fbpx
Circular Economy ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด

Circular Economy ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด

เพชร มโนปวิตร เรื่อง

“ถ้าทั้งโลกมีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเสียใหม่เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน” – Anders Wijkman

หากเอ่ยชื่อ Anders Wijkman หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อมากนัก Anders เป็นนักคิด นักเขียนและนักการเมืองชาวสวีเดนสายสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง Anders เคยเป็นเอกอัครราชทูตของกระทรวงต่างประเทศ​สวีเดน เคยเป็นผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการด้านนโยบายของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นเลขาธิการสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติสวีเดน และเป็นสมาชิกสภาสหภาพยุโรปอยู่ถึง 10 ปี

Anders ในวัย 73 ยังคงทะมัดทะแมง สวมกางเกงยีนไว้ผมยาวประบ่า ปัจจุบันเขาเป็นประธานร่วม The Club of Rome กลุ่ม Think-tank สายความยั่งยืนที่เก่าแก่ที่สุดของโลกก็ว่าได้ โดยเฉพาะการจัดทำหนังสือ The Limits to Growth โดยคณะนักวิจัยจาก MIT (The Massachusetts Institute of Technology) ซึ่งตั้งคำถามถึงความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1972 เพราะท้ายที่สุดแล้วย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งขึ้นอยู่กับต้นทุนธรรมชาติของโลก

ล่าสุด Anders เป็นประธานคณะทำงานร่วมระหว่างพรรคการเมืองเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ระยะยาวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับรัฐบาลสวีเดน และเขียนรายงานให้กับ The Club of Rome เรื่องผลประโยชน์ทางสังคมของการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

เมื่อไม่นานมานี้เขาแวะมาบรรยายเรื่อง Circular Economy ให้กับเจ้าหน้าที่องค์การเพื่อการพัฒนานานาชาติแห่งประเทศสวีเดน (SIDA) ในกรุงสต็อกโฮล์ม สิ่งที่เขาอธิบายเป็นทางออกที่น่าสนใจต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหลายอย่างที่โลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากรในการผลิต วิกฤตการณ์ขยะ ไปจนถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Circular Economy ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด

Circular Economy คือการออกแบบเศรษฐกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ แทนการผลิต ใช้ แล้วทิ้ง ตามรูปแบบอุตสาหกรรมแบบเดิมที่เน้นกำไรเป็นตัวตั้ง แต่ Circular Economy ก็ไม่ใช่เพียงแค่การรีไซเคิลวัตถุดิบกลับมาผลิตซ้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่เน้นการรักษาต้นทุนธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดการเกิดของเสียและผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด จะว่าไปก็นับเป็นการลอกเลียนระบบอันมีประสิทธิภาพของธรรมชาติ เพราะถ้าสังเกตดูจะพบว่าไม่เคยมีของเหลือของเสียเกิดขึ้นเลยในธรรมชาติ แต่มีกลไกในการนำทรัพยากร แร่ธาตุ พลังงาน หมุนเวียนกลับมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์จนน่าทึ่ง

Anders เชื่อว่า Circular Economy จะทำให้เกิดนวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนทางต้นทุนทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

ปัญหาสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็คือระบบการผลิตแบบตรง (linear) ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง หมายความว่าเศรษฐกิจยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นเท่านั้น จึงนำมาสู่การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มขึ้นอย่างผิดธรรมชาติของก๊าซเรือนกระจกอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์​ และมีเทน

กราฟหนึ่งที่สะท้อนถึงความจริงข้อนี้คืออัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และสินแร่เติบโตคู่ไปกับการเติบโตของ GDP ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยิ่งเศรษฐกิจโตเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีอัตราเร่งในการใช้ทรัพยากรรวดเร็วขึ้นเท่านั้น

อัตราเร่งในการใช้ทรัพยากร

อัตราเร่งในการใช้ทรัพยากร

ยกตัวอย่างอินเดียซึ่งมีการเติบโตของเศรษฐกิจสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาอินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 2.2 เท่า แต่มีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น 12 เท่า สินแร่ 11 เท่า เชื้อเพลิงฟอสซิล 8 เท่า ชีวมวล 2.4 เท่า รวมแล้วมีการใช้ทรัพยากรรายปีเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8 เท่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 13 เท่า หมายความว่าอัตราการใช้ทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดตามการเติบโตของเศรษฐกิจ

นั่นหมายความว่า มนุษย์มีความสามารถในการถลุงใช้ทรัพยากรแบบไร้ขอบเขต สวนทางกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าทรัพยากรของโลกมีอยู่อย่างจำกัด และสมดุลของระบบนิเวศคือรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร สภาพภูมิอากาศและความอยู่รอดในระยะยาวของมนุษย์เอง การพัฒนาแบบไม่ลืมหูลืมตาอาจส่งผลดีให้กับความเจริญของมนุษย์บางส่วน แต่เราอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างจากอดีต ทรัพยากรร่อยหรอ สภาพภูมิอากาศส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องเร่งให้เกิดการพัฒนาที่มีความยั่งยืนเป็นศูนย์กลาง

เมื่อพลังงานและวัตถุดิบเป็นปัจจัยจำกัดและการถดถอยทางเศรษฐกิจไม่ใช่ทางเลือก เราจึงต้องคิดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจแนวใหม่ ที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเกิดการหมุนเวียน มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนระบบผลิตทางตรง (Linear: Make-Use-Dispose) เป็นระบบผลิตแบบหมุนเวียน (Circular: Make-Use-Return)  ซึ่งเป็นพื้นฐานของการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาพรวม

เล่ามาถึงตรงนี้ Anders บอกถึงหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนนั่นคือ การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ ที่ไม่ใช่แค่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดการสูญเสียในการผลิต ซึ่งเป็นแนวคิดแบบเดิม แต่หมายความว่าต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน รวมไปถึงการรีไซเคิลวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม ซึ่งสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนถึงเกือบร้อยละ 20 ในปัจจุบัน

ความท้าทายสำคัญก็คือเรายังจำเป็นต้องก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีกกว่าครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่แล้วเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรในปี 30 ปีข้างหน้า การใช้ทรัพยากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3 เท่าในปี 2050 ซึ่งย่อมจะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกมหาศาล เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นทางออกที่จะทำให้เกิดการปฎิวัติรูปแบบการใช้พลังงานและวัตถุดิบของเรา

โดยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนประกอบไปด้วยองค์ประกอบสองส่วนคือ ผลิตภัณฑ์สำหรับการบริโภคอุปโภค (Consumption product) ที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางชีวภาพ (biological materials) กับ ผลิตภัณฑ์ในภาคบริการ (Service product) ที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเทคนิคและความรู้ (Technical materials)

เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นคำเปรียบเปรยถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อปิดช่องโหว่ นอกจากแนวคิด Rs ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอย่างการใช้น้อย (reduce) ใช้ซ้ำ (reuse) นำมาใช้ใหม่ (recycle) ผลิตซ้ำ (remake) ซ่อมแซม (repair)  ยังต้องเน้นเรื่องการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้ใช้ได้นานขึ้น ล้าสมัยช้าลง  และอาจเปลี่ยนระบบการ ขาย ‘สินค้า’ มาเป็นการให้ ‘บริการ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) ใช้ของที่มีการผลิตขึ้นมาแล้วให้คุ้มค่าที่สุด

รูปแบบของเศรษฐกิจหมุนเวียนมีการพัฒนาขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาและได้รับการพัฒนายุทธศาสตร์และแนวทางในหลายประเทศโดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์​ เป็นต้น

ข้อดีหลายประการของเศรษฐกิจหมุนเวียนอาทิ ทำให้ต้นทุนสินค้าต่ำลง  สร้างมลภาวะน้อยลง  ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง ลดปัญหาการขาดแคลนสินค้า และสร้างงานได้มากขึ้น

Anders เล่าว่าสถานการณ์ในยุโรปก็ไม่ต่างจากทั่วโลก เพราะแม้จะรู้ว่าทรัพยากรอย่างน้ำ ดิน และแร่ธาตุเป็นหัวใจการทำงานของระบบนิเวศ แต่ยังมีการจัดการแร่ธาตุไม่ดีพอ อาหารร้อยละ 40 กลายเป็นขยะ โดยรวมโลกสูญเสียหน้าดินไปกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา ยิ่งอินทรียวัตถุน้อย ผลผลิตทางการเกษตรก็น้อยตามไป ความสามารถอุ้มน้ำของดินก็ลดลง สร้างปัญหาต่อเนื่องในเรื่องของอุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆ

“อย่างที่ Benjamin Franklin ว่าไว้ เมื่อบ่อน้ำแห้งนั่นแหละเราถึงจะรู้คุณค่าของน้ำ” Anders เปรียบเปรย “การใช้ที่ดินทั้งในเชิงการอนุรักษ์ ภาคการเกษตร และปศุสัตว์ นับเป็นเรื่องสำคัญในการบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“คุณลองดูระบบการผลิตในปัจจุบันสิ มันสิ้นเปลืองมากๆ สิ่งที่เป็นวัตถุดิบถูกใช้อย่างทิ้งขว้าง ไม่ก็เผาทิ้ง หรือแม้แต่กลุ่มที่มีการรีไซเคิลมากๆ ก็ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้าน วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพลาสติกที่กลายเป็นวิกฤตไปทั่วโลก” Anders ไล่ให้ฟัง

ตัวอย่างที่ชัดเจนมากของความไม่มีประสิทธิภาพคงจะเป็นระบบขนส่งที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว มีการศึกษาในยุโรปพบว่า โดยเฉลี่ยในอายุการใช้งานของรถ 1 คัน ใช้เวลาจอดอยู่เฉยๆ 92 เปอร์เซ็นต์ รถติดอีก 1 เปอร์เซ็นต์ มองหาที่จอดอีก 1.6 เปอร์เซ็นต์ สรุปได้วิ่งบนถนนจริงๆแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น (ในประเทศไทย รถติดอยู่กับที่น่าจะมากกว่าเปอร์เซนต์ในการที่รถได้เคลื่อนที่) เกิดการสูญเสียด้านพลังงานภายในระบบเครื่องยนต์ไปถึง 86 เปอร์เซ็นต์ (น้ำมันไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค้า) และยังเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตและพิการปีละนับแสนราย โดย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์

คราวนี้ลองมามองที่ถนนกันบ้าง โดยเฉลี่ยพบว่าเมืองใช้ที่ดินไปเกือบครึ่งหนึ่งในการสร้างถนน ที่จอดรถ สัญญาณไฟจราจร สถานีซ่อมบำรุง ในขณะที่ถนนมีรถใช้งานโดยเฉลี่ยเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ของช่วงเวลาเท่านั้น และมีช่วงพีค หรือชั่วโมงเร่งด่วนที่ใช้อย่างเต็มที่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าเป็นระบบขนส่งที่ขาดประสิทธิภาพมากๆ แถมยังเกิดความสูญเสียโดนไม่จำเป็น ซึ่งป้องกันได้

Circular economy

structural waste in the mobility system

ถ้าระบบการผลิตแบบเดิมไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ ทำไมจึงยังเป็นที่นิยมอยู่ Anders อธิบายว่า หลักๆ ก็เพราะเราไม่ได้จ่ายต้นทุนภายนอก (externalities) โดยเฉพาะต้นทุนที่เป็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เราจึงคิดว่าทรัพยากรราคาถูกและมีอยู่มากมาย ระบบธุรกิจในปัจจุบันยังเน้นการผลิตจำนวนมากๆ เพื่อให้ได้กำไร แทนที่จะมองเรื่องของประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน

ถ้าเศรษฐกินหมุนเวียนฟังดูดีขนาดนี้ เราจะเริ่มต้นได้อย่างไร Anders บอกว่าจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ

  • พลังงาน ทั้งในเชิงการปรับปรุงประสิทธิภาพ และการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล
  • วัตถุดิบ ทั้งในเชิงประสิทธิภาพ การผลิต การออกแบบที่ชาญฉลาด การจัดกลุ่มกิจกรรม การก่อสร้างด้วยวัสดุทางเลือก
  • ระบบขนส่ง ที่เปลี่ยนผ่านไปใช้ระบบไฟฟ้า รวมไปถึงระบบ Car pool
  • ระบบการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม เพื่อลดขยะที่เป็นอาหาร
  • ระบบเกษตรกรรมแบบธรรมชาติ
  • ระบบการให้บริการแทนการจำหน่ายสินค้า เช่นการให้บริการแสงสว่าง แทนการขายหลอดไฟ การให้บริการซักรีด แทนขายเครื่องซักผ้า
  • ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (เช่น AirBNB, Uber)

Anders ย้ำว่าเรื่องของเศรษฐกินหมุนเวียนไม่ใช่เรื่องของประเทศที่ร่ำรวยแล้วอยากจะทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่มันคือทางรอดของประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพราะลองมองไปยังประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่ยังคงเน้นการส่งออกวัตถุดิบเป็นรายได้หลักของประเทศ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่โตขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง เหมือนกับระเบิดเวลาให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาล่มสลาย เพราะเมื่อต้นทุนธรรมชาติพัง การแก่งแย่งแข่งขันด้านทรัพยากรจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง และความแตกแยกของวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือแม้แต่การสั่นคลอนของระบบประชาธิปไตย

มูลนิธิ Ellen McArthur ซึ่งเป็นองค์กรแนวหน้าที่ส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ทำรายงานเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศอินเดีย พบว่า การปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในสามภาคส่วนคือ  1. เมืองและการก่อสร้าง 2. อาหารและภาคเกษตร และ 3. ระบบขนส่งและยานยนต์ จะทำให้อินเดียมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อปี 6.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2050 เมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจแบบเดิม

ในขณะเดียวกันก็จะช่วยแก้ปัญหามลภาวะอย่างได้ผล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 44 เปอร์เซ็นต์ และช่วยประหยัดการใช้น้ำ วัตถุดิบ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงลงอย่างมีนัยสำคัญ​ ทั้งนี้จะต้องมีการลงทุนและใช้ประโยชน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ฟัง Anders บรรยายจบแล้วคล้อยตามว่า ในยุคที่เราท่องคาคาความยั่งยืนกันปาวๆ ทางรอดของโลกคงไม่ได้อยู่แค่การที่ห้างร้าน บริษัท ลุกขึ้นมาทำ 3R Reduce Reuse Recycle แบบเดิมๆ แต่ต้องอาศัยกระบวนทัศน์แบบใหม่ ที่เอาเรื่องความยั่งยืนมาเป็นหัวใจ ไม่ใช่แค่เพียงการแต่งหน้าทาปาก

ผมเห็นด้วยกับ Anders ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว เศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่แค่แนวความคิดทางเลือกเก๋ๆ แต่มันเป็นสิ่งจำเป็น และคือทางรอดเดียวในการขับเคลื่อนมวลมนุษย์ไปข้างหน้า ท่ามกลางวิกฤตนานัปการ

อ้างอิง

“Circular economy – a prerequisite for meeting the SDG´s” Presentation by Anders Wijkman 27 October 2017, SIDA, Stockholm

MOST READ

Social Problems

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Problems

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้เว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Analytics Cookie

    คุกกี้ประเภทนี้มีเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บเพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ต่อไป

Save