fbpx

โควิด-19 กำลังจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น?

เชื่อว่าคงมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังงุนงงสับสนว่า เมื่อดูจากจำนวนผู้ป่วยเป็นโควิด-19 และผู้เสียชีวิต เหมือนกับช่วงนี้จะมียอดผู้ติดเชื้อ ‘พีค’ ไม่แพ้คลื่นการระบาดระลอกอื่นๆ ก่อนหน้านี้ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ‘อย่างเป็นทางการ’ มากกว่า 20,000 คน บางวันมากกว่า 25,000 คนด้วยซ้ำไป ซึ่งนับเฉพาะตรวจด้วยวิธี RT-PCR ถ้าหากนับจากการตรวจด้วยชุด ATK ด้วยตนเองรวมเข้าไปด้วยก็มากขึ้นเป็นอีกเท่าตัวทีเดียว 

การปรับเปลี่ยนให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (endemic disease) อาจจะทำให้ลดระดับการรับมือลงไปหรือไม่? และสิทธิของผู้ป่วยจะลดน้อยลงหรือไม่? ซึ่งไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ก็ถือเป็นข้อกังวลใจสำหรับคนไทยจำนวนมากอยู่ดี 

ลองมาดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องในแง่มุมต่างๆ ว่า มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่เฟสของการมีโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นตามที่ทางการต้องการให้เป็น 

มีรายงาน [1] ที่ออกมาในวันที่ 25 มกราคมว่า คุณฮันส์ คลูก (Hans Kluge) ที่เป็นผู้อำนวยการ WHO ภูมิภาคยุโรป ให้สัมภาษณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ยุโรปกำลังมุ่งหน้าไปสู่การสิ้นสุดของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 หลังจากการระบาดอย่างหนักของสายพันธุ์โอมิครอน 

โดยคาดหมายว่าถึงตอนสิ้นเดือนมีนาคม น่าจะมีชาวยุโรปที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคแล้วราว 60% ซึ่งอาจมาจากการฉีดวัคซีนและจากการที่ติดเชื้อ แม้ว่าช่วงปลายปีอาจกลับมาระบาดได้อีก แต่จะไม่มีลักษณะแบบการระบาดใหญ่ชนิดที่เรียกว่า pandemic อีกต่อไป  

ทั้งนี้มีข้อแม้สำคัญข้อหนึ่งคือ ต้องไม่มี ‘สายพันธุ์ใหม่’ ที่โผล่ขึ้นมาระบาดแทนโอมิครอน

แต่ตัวผู้อำนวยการ WHO คือ เทโดรส อัดฮานอม เกรบรีเอซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) กลับเห็นไปอีกทาง เขากล่าวในการแถลงข่าววันที่ 24 มกราคม และรายงานในแหล่งข่าวเดียวกันว่า “ยังเป็นเรื่องอันตรายที่จะตั้งสมมติฐานว่า โอมิครอนจะเป็นสายพันธุ์สุดท้าย หรือบอกว่ากำลังจะสิ้นสุดการระบาดแล้ว […] ในทางตรงกันข้าม สภาวะต่างๆ ทั่วโลกดูจะเอื้อให้มีสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก”

สุดท้าย เขาสรุปว่าเรื่องที่มีความเป็นไปได้มากกว่าก็คือ เมื่อถึงสิ้นปีเราอาจจะหยุดเฟสของการระบาดอย่างรวดเร็วฉับพลันไปทั่วโลก และหยุดภาวะฉุกเฉินของโควิด-19 ในฐานะภัยคุกคามต่อสุขภาพของชาวโลกได้

สรุปรายงานพิเศษของสำนักข่าวอัลจาซีรา [2] ที่เผยแพร่วันที่ 24 มกราคม 2022 อ้างอิงการประเมินของ WHO ว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะจัดให้โรคจากโคโรนาไวรัสเป็นโรคประจำถิ่น เนื่องจากยังมีอีกหลายภูมิภาคทั่วโลกที่มีการติดเชื้อในระดับสูงมาก”  

กล่าวโดยสรุปก็คือ การต่อสู้กับสายพันธุ์โอมิครอนจะเป็นศึกยกสุดท้ายหรือไม่ ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก และไม่แน่ว่าแต่ละภูมิภาคอาจจะยุติสงครามใหญ่กับเชื้อโคโรนาไวรัสนี้ได้ไม่พร้อมกัน จากความพร้อมเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับประชากรของประเทศตนเองและจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากน้อยแตกต่างกัน

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ มีรายงานชัดเจนว่าผู้ป่วยเป็นโควิด-19 แล้วก็มีโอกาสติดเชื้อซ้ำและป่วยซ้ำได้เช่นกัน

กลับมาที่คำว่า ‘โรคประจำถิ่น’ อีกที 

โรคแต่ละโรคต้องมีลักษณะเช่นใด ถึงจะถือเป็นโรคประจำถิ่น? 

หากดูโรคประจำถิ่นสำคัญตัวท็อปๆ อย่างไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย วัณโรค หรืออหิวาตกโรค จะเห็นว่าลักษณะที่ตรงกันคือ ต้องเป็นโรคที่พบได้เสมอๆ ในภูมิภาคหรือประเทศนั้น แต่มักไม่ได้พบทั่วทั้งโลก และอีกลักษณะสำคัญก็คือ มักจะมี ‘รูปแบบการแพร่กระจายที่จำเพาะ’ ซึ่งพอจะทำนายบางอย่างเกี่ยวกับโรคนั้นๆ ได้ เช่น มาลาเรียกับอหิวาตกโรคจะมีความชุกของโรคเพิ่มขึ้นในฤดูฝน ฯลฯ 

เมื่อพิจารณาว่าการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนขณะนี้ ‘ไม่อาจทำนายได้อย่างแม่นยำ’ การจะจัดให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นจึงเป็นเรื่องที่ยังดูขัดๆ กันอยู่ และการที่มนุษยชาติไม่เคยเจอโรคระบาดใหญ่ระดับ pandemic ที่ระบาดไปกว้างขวางทั่วโลกมานานเป็น 100 ปี เราจึงมีแต่คู่มือ WHO ที่ใช้ระบุเฟสต่างๆ ของโรคที่อาจจะกลายเป็น pandemic เช่น มี 6 เฟส เริ่มจากเฟส 1 ที่มีความเสี่ยงกับมนุษย์ต่ำ ไปจนถึงเฟส 4 ที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ติดเชื้อจากคนสู่คนได้ และเฟส 6 ที่เป็น pandemic เต็มรูปแบบ โดยมีการติดเชื้อจากคนสู่คนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

แต่กลับไม่มีคู่มือที่ระบุไว้ว่า การจะเปลี่ยนจาก pandemic ลดรูปเหลือแค่เป็นโรคประจำถิ่นหรือ endemic นั้นจะมีต้องขั้นตอนที่ใช้ในการจำแนกอย่างไร?

คำถามจึงมีอยู่ว่า จะใช้ ‘เกณฑ์’ อะไรมากำหนดว่า ไม่ต้องกังวลใจกับโรคนั้นมากมายนัก เพราะมันได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว เราอาจจะเสี่ยงป่วยจากโรคนั้น แต่คนส่วนใหญ่จะไม่เสียชีวิตจากโรคนั้น  

มีรายงานข่าวจาก Thai PBS World [3] ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเกณฑ์ที่จะใช้ปรับให้โควิด-19 ในประเทศไทยกลายเป็นโรคประจำถิ่นดังนี้คือ (1) ต้องมีการติดเชื้อรายใหม่น้อยกว่า 10,000 รายต่อวัน (2) ต้องมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 0.1%  (3) ต้องมีผู้ป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่า 10% ของจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อ (4) ต้องมีผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยหนัก ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 2 โดสขึ้นไป และ (5) ประชากรทั่วไปต้องมีภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอ 

หากดูจากสถิติผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศจากฐานข้อมูลของ Google ที่อัปเดตรายวัน [4] ก็จะเห็นข้อมูลว่า ณ วันที่เขียนบทความนี้ (5 เมษายน) ยังมี (1) ผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ราว 21,000 คนต่อวัน ซึ่งมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้เท่าตัว  

ขณะที่ (2) อัตราการเสียชีวิตแบบสะสมอยู่ที่ 0.69% แต่อัตราการเสียชีวิตขณะช่วงเวลานั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เช่น รายวันของ ศบค. วันที่ 5 เมษายน [5] มีผู้ติดเชื้อใหม่ 21,088 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 91 คน คิดเป็น 0.43% จึงสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ 4 เท่า 

ส่วนเกณฑ์ข้อที่ (3) นั้น ในวันที่ 5 เมษายน มีผู้ป่วยใหม่ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลคิดเป็น 8.8% (คิดจาก 1,862/21,088) ครั้นมาดูที่ข้อ (4) สถิติจากกูเกิลระบุว่า ณ วันที่ 3 เม.ย. มีประชากรไทยฉีด 1 โดส ‘เป็นอย่างน้อย’ รวม 79.6% ขณะที่ฉีดครบ 2 โดสแล้ว 72.0% และได้รับเข็มบูสเตอร์แล้ว 34.3% 

สำหรับเรื่องจำนวนเข็มมีข้อสังเกตคือ มีรายงานวิจัยหลายฉบับระบุว่า การฉีดแค่ครบโดส 2 เข็มแล้วทิ้งช่วงนาน เช่น มากกว่า 6 เดือนมีส่วนช่วยน้อย โดยเฉพาะหากวัคซีนที่ได้รับเป็นวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันน้อย เช่น วัคซีนเชื้อตาย และจำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นที่ 3 (หรือเข็มที่ 4 ด้วย) ซึ่งแนะนำให้ฉีดวัคซีน mRNA ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ  

น่าเสียดายว่าในแหล่งสถิติที่ระบุไว้ ไม่มีรายละเอียดจำแนกลงไปว่า เป็นผู้มีความเสี่ยงสูงมากน้อยเท่าใด จึงไม่อาจสรุปตัวเลขในข้อนี้ได้อย่างแน่ชัด 

สำหรับเกณฑ์สุดท้ายข้อ (5) ที่ระบุว่า ประชากรทั่วไปต้องมีภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอนั้น มีความกำกวมอยู่มากว่า ต้องคิดที่กี่เปอร์เซ็นต์จึงจะถือว่า ‘มีภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอ’ ?  

โดยสรุปคือ หากใช้ตัวเลข ‘อย่างเป็นทางการ’ แล้ว มีแค่เพียงเกณฑ์ข้อ (3) เท่านั้นที่ทำได้ ส่วนข้อ (1) และ (2) ยังดูจะยังห่างไกลจากเป้าหมายอยู่มาก ขณะที่เกณฑ์ข้อ (4) เมื่อดูจากเงื่อนเวลาแล้ว การฉีดเพียงครบ 2 โดสอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะภูมิที่ได้จะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป การตั้งเป้าเพียง 2 เข็มจึงดูจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ 

แต่หากดูจากที่ได้เข็มบูสเตอร์แล้ว ก็ยังถือว่ามีสัดส่วนการฉีดอยู่ต่ำกว่าที่ควรมาก (ควรฉีดในกลุ่มประชากรส่วนใหญ่)   

ข้อมูลทั้งหมดจึงชี้ไปในทางว่า โอกาสที่จะทำได้ตามเกณฑ์ที่ประกาศไว้ และถือว่าโควิด-19 ได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว ยังอยู่ห่างไกลอยู่ไม่น้อย หากจะมองในระยะไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคงต้องมาประเมินสถานการณ์กันใหม่หลังเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรครั้งใหญ่กลับไปยังภูมิภาคต่างๆ     

คงต้องคอยดูกันต่อไปว่า จะมีการ ‘ปรับเกณฑ์’ เพื่อให้ประกาศโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นเร็วขึ้นหรือไม่     


เอกสารอ้างอิง

[1] BMJ 2022;376:o205. http://dx.doi.org/10.1136/bmj.o205

[2] https://www.aljazeera.com/news/2022/1/24/covid-infographic-endemic-vs-pandemic-diseases 

[3] https://www.thaipbsworld.com/criteria-approved-for-declaration-of-covid-19-as-an-endemic-disease-in-thailand/ 

[4] https://www.google.com/search?q=covid+statistics+thailand&rlz=1C1GCEU_enTH849TH849&oq=co&aqs=chrome.1.69i60j69i59j69i57j69i60l3j69i65l2.2912j0j7&sourceid=chrome&ie=UTF-8#bsht=CgRmYnNtEgIIBA 

[5] https://www.facebook.com/informationcovid19/photos/a.106455480972785/535713391380323 

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save