fbpx
Chasing Coral ถ้าโลกนี้ไม่มีปะการัง นี่คือหนังที่ทุกคนที่รักทะเลและไม่เคยสนใจทะเลต้องดู

Chasing Coral ถ้าโลกนี้ไม่มีปะการัง นี่คือหนังที่ทุกคนที่รักทะเลและไม่เคยสนใจทะเลต้องดู

หาก Inconvenient Truth ภาพยนต์สารคดีมากรางวัลเมื่อ 10 ปีที่แล้วของอัล กอร์ สามารถปลุกให้คนทั่วโลกรู้จักและหันมาสนใจกับปัญหาโลกร้อนได้ ภาพยนตร์สารคดี Chasing Coral คือความหวังที่จะปลุกให้โลกตื่นขึ้นมารับรู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของยุคนี้แต่มีคนเข้าใจน้อยที่สุด นั่นคือวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับปะการังทั่วโลก

 

อย่างที่ ริชาร์ด วีเวอร์ ผู้อำนวยการสร้าง เปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่า ปัญหาสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติใต้ทะเลคือมัน out of sight out of mind เพราะมองไม่เห็นจึงไม่ใส่ใจ เพราะมันอยู่ไกลจึงไม่คิดถึง ปะการังจะเสียหายขนาดไหน สัตว์ทะเลจะล้มหายตายจากไปอย่างไร เราก็มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่จึงยังคิดว่า ตราบที่คลื่นยังซัดฟองแตกกระจาย ทะเลก็คือทะเล กว้างใหญ่ไพศาลและยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์ตัวจ้อยจะไปทำอะไรได้

ความที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการโฆษณามาก่อน ริชาร์ดคิดว่าทางแก้เรื่องนี้คือต้องปรับปรุงวิธีการสื่อสารและทำให้ทุกคนได้เห็นกับตาตัวเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในมหาสมุทร เขากับนักวิชาการจึงริเริ่มโครงการ XL Catlin Seaview Survey โดยออกถ่ายภาพแนวปะการังใต้ทะเล 360 องศาแบบเดียวกับที่ Google ส่งรถออกไปบันทึกภาพ Google Street View เพื่อให้คนที่ไม่เคยดำน้ำได้มีโอกาสเข้าถึงโลกใต้ทะเลได้ง่ายขึ้น

คนทั่วไปอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าปะการังความจริงเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่มีโครงสร้างเรียบง่ายแต่สามารถสร้างโครงสร้างแข็งอันสลับซับซ้อนใหญ่โตอย่างน่าอัศจรรย์ การได้เห็นภาพปะการังตัวเล็กๆ อ้าปากหุบเข้าหุบออกอย่างมีชีวิตชีวาคงเปลี่ยนมุมมองผู้ชมต่อปะการังไม่มากก็น้อย ยังไม่นับว่าพวกมันมีสาหร่ายเซลล์เดียวอาศัยอยู่ร่วมกันคอยทำหน้าที่สังเคราะห์แสงและผลิตอาหารให้ตอนกลางวัน ปะการังจึงเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่สามารถสร้างบ้านใหญ่โตขนาดที่เรามองเห็นจากดวงจันทร์ได้ และยังกลายเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่าหนึ่งในสี่

เมื่อริชาร์ดเริ่มออกสำรวจเขาก็ได้พบความจริงว่าโลกของปะการังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกแล้ว ปะการังหลายแห่งทั่วโลกเสื่อมโทรมอย่างหนัก พื้นที่เช่นฟลอริดาคีย์สในสหรัฐอเมริกาเคยมีปะการังเขากวาง Elkhorn (Acropora palmata) ขึ้นอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันเหลือปะการังชนิดนี้อยู่ไม่ถึง 0.01% และถูกขึ้นบัญชีใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered) มีสถานภาพไม่ต่างจากเสือโคร่ง หรือแรดชวา ถ้าลดลงไปกว่านี้ ก็คงถึงคราวสูญพันธุ์ไปจากโลกตลอดกาล

ฉากที่ริชาร์ดกับดร.ฟิล ดัสตัน นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล พาเราลงไปสำรวจใต้น้ำที่ฟลอริดาคีย์สไปพบกับป่าช้าปะการังไร้ชีวิตทุกทิศทุกทางน่าจะทำให้ใครๆ ต้องถอนหายใจ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาฟลอริดาสูญเสียแนวปะการังไปมากถึง 80-90% แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

หลังจากฉากนั้น ริชาร์ดพาเราไปเป็นจักษุพยานปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ภัยคุกคามสำคัญที่สุดที่เป็นผลพวงโดยตรงของภาวะโลกร้อน

ฉากแนวปะการังแอร์พอร์ตที่อเมริกันซามัวกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาเป็นภาพที่เหลือเชื่อมาก นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่ามัจจุราชสีขาว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ปะการังตอบสนองต่อความเครียด โดยเฉพาะอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น เมื่อสาหร่ายเซลเดียวที่อาศัยในตัวปะการังเริ่มทำงานไม่ปกติ ปะการังจึงต้องรีบขับไล่สาหร่ายสีน้ำตาลเหล่านั้นออกจากตัว เหลือเพียงเนื้อเยื่อใสเปลือยเปล่า มองเห็นเป็นโครงกระดูกสีขาวของโครงสร้างหินปูน เมื่อไม่มีโรงอาหารปะการังก็เริ่มอดอยากและตายลงในที่สุด หากอุณหภูมิน้ำทะเลไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเร็วมาก ภายในเวลา 3 เดือนด้วยอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียสแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยชีวิตอาจฟอกขาวและตายลงทั้งหมด ไม่ต่างอะไรจากไฟป่าที่เผาผลาญภูเขาทั้งลูกให้วอดวายภายในพริบตา เพียงแต่ว่าความตายของปะการังเกิดขึ้นช้าๆ เงียบงัน และไม่มีใครสังเกตเห็น

ริชาร์ดบอกว่านี่คือผลกระทบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามักได้ยินว่าแค่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1-2 องศามันจะเป็นอะไร เขาเปรียบเทียบอุณหภูมิของมหาสมุทรกับอุณหภูมิในร่างกายคนเราว่า แค่เราเป็นไข้ 1 หรือ 2 องศาและไข้ไม่ลดลง แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับมหาสมุทร

ถ้าเราไม่มีมหาสมุทรคอยทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินของโลกไว้กว่า 90% เราคงจะรู้สึกถึงผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อนกว่านี้อีกมาก แต่นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลว่ามหาสมุทรอาจจะรองรับผลกระทบดังกล่าวได้อีกไม่นาน อาการป่วยไข้ที่แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดก็คือปรากฏการณ์ฟอกขาวทั่วโลกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นทุกที

ถึงจุดนี้ริชาร์ดเผยถึงที่มาของชื่อ Chasing Coral ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Chasing Ice ที่ว่าด้วยการตามหาน้ำแข็งที่กำลังหายไปทั่วโลก เขาและทีมงานออกปฏิบัติภารกิจเดียวกัน คือออกตามหาปะการังทั่วหล้าเพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวให้คนทั้งโลกได้เห็น

ต้องยอมรับว่าภาพปะการังฟอกขาวที่ทีมงาน Chasing Coral บันทึกได้ทั้งในห้องปฏิบัติการและในธรรมชาติเป็นภาพที่ทรงพลังมากๆ และน่าจะเป็นครั้งแรกที่คนส่วนใหญ่จะได้เห็นผลกระทบของปะการังฟอกขาวอย่างชัดเจนแบบที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงระดับโลกเคยเกิดมาแล้วแค่สองครั้ง คือในปี 1998 ที่ฆ่าปะการังทั่วโลกไปราว 16% และปี 2010 ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อแนวปะการังทางฝั่งอันดามันของประเทศไทย สิ่งที่ริชาร์ดและทีมงานออกไล่ล่าบันทึกภาพคือปรากฏการณ์ฟอกขาวระดับโลกครั้งที่สามที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2014 มาจนถึงกลางปี 2017 นับเป็นเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวที่ยาวนานที่สุดและคาดว่าสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะต่อแนวปะการังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Great Barrier Reef

ถึงตอนนี้ภาพยนตร์เพิ่มตัวละครอีกคนคือแซคเกอรี่ ราโก หนึ่งในทีมงานผู้ออกบันทึกภาพใต้น้ำ แซคเป็นหนุ่มผู้คลั่งไคล้ด้านอนุกรมวิธาน หรือการจำแนกสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มาแต่เด็ก เมื่อได้มีโอกาสฝึกงานในสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ เขาก็หลงรักปะการังและทำหน้าที่เพาะพันธุ์ปะการังอยู่ 5 ปี โดยได้ศึกษาการจำแนกชนิดปะการังด้วยตัวเองจนเชี่ยวชาญ​

แซคเป็นตัวแทนของคนที่หลงรักปะการังสุดหัวใจ และตื่นเต้นมากที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกภาพแนวปะการังในธรรมชาติ เขาเล่าถึงความมหัศจรรย์ของปะการังด้วยตาเป็นประกาย ความหลากหลายของชีวิตที่พึ่งพาโครงสร้างอันซับซ้อนของปะการัง ทำให้แนวปะการังไม่ต่างกับมหานครใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แนวปะการังคือป่าเขตร้อนใต้ทะเล เป็นแหล่งกำเนิดและที่พำนักรักษาความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุดในโลก

จุดที่เป็นไฮไลต์ของเรื่องคงจะเป็นการที่เราได้เห็นแซค ทุ่มเทบันทึกภาพแนวปะการัง Great Barrier Reef ที่กำลังตายลงต่อหน้าต่อตาจากปรากฏการณ์ฟอกขาว ภารกิจที่ไม่ต่างอะไรจากการเฝ้าบันทึกภาพคนป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ตั้งแต่วันแรกที่อาการเริ่มทรุด ไปจนถึงวันสุดท้ายที่คนไข้จากไปอย่างสงบ

แต่แนวปะการังบางแห่งก็ไม่ยอมที่จะจากไปโดยไม่ต่อสู้อะไรเลย ริชาร์ดและทีมงานบันทึกภาพปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นที่นิวแคลิโดเนียได้ระหว่างการฟอกขาว คือการที่ปะการังบางส่วนเกิดการเรืองแสง และแปลงร่างเป็นปะการังสีเหลืองสด ม่วง ฟ้าครามในระยะสุดท้าย นักวิทยาศาสตร์คาดว่าพวกมันพยายามผลิตสารเคมีกันแดดเพื่อป้องกันตัวเองจากความร้อน แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับอุณหภูมิที่ยังสูงเกินระดับปกติ

“ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง มันเป็นปะการังที่มีสีสันสดใสที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น มันเป็นการเปลี่ยนรูปที่น่าอัศจรรย์มากของธรรมชาติ เป็นแง่งามของความตาย และเหมือนกับปะการังพยายามจะบอกกับเราว่า มองฉันสิ โปรดมองให้เห็นฉัน”

ริชาร์ดบอกกับเราโดยไม่ต้องเอ่ยว่าเราต้องปล่อยให้ความตายของปะการังเหล่านี้เป็นเรื่องสูญเปล่า

ย้อนกลับไปหาแซค หลังจากบันทึกภาพความตายบนเกาะห่างไกลแห่งหนี่งใน Great Barrier Reef อยู่เกือบ 4 เดือน เขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงและกำลังใจอีกต่อไป สิ่งที่เขารักแตกสลายลงไปต่อหน้าต่อตา แต่บทสนทนาระหว่างเขากับชาร์ลี เวรอน ปรมาจารย์ด้านอนุกรมวิธานปะการังชาวออสเตรเลีย ก็กระตุ้นให้แซคต้องทำอะไรบางอย่าง และต้องไม่ยอมแพ้เพียงแค่นี้

“การสูญเสียแนวปะการังอย่าง Great Barrier Reef ต้องมีความหมายบางอย่าง คุณจะปล่อยให้พวกมันตายไปเฉยๆ ไม่ได้ ความตายของพวกมันควรจะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง ความตายของปะการังต้องปลุกโลกให้ตื่นขึ้น”​

หนังทิ้งท้ายด้วยการที่ริชาร์ดและแซคนำผลงานการบันทึกภาพมานำเสนอที่การประชุมนานาชาติเกี่ยวกับปะการัง ต่อหน้านักวิทยาศาสตร์ทางทะเลระดับแนวหน้าจากทั่วโลก ภาพปะการังสมบูรณ์ที่กลายเป็นซากปะการังภายในเวลาไม่กี่เดือน พร้อมๆ ไปกับปลาเล็กปลาน้อยที่หายไปด้วย

ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีอะไรที่ทำอันตรายระบบนิเวศขนาดใหญ่อย่าง Great Barrier Reef ได้ แต่สองปีที่ผ่านมาเราสูญเสียแนวปะการัง Great Barrier Reef ไปราวครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งของแนวปะการังที่ยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวคือหลักฐานสำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลพวงจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนของมนุษย์นั้นส่งผลกระทบรุนแรงและกว้างไกลขนาดไหน

ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิทยาศาสตร์คาดว่าปรากฏการณ์ฟอกขาวจะฆ่าปะการังทั้งหมดภายใน 30 ปีข้างหน้า ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประชากรราว 1 พันล้านคนที่พึ่งพาอาศัยแนวปะการังในการดำรงชีวิต จะเกิดอะไรขึ้นกับกุ้ง หอย ปู ปลา และเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวปีละ 1.2 ล้านล้านบาท

 

Chasing Coral พยายามทิ้งท้ายว่ามันยังไม่สายเกินไปที่จะอนุรักษ์ปะการัง แต่เราทุกคนต้องช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง

เพราะถ้าโลกนี้ไม่มีปะการัง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายทางนิเวศวิทยาและจุดสิ้นสุดของมวลมนุษย์​

………………

ป.ล. ตอนนี้ Chasing Coral เข้าฉายพร้อมกันทั่วโลกแล้วทาง Netflix ชมตัวอย่าง

 

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save