fbpx
สหาย:อันเกือบจะเป็นเรื่องรัก Comerades: Almost a Love Story

สหาย:อันเกือบจะเป็นเรื่องรัก Comerades: Almost a Love Story

25 ปีผ่านไป หนังเรื่อง Comerades: Almost a Love Story หรือชื่อไทยว่า ‘เถียนมีมี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว’ กลับมาฉายใหม่อีกครั้งในบ้านเรา และมีกระแสตอบรับอุ่นหนาฝาคั่ง ผู้ชมเต็มเกือบทุกรอบ

ประเมินคร่าวๆ จากช่วงวัยของผู้ชมเท่าที่ได้เห็น ผมสันนิษฐานว่าจำนวนครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นคนที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ และมาดูซ้ำเพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่เคยประทับใจ ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นผู้ชมต่างรุ่นที่โตไม่ทัน และมาดูเป็นครั้งแรกเพื่อพิสูจน์ถึงกิตติศัพท์คำร่ำลือที่ได้ยินได้ฟังมา

แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมรุ่นใด ปฏิกิริยาตอบสนองขณะติดตามชมบ่งชัดว่าหนังทำงานออกฤทธิ์เป็นผลบวกกับผู้ชมทั้งหมดอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม



โดยภาพกว้างๆ คร่าวๆ Comrades: Almost a Love Story เป็นหนังรักโรแมนติกเกี่ยวกับชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง เขาและเธอพบเจอรู้จักกัน เกิดเป็นความสนิทสนมผูกพัน แล้วงอกงามกลายเป็นความรัก จากนั้นก็เผชิญอุปสรรคกีดขวาง ต้องรอนแรมระหกระเหินไปกับการ ‘พบแล้วพราก จากแล้วเจอ’ สลับเวียนไปมาอยู่หลายครั้งหลายครา ครอบคลุมกินเวลาเนิ่นนานถึงสิบปีกว่าจะพบบทสรุปคลี่คลายลงเอย

นี่เป็นพล็อตปกติทั่วไปที่พบเห็นได้ในหนังรักจำนวนมากทั่วทุกมุมโลก แต่ปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้งานชิ้นนี้กลายเป็นมาสเตอร์พีซของ ปีเตอร์ ชาน และเป็นงานมาสเตอร์พีซของวงการหนังฮ่องกง คือมันเป็นหนังรักที่ ‘ทำถึง’ ดำเนินเรื่องได้สนุกชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ชวนให้ผู้ชมรักและเอาใจช่วย บวกรวมกับการแสดงอันยอดเยี่ยมในบทสำคัญทั้งหมด มีจังหวะการเร้าอารมณ์ที่เฉียบขาดแม่นยำ อุดมไปด้วยความโรแมนติกและ ‘ภาพจำ’ ที่น่าประทับใจอยู่เต็มไปหมดตลอดทั่วทั้งเรื่อง

พูดง่ายๆ คือ ครบครันไปด้วยคุณสมบัติเด่นๆ ทุกประการของหนังในแบบที่ผู้ชมวงกว้างพร้อมที่จะหลงรักได้โดยง่าย

แต่ Comerades: Almost a Love Story ยังมีความพิเศษมากไปกว่านั้น นั่นคือการผสมผสานกันระหว่างพาณิชย์กับศิลปะอย่างลงตัว มีความรื่นรมย์พาฝันแบบเรื่องรักประโลมโลกย์มากเท่าๆ กับความลุ่มลึกของประเด็นทางเนื้อหา เป็นหนังในแบบที่มุ่งหวังได้ทั้งเงินและกล่อง เป็น ‘งานในฝัน’ ที่ผู้กำกับหลายๆ คนอยากทำให้ได้แบบนี้ และเป็น ‘หนังในฝัน’ ที่ผู้ชมอยากจะให้มีการสร้างออกมาเยอะๆ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานชิ้นนี้มีความพิเศษและเป็นมากเกินกว่า ‘หนังรัก’ ทั่วๆ ไป คือการนำเอาเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาและสถานที่มารองรับเรื่องราวความสัมพันธ์หวานขมระคนปนกันของคู่ตัวละครพระ-นาง

ห้วงเวลาของหนังเริ่มต้นวันที่ 26 มีนาคม 1986 และจบลงวันที่ 8 พฤษภาคม 1995 (วันเสียชีวิตของเติ้งลี่จวิน ซึ่งบทเพลงของเธอถูกนำมาใช้อย่างมีความหมายและมีบทบาทสำคัญกับหนัง)

ส่วนฉากหลังสถานที่ หนังดำเนินเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในฮ่องกง และนิวยอร์กในท่อนบั้นปลาย

โดยช่วงเวลาดังกล่าว แรกเริ่มหนังสะท้อนถึง ‘วันดีคืนดี’ ในฮ่องกงขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเฟื่องฟู จนกระทั่งที่นี่กลายเป็นเป้าหมายให้ผู้คนจากจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางอพยพมาเสี่ยงโชคด้วยความหวังและฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า เช่นเดียวกับตัวละครรองลงมาหลากสัญชาติอีกจำนวนหนึ่งซึ่งแต่งเติมให้เห็นถึงความเป็นเมืองนานาชาติขนาดใหญ่ (แต่มีพื้นที่จำกัด) เพียบพร้อมด้วยเจริญและทันสมัย

แล้วต่อมาก็เป็นช่วง ‘ฟองสบู่แตก’ ติดตามมาด้วยความไม่มั่นใจในอนาคต เมื่อฮ่องกงถึงระยะใกล้สิ้นสุดจากการปกครองของอังกฤษ เตรียมกลับคืนสู่การเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่

การให้รายละเอียดบันทึกภาพสังคมฮ่องกงตลอดหนึ่งทศวรรษดังกล่าว ส่งผลให้มีนักวิจารณ์ต่างประเทศบางคนลงความเห็นว่า นอกจากจะเป็นเรื่องรักระหว่างชายหญิงแล้ว Comerades: Almost a Love Story ยังเป็นจดหมายรักถึงฮ่องกงด้วยเช่นกัน

หนังไม่เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขเรื่องเวลาและสถานที่ทำหน้าที่เป็น ‘ฉากหลัง’ เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทเลยไกลไปถึงการขับเคลื่อนตัวละครเข้าหากันและไกลห่างกัน ส่งผลกระทบต่อความเป็นไปในชีวิตหลายวาระหลายแง่มุม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความรัก) รวมเลยไปถึงวิถีทางโคจรดำรงชีวิตของตัวละครหลักทั้งสองฝ่าย

ประเด็นแก่นเรื่องของ Comrades: Almost a Love Story นั้นนำเสนออกมาเด่นชัด ด้านหนึ่งเป็นธีมหลักเรื่องราวความรัก อีกด้านหนึ่งที่ให้น้ำหนักมากพอๆ กัน คือแง่มุมว่าด้วยความเปลี่ยวเหงาแปลกแยกของคนไกลบ้าน

แง่มุมหลังนี้น่าสนใจตรงที่เกี่ยวโยงถึงความเหมือนและต่างระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีความเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวร่วมกันของคนจีน และความผิดแปลกแตกต่างกันแทบว่าเป็นโลกคนละใบ (อาทิ ฮ่องกงพูดกวางตุ้ง จีนแผ่นดินใหญ่พูดจีนกลาง ความเจริญทันสมัย ระบอบการปกครอง ภาวะทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น รวมถึงอิทธิพลจากโลกตะวันตก)

ท่ามกลางความแตกต่างเหล่านี้ ตัวเอกทั้งสอง ฝ่ายชายคือ หลีเสี่ยวจุน เดินทางมาจากเทียนจิน มุ่งหวังทำงานในฮ่องกง เพื่อเก็บหอมรอมริบไว้เตรียมแต่งงานกับแฟนสาวที่บ้านเกิด ฝ่ายหญิง หลี่เฉียว เดินทางมาจากกวางโจว วาดฝันไว้ว่าจะประสบความสำเร็จจากโอกาสอันเปิดกว้างในฮ่องกง มุ่งหวังสร้างเนื้อสร้างตัวมีฐานะที่มั่นคง

พูดอีกแบบหนึ่ง เป้าหมายของหลีเสี่ยวจุนเป็นฝันระยะสั้นเฉพาะหน้า ไม่ไกลเกินเอื้อม และไม่ได้คิดจะปักหลักลงรากหยั่งลึกเป็นการถาวรที่ฮ่องกง ต่างจากหลี่เฉียวซึ่งหวังจะชุบตัวเปลี่ยนแปลงตนเองจากพลเมืองจีนมาเป็นชาวฮ่องกง (และเธอก็ปรับตัวเข้ากับ ‘บ้านใหม่’ ได้ดีกว่าเขา)

แต่ในความแตกต่างหลายๆ อย่าง  ทั้งเขาและเธอก็มีจุดร่วมเชื่อมโยง คือความเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีใคร จนนำมาสู่ความเป็นเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวในฮ่องกงตามประสาคนหัวอกเดียวกัน แล้วพัฒนาจนกลายเป็นความรักระหว่าง ‘คนเปลี่ยวเหงาอ้างว้างกลางเมืองแออัด’

พูดง่ายๆ ฮ่องกงเป็นเสมือนแม่สื่อแม่ชักที่นำพาทั้งสองมาพบและรักกัน

ขออนุญาตเฉไฉสักหลายๆ บรรทัดนะครับ เนื่องจากหาที่ลงเหมาะเจาะไม่เจอจริงๆ



ตอนที่ Comrades: Almost a Love Story เข้าฉายบ้านเราเมื่อ 25 ปีก่อนมีแต่ฉบับพากย์ไทยเท่านั้น การกลับมาฉายใหม่ด้วยฉบับเสียงดั้งเดิม ทำให้ผมพบแง่มุมหนึ่งซึ่งการพากย์ไทยทำให้ตกหล่นสูญไปด้วยเหตุสุดวิสัย

สิ่งนั้นคือ ภาษาพูดของตัวละคร ตลอดทั้งเรื่องตัวเอกฝ่ายหญิงพูดกวางตุ้ง ขณะที่ตัวเอกฝ่ายชายพูดจีนกลาง เหตุผลนั้นปรากฏอยู่ตามท้องเรื่องว่าการพูดกวางตุ้งนั้นเป็นการทำตัวกลมกลืนไปกับคนฮ่องกง และเป็นการปกปิดอำพรางไม่ให้ใครๆ ล่วงรู้ว่ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ (ซึ่งดูจะมีสถานะด้อยกว่า)

การพูดจีนคนละสำเนียงนี้อธิบายหนุนเสริมถึงเจตนาแตกต่างกันในการมาขุดทองที่ฮ่องกงของตัวเอกทั้งสอง และยังเกี่ยวโยงไปถึงอีกประเด็นสำคัญคือความขัดแย้งเรื่องอัตลักษณ์ของตัวละคร

แง่มุมอย่างหลังนี้ได้รับการขยายความผ่านการใช้บทเพลงของเติ้งลี่จวิน ผ่านบทพูดว่า ‘ที่ใดก็ตามที่มีชาวจีนโพ้นทะเล ที่นั่นจะต้องมีคนฟังเพลงของเติ้งลี่จวินเสมอไป’ กับอีกตอนหนึ่งความว่า ‘ที่ฮ่องกง มีแต่คนมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้นที่จะฟังเพลงของเติ้งลี่จวิน’

อย่างไรก็ตาม การฟังเพลงของเติ้งลี่จวินไม่ได้รวมความไปถึงการซื้อเทปผลงานเพลงของเธอด้วย การณ์กลับกลายเป็นว่า ทั้งที่มีชาวจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ในฮ่องกงเป็นจำนวนมาก แต่เทปเพลงของเธอกลับขายไม่ออก ขายไม่ได้ เนื่องจากไม่มีใครอยากแสดงตัวให้ความแตกเป็นที่ล่วงรู้ว่าเป็นผู้อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีนัยยะคล้ายๆ กับการโดนดูแคลนว่าเป็นพวกบ้านนอก

การฟังเพลงของเติ้งลี่จวินมันจึงง้างงัดขัดกันในตัว ด้านหนึ่งก็ยึดโยงเป็นรากของคนจีนแผ่นดินใหญ่ เชื่อมโยงคนไกลบ้านพลัดถิ่นเข้าหากัน เกิดความอบอุ่นว่ายังมีพวกพ้อง ไม่เปลี่ยวเหงาจนเกินไป แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้องปกปิดกลบเกลื่อนไม่ให้ใครรู้ (เช่นเดียวกับการพูดจีนกลาง) เพราะเป็นเรื่องน่าอับอาย เป็นความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่า

กลับมาที่แง่มุมเรื่องรักต่อนะครับ

มีฉากหนึ่งในหนังที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก เป็นฉากเข้าพระเข้านาง หลังจากผ่านค่ำคืนแห่งความล้มเหลวผิดหวัง (ในการขายเทปเพลงของเติ้งลี่จวิน) เขาและเธอพูดคุยระบายทุกข์สุขในใจแก่กัน จากนั้นก็ชักชวนกันมากินอาหารในห้องพักของฝ่ายชาย จนได้เวลาอันสมควรที่จะต้องร่ำลาแยกย้าย เขาสวมเสื้อกันหนาวให้เธอ แต่พื้นที่ห้องอันคับแคบก็ทำให้ถูกเนื้อต้องตัวใกล้ชิดกันโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกระทั่งอารมณ์ความรู้สึกเตลิดเพริดไปไกลเกินหักห้ามใจต้านทาน รวมทั้งเผยให้เห็นถึงความรักที่ต่างฝ่ายอาจจะมีต่อกันโดยไม่รู้ตัวออกมา (หรืออีกนัยหนึ่งทั้งคู่อาจจะรักกันอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่พยายามบอกปัดปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงนี้ อารมณ์ก้ำกึ่งระหว่าง ‘รู้ว่ารัก’ แต่พยายามฝืนคิดเป็นอื่นกับ ‘รักโดยที่ไม่ตระหนักรู้ตัว’ นี้ เป็นส่วนหนึ่งที่หนังประคองหล่อเลี้ยงไว้อยู่พักใหญ่ๆ ซึ่งผมคิดว่าสอดคล้องขานรับกับชื่อภาษาอังกฤษของหนัง)



ผมคิดเล่นๆ นะครับว่า พื้นที่แคบๆ ในห้องพักของหลีเสี่ยวจุนเป็นภาพเล็กๆ ที่สะท้อนไปถึงภาพใหญ่ คือสภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไปของฮ่องกง เมืองที่มีประชากรเนืองแน่น พื้นที่ใช้สอยจำกัด

รวมทั้งเทียบเคียงกันได้ในความหมายว่า ห้องพักคับแคบทำให้เกิดอุบัติเหตุโรแมนติก ขณะที่ความเป็นเมืองขนาดกะทัดรัดคับคั่งพลุกพล่านด้วยผู้คนเป็นปัจจัยสำคัญที่ชักนำดึงดูดคนแปลกหน้าทั้งสองเข้าหากัน กระทั่งเกือบจะเป็นคู่รัก

แต่ก็เป็นฮ่องกงอีกนั่นแหละที่แยกพรากทั้งคู่ออกจากกัน เมื่อเกิดเหตุเศรษฐกิจตกต่ำ ตลาดหุ้นร่วงกราวรูด ส่งผลให้การลงทุนเก็งกำไรของหลี่เฉียวพินาศย่อยยับ จนต้องหาอาชีพเสริมเป็นหมอนวด และได้พบรู้จักชายอีกคนคือพี่เปา ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ

คล้อยหลังจากนั้นไม่นาน เสี่ยวถิง แฟนของพระเอกก็เดินทางมาฮ่องกงและแต่งงานกัน ความรักที่สมหวังได้ยากเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากกว่าเดิม (ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ประจักษ์ใจแน่ชัดแล้วว่ารักกัน)

การปรากฏตัวแทรกเข้ามาของพี่เปา (ซึ่งเป็นตัวละคร ‘มือที่สาม’ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชมรัก จนทำให้น้ำหนักการตัดสินใจของนางเอก ‘เลือก’ ยากเข้าขั้นสุด) นอกจากจะเป็นอุปสรรคกีดขวางความรักแล้ว ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับตัวละครนี้ในช่วงท้าย (ด้วยเหตุผลที่หนังไม่ได้ระบุชัด แต่ประเมินคร่าวๆ ได้ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในแวดวงนักเลง) ส่งผลให้ต้องระเห็จออกจากฮ่องกงไปสู่นิวยอร์ก

โดยสาเหตุแล้วอาจจะไม่ตรงเป๊ะ แต่เหตุการณ์นี้ในหนังสะท้อนชัดทางอ้อมไปถึงช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งชาวฮ่องกงไม่มั่นใจต่อการกลับคืนสู่การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1997 จึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายถิ่นไปสู่อีกซีกโลก (เป้าหมายหลักยอดนิยมในเวลานั้นคือแคนาดา)

แต่ที่ตรงชัด (แม้จะไม่ได้บอกเล่าเป็นคำพูดโดยถี่ถ้วน) ก็คือ การเดินทางไปทำงานในร้านอาหารจีนที่นิวยอร์กของหลีเสี่ยวจุนตามคำเชิญชวนของเจ้านายเก่า

มีอีกพล็อตย่อยซึ่งไม่เกี่ยวกับเค้าโครงหลัก เป็นเรื่องของป้าโรซี ญาติเพียงหนึ่งเดียวของหลีเสี่ยวจุนในฮ่องกง เธอเป็นหญิงชราที่หมกมุ่นฝังใจกับความหลังเมื่อครั้งยังสาว คราวที่ วิลเลียม โฮลเดน ดาราชื่อดังชาวอเมริกัน เดินทางมาถ่ายหนังเรื่อง Love Is a Many-Splendored Thing ที่ฮ่องกงในปี 1955 แล้วได้พบเจอกันในช่วงเวลาสั้นๆ ที่น่าประทับใจในค่ำคืนหนึ่ง

ป้าโรซีมักเล่าให้ใครต่อใครฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงค่ำคืนนั้นที่พบเจอวิลเลียม โฮลเดน จนกาลเวลาล่วงผ่าน มันกลายเป็นเรื่องเล่าที่พร่าเลือนสำหรับผู้ฟังทุกคน ไม่มีใครมั่นใจว่าเป็นเพียงความเพ้อฝันหรือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ยิ่งประกอบกับป้าโรซีปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ว่า วิลเลียม โฮลเดนเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 1981 (ขณะที่ช่วงเวลาในหนังคือปี 1986)

ข้อสงสัยข้างต้นได้รับการเฉลยคลี่คลายในตอนท้าย และเป็นอีกฉากซาบซึ้งที่ให้อารมณ์อ่อนโยนนุ่มนวล แต่ความรู้สึกส่วนตัวของผมที่มีต่อพล็อตย่อยนี้ก็คือ มันเต็มไปด้วยบรรยากาศถวิลหาถึงอดีตวันคืนที่สวยงาม เจือด้วยกลิ่นอายการพบกันระหว่างความเป็นตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาดูภาพรวมของหนังทั้งเรื่อง ผมคิดว่าชวนให้นึกไปถึงฮ่องกงภายใต้การปกครองของอังกฤษซึ่งกำลังใกล้จะเป็นอดีตในหนังเรื่องนี้

ชื่อภาษาจีนของ Comrades: Almost a Love Story ใช้ตรงตามชื่อเพลงเถียนมีมี่ ซึ่งเป็นเพลงที่โด่งดัง ได้รับความนิยมมากสุดของเติ้งลี่จวิน

เพลงนี้ถูกใช้ในหนัง 2 ครั้ง (ไม่นับใน end credit ซึ่งเป็นเวอร์ชันร้องใหม่โดยหลี่หมิง) ครั้งแรกตอนต้นๆ เรื่อง ในช่วงเวลาที่ตัวเอกชาย-หญิงเริ่มผูกพันเป็นเพื่อนกัน ตัวบทเพลงทำหน้าที่เหมือนสิ่งเชื่อมประสานความเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่พลัดบ้านไกลถิ่นเข้าหากัน หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นระยะแรกของความรัก

ครั้งต่อมาในฉากจบ ซึ่งทำหน้าที่แรกสุดในการเร้าอารมณ์โรแมนติก และเป็นฉากจบที่น่าประทับใจมากๆ เรื่องหนึ่งของหนังฮ่องกง

นอกจากอารมณ์ซาบซึ้งโรแมนติกแล้ว ฉากอันยอดเยี่ยมนี้ยังให้ความรู้สึกเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

แต่ในอีกความหมายหนึ่ง เพลงนี้ใช้ประกอบเหตุการณ์ข่าวการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของเติ้งลี่จวิน โดยการสื่อสารทางตรง มันสะท้อนถึงการจบสิ้นของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเพลงจีน

โดยการเชื่อมโยงกับวันเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ตรงนี้มีนักวิจารณ์ต่างประเทศท่านหนึ่งมองว่า การเสียชีวิตของเติ้งลี่จวินไม่ได้เป็นแค่การล่วงลับของราชินีเพลงผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นการจบลงของยุคสมัยหนึ่งในฮ่องกงด้วยเช่นกัน

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

22 Feb 2022

คราฟต์เบียร์และความเหลื่อมล้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขียนถึงอุตสาหกรรมเบียร์ไทย ที่ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์รายเล็กไม่อาจเติบโตได้ เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย และกลุ่มทุนที่ผูกขาด ทั้งที่มีศักยภาพ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

22 Feb 2022