fbpx
ชิปหาย–คนรุ่นใหม่–สมองไหล: ชิป 3 นาโนเมตรของไต้หวันกับรัฐสภาหมื่นล้านของไทย

ชิปหาย–คนรุ่นใหม่–สมองไหล: ชิป 3 นาโนเมตรของไต้หวันกับรัฐสภาหมื่นล้านของไทย

 ไต้หวันกำลังจะผลิตชิปขนาดเล็กที่สุดในโลก

ไทยกำลังจะมีรัฐสภาที่ใหญ่สุดในโลก

คนรุ่นใหม่สิ้นหวังกับอนาคตของประเทศไทย

ผมเห็นจุดเชื่อมต่อลางๆ ระหว่างข่าว 3 ชิ้นนี้

นั่นคือปรากฏการณ์ “สมองไหล” ซึ่งเคยเป็นปัญหาสำคัญของไต้หวันในอดีต และอาจจะเกิดกับประเทศไทยอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้

การอพยพออกไปทำงานต่างประเทศของคนรุ่นใหม่สะท้อนความคาดหวังที่พวกเขามีต่อบ้านเกิด เป็นปัญหาที่ไกลกว่าระดับปัจเจก เพราะเกิดจากความไม่ลงรอยระหว่าง ‘ความฝันของรัฐ’ กับ ‘ความฝันของประชาชน’

คนไทยรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยคับข้องใจกับโอกาสอันตีบตัน พวกเขาไม่แน่ใจว่าจะสามารถลืมตาอ้าปากใช้ชีวิตที่มีคุณค่าได้อย่างไรภายใต้โครงสร้างทางการเมืองและสังคมแบบที่เป็นอยู่

หากความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไต้หวันจะบอกอะไรเราได้สักอย่าง ก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ว่า เราไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้โดยไม่ปรับสภาพแวดล้อมทางการเมือง รวมทั้งปรับความฝันของรัฐกับความฝันของประชาชนให้เป็นเนื้อเดียวกัน

ความหวงแหนอำนาจของคนรุ่นเก่าในไต้หวันเคยผลักไสคนรุ่นใหม่ออกนอกประเทศ ก่อนจะเกิดความตระหนักและการแก้ไขจนเกิดปรากฏการณ์ ‘สมองไหลกลับ’ ที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไฮเทคจนประสบความสำเร็จ



วิกฤตชิปขาดตลาด


ว่ากันว่า หากจีนประกาศสงครามกับไต้หวันขึ้นมาจริงๆ คนที่ต้องกระวีกระวาดออกมาเป็นแนวหน้าช่วยไต้หวันก่อนใครอาจจะเป็นเหล่าซีอีโอจากซิลิคอนวัลเลย์และผู้บริหารบริษัทรถยนต์ เพื่อปกป้องสิ่งประดิษฐ์ขนาดจิ๋วที่เล็กกว่าเส้นขนราว 20,000 เท่า แต่เป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์โลกในปัจจุบัน

นั่นคือ ชิปขนาด 5 นาโนเมตร ที่ไต้หวันเป็นผู้กุมความสามารถในการผลิตถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก

ปัญหาชิปขาดตลาดส่งผลต่อซัพพลายเชนโลกอย่างรุนแรง การผลิตรถยนต์ของทั้งโลกต่ำกว่าเป้าหมายไปถึง 1 ล้านคันในไตรมาสแรกของปี 2021 ที่ผ่านมา โดยปัญหาไม่ได้เกิดจากบริษัทรถยนต์เอง แต่เป็นเพราะการขาดตลาดของชิป ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์

อันที่จริง บริษัทชิปเองก็เร่งการผลิตไม่หยุดหย่อน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้คนต้องทำงานที่บ้านกันมากขึ้น จึงต้องซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม ทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลขยายตัวถึง 11 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา เมื่อรวมกับความต้องการรถยนต์ที่ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง และยอดสั่งซื้อเกมที่ก้าวกระโดด ความต้องการชิปจึงเกินกำลังการผลิตไปมหาศาล

ปัจจุบัน โลกเราผลิตชิปได้ปีละ 1 ล้านล้านตัว คิดเป็นสัดส่วนถึง 128 ตัวต่อประชากรหนึ่งคน ที่เราต้องใช้ชิปเยอะขนาดนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแค่รถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันก็ต้องใช้ชิปมากกว่า 3,000 ตัวเข้าไปแล้ว

ที่มา: https://www.tsmc.com/english/dedicatedFoundry/technology

ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมชิปเองก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะยิ่งผลิตชิปให้มีขนาดเล็กลงเท่าใด ชิปก็จะยิ่งทำงานได้เร็วและประหยัดพลังงานมากขึ้น

คุณลักษณะนี้ทำให้การดูตัวเลขภาพรวมของตลาดชิปอาจบิดเบือนความเป็นจริงของการแข่งขัน เพราะหากเราดูตลาดชิปทั้งโลกโดยไม่แยกประเภท ก็จะเห็นชื่อบริษัทจากหลายประเทศ อาทิ Intel (สหรัฐฯ) GlobalFoundries (สหรัฐฯ) NXP (เนเธอร์แลนด์) SMIC (จีน)

อย่างไรก็ดี บริษัทเหล่านี้ผลิตได้เพียงชิปที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 นาโนเมตรเท่านั้น

หากดูเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงสุดอย่างชิปขนาด 5-10 นาโนเมตรแล้ว จะเหลือผู้แข่งขันในตลาดเพียง 2 รายเท่านั้นคือ Samsung (เกาหลีใต้) กับ TSMC (ไต้หวัน) โดย Samsung มีส่วนแบ่งกระจิดริดเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์เป็นของ TSMC

ภาพแสดงพัฒนาการของชิปที่เล็กลงเรื่อยๆ
ที่มา: https://www.tsmc.com/english/dedicatedFoundry/technology/logic/l_5nm


ยักษ์ล่องหนจากไต้หวัน


TSMC มีชื่อเต็มว่า Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ก่อตั้งขึ้นในปี 1987

บริษัทนี้ใช้เวลา 3 ทศวรรษก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลก มีรายได้ 38,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท (ปี 2019) เป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้าที่คนไม่ค่อยรู้จักชื่อ

ยิ่งบรรดาเทคเฟิร์มหันไปเน้นแต่ความสามารถด้านการออกแบบชิป (chip design) เป็นหลัก แต่ไม่ได้ลงทุนจริงจังด้านการผลิต (chip production) ยิ่งทำให้ TSMC ทวีความสำคัญในต้นน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ

บริษัทชิปรายใหญ่ของยุโรปในปัจจุบันก็ทำได้เพียงชิปขนาด 22 นาโนเมตร จึงอยู่ ‘คนละลีก’ กับ TSMC

แม้แต่ Intel ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ยังต้องจ้าง TSMC ให้ผลิตชิปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคาดการณ์ว่า TSMC จะกลายเป็นผู้ผลิตซีพียูราว 20 เปอร์เซ็นต์ของ Intel ในปี 2023

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ก็ต้องอาศัยชิปขนาดเล็กในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ อย่างอากาศยานต่อสู้ไร้คนขับ (combat drone) และซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมการรบ

TSMC จึงเติบโตไม่หยุดหย่อน ในปี 2021 นี้มีการลงทุน 28,000 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานแห่งใหม่ในไต้หวันสำหรับผลิตชิปรุ่นต่อไป ซึ่งจะมีขนาด 3 นาโนเมตร (3nm) โดยสามารถประหยัดพลังงานกว่าชิป 5 นาโนเมตรในปัจจุบัน แต่ทำงานเร็วขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์

โรงงานใหม่ของ TSMC มีขนาด 160,000 ตารางเมตร เทียบได้กับสนามฟุตบอล 22 สนาม หากชิปขนาด 3 นาโนเมตรสำเร็จ ก็จะยิ่งเพิ่มบทบาทของ TSMC ต่ออุตสาหกรรมสำคัญๆ ของโลกยุค 4.0 เพราะความสามารถในการทำงานของสมาร์ตโฟน รถยนต์ อุปกรณ์ IoT ต่างๆ รวมถึงการประมวลผลระดับสูง ล้วนต้องอาศัยสมรรถนะของชิปจาก TSMC ทั้งสิ้น


การดึงสมองให้ไหลกลับของไต้หวัน


TSMC เริ่มต้นพัฒนาจากการมุ่งเน้น ‘นวัตกรรมเชิงกระบวนการ’ (process innovation) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการไล่กวดทางเศรษฐกิจของไต้หวัน

ในภาพใหญ่ การออกแบบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไต้หวันเกิดจากปัจจัยเฉพาะตัวหลายอย่าง ตั้งแต่บทเรียนจากการแพ้สงครามในแผ่นดินใหญ่ + ความเป็นคนนอกของพรรคก๊กมินตั๋ง + ความอยากขยายฐานเศรษฐกิจใหม่ของตนเอง (ผมเคยเล่ารายละเอียดไว้ใน www.facebook.com/1025610554494689/videos/493229454778882)

สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันจนกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่เปรียบได้กับการสร้าง ‘ยักษ์ล่องหน’ เพราะบริษัทขนาดใหญ่ของไต้หวันเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นนำของโลก แม้ผู้คนจะไม่รู้จักชื่อบริษัท แต่ก็สร้างงานและมูลค่าเพิ่มมหาศาล จนไต้หวันกลายเป็นเสือเศรษฐกิจ ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงได้ในทศวรรษ 1990

ในที่นี้ ผมอยากเน้นการปรับตัวของนโยบายหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะน่าจะสอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังตื่นตัวกับการสร้างนวัตกรรมไปพร้อมๆ กับแนวโน้มความอยากออกไปทำงานต่างประเทศของคนรุ่นใหม่

นั่นคือ การจัดการกับปรากฏการณ์ ‘สมองไหล’ (brain drain)

การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิคที่เกี่ยวกับเงินลงทุนและเครื่องจักรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้คนได้ใช้ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองอย่างเต็มที่

ไต้หวันเองก็เคยผ่านช่วงเวลาสมองไหลที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากกลับบ้านเกิด และหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ก็จะไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้

ในช่วงสองทศวรรษระหว่างปี 1960–1980 คนไต้หวันที่ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ กว่า 50,000 คน แต่ตัดสินใจกลับมาทำงานที่ไต้หวันเพียง 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เกือบ 9 ใน 10 คนที่ได้ ‘โกอินเตอร์’ นั้นไม่อยากกลับมาทำงานที่บ้านเกิด

คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้คือคนที่เรียนจบปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ในไต้หวัน ก่อนจะออกไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ

ทศวรรษ 1980 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกในภาษาปัจจุบันว่า ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ เพราะไต้หวันไม่สามารถพึ่งพาแต่อุตสาหกรรมเบาและแรงงานราคาถูกให้เติบโตต่อไปได้อีกแล้ว จำเป็นจะต้องยกเครื่องอุตสาหกรรมจริงจัง เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตของประเทศ

รัฐบาลไต้หวันเริ่มเห็นปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ จึงตั้ง National Youth Commission (NYC) ขึ้นเพื่อจัดการ โดยเริ่มต้นจากการยอมรับความจริง และสำรวจปัจจัยเบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

ผลสำรวจพบว่า นอกจาก ‘ปัจจัยดึงดูด’ (pull factors) อย่างรายได้ ความก้าวหน้าทางอาชีพ และความพร้อมด้านการวิจัยในสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังมี ‘ปัจจัยผลักไส’ (push factors) อย่างการขาดเสรีภาพทางการเมืองและวิชาการ รวมถึงบรรยากาศทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยของไต้หวันเองด้วย

ไต้หวันยุคนั้นอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการของพรรคก๊กมินตั๋งที่มีการ ‘ขึ้นบัญชีดำ’ นักวิชาการและนักวิจัยที่วิจารณ์รัฐบาล

NYC เป็นตัวกลางในการปรับนโยบายต่างๆ เพื่อดึงคนไต้หวันให้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดมากขึ้น มีมาตรการระยะสั้นอย่างการอุดหนุนเงินค่าเดินทาง การประสานข้อมูลระหว่างความต้องการกำลังคนขององค์กรธุรกิจและวิชาการในไต้หวันกับคนที่ไปเรียนต่อ

นอกจากนี้ ยังมีการปรับกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น กระตุ้นให้กลับมาทำงานชั่วคราวที่ไต้หวันเพื่อทดลองเป็นเวลา 1-2 ปี ช่วยออกเงินเดือนให้บริษัทที่ดึงคนกลับบ้านสำเร็จ มีนโยบายเชิงรุกอย่างการออกไปจัด Job Expo ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส กระทั่งการยอมปรับระเบียบการเกณฑ์ทหารให้ยืดหยุ่นขึ้น

สำหรับคนที่อยากทำธุรกิจของตนเอง ไต้หวันก็เปิดให้มีแหล่งทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำที่เข้าถึงง่ายขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องที่อยู่อาศัยและโรงเรียนเพื่อให้คนไต้หวันกลับมาพร้อมกันทั้งครอบครัว

ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็เปิดรับคนชาติอื่นๆ ให้เข้ามาทำงานมากขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นนานาชาติ โดยเฉพาะในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศที่กำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

อีกองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ‘การเมืองประชาธิปไตย’

ยุทธศาสตร์ยกระดับเทคโนโลยีของไต้หวัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่การเมืองไต้หวันเริ่มผ่อนคลาย มีการเลือกตั้งที่เปิดให้พรรคฝ่ายค้านแข่งขันอย่างเสรีเป็นครั้งแรกในปี 1986 กฎอัยการศึกที่ใช้มาเกือบ 40 ปีถูกยกเลิกในปี 1987 ก่อนที่การเมืองจะค่อยๆ มีเสรีภาพเพิ่มขึ้นจนถึงระดับมาตรฐานสากลในช่วงกลางทศวรรษ 1990

หากไม่มีคนเก่งมาทำงาน รัฐจะลงทุนแค่ไหนก็คงไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศได้

การเมืองเปิดและนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ทำให้วิศวกรชาวไต้หวันอย่างน้อย 12,000 คนที่ทำงานอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์เดินทางกลับบ้าน พวกเขากลับมาพร้อมประสบการณ์และกลายเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีของไต้หวันทั้งในภาครัฐและเอกชน

มอร์ริส ชาง (Morris Chang) ผู้ก่อตั้ง TSMC ก็เป็นหนึ่งในสมองที่ไหลสู่ไต้หวันในช่วงนี้ หลังจากทำงานที่ Texas Instruments ในสหรัฐฯ มา 25 ปี ก็ถูกชักชวนมาเป็นผู้บริหารหน่วยงานวิจัย Industrial Technology Research Institute (ITRI) ก่อนจะตั้ง TSMC ขึ้นในเวลาต่อมาเพื่อรับงานผลิตเหมาช่วงจากบริษัทข้ามชาติ

การเมืองปลายปิด คนรุ่นใหม่ถูกกดทับกีดกัน และภาวะสมองไหล คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของสังคมไทยอีกแล้ว


ชิปเล็กที่สุด versus รัฐสภาที่ใหญ่ที่สุด


รัฐสภาแห่งใหม่ของไทยมีชื่อทางการว่า ‘สัปปายะสภาสถาน’

การออกแบบทำตาม ‘คติไตรภูมิ’ ซึ่งในทางปฏิบัติคือการอำนวยความสะดวกให้กับคนที่เดินทางมาพร้อมคนขับรถ ทางเท้าให้คนที่เดินทางมาด้วยรถเมล์ไม่ได้อยู่ในแผนก่อสร้าง หากไม่มีรถ คุณต้องเดินคลุกฝุ่นลงใต้ดินเพื่อไปแลกบัตร เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้พับแขนเสื้อเชิ้ต ส่วนลิฟต์แบ่งออกเป็นฝั่งของ ส.ส. และฝั่งของ ‘คนอื่นๆ’

ด้วยงบประมาณกว่า 12,000 ล้านบาท และพื้นที่ 424,000 ตารางเมตร ทำให้ประเทศไทยกำลังจะทำลายสถิติด้วยการมีอาคารรัฐสภาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ความฝันของรัฐไทยช่างเป็นโลกคู่ขนานกับความฝันของไต้หวัน

ไต้หวันเคยเผชิญปัญหาความฝันของรัฐไม่ตรงกับความหวังของคนรุ่นใหม่ และมีการปรับตัวจริงจังตั้งแต่ระดับการเมืองจนถึงนโยบายเฉพาะหน้า

ไต้หวันดึงคนกลับบ้านเกิดเพื่อมาช่วยกันสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ก้าวกระโดดจากเกาะขนาดเล็กที่ไม่มีใครสนใจไปสู่โลกที่หนึ่งอย่างภาคภูมิ

และไต้หวันก็กำลังจะผลิตชิปที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก

เจ้าชิปขนาด 3 นาโนเมตรช่างมีพลังมหาศาลเหลือเกิน นอกจากช่วยให้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ทำงานเร็วขึ้นแล้ว ยังสามารถปรับสมดุลการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศมหาอำนาจและเทคเฟิร์มยักษ์ใหญ่ไม่สามารถมองข้ามหัวไต้หวันได้

ภาพความฝันคู่ขนานระหว่างไทยกับไต้หวันแทนคำตอบได้ดี ว่าทำไมรัฐไทยกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางมากกว่าปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาประเทศในยุคแห่งเทคโนโลยี

และทำไมคนรุ่นใหม่ของไทยถึงอยากออกเดินทาง

คำถามก็คือ เรากำลังแลกอนาคตและความหวังของพวกเขากับอะไร?


อ้างอิง

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save