fbpx

ถอดบทเรียนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านโมเดลไซเบอร์ประเทศจีน: ไทยอยู่ตรงไหนในสงครามแพลตฟอร์ม?

ลองนึกถึงภาพ ‘พื้นที่’ (space) แห่งหนึ่งที่มีความกว้างใหญ่ไพศาล ไร้พรมแดน ไร้ขอบเขต มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้คนที่อาจจะอยู่กันคนละซีกโลกสามารถติดต่อกันได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส – เรากำลังพูดถึง ‘พื้นที่ทางไซเบอร์’ ที่เข้ามามีบทบาทในทุกมิติชีวิตของมนุษย์ในช่วงหลังมานี้ เป็นพื้นที่ที่จับต้องไม่ได้และมองไม่เห็น แต่กลับมีอิทธิพลกับชีวิตของเราอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ดี แม้พื้นที่ในโลกไซเบอร์จะเอื้อประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์หลายอย่าง แต่พื้นที่ดังกล่าวก็มาพร้อมกับความอันตรายที่ไร้พรมแดน สามารถข้ามผ่านขอบเขตของรัฐชาติ และสร้างผลกระทบกับชีวิตคนได้เป็นล้านๆ คน ภัยคุกคามทางไซเบอร์และประเด็นเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ (cyber security) จึงกลายมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อหาทางใช้ประโยชน์จากพื้นที่เสมือนแห่งใหม่ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งระวังภัยคุกคามที่ไร้พรมแดนนี้ไปพร้อมๆ กัน

ในบรรดาประเทศทั้งหมดในโลกนี้ ‘จีน’ ถือเป็นประเทศหนึ่งที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้จากเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นผู้นำในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรืออื่นๆ อีกมากมาย โดยมี ‘กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์จีน’ (Cyber Security Law 2017) เป็นกฎหมายรากฐานการกำกับดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ในยุคนี้

ดูผิวเผินแล้ว กฎหมายดังกล่าวอาจไม่ต่างอะไรกับกฎหมายด้านไซเบอร์ในหลายๆ ประเทศที่มุ่งปกป้องผู้ใช้งานจากอันตรายที่เกิดขึ้นได้พร้อมกับเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี งานวิจัย กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์กับการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศจีน: ถอดบทเรียนสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0 โดย อาร์ม ตั้งนิรันดร แสดงให้เห็นถึงประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีนว่า กฎหมายดังกล่าวชี้ให้เห็น “ความพยายามของรัฐบาลจีนในการอ้างอำนาจอธิปไตยบนโลกอินเทอร์เน็ต” ดังนั้น ถ้าเราจะทำความเข้าใจกฎหมายฉบับนี้ของจีน เราจะต้องมองในมุมมองที่กว้างกว่าของโลกตะวันตก และมองผ่านมุมมองพิเศษของจีนที่มีต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย

101 ชวนเก็บประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีน ผ่านงานวิจัยของ อาร์ม ตั้งนิรันดร รวมถึงเปรียบเทียบโมเดลกฎหมายด้านไซเบอร์ของจีน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป แล้วจึงหันมาย้อนดูโมเดลของไทย ปิดท้ายด้วยการตั้งโจทย์ชวนขบคิดสำหรับคนไทยยุค 4.0 ในโลกที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งกันเป็นเจ้าแพลตฟอร์มของมหาอำนาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

The Great Firewall of China กับอำนาจอธิปไตยทางไซเบอร์ในโลก (ที่ควรจะ) ไร้พรมแดน

ในงานวิจัยของอาร์มชี้ชัดว่า จีนมีมุมมองเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์แตกต่างจากฝั่งตะวันตกในระดับพื้นฐาน ถ้าพูดให้ชัดขึ้น ขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมองว่าอินเทอร์เน็ตคือช่องทางเปิดและควรส่งเสริมให้เข้าถึงได้อย่างเสรี จีนกลับมองว่าอินเทอร์เน็ตต้องถูกควบคุม และยังสนับสนุนแนวคิดอธิปไตยทางไซเบอร์ จีนมองว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์คือความมั่นคงของชาติ และเมื่อเป็นเช่นนี้ กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็คือสิ่งที่บ่งบอกว่าจีนมีความพยายามยกระดับความมั่นคงของชาติ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

หากเจาะลึกลงไปที่กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ จีนเน้นให้ความสำคัญกับการระมัดระวังอันตรายจากโลกไซเบอร์ที่จะมีต่อ ‘ความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง’ อีกทั้งยังมีการเซนเซอร์เนื้อหาและแนะนำวิธีการแสดงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต แตกต่างจากฝั่งตะวันตกที่เน้นให้ระมัดระวังอันตรายจากโลกไซเบอร์ที่มีต่อเทคโนโลยี

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น อาร์มยกตัวอย่างมาตรการของจีนที่บังคับให้ผู้ให้บริการทางโครงข่ายมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บชื่อจริงของผู้ใช้งาน เพราะรัฐบาลเชื่อว่าการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีอารยะจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการกำจัดข่าวลือ การใช้คำหยาบคาย และเนื้อหาที่เลวร้ายบนโลกอินเทอร์เน็ต

จะเห็นว่ากฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์มีขอบเขตที่ทั้งกว้างและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าประเทศอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ เป็นอันดับแรกเสมอ นโยบายหรือการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวกับไซเบอร์จึงพลอยเป็นไปเพื่อเหตุผลทางการเมืองเพื่อรักษาความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นหลัก อีกทั้งกฎหมายและระเบียบต่างๆ ในจีนต่างก็มีลักษณะการตีความที่ยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเมืองได้

หนึ่งในหลักสำคัญที่สะท้อนในกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีน หรือแม้กระทั่งมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตคือ ‘แนวคิดอธิปไตยทางไซเบอร์’ ซึ่งถูกระบุไว้ในมาตรา 1 ของกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ไว้ว่า:

เพื่อปกป้องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งอธิปไตยไซเบอร์ ความมั่นคงของชาติ และสาธารณประโยชน์ เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน นิติบุคคล และองค์กรอื่นๆ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสารสนเทศอย่างยั่งยืน”

อาร์มจึงชี้ว่า “กฎหมายฉบับนี้มองว่าภยันอันตรายที่มีต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์คือภยันตรายต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ”

อย่างไรก็ดี ดังที่เรากล่าวไปแล้วว่าพื้นที่ทางไซเบอร์เป็นโลกไร้พรมแดน และแม้อาร์มจะแสดงความคิดเห็นว่า การที่รัฐใดรัฐหนึ่งจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทางไซเบอร์หรือไม่เป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่ความชัดเจนประการหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้คือ รัฐหนึ่งๆ ย่อมมีอำนาจเหนือเครือข่ายและระบบสารสนเทศในพรมแดนขอบเขตอำนาจของตนเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่รัฐบาลจีนสามารถนำแนวคิดเรื่องอธิปไตยทางไซเบอร์มาปฏิบัติจริงในพรมแดนของตนเอง ผ่านการสร้างพรมแดนพื้นที่ทางไซเบอร์ที่เราอาจคุ้นเคยกันในชื่อ ‘The Great Firewall’ ที่มีไว้เพื่อปิดกั้นเนื้อหาออนไลน์จากต่างชาติ

อีกประเด็นน่าสนใจในงานวิจัยชิ้นนี้คือเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย โดยถ้าเราดูรัฐธรรมนูญของจีนจะเห็นว่ามีการระบุเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1982 และได้รับการยกร่างแก้ไขและบัญญัติอย่างเปิดเผยในปี ค.ศ. 2004 อย่างไรก็ดี คล้ายคลึงกับอีกหลายเรื่องที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วว่า สิทธิมนุษยชนในมุมมองของจีนแตกต่างจากที่ชาติตะวันตกเข้าใจ

ในเรื่องนี้ อาร์มกล่าวในงานวิจัยว่า “ปรัชญาด้านสิทธิมนุษยชนของจีนสะท้อนผ่านความต้องการในการควบคุมอินเทอร์เน็ตซึ่งเน้นให้เห็นถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่มาก่อนสิทธิของบุคคลนั้น” ถ้าพูดให้ชัดขึ้น แม้กฎหมายจะคุ้มครองสิทธิของข้อมูลส่วนบุคคล แต่ก็เปิดช่องให้รัฐบาลหรือบุคคลที่สามเข้ามาล่วงละเมิดสิทธิส่วนนี้ได้ อีกทั้งด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐเหนือกว่าเอกชน ทำให้ถ้ารัฐละเมิดข้อมูลของผู้ใช้งาน ผู้ใช้จึงไม่สามารถเรียกร้องขอการเยียวยาใดๆ ได้

ทั้งหมดนี้นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน

โมเดลจีนเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

นอกจากโมเดลกฎหมายไซเบอร์ของจีนแล้ว อาร์มยังได้ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปไว้ด้วย โดยข้อแตกต่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ สหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้ผู้ให้บริการทางเครือข่ายต้องปฏิบัติการใดๆ ส่วนสหภาพยุโรปบังคับเพียงแค่ในธุรกิจการตลาดออนไลน์ การให้บริการเครื่องมือค้นหาออนไลน์ และการจัดเก็บข้อมูลและการคำนวณออนไลน์ โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต้องจัดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลในประเทศมีมาตรการที่เหมาะสมในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อระบบข้อมูลและเครือข่าย

ขณะที่ในประเทศจีนบังคับให้ผู้บริการทางเครือข่ายในธุรกิจทุกประเภทมีหน้าที่จัดสร้างมาตรการเพื่อรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ ช่วยรัฐบาลเซนเซอร์เนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์บนอินเทอร์เน็ต และยังต้องให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่หน่วยงานรัฐหากได้รับการร้องขอด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ งานวิจัยจึงชี้ให้เห็นว่า การที่กฎหมายสหรัฐฯ ไม่ได้มอบหน้าที่ใดๆ ให้ผู้ให้บริการทางเครือข่ายเลยแสดงว่ารัฐเชื่อในเรื่องระบบทุนนิยมอย่างเต็มที่ จึงพยายามจะยุ่งกับผู้ประกอบการและตลาดให้น้อยที่สุด ส่วนสหภาพยุโรปมีความคล้ายคลึงกับสหรัฐฯ แต่มองว่าถ้าธุรกิจบางประเภทไม่ป้องกันตนเองเลย ก็อาจจะเกิดความเสียหายต่อประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ ซึ่งอาร์มตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า 3 ธุรกิจที่สหภาพยุโรปมีข้อบังคับล้วนเป็นธุรกิจที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายดายทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี เราอาจสรุปรวมได้ว่า กฎหมายของทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปคือการถ่วงดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้ประกอบการกับประชาชน

อย่างไรก็ดี การถ่วงดุลในจีนดูจะเป็นการถ่วงดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐกับผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่า อาร์มชี้ว่า การบังคับให้ผู้ให้บริการทางเครือข่ายทุกธุรกิจต้องมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์กลายเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็น ทำให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และยังสะท้อนด้วยว่ารัฐผลักภาระมาให้เอกชนในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์แทนตนเอง

ย้อนดูโมเดลไซเบอร์ประเทศไทย

แนวทางการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของไทยปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยอาร์มได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบโมเดลของไทยกับจีน สหรัฐฯ และยุโรป เพื่อดูว่าประเทศไทยใช้กฎหมายตามโมเดลของประเทศ/กลุ่มประเทศไหนมากกว่ากัน โดยผลลัพธ์ที่ได้มีดังนี้

ด้านหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ให้บริการทางเครือข่าย

งานวิจัยชี้ว่า ประเทศไทยเลือกเดินตามโมเดลแบบจีน ซึ่งหน้าที่สำคัญของผู้ให้บริการทางเครือข่ายเป็นหน้าที่การช่วยเหลือรัฐในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี กฎหมายไทยไม่ได้กล่าวถึงหน้าที่ของผู้ให้บริการในการเสริมสร้างระบบการรักษาความปลอดภัยของตนเหมือนที่ถูกกล่าวถึงในโมเดลแบบจีนกับสหภาพยุโรป

ด้านการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

เป็นส่วนที่ไทยเดินตามโมเดลของทั้ง 3 ประเทศ กล่าวคือในโมเดลแบบสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดให้มีมาตรฐานขั้นต่ำในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยไม่มีโทษอาญาหรือสภาพบังคับ แต่ขณะเดียวกัน กฎหมายไทยได้กำหนดโทษอาญาเหมือนจีนไว้ในสองกรณี ได้แก่ (1) กรณีที่มีภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและไม่มีการแจ้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ หรือ (2) กรณีที่มีภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในระดับร้ายแรง และมีผู้อำนาจามกฎหมายได้สั่งให้แก้ไขมาตรฐานความปลอดภัย

ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ภายในท้องที่

สำหรับในด้านนี้ อาร์มวิเคราะห์ว่าประเทศไทยเลือกเดินตามรอยโมเดลแบบสหภาพยุโรป โดยอ้างถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่กำหนดว่าการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศจะทำได้ก็ต่อเมื่อประเทศปลายทางมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ อย่างไรก็ดี ลักษณะพิเศษของกฎหมายไทยซึ่งไม่ปรากฏในโมเดลของประเทศใดเลยคือ การโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศที่ไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองเพียงพอสามารถทำได้หากเข้าเหตุยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

ด้านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบ

เป็นส่วนที่ไทยใช้โมเดลเดียวกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป กล่าวคือนอกจากหน่วยงานของรัฐจะต้องมีบริการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบรักษาความปลอดภัยแล้ว ยังต้องตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมนั้นๆ ด้วย

ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อาร์มชี้ว่าไทยใช้โมเดลทั้งแบบสหภาพยุโรปและจีน โดยในแบบสหภาพยุโรป ไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สอดคล้องกับของสหภาพยุโรป ทว่าพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวมีข้อยกเว้นเป็นกฎหมายอื่นหลายฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายที่อ้างเหตุด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามโมเดลแบบจีน

จากข้อมูลทั้งหมด อาร์มกล่าวสรุปภาพรวมไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า สหรัฐฯ มีแนวทางรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อยู่ที่การรักษาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต สหภาพยุโรปมุ่งที่การคุ้มครองดูแลผู้ใช้งาน ส่วนจีนเน้นที่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งโมเดลแบบจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อการบัญญัติกฎหมายไทยในการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านทางลักษณะเด่นต่างๆ เช่น ประเด็นหน้าที่ทางกฎหมายของผู้ให้บริการทางเครือข่าย

แต่ไม่ใช่เพียงประเทศไทยเท่านั้น อาร์มกล่าวว่าฝั่งตะวันตกเองก็เริ่มมีการเดินตามโมเดลแบบจีนเช่นกัน ด้วยความกังวลจากภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมไปถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของมหาอำนาจและประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในอนาคต จึงเป็นไปได้ว่าประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะซับซ้อนมากขึ้น และก้าวข้ามผ่านคำถามที่ว่ารัฐจะเข้ามา ‘กำกับดูแล’ พื้นที่ทางไซเบอร์หรือไม่ ไปสู่คำถามที่ว่า ‘ระดับ’ การที่รัฐเข้ามากำกับดูแลจะเป็นอย่างไรมากกว่า

ถอดบทเรียนสำคัญของประเทศไทยในยุคดิจิทัล

ในตอนท้ายของงานวิจัย อาร์มชวนถอดบทเรียนสำคัญสำหรับคนไทย 4.0 และประเทศไทยในยุคที่ดิจิทัลมีบทบาทชนิดไร้พรมแดน และไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่จะต้องข้องเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน โดยอาร์มชี้ให้เห็นความรุดหน้าของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยียุค 4.0 ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) big data หรือเทคโนโลยี 5G ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของทุกคน และยังทำให้จีนค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเทียบชั้นสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งอาร์มแสดงความคิดเห็นว่า มีมิติด้านความมั่นคงและเป็นภัยคุกคามอยู่ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของข้อมูล และความที่เจ้าแพลตฟอร์มในยุคดิจิทัลจะสามารถนำไปสู่การเป็นมหาอำนาจทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจได้

นอกจากนี้ อาร์มยังชี้ให้เห็นถึงสิ่งสำคัญยิ่งประการหนึ่งว่า เมื่อเรากำลังเผชิญกับโลกภูมิรัฐศาสตร์การเมืองและเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและแตกต่างจากโลกใบเดิม ประเด็นสำคัญที่ต้องขบคิดต่อไปคือคนไทยที่ต้องใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนไทยย่อมต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มจีนหรือแพลตฟอร์มสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งทิ้งคำถามสำคัญที่ชวนขบคิดต่อไปว่า เราจะแสวงหาแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมอย่างไร เพื่อที่จะทั้งรับประกันความปลอดภัยทางไซเบอร์และความมั่นคงของชาติ รวมทั้งสร้างสมดุลทั้งในคุณค่าด้านความมั่นคงของรัฐและคุณค่าด้านเสรีนิยมไปพร้อมกัน


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง แผนงานบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม คนไทย 4.0 สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2563 และ The101.world

MOST READ

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

World

9 Mar 2018

สีจิ้นผิงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

อาร์ม ตั้งนิรันดร วิเคราะห์เส้นทางการเมืองของสีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีนที่สามารถรวบอำนาจมาอยู่ในมือได้สำเร็จเด็ดขาด สีจิ้นผิงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? และสุดท้ายเขาจะพาจีนพังกันหมดหรือไม่?

อาร์ม ตั้งนิรันดร

9 Mar 2018

World

17 Jul 2020

ร่วมรากแต่ขัดแย้ง ความบาดหมางระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย

อรอนงค์ ทิพย์พิมล เขียนถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่ทั้งสองประเทศมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่าง จนนำไปสู่ความขัดแย้งในการช่วงชิงความเป็นเจ้าของภาษาและวัฒนธรรมมลายู

อรอนงค์ ทิพย์พิมล

17 Jul 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save