fbpx

“เมืองคือคน ไม่ใช่อาคาร” มองใหม่เมือง กับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ในช่วงประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา มหานครสมัยใหม่ทั่วโลกมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยและความเป็นอยู่ของผู้คนตลอดมา ปัญหาเรื่องเมืองเป็นประเด็นที่พูดถึงกันทั่วไปในเกือบทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ฉายภาพความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

ภาพรถหรูจอดข้างไซต์งานก่อสร้าง ตึกสูงระฟ้าเป็นฉากหลังของหลังคาสังกะสีในชุมชนแออัด และคลองสีขุ่นตีคู่ไปกับกำแพงสีขาวสว่างของสถานที่ราชการ เป็นภาพที่คนในกรุงเทพฯ เห็นจนเป็นเรื่องปกติ ยังไม่นับผู้คนที่มีตั้งแต่สวมสูท ใส่รองเท้าหนัง ไปจนถึงคนเดินเท้าเปล่าและสวมเสื้อยืดขาดรุ่ยที่ดำเนินชีวิตคู่ขนานไปในเมืองเดียวกัน

ยิ่งพอเกิดการระบาดของโควิด-19 ก็ดูเหมือนว่าโรคระบาดจะเข้ามาเปิดแผลของเมืองให้กว้างขึ้น-เจ็บแสบมากขึ้น 

ด้วยภาพของเมืองที่ยังมีอะไรให้แก้ไขจัดการอยู่มาก 101 ชวนชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ประกาศตัวสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาคุยว่าด้วยการออกแบบเมือง ทั้งในภาวะวิกฤต และชวนมองไปข้างหน้าว่าเราจะสร้างเมืองที่ลดเหลื่อมล้ำอย่างไร เมืองที่ดีควรเป็นแบบไหน และเราจะบริหารการออกแบบเมืองอย่างไรให้ไปถึงอนาคตที่หวังไว้ได้จริง 

คุณมองวิกฤตโควิดครั้งนี้แล้วเห็นอะไร มีประเด็นอะไรที่เชื่อมโยงกับปัญหาเรื่องเมืองบ้าง

เมืองของเราเปราะบางจากโควิดมาก ผมมานั่งวิเคราะห์ว่าทำไม แล้วพบว่าเมืองคือตลาดแรงงาน เพราะฉะนั้นหัวใจของเมือง มี 4 ข้อที่ทำให้ปัญหาโควิดรุนแรงขึ้น

ข้อแรก คือเรื่องความหนาแน่น (density) กับการเชื่อมต่อ (connectivity) เมืองต้องการความหนาแน่นเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพสูง คนต้องอยู่ใกล้งาน เพราะฉะนั้นพอมีความหนาแน่นและการเชื่อมต่อ โควิดก็กระจายไปเร็ว

ข้อสอง เมืองจะมีความ specialized เยอะขึ้น แต่ละคนเป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งของเมือง เช่น เราทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถ แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย ฯลฯ เราไม่ได้มีความสามารถเหมือนตอนอยู่ในชนบทที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง ทำให้พอมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น ต้องหยุดงาน คนในเมืองจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจทันที ถ้าไม่มีเงินสิบบาท หาน้ำกินในกรุงเทพฯ ไม่ได้นะ ยากมาก เราอยู่รอดได้เพราะเรา specialized 

ข้อสาม ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ปัญหาของเมือง แต่เป็นคาแรกเตอร์ของเมือง มหานครต้องมีคนหลากหลายในการขับเคลื่อน ถามว่าทำไมเรามีคนหนึ่งแสนคนอยู่ในชุมชนแออัดที่คลองเตย ก็เพราะคนเหล่านี้คือคนขับเคลื่อนเมือง คนที่ต้องมาช่วยทำงาน แล้วเขาต้องอยู่ใกล้งาน เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ำเป็นคาแรกเตอร์ของเมืองที่เราปฏิเสธไม่ได้

แต่หัวใจคือข้อสี่ คือต้องมีการบริหารจัดการเมืองที่ดีเพื่อเอาทรัพยากรมากระจาย แล้วดูแลความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ทั้งการรักษาพยาบาลและคุณภาพชีวิตโดยรวม

ถ้าความเหลื่อมล้ำเป็นคาแรกเตอร์ของเมือง แล้วเราจะทำเมืองให้เหลื่อมล้ำน้อยลงอย่างไร

อย่างที่ผมบอกว่าเมืองเป็นเรื่องของ specialized ต้องมีฟันเฟืองหลายตัว มีทั้งคนที่รายได้น้อย รายได้ปานกลาง รายได้สูง ดังนั้นความเหลื่อมล้ำของผมจึงหมายความว่า รายได้ของคนคงไม่เท่ากัน มีคนที่อาจจะต้องอยู่ในพื้นที่แออัด อยู่คอนโดฯ หรืออยู่บ้านเดี่ยว แต่หน้าที่ของรัฐคือต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานและสร้างโอกาสให้เท่าเทียมกัน รัฐต้องลงไปดูแลให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทรัพยากรที่มี 

วิกฤตโควิดที่ผ่านมากว่า ปี สะท้อนปัญหาอะไรที่ซ่อนอยู่ใต้พรมในประเทศไทยบ้าง

ผมมองปัญหาไว้ 5 เรื่อง

เรื่องแรก เมืองเรามีแต่สโลแกนแต่ไม่มียุทธศาสตร์ เช่น เราจะเป็นเมืองประชาธิปไตย เมืองแห่งความสุข เมืองแห่งความปลอดภัย ฯลฯ แต่เราไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ไล่แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ คล้ายๆ การหาเช้ากินค่ำ อย่างมีปัญหาที่คลองเตย เราก็ลงไปตรวจคลองเตย มีปัญหาที่เรือนจำ เราก็ของบเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาที่เรือนจำ พอเรามีปัญหาแคมป์คนงาน ก็มีมาตรการออกมาไม่ให้คนงานนั่งบนรถติดกันเกิน 50 เซนติเมตร พอเราไม่มียุทธศาสตร์ก็แก้ปัญหายาก

มีคนถามว่าแล้วยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ช่วยเหรอ ถ้าเราลองไปอ่านดู ในยุทธศาสตร์ชาติมีคำว่าโรคระบาดอยู่แค่คำเดียว และเป็นโรคระบาดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกด้วย ไม่ได้เกี่ยวกับโควิดเลย เพราะฉะนั้นเรื่องยุทธศาสตร์จึงสำคัญ 

เรื่องที่สอง เราขาดการทำงานร่วมกัน กรุงเทพฯ เป็นที่รวมสุดยอดโรงพยาบาล มีทั้งโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ของ กทม. ของกระทรวงสาธารณสุข และของเอกชน แต่ปัญหาของการบริหารจัดการเมืองคือเราไม่สามารถเอาทรัพยากรพวกนี้มารวมกันได้ ในต่างจังหวัดอาจจะง่ายกว่า เพราะเขามีผู้ว่าราชการจังหวัด มีสาธารณสุขจังหวัดที่คุมทรัพยากรทั้งหมดในจังหวัดได้ แต่ของกรุงเทพฯ ค่อนข้างแยกส่วน ต่างคนต่างบริหาร ยังไม่ได้รวมพลังกันมาก ทำให้เราดูเหมือนมีทรัพยากรเยอะ แต่จริงๆ แล้วเอามารวมกันไม่ได้ 

เมืองเราขาดความร่วมมือกันระหว่างรัฐ เอกชน วิชาการ และประชาชน เราต้องสร้างเกลียวที่เกิดจาก 4 อย่างนี้ ที่ผ่านมายังเป็นเส้นแยกกัน ไม่ได้เสริมพลังกัน การออกแบบเมืองในอนาคตต้องมี 4 ประสาน เอาทุกคนมาเป็นส่วนร่วมกันแล้วดึงพลังขึ้นมาให้ได้

เรื่องที่สาม เราขาดความเชี่ยวชาญ ถ้าเราดูการจัดการโควิดของกรุงเทพฯ เราก็ยังไม่เห็นเลยว่าใครเป็นหัวหน้าทีมของเมืองหรือหัวหน้าทีมวัคซีนของเมืองที่จะพูดให้เรามั่นใจได้ หรือแม้กระทั่งในระดับประเทศเอง เราไม่มีซีอีโอของปัญหาโควิด เราอาจมีนายกรัฐมนตรีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เราต้องการผู้เชี่ยวชาญ ต้องการทีมอเวนเจอร์ที่เก่งแต่ละด้าน เช่น ด้านวัคซีน ด้านโลจิสติกส์ ฯลฯ

ผมเชื่อว่าเรามีคนเก่งเยอะ แต่รูปแบบการบริหารจัดการของเมืองหรือประเทศไม่เอื้อให้คนเก่งมาดำเนินการ พอเราไม่มีคนเก่งมานำทีมก็เกิดความไม่ไว้ใจในสังคมขึ้น จะเห็นได้ว่าเราไม่รู้จะฟังเรื่องวัคซีนจากใคร สุดท้ายต้องไปให้ดารามารีวิววัคซีน เหมือนสุดท้ายไม่รู้จะฟังใครแล้ว สังคมก็เลยสับสน เพราะฉะนั้นทีมของผู้เชี่ยวชาญต้องมีผู้นำ เช่น ผู้ว่าราชการหรือนายกรัฐมนตรีดูภาพรวม แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการ

เรื่องที่สี่ เรามีปัญหาเรื่องกฎหมาย เช่น จุดมุ่งหมายของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีเพื่อความมั่นคงเป็นหลัก แต่เราเอามาใช้กับโควิด ซึ่งโควิดไม่ได้กลัวปืนหรือทหาร แต่โควิดกลัวความรู้ทางการแพทย์ พอเราเอากฎหมายเรื่องความมั่นคงมาควบคุมสาธารณสุขก็มีปัญหาแล้ว เพราะบางทีอาจจะรวมศูนย์มากเกินไป รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ด้วย

ผมยกตัวอย่าง ตอนเราลงพื้นที่คลองเตย ผู้ป่วยที่คลองเตยมีผลตรวจออกมาว่าติดโควิดแล้ว แต่ไม่ถูกส่งโรงพยาบาล หรือบางคนหาที่รักษาไม่ได้ เพราะมีมาตรการของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพบอกว่าตรวจเจอโควิดที่ไหน โรงพยาบาลนั้นต้องรับเอาไว้ เพราะฉะนั้นบางคนในคลองเตยพอตรวจเจอเชื้อ ก็โดนบอกว่าให้กลับไปบ้านก่อนเดี๋ยวรถมารับ แต่ผ่านไปสิบวันยังไม่มีรถมารับเลย เพราะไม่มีเตียง ตรวจเจอแล้วก็ถูกทิ้งให้กลับมาอยู่บ้าน ซึ่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อบอกว่า พอเป็นโควิดแล้ว ห้ามไปพักอยู่ที่อื่น ต้องส่งสถานพยาบาล พอที่คลองเตยจะเปลี่ยนวัดสะพานให้เป็นศูนย์พักคนป่วยก็ทำไม่ได้ เพราะติด พ.ร.บ.โรคติดต่อ นี่คือปัญหาที่ทำให้เราไม่สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างราบรื่น

เรื่องสุดท้าย เรามีระบบเส้นเลือดฝอยที่อ่อนแอ กทม. มักเน้นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เรามีโรงพยาบาลดีๆ เต็มไปหมดเลย เส้นเลือดใหญ่แข็งแรงมาก ในช่วงการระบาดระลอกแรก เราคุมสถานการณ์ได้ดี โรงพยาบาลใหญ่สามารถรับผู้ป่วยไอซียูได้ จัดการกับคนไข้ได้ทุกระดับวิกฤต แต่เส้นเลือดฝอยเราอ่อนแอ ถ้าเราดูศูนย์บริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร มี 69 แห่ง และสาขาอีก 73 แห่ง กำลังไม่พอจะรับมือแล้ว 

ผมยกตัวอย่างศูนย์บริการสาธารณสุขที่คลองเตย มีบุคลากร 10 กว่าคนที่รับผิดชอบประชากรหลายหมื่นคน เราอาจจะโชคดีที่รอดจากการระบาดระลอกแรกได้ แต่พอระบาดระลอกสองเรามีปัญหา แล้วเมื่อเกิดการระบาดระลอกสาม เส้นเลือดฝอยก็แตก ทำให้เส้นเลือดใหญ่ก็รับไม่ไหว ในอนาคตเราต้องปรับปรุงระบบเส้นเลือดฝอยให้เข้มแข็งขึ้น 

นี่คือภาพรวมปัญหาของการจัดการเมือง

คุณเป็นคนหนึ่งที่ประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ถ้าคุณเล่นเกมจำลองสถานการณ์ จินตนาการตัวเองเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณจะทำอะไรต่างออกไปจากที่ผู้ว่าฯ ทุกวันนี้ทำอยู่บ้าง คุณจะบริหารจัดการวิกฤตอย่างไร

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องเป็นเจ้าภาพของเมือง ผู้ว่าฯ เป็นตำแหน่งที่มีคนเลือกมากที่สุดในประเทศไทย ตามหลักแล้วคนมีสิทธิเลือกตั้ง 6 ล้านคน ซึ่งคนที่จะชนะเลือกตั้งได้ต้องมีคนลงคะแนนให้เป็นล้านคน เพราะฉะนั้นผู้ว่าเป็นตัวแทนของเมืองที่ต้องมาดูแลเมืองอย่างเข้มแข็ง และบางเรื่องถ้าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ต้องกล้าพูด เช่น เรื่องวัคซีน ถ้า กทม. ต้องการวัคซีนอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการกระจาย ผู้ว่าฯ เองถ้าเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลก็ต้องกล้าพูด เพราะผู้ว่าฯ เป็นตัวแทนประชาชน และต้องทำหน้าที่ประสานแต่ละหน่วยงาน ทำอย่างไรให้ทั้งหมดนี้ประสานงานกันได้อย่างเต็มที่ โดยที่เราไม่ได้เป็นตัวปัญหาเอง

นี่คือความพยายามสร้างการทำงานร่วมกันของทรัพยากร เอกชนเองก็มีส่วนช่วย กทม. มาก เพราะ กทม. ไม่ได้มีทรัพยากรเยอะ เพราะฉะนั้นในฐานะผู้ว่าฯ ต้องมีทีมคนเก่งมาช่วย มีการประสานงาน และทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่นใน กทม. เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ผู้ว่า กทมอาจโดนมัดมือมัดเท้าในการทำงาน เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจมาก ภายใต้โครงสร้างเชิงสถาบันและกฎหมายแบบนี้ กับโจทย์ยากๆ อย่างการเจอโรคอุบัติใหม่ ถ้ายกตัวอย่างกรณีชุมชนคลองเตย คุณจะบริหารจัดการอย่างไร

หัวใจคือการป้องกัน โควิดเป็นแล้วเหนื่อยนะ เพราะฉะนั้นหัวใจคือเราต้องมีเครือข่ายในชุมชนที่เข้มแข็ง พอเราลงไปจะรู้เลยว่าชุมชนเขาเข้มแข็งนะ มีหลายกลุ่มคอยช่วยเหลือ เช่น มูลนิธิดวงประทีป กลุ่มคลองเตยดีจัง ฯลฯ ถ้าเราแค่สนับสนุนให้เขาดูแลชุมชนได้เข้มแข็งขึ้น ผมเชื่อว่าจะควบคุมการระบาดได้รวดเร็วกว่านี้ 

เราต้องยอมรับว่าอาจยังแก้กฎหมายไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าวิธีการแก้ปัญหาเมืองคือเราหาแนวร่วมได้ ทำงานร่วมกันกับชุมชนแล้วเสริมอาวุธให้เขา ผมเชื่อว่าเขาเข้าใจปัญหาตัวเองนะว่าชุมชนอ่อนแอ เพราะฉะนั้นช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คลองเตยพัฒนาฐานข้อมูล ชุมชนไหนพัฒนาฐานข้อมูลแล้วจะควบคุมการระบาดได้ดีขึ้น เพราะเขารู้ว่าคนป่วยอยู่ที่ไหน จะส่งอาหารอย่างไร 

หัวใจคือต้องอาศัยแรงเหวี่ยงแนวร่วมให้เข้มแข็งขึ้น ให้ความสำคัญ และกระจายอำนาจลงไป

ในฐานะที่คุณได้รับสมญานามว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี มีปัญหาไหนที่แม้แต่ชัชชาติยังรับมือไม่ไหวบ้างไหม

ความรุนแรงของโควิด ผมว่าอย่าประมาทนะ ถ้าติดไปก็คงเหนื่อย คาดการณ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ผมเองก็ระวังตอนลงพื้นที่ ไม่กล้าแหยมกับโควิดเหมือนกัน

ในฐานะนักบริหารและคนที่ออกมาพูดเรื่องการจัดการเมือง อยากชวนคุณมองไปในอนาคตว่า เราจะออกแบบเมืองอย่างไรในอนาคต มีขั้นตอนหรือวิธีการไหนที่เราจะไปถึงเป้าหมายได้บ้าง

ถ้าโจทย์คือคำว่าออกแบบเมือง ผมก็มานั่งคิดว่า สุดท้ายแล้วใครเป็นคนที่ออกแบบเมือง นักผังเมืองก็อาจมีส่วนในการออกแบบเมือง แต่สุดท้ายแล้วตลาด (market) จะเป็นตัวออกแบบเมือง 

กระบวนการออกแบบเมืองหลังโควิดเริ่มแล้วนะ ตอนนี้จะเห็นว่าตลาดคอนโดฯ ในเมืองยอดขายตกลง แต่ตลาดบ้านเดี่ยวที่ออกไปอยู่ชานเมืองยอดขายดี แล้วผมว่าในอนาคตร้านอาหารอาจมีบทบาทน้อยลง คนสั่งออนไลน์เยอะขึ้น คนซื้อมอเตอร์ไซค์เยอะขึ้น สำนักงานจะน้อยลง ผมคิดว่าการออกแบบเมืองในโลกหลังโควิดส่วนหนึ่งเป็นเรื่องตลาด เพราะสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับว่าตลาดต้องการอย่างไร แล้วคนเริ่มไปก่อนแล้ว 

แต่ที่ผมสนใจมากกว่าคือการออกแบบการบริหารเมือง ซึ่งเราน่าจะมีความสามารถในการควบคุมได้ระดับหนึ่ง อย่างที่ผมบอกว่าหัวใจของเมืองคือต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะเมืองมีความเหลื่อมล้ำและต้องมีการกระจายทรัพยากร ดังนั้นหัวใจของการออกแบบเมืองคือเราต้องคิดใหม่ ใช้วิธีคิดเดิมไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองส่วนหนึ่งเพราะเราใช้วิธีคิดแบบเดิม ถ้าเราใช้วิธีคิดเดิมมาแก้ เราก็ไม่มีทางแก้ปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาได้ 

หนึ่งในคีย์เวิร์ดของการออกแบบเมืองหลังโควิด คือคำว่า trust เช่น trust economy หรือเศรษฐกิจของความไว้วางใจ เพราะโควิดทำให้เราสูญเสียความไว้วางใจไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องเริ่มทำในอนาคตคือต้องสร้าง trust economy ให้ได้ ซึ่งจะสะท้อนอยู่ในการออกแบบ และต้องเกิดขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ trust nation เลย ทำอย่างไรให้โลกรู้ว่าไว้ใจเมืองไทยได้ เราจะมีมาตรการอย่างไรที่จะเอานักท่องเที่ยวกลับคืนมา หรือเป็น trust city เราจะไว้ใจกรุงเทพฯ ได้อย่างไร ไว้ใจงาน ไว้ใจบริษัท หรือแม้กระทั่งไว้ใจบุคคลได้อย่างไร คำว่า trust คือหัวใจ

trust มาจาก 3 อย่าง คือความประพฤติ (character) ความเก่ง (competency) และความเชื่อมั่นร่วมกัน (core value) ต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งผมหวังว่าหลังโควิดเราจะไม่เหมือนเดิม ถ้าเหมือนเดิมก็เจ๊งอีก เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ดีกว่าเดิม ออกแบบสิ่งที่สร้างความไว้วางใจกลับคืนมาให้ได้ 

คุณบอกว่าตลาดมีบทบาทในการออกแบบเมือง ซึ่งถ้าปล่อยให้ตลาดทำงานไปก็อาจมีผลกระทบภายนอกด้านลบ (negative externality) เช่น ถ้าไม่คุมเรื่องผังเมือง ปล่อยให้เกิดโรงงานก็อาจกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพราะฉะนั้นบทบาทที่เหมาะสมของรัฐในการเข้าไปช่วยออกแบบเมืองควรจะอยู่ตรงไหน

บางทีรัฐประเมินความสามารถในการวางแผนของตัวเองสูงเกินไป อย่าไปประมาทพลังของตลาด เพราะฉะนั้นหน้าที่ของรัฐคือต้องควบคุมให้ตลาดอยู่ในสภาพที่เหมาะสม รัฐต้องสมดุลพลังของตลาด แต่อย่าไปคาดหวังว่าเราจะออกแบบเมืองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยการวางแผน เพราะสุดท้ายถ้าผมบอกว่า ผมอยากกำหนด FAR (Floor Area Ratio) ให้สร้างคอนโดฯ ได้ตรงนี้ แต่ถ้าตลาดไม่ไปก็ไม่มีใครมาสร้าง ต้องเกิดสมดุลระหว่างการวางแผนและตลาด แล้วก็อย่าหวังว่าสุดท้ายแล้วรัฐจะเป็นผู้ออกแบบเมืองคนเดียว หน้าที่ของรัฐคืออย่าให้ตลาดทำปัญหาให้เกิดขึ้น ต้องให้สมดุลให้ดี

คุณเป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย เคยเข้ามาทำงานการเมือง และเป็นผู้บริหารบริษัท แล้วคุณก็บอกว่าเราต้องสร้าง ประสานให้ได้ ตอนนี้สูตรแบบชัชชาติในการทำเมืองให้พร้อมรับมืออนาคตคืออะไร อะไรคือนโยบายรูปธรรมของคุณ

หัวใจคือต้องมีทีมที่เก่ง สมมติเราเป็นผู้บริหาร เรามีทีมหรือเปล่า คนเก่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ เพราะฉะนั้นต้องมีการคุย ต้องเอาคนเก่งๆ จากหลายภาคส่วนมาช่วยกันพัฒนานโยบาย และเราต้องฟังให้เยอะ ถ้าเราไม่ฟังเอกชนหรือชุมชน เราก็ไม่สามารถเข้าใจต้นเหตุของปัญหาได้

เราต้องมีคนที่ไว้ใจได้ ต้องมีทีมที่เข้าใจปัญหาของคนเมืองจริงๆ ไม่ใช่ว่าเป็นนักวิชาการ แต่ไม่เข้าใจปัญหาของเมืองจริงๆ หัวใจคือต้องฟังให้เยอะๆ ให้เอาใจใส่ปัญหา จากนั้นค่อยพัฒนาขึ้นมา ไม่ใช่ว่ารัฐเป็นใหญ่ ต้อง empower คนที่เกี่ยวข้อง โดยทีมต้องมีความมั่นใจพอ ถ้าเรามีทีมที่คนไม่ไว้ใจ โอกาสที่จะดึงแนวร่วมจากส่วนอื่นมาก็ยาก ถ้าเรามีทีมที่เก่ง เราก็หาแนวร่วมจาก 4 ประสานนี่แหละ แล้วก็เดินหน้าไป

แต่ปัญหาผ่านมาที่ผมเจอคือรัฐไม่ค่อยฟังส่วนอื่น รัฐก็จะลุยของตัวเองไป ทำให้วิธีแก้ปัญหาที่ออกมาไม่ได้ตอบโจทย์จริงๆ ของคนในเมือง เช่น การจะไปสร้างแฟลตให้ชุมชนคลองเตย แต่คนในชุมชนบอกว่า รัฐไม่เคยมาถามเลยว่าพวกเขาต้องการอะไร วิถีชีวิตของพวกเขาเข้ากับแฟลตไหม อย่างเขามีรถเข็นก็ไม่มีที่เก็บเพราะอยู่บนตึกสูง เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเรามีคนเก่ง แต่ไม่ได้ไปคุยหรือมีส่วนร่วมกับคนที่มีปัญหาจริงๆ สุดท้ายวิธีแก้ปัญหาก็อาจจะผิดก็ได้ 

สรุปคือต้องมีทีมที่ดี ต้องฟัง และเอาคนที่มีส่วนร่วมมาเกี่ยวข้อง เราก็จะเดินหน้าต่อไปได้

ถ้าเราทำทุกอย่างนี้ได้แล้ว แก้ไขข้อบกพร่องที่เรามีอยู่ได้หมดแล้ว เราเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นได้จริงๆ เรื่องต่อไปที่เราจะต้องพัฒนาคืออะไร

เมืองมีไดนามิก เพราะฉะนั้นปัญหาเมืองไม่มีที่สิ้นสุดหรอก ก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเริ่มด้วยพื้นฐานที่ดี เช่น กระจายอำนาจให้ประชาชน ตอนนี้ประชาชนมีอำนาจแค่ 4 ปีหน ระยะเวลา 5 วินาทีตอนที่เข้าคูหากาเลือกตั้ง แต่ถ้าเราออกแบบให้เกิด 4 ประสาน ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารเมืองได้ ก็จะเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดี 

ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มมากมาย เราให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นทุกวันก็ได้ เมืองที่ดีต้องเป็นเมืองที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เราสามารถใช้ open data ใช้แพลตฟอร์มช่วยให้ประชาชนโหวต พอออกแบบเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว เมืองก็จะตอบสนองต่อความต้องการของคนได้ เพราะเมืองคือคน เมืองไม่ใช่อาคารนะ ถ้าเราสามารถตอบสนองความต้องการของคนได้เร็วขึ้นก็จะช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็ว 


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง แผนงานบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม คนไทย 4.0 สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2563 และ The101.world

MOST READ

Spotlights

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Interviews

3 Sep 2018

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

คุยกับ ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ว่าด้วยปรากฏการณ์ ‘จีนใหม่บุกไทย’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่คือการเข้ามาลงหลักปักฐานระยะยาว พร้อมหาลู่ทางในการลงทุนด้านต่างๆ จากทรัพยากรของไทย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

3 Sep 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save