อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

สำนวนไทยเรียกว่า ผีซ้ำด้ำพลอย เพราะเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์ระทึก สะเทือนขวัญประชาชนคนทั้งประเทศ กรณีจ่าสิบเอกทหารบกคลุ้มคลั่ง คับแค้นใจที่ถูกเจ้านายคดโกงแล้วใช้อำนาจข่มเหง บุกยิงพันเอก ผู้บังคับบัญชาเสียชีวิตพร้อมกับแม่ยาย คาบ้านพักในตัวเมืองนครราชสีมา จากนั้นได้หลบหนีกลับค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ยิงเพื่อนทหารบาดเจ็บ-เสียชีวิต ชิงปืนเล็กยาว เอชเค-33 ปืนกล เอ็ม60 และเครื่องกระสุนในคลัง ยึดรถฮัมวี่ขับย้อนเข้าตัวเมืองอีกครั้ง ใช้อาวุธสงครามกราดยิงผู้คนตลอดทาง แล้วไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 ยิงใส่ทุกชีวิตที่พบเห็น มีการต่อสู้ปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นระยะ ก่อนจะถูกวิสามัญฆาตกรรมในวันรุ่งขึ้น

นอกเหนือไปจากการสังหารหมู่ ล้อมปราบประชาชนกลางเมือง ครั้งนี้ถือเป็นเหตุกราดยิงฝูงชนครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยที่มิได้มีเหตุผลทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง

กว่าสรรพกำลังทั้งตำรวจ-ทหารนับร้อย หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ทั้งหนุมาน กองปราบ, อรินทราช 26 บช.น., นเรศวร 261 ตชด. และคอมมานโดมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904  จะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ก็ใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมงเศษ มีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือนถึง 30 ศพรวมผู้ก่อเหตุ และบาดเจ็บอีก 57 คน

เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ระบบทหาร ความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ในกองทัพบกอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งการทำเอ็มโอยู แถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจของกองทัพบก เพื่อให้การใช้ที่ราชพัสดุของกองทัพบก (ที่ดิน อาคารและสิ่งปลูกสร้าง) เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องระหว่างกองทัพบก และกระทรวงการคลัง

มีการพูดถึงสนามกอล์ฟ สนามมวย สถานพักฟื้นและพักผ่อน ขณะที่ผู้คนเคลือบแคลงข้องใจระบบทหารในเชิงโครงสร้างอำนาจ ตลอดจนผลประโยชน์มหาศาลในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แต่ละครั้ง รายได้จากสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุกองทัพบก

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก การจัดชกมวยรายการ ‘แชมเปี้ยนเกียรติเพชร’ ของสนามมวยเวทีลุมพินี กิจการในกองทัพบก เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้สถานการณ์โควิด-19 ของประเทศเข้าสู่วิกฤต โดยเชื่อว่าเซียนมวยคนหนึ่งเป็น super spreader นำเชื้อมาแพร่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมติดโรคไปตามๆ กัน และเป็นพาหะนำไปแพร่ต่อ จนลุกลามขยายตัวออกไปในวงกว้างทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

ตัวเลขผู้ป่วยก้าวกระโดดจากหลักสิบไปสู่ร้อยและหลักพัน จนกระทั่งต้องประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548  เพื่อควบคุมสถานการณ์ มีการออกคำสั่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน กระทบการใช้ชีวิต ปากท้อง ความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งประเทศ สร้างความลำบากยากแค้นเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการฝ่าฝืนข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องได้มีหนังสือแจ้งเวียนให้ทุกส่วนราชการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยแท้ แต่กองทัพบกกลับมิได้นำพา

ความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง นอกจากจะมีผู้เจ็บป่วย เสียชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมอย่างมหาศาล เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์กราดยิงโคราช ที่มีนายพลเจ้าน้ำตา ร้องไห้เป็นเผาเต่า

แต่ก็แปลกที่คราวนี้กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากนายพลคนใดให้เห็นแม้สักหยด

ไม่รู้เหมือนกันว่าผลประโยชน์หรืออะไรไปทำให้ต่อมน้ำตาอุดตัน และกว่าจะออกคำสั่งย้ายนายสนามมวยเวทีลุมพิธีพ้นจากตำแหน่งเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนได้ก็ล่วงเลยผ่านไปเป็นสัปดาห์ท่ามกลางกระแสเรียกร้องต้องการเห็นความรับผิดชอบจากกองทัพบก

กรณีของโควิด-19 รัฐบาลตัวแทนระบอบปกครองกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิ์ ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคมาตั้งแต่ต้น เนื่องด้วยโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

เช่นเดียวกับหลายประเทศที่จำต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนในยามที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างหนัก การส่งออกติดลบไปตามๆ กันจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

หรืออาจจะยิ่งไปกว่าชาติอื่น สำหรับประเทศไทยซึ่งระบบเศรษฐกิจมีปัญหาต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี อาศัยรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหล่อเลี้ยงเป็นหลัก โดยเฉพาะชาวจีน รวมทั้งยังมีประเด็นอันเกี่ยวกับนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ไม่ง่ายเลยที่รัฐบาลจะตัดสินใจดำเนินการใดๆ ลงไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารหรือพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งก็ตามที

ขณะที่โลกเริ่มตระหนกถึงอันตรายของโควิด-19 เมื่อสถานการณ์ในประเทศจีนเลวร้ายลงเรื่อยๆ มีรายงานการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ปรากฏผู้เสียชีวิตทั้งที่เป็นพลเรือนและแพทย์ จนต้องประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินทางสาธาณสุขเข้มข้นขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งถึงขั้นปิดเมืองในที่สุด

วันที่ 13 มกราคม ไทยก็กลายเป็นชาติแรกในโลกที่พบผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีน เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปีที่มาจากนครอู่ฮั่น เมืองซึ่งเป็นต้นตอของโรค และทยอยพบผู้ติดเชื้อชาวจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งถึงวันที่ 31 มกราคม จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 19 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนขับแท็กซี่ชาวไทยคนแรกที่ไม่มีประวัติเคยเดินทางไปจีนมาก่อนเลย

เมื่อโรคแพร่ระบาดออกไปยังประเทศเอเชียและตะวันตก หลายชาติได้ออกมาตรการห้ามนักเดินทางจากจีนเข้าประเทศ ขณะที่รัฐบาลไทยยังคงปล่อยให้ระบบสาธารณสุข บุคคลากรทางการแพทย์ทำงานกันไป ราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว กระทั่งวันที่ 28 มกราคม จึงมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 23/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ และเริ่มทำการคัดกรองนักท่องเที่ยวชาวจีนทุกคน

ต้นเดือนกุมภาพันธ์มีรายงานนักท่องเที่ยวไทยติดเชื้อจากต่างประเทศกลับมาเป็นครั้งแรก เป็นคู่ตายายกลับจากท่องเที่ยวญี่ปุ่นและได้แพร่เชื้อไปติดหลานด้วย โดยจนถึงสิ้นเดือนยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 42 ราย ทั้งหมดเป็นคนต่างชาติและคนไทยที่มีประวัติสัมผัสคนต่างชาติหรือกลับมาจากต่างประเทศ

วันที่ 1 มีนาคม มีการรายงานพบผู้เสียชีวิตรายแรกของประเทศ เป็นชายไทยอายุ 35 ปี และกลางเดือนผลพวงจากสนามมวยเวทีลุมพินี จะปรากฏเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์โควิด-19 ในไทย เมื่อเชื้อระบาดออกไปในวงกว้างทั่วประเทศ

ทั้งๆ ที่ โควิด-19 เป็นภัยพิบัติระดับโลก แต่รัฐบาลยังคงมะงุมมะงาหรา ง่วนอยู่กับการแต่งตั้งกรรมการ โดยวันที่ 4 มีนาคม ได้มี คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 72/2563 แต่งตั้งศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 76/2563 ลงวันที่ 12 มีนาคม เรื่อง จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) หรือศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นในทำเนียบรัฐบาล

ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ บ้างว่ารัฐบาลมุ่งตั้งรับมากกว่าที่จะทำงานในเชิงรุก นักการเมืองฝ่ายค้านบางคนเรียกร้องต้องการให้ใช้มาตรการที่เด็ดขาด ‘เจ็บแต่จบ’ บ้างก็ตำหนิติติงว่ารัฐบาลไม่ค่อยดูดำดูแดงคนไทยที่ติดค้างอยู่ในต่างประเทศ บ้างว่าบางคนเหมาะแก่การขับเครื่องบินรับ-ส่งอวัยวะให้กับผู้ป่วยมากกว่าที่จะมาบริหารกระทรวงแพทย์

รัฐบาลเตรียมออกมาตรการสิ้นคิด แจกเงินประชาชนเพื่อบรรเทาผล กระทบ แต่ก็มีคนออกมาคัดค้านจนต้องระงับไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาผลักดันดำเนินการได้อีกครั้งภายหลังการแจกเงินกลายเป็นมาตรการที่ใช้กันในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งประสบกับปัญหาวิกฤตโควิด-19  ถึงขนาดญี่ปุ่นพิจารณาที่จะอุดหนุนไปถึงกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศเลยทีเดียว

เกิดข้อถกเถียงในเรื่องของเสรีภาพ เศรษฐกิจ ปากท้องกับสุขภาพ ความตาย ประโยชน์สาธารณะกับประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ

ถึงแม้ว่าแพทย์หรือหมอ และบุคลากรทางด้านสาธารณสุขดูจะเป็นวิชาชีพเดียวที่หลงเหลืออยู่ให้ผู้คนไว้เนื้อเชื่อใจได้ ยังค่อนข้างปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง ระบบสาธารณสุขของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับอยู่ในลำดับที่ 6 ของโลก แต่สิ่งที่ผู้คนไม่เชื่อมั่นศรัทธา ไม่ไว้วางใจกลับเป็นความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต

เพราะไม่ทันเข้าสู่จุดวิกฤต ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ก็ขาดตลาด หายไปจากร้านค้า แต่กลับมีข่าวการกักตุนส่งออกต่างประเทศ มีการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตในราคาที่สูงลิ่ว เซ็งลี้กันราวกับตลาดมืดในภาวะสงคราม

ตามมาด้วยไข่ไก่ขาดหายไปจากตลาดโดยสาวไม่ถึงต้นตอตัวการ จับได้แต่รายย่อย

ความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อฝ่ายการเมือง วันดีคืนดีจึงปรากฏภาพคณาจารย์แพทย์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย เข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีกลางทำเนียบรัฐบาลออกมาเผยแพร่ พร้อมรายงานข่าวถึงมาตรการการจัดการปัญหาที่มีความเข้มข้น จริงจัง

นำมาสู่การออกคำสั่งปิดสถานที่ ข้อห้าม ข้อจำกัดตามมามากมายเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค มีการรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากากและรักษาระยะห่าง หรือ social distancing และตามมาด้วยประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ดังเป็นที่ทราบกัน

ก่อนจะมีการโอนอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ประกาศเคอร์ฟิว ปิดพื้นที่ ห้ามเที่ยวบินเข้าออก ฯลฯ สำคัญที่สุดคือการแสดงให้ประชาชนเห็นว่าแพทย์ พยาบาลและบุคลากรในระบบสาธารณสุขเป็นหลักในการจัดการปัญหาโควิด-19

ปฏิบัติการภายใต้ความร่วมมือของประชาชนในระดับหนึ่ง ประสบผลเป็นที่น่าพอใจตามสภาพการณ์ความเป็นจริง อย่างน้อยก็ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิมดังที่บางคนคาดการณ์ หรือบางฝ่ายก็อาจจะแช่งเอาไว้ ทำให้พอจะเริ่มเห็นแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์

แพทย์ พยาบาล ตลอดจนบุคลากรในระบบสาธารณสุข ได้รับเสียงชื่นชม ยกย่องให้เป็นวีรชน นักรบในการทำสงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็นตัว

ประสบการณ์ครั้งสำคัญนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาติ บ้านเมืองอย่างยิ่ง หากทุกคนได้ทำความเข้าใจไปถึงระบบโครงสร้างของประเทศ ภาระหน้าที่ ความสำคัญของแต่ละฝ่าย แต่ละคน แต่ละภาคส่วนของสังคม ที่ประกอบขึ้นเป็นรัฐ เป็นชาติ และเปลี่ยนแปลงความคิดเลิกผูกขาดทุกอย่างขึ้นอยู่กับกองทัพหรือทหาร

จะร่วมแรงร่วมใจทำงานเหมือนฝ่ายอื่นๆ ไม่ได้หรืออย่างไร สวมชุดป้องกันราวกับมนุษย์อวกาศออกไปฆ่าเชื้อโรค ทำความสะอาดถนนเวลาดึกดื่นสองสามวัน ก็ต้องโปรปะกันดา บรรยายให้เป็นที่คลื่นเหียนว่า “ในยามที่ผู้คนหลับไหล…”  ไม่เกรงอกเกรงใจเลยว่าแพทย์ พยาบาล บุคลากรในระบบสาธารณสุขเขาทำงานกันตลอด 24 ชม.โดยไม่มีวันหยุด วันกีฬาเหมือนบางอาชีพ

ตลกร้ายถ่ายรูปถ่ายคลิปออกมาเผยแพร่ให้เป็นที่เอิกเกริกป่าวประกาศว่าตัวเองปิดทองหลังพระเสียด้วย

เลิกเถอะ กับความคิดเอะอะอะไรก็ทหาร ที่นอกจากจะทำให้ระบอบปกครองกึ่งเผด็จการโดยกองทัพกึ่งสมบูรณาญาสิทธิ์ดำรงอยู่ กดทับอุดมการณ์ประชาธิปไตยมิให้ผุดมิให้เกิดแล้ว ยังเป็นต้นตอตัวการทำให้ปัญหาของประเทศชาติ ประชาชนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

ไฟป่าภาคเหนือที่แก้ไม่ได้ไม่ใช่เพราะเอาแต่หวังพึ่ง ยืมจมูกกองทัพหายใจกันหรอกหรือ น้ำท่วม-น้ำแล้งก็สั่งทหารออกมาช่วยแล้วนำไปกล่าวอ้างเป็นคำตอบว่าทหารมีไว้ทำอะไร แต่เคยหรือที่ปรากฏว่าจะสามารถจัดการปัญหาได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

ที่น่าสนใจภายหลังวิกฤติโควิด-19 ผ่านพ้นไป ท่ามกลางความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าโลกและประเทศไทยคงเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปนั้น โครงสร้างที่เป็นอยู่ของประเทศซึ่งเสื่อมโทรม เหลื่อมล้ำ ล้าสมัยตกยุค จะยังสามารถตอบสนองสร้างความพึงพอใจให้กับชาวบ้านราษฎรส่วนใหญ่ที่ต้องประสบกับความลำบากยากแค้นได้อย่างไร

ระยะห่างในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมากมายโดยยากจะปฏิเสธได้

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่