fbpx
เมื่อเหมียวบุกชั้นหนังสือ: ‘แมว’ ในฐานะความรู้สึกแห่งยุคสมัย ที่คนกลายเป็น 'ทาสแมว'

เมื่อเหมียวบุกชั้นหนังสือ: สำรวจ ‘แมว’ ในฐานะความรู้สึกแห่งยุคสมัย ที่คนกลายเป็น ‘ทาสแมว’

“แมวนี่มันน่าอิจฉาจริงจริ๊ง ถ้าเราเกิดเป็นแมว ชีวิตคงจะมีความสุขกว่านี้เยอะ”

ผู้เขียนมักรำพึงกับตัวเองเมื่อเห็นแมวที่เลี้ยงไว้นอนพุงกางอยู่กลางบ้าน วันๆ ของมันมีแค่การกิน นอน เล่น ไม่ต้องมีอะไรให้คิดมากมาย ส่วนผู้เขียนต้องเผชิญความท้าทายในชีวิตการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การได้จกพุงนุ่มๆ ของแมวที่บ้านนั้นช่วยเยียวยาจิตใจจากความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

เชื่อว่าไม่ได้มีแค่ผู้เขียนที่รู้สึกเช่นนี้ เพราะเมื่อท่องโซเชียลมีเดีย เราก็มักจะเห็นเพจ ‘ทาสแมว’ ทั้งหลายโพสต์ถึงชีวิตอันสุขสบายของ ‘คุณเจ้านาย’ อย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดู นอกจากนั้น มีมแมวและคลิปวิดีโอแมวก็ปรากฏอยู่ทั่วไปในโลกอินเทอร์เน็ต สิ่งนี้สะท้อนว่าแมวเป็นสัตว์ยอดนิยมแห่งยุคสมัยอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนั้น อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหลักฐานความนิยมของเจ้าแมวเหมียว คือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักจะเห็น ‘หนังสือปกแมว’ มากมายวางขาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วติดอันดับขายดีเสียด้วย

เมื่อแมวที่บ้านคุณผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช

แมว 9 ชีวิตสอนฉันว่า “เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว”

แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น

ขอให้ความรักอยู่กับแมว: เรื่องเล่าเก้าชีวิต

และอีกสารพันหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง ‘แมวๆ’ ที่เชิญชวนให้นักอ่านทั้งหลายหยิบขึ้นมาจากชั้นวาง

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ นำมาสู่การตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์แมวเหมียวบุกชั้นหนังสือ โดยผู้เขียนจะเริ่มต้นจากการสำรวจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมว ก่อนที่จะพาผู้อ่านเปิดหนังสือปกแมว เพื่อดูว่าแมวมีบทบาทอย่างไรในเรื่องเล่าของคนยุคนี้ เนื้อหาในหนังสือเหล่านี้เชื่อมโยงอย่างไรกับการที่มนุษย์ (อย่างน้อยก็ตัวผู้เขียนเอง) อยากเป็นแมวหรืออยากให้แมวเยียวยาจิตใจ และการมีแมวในเรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นกระจกส่องสะท้อนสภาพสังคม ค่านิยม และความรู้สึกของผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง

1

อดีตจนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์มนุษย์กับแมว

1.1 ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์มนุษย์กับแมว

แมวไม่ได้เพิ่งมามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์ แต่มันอยู่คู่วิถีชีวิตของมนุษย์มานานหลายพันปีแล้ว จากสารนิพนธ์​ วัฒนธรรม “ทาสแมว” : ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงและกระแสนิยม ของ ปัญฑา พัวพิพัฒน์เสลากุล ในบท ‘ประวัติศาสตร์ทาสแมว’ แบ่งยุคของแมวไว้คือ ยุคที่หนึ่งยุคโบราณระยะแรก เล่าถึงบทบาทของแมวในอารยธรรมมนุษย์ นับตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณที่ชาวอียิปต์นำแมวป่ามาเลี้ยงไว้จับหนูที่เป็นพาหะนำโรคและทำลายผลผลิตทางการเกษตร[1] ด้วยเหตุนี้แมวจึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวอียิปต์บูชาแมว ไล่เรียงตั้งแต่เทพีบาสเทต (Bastet) เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ผู้มีรูปโฉมเป็นแมว[2] ตลอดจนมัมมี่แมวจำนวนมาก ไปจนถึงสฟิงซ์ สัตว์ในตำนานที่มีหัวเป็นสิงโตซึ่งเป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับแมว[3]

จากยุคอียิปต์โบราณ สู่ยุคโบราณระยะถัดมา การเดินเรือค้าขายทำให้มนุษย์ใช้แมวในการจับหนูบนเรือ แมวจึงแพร่หลายไปทั่วโลก “แมวกลายเป็นของกำนัลแด่จักรพรรดิ สัตว์เลี้ยงของชนชั้นสูงและแพร่หลายไปยังคนทั่วไป”[4] สารนิพนธ์กล่าวถึงบทบาทของแมวอย่างในวัฒนธรรมกรีกโรมันว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์[5] ส่วนในเอเชีย ชาวจีนก็ชื่นชมแมวในการจับหนู[6] และต่อมาก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้หญิง ในญี่ปุ่นก็เช่นกัน แมวมีบทบาทกระทั่งในศาลเจ้าและวัด แสดงให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นในยุคนั้นบูชาแมว[7] ส่วนในไทยสมัยสุโขทัย ก็เริ่มมีการเลี้ยงแมวเพื่อจับหนู มีความนิยมเลี้ยงแมวในหมู่ขุนนาง แต่ไม่ใช่แมวทุกตัวที่จะได้รับความนิยม เพราะมีหนังสือตำราแมวสมุดข่อยโบราณระบุถึงลักษณะแมวมงคลและแมวอัปมงคล ตามความเชื่อแล้ว แมวที่ได้รับความนิยมมักจะเป็นแมวมงคล[8]

ยุคที่สามของแมวคือยุคกลาง ซึ่งสารนิพนธ์กล่าวว่าเป็น ‘ยุคมืดของเหล่าบรรดาแมว’ แมวดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของแม่มด มีเรื่องเล่าของแม่มดที่แปลงกายมาในร่างแมว จนเกิดการสังหารหมู่แมว มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจจากงานการศึกษาของ Irina Metzler ใน Heretical Cats: Animal Symbolism in Religious Discourse ว่า “แมวมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ยุคกลางเป็นอย่างมาก และมีความเชื่อว่าธรรมชาติของแมวที่เป็นอิสระ เป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดความวิตกกังวล เพราะมนุษย์ยุคกลางเชื่อว่าพระเจ้าสร้างสัตว์ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้ใช้บริการ”[9] เมื่อแมวเป็นสัตว์ที่มีอุปนิสัยเป็นอิสระ มนุษย์ฝึกมันให้เชื่อฟังเหมือนสุนัขไม่ได้ แต่ต่อมาแมวก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันกาฬโรค คนก็ยังเห็นประโยชน์ของมันในที่สุด[10]

ยุคต่อมาที่สารนิพนธ์กล่าวถึง คือแมวสมัยใหม่กับสังคมชนชั้นสูง เมื่อพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษเลี้ยงแมว ทำให้แมวเป็นที่นิยมไปทั่วแวดวงชั้นสูง[11] ช่วงนี้เองที่แมววิเชียรมาศของไทยมีชื่อเสียงเมื่อถูกนำไปให้เป็นทูตสันถวไมตรีที่อังกฤษ[12] แมวได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คือยุคแมวไอดอล เมื่อมีคาเฟ่แห่งแรกในไต้หวัน[13] มีมีมแมวมากมาย รวมถึงแมวเซเลบฯ ต่างๆ เช่น มารุ บ๊อบ กรัมปี้แคท เป็นต้น[14] ในยุคนี้แมวรับบทบาทเป็นเพื่อนคลายเหงาให้มนุษย์

โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมวหรือการอยู่ร่วมอาศัยของแมวกับชีวิตมนุษย์ถูกปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมและวัฒนธรรมเพื่อให้สอดคล้องไปกับแต่ละยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา[15] บทบาทของแมวพัฒนาไปพร้อมกับอารยธรรมของมนุษย์เนื่องจากค่านิยมและความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ไล่เรียงตั้งแต่บทบาทของแมวในฐานะสัตว์ที่ใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ สัตว์ที่ใช้เป็นคำอธิบายแทนสิ่งเหนือธรรมชาติ ไปจนถึงในฐานะความบันเทิง

1.2 หลากแง่มุมของนิสัยแมว

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น ตลอดเส้นทางความสัมพันธ์มนุษย์กับแมวนั้น แมวได้รับทั้งบทดีและบทร้ายสลับกันไป ความคลุมเครือนี้ยังปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมไทยด้วย โดยจะเห็นได้ว่าแมวถูกมองว่าสัตว์ที่เย่อหยิ่ง ไม่รู้บุญคุณของเจ้าของ นอกจากนั้นยังมีภาพลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์ ไว้ใจไม่ได้ ต่างจากสุนัขลิบลับ เห็นได้จากสำนวนอย่าง ‘ปิดประตูตีแมว’ ‘ฝากปลาย่างไว้กับแมว’ ‘แมวขโมย’ เป็นต้น ซึ่งหากดูจากสำนวนเหล่านี้แล้ว แมวไม่น่าจะ ‘น่ารัก’ ได้เลย อย่างไรก็ตาม ยังมีบทอาขยานที่อธิบายถึงความน่ารักของแมวอยู่ด้วย ไม่ได้พูดถึงเฉพาะความไม่น่าไว้วางใจอยู่ฝ่ายเดียว

แมวเอ๋ยแมวเหมียว                  รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา

ร้องเรียกเหมียวเหมียวเดี๋ยวก็มา    เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู

รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง                   ค่ำค่ำซ้ำนั่งระวังหนู

ควรนับว่ามันกตัญญู                  พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย.

บทอาขยานที่เรียกว่ากลอนดอกสร้อยสุภาษิตนี้แต่งขึ้นเมื่อราวร้อยปีที่แล้วโดยนายทัด เปรียญ บ่งบอกเราว่าในวัฒนธรรมไทยมีความ ‘เอ็นดูแมว’ มายาวนานแล้ว ด้วยคุณสมบัติของมันที่ช่วยระวังหนูให้ และ ‘คลอเคลียเคล้าแข้งเคล้าขา’ สะท้อนให้เห็นว่าคุณสมบัติของแมวนั้นโดดเด่นถึงขนาดนำมาใช้เป็นบทอ่านสอนใจได้

ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปนักตลอดระยะเวลาหลายพันปี คืออุปนิสัยของแมว เพราะแม้แมวจะเป็นสัตว์เลี้ยง แต่แมวไม่เหมือนสุนัข มันไม่ได้ถูกเพาะพันธุ์เพื่อให้เชื่องและเชื่อฟังคำสั่งแต่อย่างใด

จากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับมนุษย์ มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแมวในการจับหนูก็จริง แต่นั่นคือสัญชาตญาณของมัน แมวไม่ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองมากนักให้เข้ากับมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่แมวในวัฒนธรรมประชานิยมจะเปลี่ยนไปเป็นภาพแทนของความเย่อหยิ่ง ความเอาแต่ใจ และความเป็นตัวของตัวเอง และไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ทาสแมว’ เพราะแมวไม่ได้รับใช้เรา แต่เราต่างหากที่รับใช้มัน แม้ว่าเราทั้งเลี้ยงดู ให้อาหาร ทำความสะอาดกระบะทราย แต่เรากลับบังคับหรือสั่งให้มันทำตามที่เราต้องการไม่ได้ง่ายๆ เห็นได้จากงานวิจัยหรือบทความมากมายที่อธิบายว่าแมวรู้จักชื่อตัวเองและเข้าใจสิ่งที่มนุษย์พูด แต่เลือกจะไม่ตอบสนอง  

สุดท้ายแล้ว คำตอบเรื่องความคลุมเครือในบทบาทแมว ก็อาจสรุปได้ว่าอุปนิสัยของแมวไม่ได้เปลี่ยนไปนัก แต่ด้านที่ถูกขับเน้นออกมานั้นเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้คน

1.3 แมวในวัฒนธรรมประชานิยม

เมื่อโลกอินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมบริโภคนิยมเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คน ก็คงไม่แปลกที่แมวจะถูกนำมาใช้ในกลยุทธ์ทางการตลาด การใช้แมวดึงดูดผู้บริโภคนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มีคำเรียกว่า Catvertising หมายถึงการใช้แมวในการโฆษณา คำนี้โด่งดังขึ้นเมื่อปี 2011 จากวิดีโอไวรัลชื่อเดียวกันนี้ ของบริษัทโฆษณาสัญชาติแคนาดาชื่อ john st. เนื้อหาในวิดีโอกล่าวถึงการเป็นบริษัทโฆษณาที่มีแผนก Catvertising โดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้าเป็นที่รู้จักโดยการให้แมวเข้ามาอยู่ในโฆษณา

ความสำเร็จของ Catvertising ไม่ใช่เรื่องที่คนเราคิดไปเอง เพราะมีผลสำรวจว่าโฆษณาที่เป็นไวรัล มักเป็นโฆษณาที่ให้ความรู้สึกเชิงบวก ซึ่งสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะแมว คือปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความรู้สึกเชิงบวกและสายสัมพันธ์ทางความรู้สึกระหว่างโฆษณากับผู้รับชม ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบโฆษณาสินค้าของบริษัทเดียวกัน วิดีโอที่มีแมวนั้นมีจำนวนผู้รับชมสูงกว่าวิดีโอที่ไม่มีแมวอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนั้น ความรู้สึกเชิงบวกดังกล่าวยังมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า เมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆ แล้ว องค์ประกอบและสัดส่วนของอวัยวะบนหน้าแมวนั้นเหมือนกับมนุษย์หรือเด็กทารก เมื่อเราเห็นแมวก็เป็นเหมือนการกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่ของมนุษย์[16] ทำให้เราอยากอุ้ม อยากกอดแมว ดังนั้น คนเราจึงรู้สึกเชื่อมโยงกับแมวได้ง่าย และเกิดความผูกพันกับพวกมันทันทีที่ได้เห็น

2

แมวในบรรณพิภพ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือคือบันทึกสภาพสังคมและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน หนังสือที่มีแมวเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน ผู้เขียนพยายามสำรวจกรอบคิดที่อาจครอบทับหนังสือแมวเหล่านี้ ตอบคำถามว่าแมวในหนังสือมีบทบาทแตกต่างกันอย่างไร และสะท้อนอะไรบ้างในสังคมปัจจุบัน ซึ่งจากหนังสือแมวที่ผู้เขียนเลือกหยิบมาวิเคราะห์ ผู้เขียนพบว่าหนังสือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดด้านความสัมพันธ์ ด้านสภาพสังคม และด้านมุมมองที่มนุษย์มีต่อตนเอง ซึ่งแมวเป็นตัวละครสำคัญในการขับเน้นประเด็นดังกล่าว

ภาพจากเว็บไซต์ Fathom Bookspace

2.1 เมื่อแมวเป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง: ถอดบทเรียนความรักความสัมพันธ์จากแมว ใน ขอให้ความรักอยู่กับแมว: เรื่องเล่าเก้าชีวิต

จากที่ได้เล่าไปในส่วนแรกว่าความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับมนุษย์มีพลวัตมาตลอดสายธารอารยธรรมโลก ตั้งแต่การเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ใช้สอย เป็นสัญลักษณ์ของรสนิยม และอีกมากมายหลายประการ จนแมวกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของสัตว์เลี้ยงในโลกปัจจุบันนั้นขยายไปไกลกว่าในอดีตมากนัก เมื่อสัตว์เลี้ยงมีคุณค่าทางใจอันเกิดจากความผูกพันระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของ และมีบทบาทในการเยียวยาจิตใจมนุษย์[17] โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มนุษย์ต้องเผชิญปัญหาที่ท่วมท้นจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ

ภาพความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมวที่เป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยงนั้นปรากฏเด่นชัดในหนังสือ ขอให้ความรักอยู่กับแมว: เรื่องเล่าเก้าชีวิต โดย โตมร ศุขปรีชา หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้แบ่งเป็นสามภาค ภาค 1 ชีวิตที่อยู่ด้วยกันเสมอ ภาค 2 ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และภาค 3 การค่อยๆ จางหายของชีวิต ซึ่งในที่นี้ จะเล่าถึงภาค 1 และภาค 2 เนื่องจากมีแมวเป็นตัวละครสำคัญ

ภาค 1 เป็นการเล่าเรื่องแมวในความทรงจำของผู้แต่ง คู่ขนานไปกับเหตุการณ์ในชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก แมวแต่ละตัวมีอุปนิสัยแตกต่างกันและให้บทเรียนในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน เช่น ‘เสือ’ แมวมองโลกในแง่ดีเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ ‘อั่งม้อ’ แมวที่ให้บทเรียนว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันไหนจะเป็นวันที่เราได้เจอกันเป็นครั้งสุดท้าย

ภาค 2 เป็นเรื่องราวของ ‘โคยะ’ แมวลายเปรอะที่โตมรตั้งชื่อตามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในญี่ปุ่น เรื่องราวของโคยะสะท้อนว่าแมวมีคุณค่าทางใจและเป็นผู้สอนให้รู้จักความรักและการประคับประคองความสัมพันธ์

“ผมตัวสินใจอยากเลี้ยงแมวสักตัว เพราะอยากรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตอีกแบบหนึ่งที่นั่งสวยๆ อยู่ในห้อง เอาแต่ใจตัวเอง ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ เรียนรู้กันและกัน และได้รัก แต่ผมไม่รู้เลยว่า อีกไม่นานต่อมา ตัวเองจะได้เรียนรู้ ได้รัก… และได้เสียใจ มากมายถึงเพียงนั้น”[18]

นอกจากนั้น โตมรยังเล่าอุปนิสัยน่าหมั่นไส้ปนน่าเอ็นดูของโคยะด้วยความละเอียดลออ ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตและอยู่กับแมวเป็นเวลานานจนเกิดความเข้าใจ

“ความเป็นแมวไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตัวเอง และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง ความเป็นแมวไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง เพราะความเป็นแมวนั้น เพียงพอแล้วสำหรับตอบความเป็นมนุษย์”
-โคยะยิบราล- [19]

และนอกจาก ขอให้ความรักอยู่กับแมวฯ จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับมนุษย์ได้อย่างละเมียดละไมแล้ว แมวในเรื่องยังเป็นผู้สอนบทเรียนชีวิต เหมือนที่ปรากฏในปกหลังของหนังสือว่า “เราเรียนรู้จากแมวได้มากมายนัก บ่อยครั้ง…ชีวิตของแมวทำให้ความเปราะบางในตัวเราแข็งแกร่งขึ้น แต่บ่อยครั้งอีกเช่นกัน ที่ความร้าวสลายภายในของเรา เกิดขึ้นจากความรักในแมวบางตัว”

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ตอกย้ำว่าแมวกินพื้นที่ในหัวใจของมนุษย์มากมายเหลือเกิน และอาจมีบางแง่มุมที่สะท้อนถึงสังคมยุคปัจจุบันให้พื้นที่กับสัตว์เลี้ยงมากกว่าแค่สิ่งมีชีวิตที่มีไว้แก้เหงา แต่สำคัญเทียบเท่าเพื่อนหรือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เชื่อมโยงได้กับยุคสมัยที่คนเราอาจรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น

2.2 ใช้ชีวิตแบบแมวๆ : บทบาทของแมวในหนังสือประเภทฮาวทู

หากแมวในเรื่อง ขอให้ความรักอยู่กับแมวฯ มีบทบาทเป็นเสมือนครูผู้สอนบทเรียนความรักความสัมพันธ์ผ่านเรื่องราวในชีวิตจริงจากการได้รักและได้เลี้ยงพวกมันแล้ว เนื้อหาในส่วนที่จะกล่าวต่อไปนี้ แมวมีบทบาทเป็นผู้สอนเช่นกัน แต่เป็นการสอนในอีกบริบทหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือฮาวทู

ความนิยมของหนังสือประเภทนี้มีมานานแล้ว อาจกล่าวได้ว่ามาพร้อมกับวัฒนธรรมการช่วยเหลือตนเอง (self-help) ที่แพร่หลายในสังคมระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเน้นให้ปัจเจกอดทนและพึ่งพาตนเอง สังคมอเมริกันเป็นตัวอย่างแรกๆ ที่เรานึกถึงความแพร่หลายของหนังสือประเภทนี้[20] ไล่ไปตั้งแต่ชีวประวัติของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ ไปจนถึงวิธีเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เนื้อหาของหนังสือฮาวทูเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และในการเปลี่ยนแปลงนั้น มีแมวเป็นตัวละครหลักในการเล่าเรื่องและให้บทเรียน

ภาพจากเว็บไซต์ Fathom Bookspace

2.2.1 เมื่อแมวที่บ้านคุณผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช (How to Live Like Your Cat)

“คำแนะนำแบบแมวๆ ที่จะทำให้ชีวิตคุณง่ายและเบาสบายขึ้น” คือคำโปรยที่อยู่บนหน้าปกข้างรูปแมวตัวอ้วน หนังสือเล่มนี้เป็นฮาวทูฉบับกะทัดรัด ประกอบด้วยคำแนะนำสั้นๆ 40 หัวข้อ ที่มาจากการที่ผู้เขียน Stéphane Garnier สังเกตพฤติกรรมแมวที่บ้านตัวเอง หนังสือเล่มนี้จับเอา ‘ความเป็นอิสระ’ ของแมวมาเป็นหัวใจสำคัญในคำแนะนำต่างๆ เช่น ในบทที่ชื่อ “แมวของคุณมีอิสระ”[21] กล่าวถึงมนุษย์ที่มีแนวโน้มจะจำกัดอิสระของตัวเอง เพราะปัจจัยทางการเงิน ทำให้มนุษย์ต้องทำงานหนัก ทำทุกอย่างให้ตัวเองดูมีสถานะทางสังคมที่ดี และยังต้องทนอยู่กับผู้คนเป็นพิษเพื่อรักษาความสัมพันธ์

เมื่อแมวที่บ้านคุณผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช ให้คำแนะนำเรื่องชีวิตการงาน ในบท ‘แมวของคุณรู้จักมอบหมายงาน’ ‘แมวของคุณเกิดมาเพื่อเป็นเจ้านาย’ และชีวิตการเงินในบท ‘แมวของคุณ พึ่ง-พา-ตัว-เอง’ ซึ่งบอกเล่าความเป็นสันโดษของแมว ที่ไม่มีจ่าฝูงหรือพึ่งพาฝูงเหมือนสัตว์ชนิดอื่น และให้ผู้อ่านย้อนคิดเรื่องอิสระทางการเงินและการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

หรือจะเป็นเรื่องความรู้สึกต่อสายตาของคนรอบข้าง ในบท ‘แมวของคุณไม่ใส่ใจเมื่อถูกคนอื่นตัดสิน’ และอีกหลายบทที่ย้ำถึงความรักตัวเองและเห็นคุณค่าในตัวเอง เช่น ‘แมวของคุณยอมรับในสิ่งที่มันเป็นและรักตัวเอง’ และ ‘แมวรักในสิ่งที่มันเป็น มันจึงมีความสุข’

นอกจากนั้น หนังสือยังให้คำแนะนำในเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เช่น การใช้สติปัญญา การวางตัว และการพักผ่อน จากบท ‘แมวของคุณปราดเปรื่อง’ ‘แมวของคุณเป็นจุดสนใจ’ ‘แมวของคุณเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง’ ‘แมวของคุณรู้จักพักผ่อน มันรักการนอนหลับ’ ‘แมวของคุณไม่ยอมแพ้ง่ายๆ’ และอื่นๆ อีกมากมาย

แมวในหนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิตผู้ฉลาดปราดเปรื่อง รู้ว่าควรทำอะไรในสถานการณ์แบบไหน และจะเอาตัวรอดในสังคมที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นโดยที่ยังมีสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างไร

ภาพจากเว็บไซต์ Fathom Bookspace

2.2.2 แมว 9 ชีวิตสอนฉันว่า “เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว”

หาก เมื่อแมวที่บ้านคุณผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช เป็นคำแนะนำการใช้ชีวิตที่สั้นกระชับ แมว 9 ชีวิตสอนฉันว่า “เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว” โดย เหมียว เหมียว (อึล นยัง อี) ก็เปรียบเสมือนการมอบวิธีคิดและคำปลอบประโลมจากแมว ด้วยแนวคิดเรื่องแมวที่อยู่มาจนถึงเก้าชีวิต มีประสบการณ์และเรียนรู้โลกมามากจนสามารถให้คำแนะนำแก่มนุษย์ผู้หลงทางสับสน

บทสนทนาระหว่างแมวกับมนุษย์ในหนังสือเล่มนี้ ไล่เรียงไปตั้งแต่เรื่องความรักและความสัมพันธ์ ไปจนถึงการปลอบใจว่าคนเราผิดพลาดได้ เพราะทุกคนก็เพิ่งใช้ชีวิตนี้เป็นครั้งแรกกันทั้งนั้น และยังเน้นย้ำให้เรารักและพอใจในความเป็นตัวเอง ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องสนใจคำคน ไม่ต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้าง ค่อยๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตทีละเล็กละน้อย และยามใดที่ล้มเหลว จงสู้ต่อไป

ตัวอย่างหนึ่งคือบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับเจ้าเหมียว ซึ่งเริ่มต้นจากการที่มนุษย์พูดระบายว่า

“ฉันน่ะ อยากได้ทุกอย่างเลย

ทั้งเกียรติยศ เงินทอง ความรัก ความนิยม

อยากมีให้ครบทุกสิ่ง

แต่เมื่อได้เงินก็สูญเสียเกียรติ

เมื่อมีเกียรติก็สูญเสียความรัก

เมื่อได้รับความนิยมก็สูญเสียเงินทอง

รู้สึกเศร้าและว่างเปล่าทีเดียว”[22]

ถ้อยคำเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมที่คนเราตะเกียกตะกายอยากได้อยากมี และรู้สึกแย่ที่ตอบสนองความต้องการเลื่อนสถานะทางสังคมของตัวเองไม่ได้ ซึ่งแมวในเรื่องก็ได้ให้คำตอบว่า มนุษย์เราเมื่ออยากได้สิ่งใด และเมื่อได้มาแล้วก็มักจะโลภอยากได้สิ่งอื่นอีกต่อไปเรื่อยๆ จนรักษาสิ่งที่มีอยู่เอาไว้ไม่ได้ ดังนั้นให้เรารู้จักขอบคุณสิ่งที่มีอยู่ และรักษาสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ให้ดี

จากหลายฉากตอนที่แมวให้คำปรึกษาสำหรับทุกช่วงจังหวะชีวิตของคนเรา มาถึงบทสรุปในตอนสุดท้าย ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เล่าถึงช่วงชีวิตของตัวเองที่รู้สึกว่าทุกอย่างหนักเกินไป ไม่มั่นคง ไม่อยากทำอะไรเลย แล้วก็ได้เห็นแมวสีขาวของตัวเองตกลงมาจากคอนโดแมว แต่มันกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งนี้นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจเขียนหนังสือเล่มนี้[23] เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามขับเน้น คือทักษะแห่งยุคซึ่งเราเรียกว่า resilience[24] หรือการล้มแล้วลุกใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บีบคั้นให้เราต้องรีบลุกหรือต้องประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่กลับบอกเราว่า “ถ้าไม่ได้ก็ช่างมันสิ”

แมวในเรื่อง แมว 9 ชีวิตสอนฉันว่า “เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว” จึงเปรียบเสมือนที่ปรึกษาและเพื่อนผู้มากประสบการณ์ที่ปลอบโยนเราด้วยถ้อยคำเข้าอกเข้าใจและฉุดให้เราลุกขึ้นใช้ชีวิตต่อ

กล่าวโดยสรุปแล้ว แมวในหนังสือทั้งสองเล่มล้วนมีบทบาทในการสอนวิชาชีวิต แม้จะด้วยน้ำเสียงคนละแบบกัน เล่มหนึ่งใช้น้ำเสียงแบบไลฟ์โค้ชที่มีคำแนะนำกระชับในทุกด้าน เช่น การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ในขณะที่อีกเล่มหนึ่งให้คำแนะนำในเชิงแนวคิดและปลอบประโลมจิตใจ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จากหนังสือที่แฝงฝังอุดมการณ์ทุนนิยมอย่างแรงกล้า หนังสือฮาวทูก็มีเนื้อหาใหม่ๆ ที่ไม่ได้กระตุ้นให้คนวิ่งไปข้างหน้าเพื่อไขว่คว้าความมั่งคั่งตลอดเวลาเช่นในอดีต แต่กลับบอกให้เราเดินช้าลงและหันมาให้ความสำคัญกับตัวเอง

2.3 แมวในบทบาทผู้สังเกตการณ์และวิจารณ์สังคม

จากแมวในบทบาทของ ‘ไลฟ์โค้ช’ ในที่ได้กล่าวไปในส่วนที่แล้ว มาสู่การตั้งคำถามว่าแล้วสภาพสังคมปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร ทำไมกลุ่มเป้าหมายของหนังสือที่สองเล่มข้างต้นถึงต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และทำไมจึงต้องเป็นแมวที่กลายมาเป็นไลฟ์โค้ช ดังนั้น ในส่วนนี้จะสำรวจเรื่องบทบาทของแมวในฐานะผู้สังเกตการณ์และวิพากษ์วิจารณ์สังคม

ภาพจากเว็บไซต์ Fathom Bookspace

2.3.1 อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว

ก่อนที่จะเข้าสู่หนังสือแมวที่สะท้อนสภาพสังคมปัจจุบัน อันที่จริงแล้วต้องกล่าวก่อนว่า หนังสือที่มีตัวละครแมวนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ย้อนกลับไปราวร้อยปีที่แล้ว เห็นได้จากหนังสือชื่อก้องโลกอย่าง I Am a Cat (吾輩は猫である) หรือ อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว แปลไทยโดย ชัญพัส วรศักดิ์

จากปริทัศน์หนังสือ อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว ของน้ำทิพย์ เมธเศรษฐ หนังสือเรื่องนี้เป็นนวนิยายแนวเสียดสีที่เขียนขึ้นในปี 1905-1906 โดย นัตสึเมะ โซเซกิ (Natsume Sōseki) อาจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ความน่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้คือมุมมองการเล่าเรื่องผ่านสายตาของ ‘แมวจรจัดไร้นาม’[25] ที่อาศัยอยู่ในบ้านของอาจารย์คนหนึ่ง มันสังเกตความเป็นไปในบ้านและความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่อง แล้ววิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของตัวละครเหล่านั้นเช่น เจ้าของแมวชื่อ ‘จินโนะ คุชามิ’ อาจารย์ที่ ‘รสนิยมสูงเกินรายได้’ และ ‘เกลียดคนรวย’[26] รวมถึงตัวละครอื่นๆ ที่เป็นลูกศิษย์ของคุชามิ อย่าง ‘มิซึชิมะ คังเง็ตสึ’ นักวิทยาศาสตร์ผู้มี ‘คาเนะดะ โทมิโกะ’ ลูกสาวคุณนายเศรษฐีเข้ามาชอบพอ และเมื่อคุชามิที่เกลียดคนรวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วต้องมาเจอกับสถานการณ์นี้ เรื่องราวก็เข้มข้นขึ้น

แมวในเรื่อง อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว ไม่ได้สะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่ามนุษย์มองแมวอย่างไร กล่าวคือคนไม่ได้เล่าเรื่องแมว แต่แมวเล่าเรื่องคน แมวทำหน้าที่เป็น ‘ผู้สังเกตการณ์’ เสียดสีสภาพสังคมสมัยเมจิ (1868-1912) ใน ‘ยุคพัฒนาสู่ความศิวิไลซ์’ ที่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสทุนนิยม ปัจเจกนิยม และเสรีนิยม[27] การใช้แมวในการเล่าเรื่องนั้นช่วยขับเน้นมุมมองคนนอกในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมมนุษย์ ซึ่งว่าไปแล้ววิธีเล่าผ่านมุมมองของแมวอาจแหลมคมกว่าการเล่าผ่านสายตามนุษย์ด้วยซ้ำ

ภาพจากเว็บไซต์ Fathom Bookspace

2.3.2 แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น

หาก อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว เป็นนวนิยายที่ใช้กลวิธีการเขียนที่แปลกใหม่และสะท้อนสังคมยุคเมจิในญี่ปุ่น แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น ที่เขียนขึ้นหลังจากนั้นราวร้อยปีก็คงสะท้อนภาพสังคมไทย (หรือสังคมโลกปัจจุบันในบางมิติ) ได้เช่นกัน

ในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบัน ผู้คนให้ความสำคัญกับผลิตภาพและความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ นำไปสู่ความเครียด ความเหนื่อยหน่าย และความกดดัน ติดอยู่ในวงจรของการทำงานที่ไร้การหยุดพัก จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเผชิญวงจรเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนเราจะปรารถนาที่จะใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ผ่อนคลาย และเป็นอิสระ ซึ่งมักเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตแมว

แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น โดย ใบพัด นบน้อม ประกอบด้วยเรื่องสั้น ความเรียง และข้อความสั้นๆ ที่บอกเล่าความปรักหักพังของยุคสมัย ผ่านการใช้สายตาของแมวในการเล่าเรื่องปะปนไปกับการใช้สายตาของคนในการมองแมว

‘บทสนทนาว่าด้วยรอยขีดข่วนของยุคสมัย’ คำโปรยที่อยู่บนปกนี้ สื่อว่าเรื่องราวในเล่มนี้ก็คงหนีไม่พ้นการบอกเล่าความเป็นไปของสังคมที่ผู้คนต้องดิ้นรนใช้ชีวิต แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น ทาบทับวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตแบบแมวลงไปในเรื่องราว เพื่อขับเน้นให้เห็นปัญหาที่มนุษย์ต้องเผชิญจากสภาพสังคมปัจจุบัน โดยเล่าถึงความกดดันจากมาตรฐานความงาม การบีบคั้นตัวเองในสังคมวัตถุนิยม ปัญหาสุขภาพจิต หลายครั้งยังใช้น้ำเสียงของแมวในการเสียดสีวิถีชีวิตของมนุษย์ ชวนให้เราเทียบตัวเองกับแมว แล้วตกผลึกว่าเราขาดพร่องอะไรไปหรือใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่า

หนังสือหยิบยกเอาวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมาเล่าได้อย่างน่าสะท้อนใจ ทั้งการสร้างมูลค่าให้ตัวเองด้วยการทำงานหนัก จนแมวในเรื่องต้อง ‘แซะ’ ว่า “ติดอยู่ในกับดัก Productivity Trap ชอบคำว่า ‘วุ่น’ มากกว่าคำว่า ‘ว่าง'”[28] และสาธยายกิจวัตรของมนุษย์ที่อ่านแล้วรู้สึกจุกได้ ยกตัวอย่างเช่น

“พวกมนุดทาสทุนนิยม ใช้ชีวิตตามปรัชญาอเมริกันดรีม ต้องอดทนกับรถติดนานๆ จนสุขภาพจิตเสีย หาเงินเยอะๆ เพื่อไปซื้อภาพสวยๆ ในวันหยุดเพื่อลงอินสตาแกรมอวดคนอื่นที่มีชีวิตน่าสมเพชพอๆ กัน หรือชอปปิงเพื่อนิยามตัวเองผ่านการบริโภค สวมเสื้อผ้าถือกระเป๋าใส่รองเท้าแบรนด์นี้ ดูหนังอ่านหนังสือแบบนี้ ไปปาร์ตี้กินดื่มเพื่อตอบตัวเองว่า ‘เป็นใคร’ มีชีวิตเพียงเพื่อต่อสู้ดิ้นรนทำงานเพราะความกลัว กลัวว่าจะตกงาน ถูกขู่ว่าชีวิตจะพังพินาศ ทุนนิยมจ่ายพอให้ชีวิตอยู่ได้แต่ไม่ร่ำรวยมากพอที่จะอนุญาตให้เป็นอิสระ เหมือนปลาดุกรอฮุบเศษขนมปังหน้าวัดระฆัง”[29]

หรืออย่างถ้อยคำต่อไปนี้ที่ผู้คนแชร์กันในโซเชียลมีเดียจนเป็นไวรัลอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง

“ประเทศที่คนหนุ่มสาวใช้หมอดู หมอนวด และจิตแพทย์ ฟุ่มเฟือยมากที่สุด

อายุแค่ยี่สิบต้นๆ แต่รู้สึกเหมือนคนกำลังเผชิญกับ midlife crisis

รู้สึกหมดแรง หมดไฟ หมดใจ เบิร์นเอาท์

ใช้ชีวิตแบบรีบๆ ไม่มีเวลาให้ละเลียด คนอายุ 23 ควรได้เฉิดฉาย ได้ใช้ชีวิตช้าๆ

ไม่ใช่รีบกลืน รีบเข้าใจโลก จนพลังชีวิตเหือดแห้งก่อนอายุ 30 เหี่ยว เฉา

เหมือนขโมยความสุขในอนาคตมาใช้หมดแล้ว”[30]

บทบาทของแมวในเรื่องทั้งเสียดสีและปลอบประโลมระคนกันไป สลับกับน้ำเสียงของคนเล่าที่กล่าวย้ำระบายความรู้สึก วิธีเล่าเรื่องเช่นนี้ สำหรับคนที่คิดเหมือนเนื้อหาในหนังสืออาจเหมือนได้พูดคุยกับเพื่อนที่เผชิญสถานการณ์แบบเดียวกัน ขณะเดียวกันหนังสือเล่มนี้ก็สะท้อนวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบแมวด้วย แมวในหนังสือเล่มนี้เป็นภาพแทนของการอยู่นอกกรอบวิถีชีวิตแบบทุนนิยม ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เพียงแค่กิน นอน เล่น และอยู่กับปัจจุบันก็เพียงพอ

สิ่งที่เป็นแก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือความคาดหวังและการมองตัวเองของคนรุ่นปัจจุบัน หรืออย่างน้อยก็คือคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ เห็นได้ว่านอกจากผู้คนจะมีความพยายามตะเกียกตะกายเพื่อให้ตัวเองไปสู่ความก้าวหน้า แต่ในนั้นมีภาวะหมดไฟและความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ หลายฉากตอนในหนังสือพูดถึงการใช้ชีวิตแบบแมวๆ อย่าง

“แมวไม่มีวันจันทร์

ไม่ได้เฝ้ารอวันศุกร์ เพื่อที่จะได้มีความสุขเหมือนมนุด

ทุกวันคือวันแมว

แมวไม่ขึ้นอยู่กับวันเวลา ไม่ถูกกำกับด้วยตัวเลข”[31]

หรืออย่าง

“ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรมาก

แค่กาแฟสักแก้ว

แมวสักตัว

และเงินสักสองสามร้อยล้านก็พอ”[32]

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนฝันเฟื่องที่เราพูดลอยๆ โดยที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายจริงจังกับมันมากนัก

คำถามสำคัญคือ ทำไมความฝันของคนเราดูจะลดความยิ่งใหญ่ลงเรื่อยๆ กลายเป็นแค่อยากมีแมวหรืออยากเป็นแมว ชีวิตแบบแมวๆ กลายเป็นอุดมคติของคนได้อย่างไร ทำไมคนจึงไม่เลือกจะทะเยอทะยาน แต่กลับคาดหวังต่อตัวเองลดลง?

ย้อนไปในยุคคนรุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่า (เทียบได้กับคนเจอเนเรชันเอ็กซ์และเบบี้บูมเมอร์) พวกเขามักหยิบยกเอาความยิ่งใหญ่ของเสือหรือราชสีห์มาเปรียบเทียบกับชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือเป็นคนน่านับถือ – หลายคนมีเป้าหมายชีวิตเพื่อจะเป็นสิ่งนั้น สุภาษิตก็พูดถึงสัตว์ที่ว่านี้ในแง่บวก ยกตัวอย่างเช่นสำนวนไทยที่ว่า ‘ชาติเสือจับเนื้อกินเอง‘ ซึ่งหมายถึง คนที่เชื่อมั่นและถือศักดิ์ศรีของตน แม้จะลำบากยากแค้นก็ไม่ยอมรบกวนและเบียดเบียนใคร หรือการทำมาหากินด้วยความอุตสาหะไม่เบียดเบียนผู้อื่น น่าตั้งคำถามว่าการสอนใจโดยการยกตัวอย่างสัตว์ที่ดูยิ่งใหญ่อย่างเสือ ทำไมกลายเป็นแมวเหมียวตัวจ้อยในยุคสมัยปัจจุบัน

ในบทความ “คนกระโปกแห่งยุคสมัย 199x ทำไมเด็กเจนวายไม่ยอมโต” มีคำอธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ว่าคนยุคมิลเลนเนียลส์ที่เกิดระหว่างปี 1990-1999 รู้สึกว่าตนยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เหมือนที่เคยจินตนาการไว้ มีงานวิจัยว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ รู้สึกว่าพวกเขาไม่ ‘โตขึ้น’ ก็ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน เช่น ราคาทรัพย์สินที่สูงขึ้นและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้คนรุ่นมิลเลนเนียลส์ยากจนกว่ารุ่นก่อนๆ หลายคนต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ทำให้สัญลักษณ์ของความก้าวหน้าในชีวิต อย่างได้การเป็นเจ้าของบ้านหรือการมีความมั่นคงทางการเงินนั้นเกิดขึ้นได้ช้าลง

ในสังคมไทยก็ไม่ต่างกัน เรามักได้ยินการเปรียบเทียบเงินเดือนขั้นต่ำกับราคาทองคำอยู่เสมอๆ ในบทความ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำกับคุณภาพความเป็นคน‘ พบว่าราคาทองคำในอดีต ช่วง พ.ศ. 2515 ราคา 576 บาท และใน พ.ศ. 2516 ราคา 912 บาท ค่าจ้างขั้นต่ำในเวลานั้นราว 12-16 บาทต่อวัน เมื่อคำนวณแล้วต้องทำงาน 33-56 วัน จึงจะซื้อทองได้หนึ่งบาท แต่เมื่อเทียบกับปัจจุบัน แม้คำนวณจากค่าแรงสูงสุดที่ 400 บาท ทองคำราคา 38,000 บาท จะพบว่าเราต้องทำงานถึง 95 วันจึงจะซื้อทองได้หนึ่งบาท เท่ากับต้องทำงานราวสามเท่าของในอดีตทีเดียว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่ความคาดหวังของคนยุคนี้จะลดลง เพราะความรู้สึกเหนื่อยหน่ายว่าทำงานมากเท่าไรหรือไขว่คว้าแค่ไหน ก็เป็นไปได้ยากอยู่ดีที่จะสร้างความก้าวหน้าหรือความมั่นคงทางการเงิน

การเป็นแมวที่มนุษย์มองว่าได้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นอิสระจากทุกอย่าง คงกลายเป็นอุดมคติได้ไม่ยากในสภาพสังคมเช่นนี้

3

แมวและมนุษย์ที่เปลี่ยนไปในสังคมที่เปลี่ยนแปลง

สุดท้ายแล้วปรากฏการณ์หนังสือปกแมวกำลังบอกอะไรเรากันแน่ จากที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่การไล่เรียงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมว เราพอจะตอบคำถามได้ว่าบทบาทของแมวปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมของมนุษย์ กระแสความนิยมแมวและการปรากฏตัวของมันในหนังสือยุคปัจจุบันนั้นก็สอดรับกับความต้องการของมนุษย์ในสมัยนี้ด้วยเช่นกัน

จากการสำรวจหนังสือแมวๆ ตามที่ได้กล่าวไปในส่วนที่แล้ว พบว่าแมวในเรื่องเล่าของคนยุคนี้มีบทบาทเป็นผู้ให้บทเรียนด้านความสัมพันธ์ เห็นได้จาก ขอให้ความรักอยู่กับแมว ซึ่งชวนให้คิดว่าแมวมีคุณค่าทางใจมากกว่าแค่เป็นสัตว์เลี้ยงไว้แก้เหงา สิ่งนี้อาจเชื่อมโยงได้กับสภาพสังคมปัจจุบันที่ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจ โดยเราจะเห็นได้ว่าจากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่บีบคั้นมากจนมนุษย์ต้องการหลุดพ้นจากความยากลำบากในการตะเกียกตะกายหาความก้าวหน้าในชีวิต

อุปนิสัยของแมวที่มนุษย์มองว่า ‘รักอิสระ’ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ อีกทั้งยังได้ ‘กิน นอน เล่น’ ทั้งวันโดยไม่ต้องมีเรื่องให้คิดมาก จึงเข้ากันได้ดีกับการตอบสนองความปรารถนาลึกๆ ของคนผู้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่พยายามมากเท่าไรก็ไม่ก้าวหน้าเสียที จนอยากจะหยุดพักเสียก่อนโดยที่ไม่ต้องหวังจะไขว่คว้าหาความสำเร็จอย่างรีบเร่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น จะหยิบเอาความรู้สึกหมดไฟ ไร้พลัง และเหนื่อยหน่ายจากการทำงานในโลกทุนนิยม มาเป็นสารตั้งต้นในการเสียดสีสภาพสังคมเคียงคู่ไปกับผู้อ่านโดยใช้น้ำเสียงของแมวในการเล่าเรื่อง

แมวยังเป็นภาพแทนอุดมคติที่มนุษย์อยากเป็น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ เมื่อแมวที่บ้านคุณผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช กับ แมว 9 ชีวิตสอนฉันว่า “เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว” จะหยิบจับเอาลักษณะของแมวมาเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต ซึ่งก็น่าตั้งคำถามต่อไปว่าเมื่อเรามองไปที่กรอบคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง หนังสือแนวฮาวทูก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตคนให้ดำเนินต่อไปในฐานะมนุษย์ที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ การใช้แมวในหนังสืออาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำสภาพสังคมทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่ผู้คนอยากหนีหลุดพ้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากซื้อหนังสือแมว แล้วก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาทั้งหมด สิ่งที่มีร่วมกันในหนังสือแมวยุคปัจจุบันที่ได้กล่าวถึงในบทความ คือการที่มนุษย์พยายามมองโลกในมุมมองที่พ้นไปจากสายตาของตัวเอง การใช้เสียงของแมวในการเล่าเรื่อง หรือการได้เรียนรู้บางสิ่งจากแมว โดยอาจจะเป็นได้ทั้งการหยิบจับอุปนิสัยของแมวมาตีความ หรือการเรียนรู้ความหมายในความสัมพันธ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวน่าจะสะท้อนว่ามนุษย์เองก็คงต้องการมุมมองอื่นๆ ในการเติมเต็มชีวิตตนเองเหมือนกัน

น่าคิดว่าผู้คนในอารยธรรมอียิปต์โบราณพึ่งแมวในฐานะเทพ แต่ผ่านมาหลายพันปี โลกมีวิทยาการก้าวหน้า มนุษย์เราก็ยังพึ่งพาแมวอยู่ ทั้งให้แมวเป็นที่พึ่งทางใจอันนุ่มฟู ไปจนถึงเปรียบแมวเป็นอุดมคติของชีวิต ซึ่งอาจไม่ต่างอะไรกับการเป็น ‘เทพ’ ของมนุษย์ที่เปราะบางในยุคสมัยเช่นนี้


 

References
1 ปัญฑา พัวพิพัฒน์เสลากุล, “วัฒนธรรม ‘ทาสแมว’ : ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงและกระแสนิยม,” สารนิพนธ์, ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2564), 35.
2 เรื่องเดียวกัน.
3 เรื่องเดียวกัน, 41.
4 เรื่องเดียวกัน, 41
5 เรื่องเดียวกัน, 43
6 เรื่องเดียวกัน, 44
7 เรื่องเดียวกัน, 45
8 เรื่องเดียวกัน
9 เรื่องเดียวกัน, 49
10 เรื่องเดียวกัน, 50
11 เรื่องเดียวกัน
12 เรื่องเดียวกัน, 51
13 เรื่องเดียวกัน, 52
14 เรื่องเดียวกัน, 54
15 เรื่องเดียวกัน, 59
16 แอบีเกล ทักเกอร์, ใครคือเจ้าของบ้าน ฉันหรือแมว, แปลโดย โตมร ศุขปรีชา, กรุงเทพฯ: ซอลท์ พับลิชชิ่ง, 2563), 75.
17 ปัญฑา พัวพิพัฒน์เสลากุล, “วัฒนธรรม ‘ทาสแมว’ : ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงและกระแสนิยม, 28
18 โตมร ศุขปรีชา, ขอให้ความรักอยู่กับแมว: เรื่องเล่าเก้าชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: บราวน์แล็บ, 2567) 106.
19 โตมร ศุขปรีชา, ขอให้ความรักอยู่กับแมว, 144
20 John Patrick Leary, Keywords: The New Language of Capitalism (Chicago: Haymarket Books,2018), chap. GRIT (N.)
21 Stéphane Garnier, เมื่อแมวที่บ้านคุณผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช, แปลโดย อรณี อรุณีกุล, กรุงเทพฯ: วีเลิร์น, 2023),17.
22 เหมียว เหมียว (อึล นยัง อี), แมว 9 ชีวิตสอนฉันว่า “เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว เหมียว” , แปลโดย กนกรัตน์ อรุณรัตนรุจรวี, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2566), 150.
23 เรื่องเดียวกัน, 190.
24 John Patrick Leary, Keywords: The New Language of Capitalism (Chicago: Haymarket Books,2018), chap. RESILIENCE (N.)
25 น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ, วิจารณ์เรื่อง อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว โดย นัตสึเมะ โซเซกิ, แปลโดย ชัญพัส วรศักดิ์, วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 17, ฉ.1 มกราคม-มิถุนายน 2564): 175.
26 เรื่องเดียวกัน, 176.
27 เรื่องเดียวกัน, 179.
28 แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น พิมพ์ครั้งที่ 8, กรุงเทพฯ: ใบพัด นบน้อม, 2565), 55.
29 เรื่องเดียวกัน, 51.
30 เรื่องเดียวกัน, 43.
31 เรื่องเดียวกัน, 45.
32 เรื่องเดียวกัน, 59.

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save