fbpx

ราคาที่ต้องจ่ายในการปิดโรงเรียน

ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล เรื่อง

ธนภรณ์ สร้อยภู่ระย้า ภาพ

 

 

ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการปิดโรงเรียน หากคิดออกมาเป็นจำนวนเงินแล้วจะแพงขนาดไหน?

 

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงจนหลายประเทศเริ่มคลายการปิดเมือง และกลับมาเปิดรั้วโรงเรียนต้อนรับนักเรียนได้อีกครั้ง แต่การศึกษาที่ห่างหายไปจะยังคงเป็นวิกฤตระยะยาว ส่งผลกระทบต่อนักเรียนผู้ซึ่งจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

ความรู้ที่หล่นหายไประหว่างทางนั้น ไม่เพียงแต่ถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (ซึ่งเกิดจากทั้งคุณภาพการศึกษา และความสามารถในการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ที่ต่างกัน ระหว่างเด็กจากครอบครัวมีฐานะและเด็กจากครอบครัวยากจน) ให้กว้างขึ้น ตอกย้ำวิกฤตการศึกษาให้ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งความไม่เท่าเทียม แต่ยังปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดโอกาสที่เด็กนักเรียนเหล่านี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน อย่างที่ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นแล้วกับเด็กนักเรียนที่ต้องหยุดเรียนจากการที่ประเทศกลายเป็นสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผลกระทบจากการขาดเรียนยังคงทำให้รายได้ของผู้ใหญ่ที่เติบโตท่ามกลางสงครามโลกขาดหายไปใน 40 ปีต่อมา

นี่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กจำนวนเพียงหยิบมือจะต้องเผชิญ เมื่อโรงเรียนและมหาวิทยาลัยใน 192 ประเทศทั่วโลกจำต้องปิดลงชั่วคราว ความรู้ในวันนี้หายไปพร้อมกับรายได้มหาศาลในอนาคต

บทความจาก World Bank Blog ได้เสนอภาพจำลองแนวโน้มความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คนรุ่นต่อไปจะต้องแบกรับคร่าวๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้โลกมองไปข้างหน้าว่าจะลดราคาแสนแพงที่ต้องจ่ายหลังปิดโรงเรียน และบรรเทาพิษเศรษฐกิจที่จะตามมาได้อย่างไร

หากตั้งสมมติฐานว่า ทุกปีที่เด็กได้เรียนหนังสือเพิ่มจะเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น 10% ในแต่ละปีที่ทำงาน ถ้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปิดเป็นเวลา 4 เดือน เด็กนักเรียนจะเสียรายได้ลง 2.5% ต่อปีตลอดอายุการทำงาน

และถ้าหากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

เด็กนักเรียนกว่า 76 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ที่จะได้รับเงินเดือนเฉลี่ย 53,490 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีตลอด 45 ปีที่ต้องทำงาน กลับจะต้องเสียรายได้ 1,337 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือเมื่อคิดเทียบเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน (โดยใช้อัตราคิดลด 3% เพื่อปรับมูลค่าของเงินในอนาคตให้ใกล้เคียงปัจจุบัน) จะเท่ากับว่ารายได้ของนักเรียนแต่ละคนจะหายไปถึง 33,464 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เงินที่หายไปไม่ใช่จำนวนมากนัก ถ้าคิดว่าเงินจำนวนนี้คือเงินที่คนหนุ่มสาวแต่ละคนต้องสละไปเพื่อรับมือกับไวรัส

แต่ถ้าทั้งประเทศต้องปิดเรียน 4 เดือน รายได้ในอนาคตของนักเรียนทุกคนในสหรัฐฯ รวมกันจะหายไปเท่ากับ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเท่ากับ 12.7% ของ GDP สหรัฐฯ เลยทีเดียว และแน่นอนว่านักเรียนจะไม่เสียรายได้เพียงแค่นี้ เพราะกว่าครึ่งของมลรัฐในสหรัฐฯ ยังคงสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่อไปจนถึงช่วงเดือนกันยายนเป็นอย่างน้อย

ยิ่งปิดโรงเรียนต่อไป ราคาที่ต้องจ่ายก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อใช้แบบจำลองนี้คิดเทียบในระดับโลก ราคาของการปิดโรงเรียนมีราคาแพงมากอย่างคาดไม่ถึง หากเทียบว่าการผลิตของสหรัฐฯ คิดเป็น 1 ส่วน 4 ของโลก การปิดโรงเรียนทั่วโลกเป็นเวลา 4 เดือนจะส่งผลให้เด็กนักเรียนสูญเสียรายได้ในอนาคตมากถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คือราคาที่คนรุ่นใหม่ต้องจ่ายเพื่อปิดโรงเรียน

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การจำลองอย่างง่ายเพื่อวาดภาพผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เด็กจะอยู่ด้วยต่อไปในอนาคต แต่ภาพจำลองนี้ยังจุดประกายคำถามต่อไปอีกว่า ผลกระทบจากการเสียรายได้จะรุนแรงมากน้อยต่างกันอย่างไรระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน? เด็กนักเรียนกลุ่มไหนคือกลุ่มที่เปราะบางจากการปิดโรงเรียนมากที่สุด? และผลจะเป็นอย่างไรหากเทียบความสูญเสียทางเศรษฐกิจของเด็กจากการปิดโรงเรียนกับความสูญเสียที่คนกลุ่มอื่นในสังคมต้องเผชิญจากการปิดเมือง?

 

เราจะลดราคาที่ต้องจ่ายในอนาคตอย่างไร?

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะลดราคาความเสียหาย เมื่อราคาที่เพิ่มขึ้น (และวงจรความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่หยั่งรากลึกมากยิ่งขึ้น) เกิดจากการเรียนรู้ของเด็กที่ขาดช่วงไป ดังนั้นรัฐบาลต้องออกนโยบายตอบสนองทันที เพื่อประคับประคองกระบวนการเรียนไม่ให้เด็กสูญเสียความรู้ไปมากกว่านี้ และเพื่อไม่ให้ราคาที่ต้องจ่ายในอนาคตต้องแพงมากขึ้นไปอีก

World Bank Group ได้ออกรายงาน The COVID-19 Pandemic: The Shocks And Policy Responses เสนอแนวนโยบายรับมือต่อวิกฤตการศึกษา โดยหวังว่าจะช่วยลดความเสียหายของการเรียนรู้ที่เกิดจากการปิดโรงเรียนได้ อันที่จริง World Bank Group เสนอว่า นโยบายการศึกษาควรตั้งเป้าหมายว่าจะนำพาการศึกษากลับมาให้ดีกว่าในภาวะก่อน COVID-19 เพราะสถานการณ์การศึกษาก่อนโรคระบาดก็ถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตและไม่พึงประสงค์อยู่แล้ว

หัวใจสำคัญของแนวนโยบายอยู่ที่การพยายามหยุดปรากฏการณ์การเรียนรู้ขาดช่วง (learning loss) ของเด็กนักเรียน และใช้ประโยชน์จากวิกฤต พลิกให้เป็นโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ปรับระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น

World Bank Group ได้แปลงแก่นแนวคิดดังกล่าวออกมาเป็นแนวนโยบายที่รัฐควรนำมาใช้แก้วิกฤตการเรียนรู้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. รับมือ (Coping) 2. บริหารความต่อเนื่อง (Managing Continuity) 3. พัฒนาและเร่งเครื่อง (Improving and Accelerating)

เมื่อโรงเรียนปิดลงอย่างกะทันหัน นโยบาย ‘รับมือ’ ในระยะที่ 1 มุ่งให้โรงเรียนต้องรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและความรู้ รักษาสุขภาพของเด็กให้แข็งแรงปลอดภัยมากที่สุด ควบคู่ไปกับการประคับประคองไม่ให้ความรู้หล่นหายไป

จากการปิดโรงเรียนทั่วโลกมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา หลายประเทศได้ออกนโยบายการศึกษาไปในทิศทางเดียวกับที่ World Bank Group เสนอนโยบายรับมือระยะที่ 1 ไว้ ที่เห็นได้ชัดคือ หลายประเทศพยายามนำระบบการศึกษาทางไกลเข้ามาช่วยให้เด็กยังได้เรียนหนังสือต่อไป โดยเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เด็กทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนเข้าถึงได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างเช่นการเรียนทางไกลผ่านโทรทัศน์ จัดโครงการอาหารกลางวันเพื่อให้เด็กที่พึ่งพาอาหารกลางวันโรงเรียนได้อิ่มท้องและได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งพยายามสื่อสารกับทางบ้านว่าต้องดูแลการเรียนของเด็กอย่างไร และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เด็กจากครอบครัวยากจนที่เสี่ยงจะต้องออกจากโรงเรียน

หลังจากสัญญาณการแพร่ระบาดค่อยๆ เบาบางลงจนโรงเรียนกลับมาเปิดได้อีกครั้ง นโยบาย ‘บริหารความต่อเนื่อง’ ระยะต่อไปจะต้องตอบโจทย์ว่า ทำอย่างไรให้นักเรียนกลับสู่โรงเรียนอย่างปลอดภัยไร้ไวรัส พร้อมไปกับฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กให้กลับคืนมา โดยเฉพาะเด็กยากจนที่เสี่ยงต่อการสูญเสียความรู้ระหว่างที่โรงเรียนปิดมากกว่าเด็กจากครอบครัวมีฐานะ

วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำครอบครัวฐานะยากจนหรือฐานะปานกลางให้ต้องเผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ฐานะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีอาจส่งผลให้บางครอบครัวต้องแลกความอยู่รอดทางเศรษฐกิจกับการศึกษาของลูก หรือในบางครอบครัว เรื่องเงินทองอาจไม่ใช่ประเด็น แต่ไม่มั่นใจว่าพื้นที่สาธารณะอย่างโรงเรียนจะปลอดภัยจากไวรัส จึงไม่กล้าให้ลูกกลับไปที่โรงเรียน

ดังนั้น นโยบายในระยะที่ 2 โรงเรียนต้องเตรียมความพร้อม ลดเงื่อนไขที่กีดขวางไม่ให้เด็กมาโรงเรียนได้ เช่น การลดค่าเทอมหรือสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน เพื่อไม่ให้เด็กที่ไม่พร้อมจำต้องออกจากระบบการศึกษา และยังต้องวางแผนไม่ให้เด็กเรียนร่วมกันในพื้นที่ที่แออัดมากเกินไป อาจปรับให้มีการเรียนผ่านกิจกรรมนอกห้องเรียนเพิ่มขึ้น หรือสลับวัน/สัปดาห์ให้นักเรียนเข้ามาที่โรงเรียน ลดความเสี่ยงที่เด็กจะติดเชื้อจากเพื่อนๆ ในโรงเรียน

ที่สำคัญที่สุด โรงเรียนต้องปรับหลักสูตรและวิธีการสอนเพื่อให้เด็กต่อติด หลังห่างหายไปจากโรงเรียนหลายเดือน แน่นอนว่าโรงเรียนจำเป็นจะต้องวัดหาระดับการเรียนรู้ที่หายไปจากการปิดเรียน และช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเด็กกันเอง เพื่อปรับวิธีสอนและระดับความยากง่ายของบทเรียนให้เหมาะสมกับเด็กทุกคน ไม่ปล่อยให้เรียนตามไม่ทัน

ในระยะสุดท้าย นโยบาย ‘พัฒนาและเร่งเครื่อง’ จะเป็นการใช้โอกาสที่วิกฤตเปิดให้สร้างระบบการศึกษาใหม่ที่ดีกว่า ในเมื่อการปรับตัวในระยะ ‘รับมือ’ และระยะ ‘บริหารความต่อเนื่อง’ มาจากการมองปัญหาการศึกษาที่ฝังรากลึกแต่เดิมได้ชัดขึ้น แล้วลองผิดลองถูก หาวิธีแก้ไขปัญหา นโยบายระยะ ‘พัฒนาและเร่งเครื่อง’ ก็คือการนำนโยบายที่ผ่านการลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จในการสร้างการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาทำให้เป็นนโยบายการศึกษาถาวร

นโยบายที่ได้ผลดีอาจเป็นการนำเทคโนโลยีและการเรียนทางไกลมาบูรณาการเป็นเครื่องมือสอนควบคู่กับการเรียนในห้องเรียน เพื่อให้เด็กสนุกกับการเรียนหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการสร้างระบบรองรับไม่ให้กลุ่มนักเรียนเปราะบางต้องออกจากโรงเรียน หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนวิธีสอนของครู โดยคัดกรองแต่เนื้อหาที่จำเป็นและนักเรียนทุกคนได้ประโยชน์ เป็นต้น

สิ่งที่ World Bank Group ย้ำอยู่เสมอคือ หากต้องการลดความเสียหายด้านการศึกษาที่เกิดจาก COVID-19 ให้มีประสิทธิภาพ การคิดและลงมือทำอย่างจริงจังรวดเร็วคือสิ่งสำคัญ

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save