผลิตในเกาหลีเหนือเอง และมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน รัสเซีย และเกาหลีใต้[11] นอกเหนือจากสินค้าที่เป็นวัตถุสิ่งของแล้ว จังมาดังยังครอบคลุมไปถึงสินค้าเชิงคอนเทนต์ เช่น USB, SD card, MP3 และ DVD ที่บรรจุภาพยนตร์ ละครซีรีส์ และรายการทีวีจากเกาหลีใต้

ใน Crash Landing on You มีการพูดถึงแม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “แอปจังมาดัง” ที่ซึ่ง ซอดัน หญิงสาวลูกเจ้าของธุรกิจใหญ่ในพยองยาง ใช้บริการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเกมส์ในโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะยอมรับให้จังมาดังเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ แต่ตลาดดังกล่าวก็ยังคงถูกควบคุม ทั้งจากนโยบายของรัฐบาลกลางในเรื่องของชนิดและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย และจากการตรวจตราเรียกหาสินบนจากเจ้าพนักงานในท้องถิ่น[12] แต่กระนั้น ท่ามกลางการควบคุมดังกล่าว จังมาดังก็มีส่วนสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม ตลอดจนผลิตชนชั้นและความสัมพันธ์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น นักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงนี้ ต่างก็มีความเห็นว่าจังมาดังเป็นเสมือนหน่อเชื้อสำคัญที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่เกาหลีเหนือในวงกว้าง[13]

 

ที่มา: tvN

 

จังมาดังเจเนอเรชั่น

 

ผู้คนในเกาหลีเหนือที่เติบโตขึ้นมาในช่วงหลังปลายทศวรรษ 1980 และ 1990s เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันมีอายุต่ำกว่า 35 ปี มักเป็นที่รู้จักกันในนาม “จังมาดังเจเนอเรชั่น” (장마당 세대) สำหรับคนรุ่นดังกล่าวนี้ การอยู่รอดในสังคมที่ล้มเหลวในด้านสวัสดิการจากรัฐนั้น จำเป็นอย่างมากที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ สหายผู้กองในวัยสามสิบต้นๆ และบรรดาสหายพลทหารคนอื่นๆ ในวัยยี่สิบกว่าๆ ต่างก็ถือว่าเป็นคนรุ่นจังมาดังทั้งสิ้น

คนรุ่นจังมาดังเหล่านี้เติบโตมาพร้อมกับระบบของการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดท้องถิ่น ตลอดจนการเข้าถึงสินค้าและข้อมูลข่าวสารแบบใหม่ ผ่านตลาดมืดและสินค้าผิดกฏหมายที่แฝงตัวอยู่ในซอกหลืบของจังมาดัง พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมภายนอกผ่านสื่อคอนเทนต์ที่ลักลอบนำมาขาย ต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาที่บริโภคสินค้าตามที่รัฐจัดหามาให้

คนรุ่นจังมาดังสนใจประเภท ยี่ห้อ ราคา และสรรพคุณของสินค้าที่มีให้เลือกมากกว่าหนึ่งชนิด พวกเขามีโอกาสในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการบริโภค” ที่ซึ่งความหลากหลายในจังมาดังเปิดโอกาสให้กับการเลือกซื้อจับจ่ายสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการ และสไตล์ของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ การเลือกซื้อสินค้าในจังมาดังทำให้พวกเขาเข้าใจแนวคิดใหม่ๆ ในเกาหลีเหนือ เช่น แนวคิดอุปสงค์-อุปทานตลอดจนกลไกการทำงานของระบบตลาด[14] ผู้หญิงมีบทบาทใหม่ๆ ในการเป็นผู้ประกอบการ การหมุนเวียนของเงินตราก่อให้เกิดระบบการกู้ยืมเงิน เกิดชนชั้นกลางแบบใหม่ที่เรียกว่า “ทนจู” (돈주) ซึ่งเติบโตมาจากนายทุนผู้ปล่อยเงินกู้หรือผู้ที่ร่ำรวยขึ้นมาจากลงทุนในระบบตลาด[15] ครอบครัวของซอดันเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของชนชั้นทนจูที่ว่านี้ คนชนชั้นใหม่เหล่านี้กลายมาเป็นชนชั้นที่มีอำนาจมากขึ้นในสังคม อันเป็นผลมาจากอำนาจเงินตราที่เขาครอบครองนั่นเอง

มีบางคนคาดการณ์ว่า จังมาดังจะเป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ทำให้เกาหลีเหนือเปิดประเทศมากขึ้นในทางสังคมและเศรษฐกิจ[16] แต่ก็มีผู้สังเกตการณ์จำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่า การขยายตัวของจังมาดังนั้นไม่ได้ทำให้ความนิยมผู้นำของพวกเขาลดน้อยลงไปแต่อย่างใด[17]

 

ชนชั้น “ทนจู” และ คนรุ่น “จังมาดัง” ที่มา: tvN

 

ภาพยนตร์สารคดี จังมาดังเซแด (장마당 세대 – The Jangmadang Generation) ซึ่งจัดทำโดย Liberty in North Korea องค์กรประชาสังคมที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือ ออกเผยแพร่ในช่วงต้นปี 2017 เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่ฉายภาพให้เห็นถึงชีวิต วิธีคิด และการดิ้นรนต่อสู้ของคนรุ่นจังมาดังทั้งจากเรื่องเล่าของเหล่าบรรดาผู้ลี้ภัยเอง และจากภาพวิดีโอที่ลักลอบถ่ายในเกาหลีเหนือจริงๆ สำหรับผู้สนใจ สามารถชมภาพยนตร์ จังมาดังเซแด หรือ The Jangmadang Generation ได้ที่ https://www.nkmillennials.com/

ใน Crash Landing on You ยุนเซรีและสหายคนอื่นๆ ได้มีการพูดถึงการรวมชาติเกาหลีหลายครั้ง นี่เป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นซึ่งผมไม่มีเวลาและพื้นที่ที่จะเขียนถึงในคอลัมน์นี้ได้ อย่างไรก็ตาม หากการรวมชาติจะเกิดขึ้น การเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตผ่านปฏิบัติการในชีวิตประจำวันเหล่านี้ จะทำให้การเปลี่ยนผ่านในช่วงของการรวมชาติเป็นไปได้ด้วยความเข้าอกเข้าใจ และเคารพในความแตกต่างของที่มาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมากขึ้น เพราะแม้ว่าจะมีภูมิหลังที่แตกต่างกันมากแค่ไหน แต่สิ่งที่มนุษย์ชาติพันธ์ุทั้งหลายมีเหมือนกัน ก็คือความพยายามดิ้นรนในการปรับตัวเพื่อมีชีวิตรอดนั่นเอง

 

อ้างอิง

[1] Cinema Escapist, “10 South Korean Dramas That Feature North Korea”, 8 February 2018.

[2] Korea Times, “Drama ‘Crash Landing on You’ accused of glamorizing North Korea”, 23 January 2020.

[3]Translation of an interview with writer Park Ji Eun of #CrashLandingOnYou

[4] Lerner, Mitchell. 2015. “Market, Movies, and Media: The Growing Soft Power Threat to North Korea” The Journal of East Asian affairs, 29(1): 41-70.

[5] Choe, Sang. 2015.  “The New Market of North Korea: Jangmadang” American Journal of Management 15(4).

[6] Lee, Sang-soo. 2018. “Evolution of Jangmadang and Marketization in North Korea: Focus on recalibrating South Korea’s Economic Policy Towards the Democratic People’s Republic of Korea” The Korean Journal of Security Affairs, 23(1): 42-62. และดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบซองบุนในปัจจุบันที่แบ่งย่อยมากขึ้นออกเป็น 5 วรรณะ ที่ Tertitskiy, Fyodor. “Songbun and the five castes of North Korea” NK News, 26 February 2015.

[7] The Perspective, “Jangmandang reveals the naked truth about Kim Jong-Un”, 25 April 2017.

[8] Asia Times, “A stable North Korea welcomes economic growth”, 9 January 2020.

[9] Jeppesen, Travis. “Shopping in Pyongyang, and Other Adventures in North Korean Capitalism”, New York Times, 14 February 2019.

[10] Choe, Sang. 2015.  “The New Market of North Korea: Jangmadang” American Journal of Management 15(4).

[11] Joo, Hyung Min. 2010. “Visualizing the Invisible Hands: The Shadow Economy in North Korea” Economy and Society 39(1): 110-145.

[12] Choi, Song Min. “Fringe market activities take a hit ahead of party Foundation Day”, 17 September 2015.

[13] Baek, Jieun. 2016. North Korea’s Hidden Revolution: How the Information Underground is Transforming a Closed Society. New Haven: Yale University Press. และ Daily NK, “‘Jangmadang Generation’ at the core of change in NK”, 6 July 2015.

[14] Chae, Kyung-hee. 2019. “A Comparative Study on the Characteristics of Jangmadang Generation’s Consciousness in North Korea” Journal of Korea Academia-Industrial Cooperation Society, 20(1): 313-322.

[15] Pullen, Matthew. 2017. A Nascent Middle Class in North Korea: The Origin of Donju and their relationship with the state. MA Thesis, Seoul national University. และดูเพิ่มเติม Daily NK, “As factories rent out space, donju move in and set up shop”, 2 November 2015.

[16] Jeppesen, Travis. “Shopping in Pyongyang, and Other Adventures in North Korean Capitalism”, New York Times, 14 February 2019.

[17] Park, Eun A. “Does the Birth of the Jangmadang Generation Foreshadow the End of the North Korean Regime?”, North Korean Review Online , 1 August 2016.

Author

Jakkrit Sangkhamanee

จักรกริช สังขมณี - ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย