fbpx

การล่วงละเมิดทางเพศ – บาดแผลเดิมที่ถูกฉายซ้ำทุกวัน

พริษฐ์ วัชรสินธุ เรื่อง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็น #ข่มขืนผ่านจอพอกันที ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม หลังมีฉากเกี่ยวกับการข่มขืนในละครเรื่อง ‘เมียจำเป็น’ ที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะบทที่ตัวละครนำชายแสดงท่าทีรังเกียจต่อแฟนสาวที่ตนเข้าใจว่าถูกข่มขืน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการตอกย้ำวัฒนธรรมโทษเหยื่อ (victim blaming) ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม

สิ่งที่น่าแปลกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงไม่ใช่ว่า “ทำไมประเด็นนี้ถึงสร้างความไม่พอใจแก่คนจำนวนมาก” แต่คือ “ทำไมฉากแบบนี้จึงยังสามารถถูกผลิตซ้ำอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์จนมาถึงวันนี้ได้”

ปัญหาเรื่องการข่มขืนหรือการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงและเรื้อรังมากในประเทศไทย

สถิติหนึ่งที่น่าสะเทือนใจสุดๆ คือ ทุกๆ 17 นาทีจะมี 1 คนที่ถูกข่มขืน โดยเกือบ 90% เป็นกรณีที่ไม่ได้มีการแจ้งความ

ผลกระทบจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลและความเสียหายทางสภาพจิตใจต่อเหยื่อ แต่เป็นการตอกย้ำอีกมิติของ ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ’ ในสังคม ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของบางเพศมีความปลอดภัยน้อยกว่าเพศอื่น

คงไม่มีใครที่ติด #ข่มขืนผ่านจอพอกันที มองว่าปัญหานี้จะถูกแก้ได้ทันทีหากฉากอย่างในละคร ‘เมียจำเป็น’ หมดไปจากหน้าจอ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ จำเป็นต้องผสมผสานทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบหรือโครงสร้าง และการปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือค่านิยม

ในมุมมองของผม เราจำเป็นต้องหามาตรการเพื่อมุ่งไปสู่การแก้ปัญหากับ 3 ภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหานี้

1. สังคม: สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง-ปฏิรูปเพศศึกษา-เรียกร้องความรับผิดชอบจากสื่อ

2. เหยื่อ: หยุดโทษเหยื่อ-เพิ่มความมั่นใจให้กล้าพูด-ฟื้นฟูดูแลสภาพจิตใจ

3. ผู้กระทำผิด: ดำเนินคดีอย่างโปร่งใส-ไม่มีข้อยกเว้น-ลงโทษอย่างเหมาะสม

 

1

สังคม: สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง-ปฏิรูปเพศศึกษา-เรียกร้องความรับผิดชอบจากสื่อ

 

ในสังคมภาพกว้าง ยังมีหลายอย่างที่คนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศ

อย่างแรก หลายคนมีความเชื่อว่าการคุกคามทางเพศนั้น หมายถึง การกระทำทางร่างกายเพียงอย่างเดียว เช่น การแตะเนื้อต้องตัว ลูบไล้ หรือการพยายามข่มขืนผู้อื่น แต่ไม่ได้เข้าใจว่าการกระทำทางสายตา (เช่น การจ้องมอง) หรือทางวาจา (เช่น ชวนคุยเรื่องเพศ ซักไซ้เรื่องส่วนตัว หรือพูดตลกลามก) นับเป็นการคุกคามทางเพศอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน – ถึงแม้อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะเข้าใจอยู่แล้ว แต่หลายคนยังต้องเผชิญกับการคุกคามในรูปแบบเหล่านี้อยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะจากการแซวเล่นระหว่างเพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งละครตลกในไทยหลายเรื่อง ก็ยังเน้นหากินจากเนื้อหาแบบนี้อยู่

ตอนที่ผมจัดเวิร์กช็อปอบรมเรื่องการคุกคามทางเพศให้กับพนักงานที่บริษัทกว่า 100 คน ก็ค้นพบถึงความเข้าใจไม่ตรงกันของหลายคนว่าอะไรคือพฤติกรรมที่เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ

อย่างที่สอง หลายคนอาจเข้าใจว่าการล่วงละเมิดทางเพศมักเกิดขึ้นในสถานที่ที่อันตรายและกระทำโดยคนแปลกหน้า ทั้งที่จริงแล้ว หลายรายงานกลับพบว่าการล่วงละเมิดทางเพศส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสถานที่ที่ดูเหมือนจะปลอดภัย และกระทำโดยคนใกล้ตัวที่รู้จักกับผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างคนในครอบครัว ระหว่างเพื่อนบ้าน ระหว่างครู-นักเรียน ระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือ ระหว่างคู่รัก การสวนทางกันระหว่างสัญชาตญาณและสถิติ เลยทำให้เราเห็นได้ว่า ในขณะที่พ่อ-แม่ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกปลอดภัยกว่าหากลูกสาวใช้เวลากับคนที่ตนเองคุ้นเคย (เช่น คุณลุงข้างบ้าน ครูสอนพิเศษ) แต่หลายครั้งที่ผู้กระทำผิดกลับฉวยโอกาสจากความคุ้นเคยและความไว้วางใจที่ได้รับนั้นมากระทำการคุกคามเหยื่อเสียเอง

นอกจากความคุ้นเคยแล้ว ‘ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ’ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศจากคนที่รู้จัก โดยการที่ผู้กระทำผิดนำเงื่อนไขหรือผลประโยชน์ต่างๆ มาเป็นเครื่องมือต่อรองหรือข้ออ้างในการคุกคามเหยื่อจนทำให้เหยื่อถูกบีบอยู่ในสภาพที่ต้องยอมแลกหรือยอมทน (บางครั้งโดยไม่รู้ตัว) ไม่ว่าจะเป็นภรรยาที่อาจไม่กล้าเดินหนีจากสามีที่ทำร้ายตนเพราะสามีเป็นที่มาของรายได้ทั้งหมดของครอบครัว หรือพนักงานที่ถูกหัวหน้าใช้ตำแหน่งและอำนาจประเมินผลงานพนักงาน ในการชักชวนให้ไปใช้เวลาร่วมกัน ถึงแม้บางครั้งเหยื่ออาจรู้สึกว่าตนเองให้การยินยอมจนอาจตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ผู้กระทำจงใจใช้ตำแหน่งเชิงอำนาจของตน เพื่อประโยชน์ทางเพศของตัวเอง

เมื่อความเข้าใจผิดต่อเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่สูงมากในสังคมไทย บทบาทของการศึกษาและสื่อจึงมีความสำคัญมากในการช่วยปรับความเข้าใจของสังคม แทนที่จะผลิตซ้ำหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับประชาชนตั้งแต่ยังเด็ก แต่หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียนไทยกลับมีข้อบกพร่องหลายด้านที่ต้องปรับปรุง ปัญหาอย่างหนึ่งในภาพรวมคือ การไม่พร้อมจะนำเอาปัญหาเรื่องเพศในชีวิตจริงมาพูดคุยกับนักเรียนอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับมีความเชื่อว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องสำหรับผู้ใหญ่ที่เด็กไม่ควรรับรู้ จนทำให้เด็กหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเอง นำไปสู่ปัญหาต่างๆที่ตามมา เช่น การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

รายงานของ UNICEF ให้ความเห็นว่าการสอนเพศศึกษาในไทย มุ่งเน้นไปที่ด้านกายภาพเป็นหลัก โดยไม่ให้ความสำคัญเพียงพอต่อการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องทัศนคติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นหลักการเรื่องการยินยอม ความรุนแรงทางเพศ หรือความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น การทำแบบสำรวจของ UNICEF ในปี 2017 ได้ผลลัพธ์ว่า 41% ของนักเรียนชายในระดับอาชีวศึกษาเชื่อว่า สามีสมควรทำร้ายภรรยาได้หากภรรยานอกใจ ในขณะที่เกือบ 50% ของนักเรียน ม.ต้น มีความเชื่อว่าคู่รักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิด

อย่างไรก็ตาม จากการได้เห็นกระแสความคิดของคนรุ่นใหม่ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าตัวเลขเหล่านี้น่าจะดีขึ้นกว่าสมัยก่อน ไม่ใช่เพราะว่าหลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียนถูกปฏิรูปแล้ว แต่เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายขึ้นในสื่อออนไลน์ (ป.ล. เนื้อหาเกี่ยวกับเพศศึกษาในแอปพลิเคชันเรียนออนไลน์ที่ผมทำอยู่ ก็เป็นเนื้อหานอกห้องเรียนที่มียอดวิวอย่างต่อเนื่อง) จากผลรายงานของ PISA ในปี 2018 นักเรียนไทยเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีการเข้าร่วมกิจกรรมและเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคทางเพศเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่นอกจากการศึกษาแล้ว อีกกลไกหนึ่งที่มีอิทธิพลมากในการกำหนดค่านิยมของสังคมคือละครไทย ถึงแม้ผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยดูละครไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าละครไทยเป็นสิ่งที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมากในสังคม รวมถึงเป็นรายการที่เด็กหลายคนดูและซึมซับโดยไม่รู้ตัวเวลาที่พ่อแม่เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้

ผมมองว่าปัญหาหลักเรื่องฉากข่มขืนในละครไทย อาจไม่ใช่การที่ละครมีฉากเกี่ยวกับการข่มขืน เนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีอยู่จริงในสังคม ที่สามารถถูกเลือกมาสะท้อนได้ผ่านละคร (ถึงแม้เราจำเป็นต้องคิดหาวิธีการเตือนผู้ชมก่อน เวลาจะมีเนื้อหาที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจของเหยื่อจากการคุกคามทางเพศ)

แต่ปัญหาหลักของการผลิตฉากข่มขืนในละครไทย มีดังนี้

(1) normalize หรือ ทำให้การข่มขืนดูเป็นเรื่องที่ปกติ (เช่น การล้อเล่นถึงการข่มขืน การมองว่าเป็นวิธีแก้แค้นคนอื่นที่เหมาะสม)

(2) romanticize หรือ ทำให้การข่มขืนดูเป็นเรื่องโรแมนติก (เช่น การ ‘ตบจูบ’ หรือ ‘ขืนใจ’ ระหว่างพระเอก-นางเอก)

(3) glorify หรือ ทำให้การข่มขืนดูเป็นเรื่องที่ไม่ต้องได้รับการลงโทษ แต่กลับได้รับการเชิดชู หรือกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแสดงความรักหรือพัฒนาความสัมพันธ์ (เช่น การที่พระเอกข่มขืนนางเอก และในที่สุดก็ตกหลุมรักกัน หรือไม่ถูกลงโทษใดๆ เลย)

เมื่อเราเปรียบเทียบรูปแบบการนำเสนอเรื่องการข่มขืนของละครไทยลักษณะนี้ กับ รูปแบบการนำเสนอเรื่องการข่มขืนในละครหรือซีรีส์ต่างๆ จากทั่วโลกที่มักปลูกฝังค่านิยมอีกลักษณะ (เช่น ในซีรีส์ Sex Education ของ Netflix มีการนำเสนอผลกระทบทางสุขภาพจิตของตัวละครที่ถูกคุกคามทางเพศบนรถเมล์ระหว่างไปโรงเรียน และความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเหยื่อ)

ทางออกของเรื่องนี้ คงไม่ใช่การให้รัฐเข้าไปสั่งระงับหรือแบนฉากในละครไทยที่เป็นปัญหาดังกล่าว เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่อันตราย คือการให้อำนาจรัฐไปกำหนดและผูกขาดมาตรฐานทางจริยธรรมไว้แต่เพียงผู้เดียว (ซึ่งก็อาจคล้ายกับแนวคิดของนโยบายที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้คนไปทำ ‘หนังรักชาติ’)

ทางออกของเรื่องนี้ จึงต้องอาศัยอำนาจของผู้บริโภคและผู้สนับสนุน (sponsor) ที่พร้อมจะยืนหยัดต่อต้าน แบนหรือคว่ำบาตรละครดังกล่าว และอาศัยความรับผิดชอบของผู้ผลิต ที่พร้อมจะยืนหยัดในการไม่ผลิตเนื้อหาที่ปลูกฝังค่านิยมผิดๆ หรือสร้างปัญหาต่อสังคมและเหยื่อของการคุกคามทางเพศ เพียงเพราะ ‘เรตติ้งดี’

อีกกลุ่มหนึ่งที่หลายคนมองว่ามีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหานี้คือนักแสดงที่ต้องเล่นบทเหล่านี้เอง – ถึงแม้ผมเข้าใจว่านักแสดงส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีส่วนร่วมมากนักในการเขียนบทละคร แต่พอเรามองไปเห็นถึงความกล้าหาญของนักแสดงหลายคนในเมียนมาที่ออกมาร่วมหรือนำการต่อสู้กับรัฐประหาร ผมก็แอบหวังว่าการเรียกร้องให้นักแสดงไทยทุกคนร่วมกันต่อต้านหรือปฏิเสธบทละครที่เป็นปัญหาเหล่านี้ คงจะไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่อาศัยความกล้าหาญมากจนเกินไป

 

2

เหยื่อ: หยุดกล่าวโทษ-เพิ่มความมั่นใจ-ฟื้นฟูดูแล

 

ไม่ว่าเราจะพยายามปรับค่านิยมเพื่อทำให้คนมีความเข้าใจเรื่องปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเท่าไร แต่คงยากที่เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้จะหมดไปจนกลายเป็นศูนย์ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้เกิดขึ้นหลังมีเหตการณ์คุกคามทางเพศ คือมาตรการที่ช่วยคุ้มครองเหยื่อ และทัศนคติที่เรามีในการปฏิบัติกับเหยื่อ

ในขั้นพื้นฐานที่สุด สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย คือการโทษเหยื่อ

ในทุกๆ ครั้งที่เกิดเหตุผู้หญิงโดนคุกคามทางเพศ จะมีหลายคนเพ่งเล็งไปตั้งคำถามกับเหยื่อว่า เขาแต่งกายอย่างไร เขาเดินในที่เปลี่ยวหรือเปล่า เขาดื่มมาก่อนเกิดเหตุหรือไม่ เขาแสดงท่าทีอะไรต่อผู้กระทำที่ทำให้เข้าใจผิดหรือเปล่า หรือตั้งสมมติฐานอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมและไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น

(แม้กระทั่งผู้นำประเทศเรา ก็เคยถามคำถามลักษณะนี้ หลังกรณีเกิดเหตุข่มขืนและฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนที่เกาะเต่าเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว)

การถามคำถามเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อแล้ว ยังเป็นการชี้นำให้สังคมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งของความผิดที่เกิดขึ้น เป็นความผิดของเหยื่อ

ในมุมวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักฐานจากงานวิจัยไหนที่บ่งชี้ว่าการที่ผู้หญิงแต่งกายแบบใดแบบหนึ่ง จะนำไปสู่โอกาสที่ผู้กระทำจะลงมือคุกคามทางเพศมากขึ้น นิทรรศการอย่าง Don’t tell me how to dress ของคุณสิรินยา บิชอพ หรือนิทรรศการลักษณะคล้ายกันจากทั่วโลกที่มีการจัดแสดงเสื้อผ้าที่สวมใส่โดยผู้หญิงที่ถูกลวนลาม แสดงให้เห็นชัดว่าการแต่งตัวของผู้หญิงไม่ได้เป็นสาเหตุของการล่วงละเมิดทางเพศ

แต่ในมุมของหลักการ เราต้องยืนยันว่า ไม่ว่าการแต่งกายของเหยื่อจะส่งผลหรือไม่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อการตัดสินใจของผู้กระทำ แต่เมื่อมีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้น คนผิดคนเดียวคือผู้กระทำ ไม่ใช่เหยื่อ

หากมีคนปีนเข้ามาขโมยของในบ้าน ไม่ว่ารั้วหน้าบ้านเราจะสูงหรือเตี้ย คนที่ผิดคนเดียวคือขโมย

หากมีคนมาทำร้ายร่างกายเรา ไม่ว่าถนนที่เราเดินอยู่จะมีคนพลุกพล่านหรือปลอดคน คนที่ผิดคนเดียวคือคนทำร้าย

เช่นเดียวกัน หากมีคนมาล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าคนที่ถูกล่วงละเมิดจะแต่งกายอย่างไร ดื่มมากแค่ไหน ก็เป็นสิทธิของเขา เขาไม่ผิด คนที่ผิดคนเดียวคือคนที่ล่วงละเมิด

แต่นอกจากจะไม่โทษเหยื่อแล้ว ยังมีอีกสองสิ่งสำคัญที่เราทำได้เพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกคุกคามทางเพศ

อย่างแรก คือการช่วยให้เหยื่อมีความมั่นใจและความสบายใจที่จะออกมาพูดหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันพบว่ามีเพียง 20% ของเหยื่อเท่านั้นที่เลือกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ส่วนหนึ่งอาจมาจากความไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม หรือความกังวลต่อการต้องเผชิญกับวัฒนธรรมโทษเหยื่อที่กล่าวไว้ข้างต้น

แต่อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ที่ทำให้เหยื่อถูกบีบให้รู้สึก ‘ผิด’ จากการลุกขึ้นมาเปิดโปงคนกระทำ

เวลามีการคุกคามทางเพศโดยผู้กระทำใช้อำนาจหรือความไว้วางใจที่ตนได้รับจากสถานภาพทางสังคม (เช่น ครู คนในครอบครัว) พอผู้ถูกกระทำลุกขึ้นมาเปิดโปงความเลวร้ายนี้ ก็มีหลายครั้งที่เหยื่อมักถูกกดดันให้ไม่ดำเนินคดี เพียงเพราะข้ออ้างที่ว่าจะทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง ‘เสียชื่อเสียง’ ไม่ว่าโรงเรียน (ในกรณีที่นักเรียนถูกกระทำโดยครู) หรือครอบครัว (ในกรณีที่ภรรยาถูกกระทำโดยสามี)

ผมยังจำได้ในการทำกิจกรรมร่วมกับสมัชชาสตรีแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ในช่วงหนึ่ง มีการสอบถามกลุ่มผู้หญิงที่เข้าร่วมกิจกรรมว่าเคยเจอปัญหาอะไรที่บ้านบ้าง พบว่าไม่มีใครสักคนที่ยกมือพูดถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แต่เมื่อเราเปลี่ยนวิธีการส่งคำตอบ ให้เขียนลงในกระดาษแบบไม่เปิดเผยตัวตน ปรากฏว่าเกินครึ่งเขียนกลับมาว่าเคย

เรื่องนี้ทำให้อดกังวลไม่ได้ว่า หากค่านิยมที่เราสร้างในโรงเรียนมีปัญหา สังคมก็จะมีปัญหาเหล่านั้นตามมา เพราะถ้าเราสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่ปิดกั้นไม่ให้เด็กออกมาเปิดโปงเวลาครูทำผิด แต่กลับถูกขู่หรือเตือนว่า “จะทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง” เราก็อาจจะกำลังสร้างบรรยากาศในสังคมที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้ใหญ่ที่ถูกสามีทำร้าย กล้าออกมาขอความช่วยเหลือเพราะถูกขู่หรือเตือนว่า “จะทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียง” เหมือนกัน

นวัตกรรมหนึ่งที่บางประเทศใช้และมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ในการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เหยื่อที่เป็นผู้หญิงกล้าพูดมากขึ้น คือการมีตำรวจผู้หญิง

ถึงแม้งานวิจัยบางแห่งชี้ว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างความสบายใจต่อเหยื่อคือการเห็นอกเห็นใจ การเป็นมืออาชีพ และการไม่แสดงอาการตั้งแง่กับเหยื่อ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องเพศ (และจริงๆ ก็ควรเป็นเช่นนั้น) แต่สถิติจากประเทศอินเดียที่มีปัญหาการคุกคามทางเพศค่อนข้างสาหัส เผยว่าเหยื่อผู้หญิงที่เข้าพบเจ้าหน้าที่ผู้หญิง หรือสถานีที่มีแต่ตำรวจที่เป็นผู้หญิง มีโอกาสสูงกว่าที่จะตัดสินใจรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมด ดังนั้น ในระยะสั้นบทบาทของตำรวจหญิงอาจช่วยเรื่องนี้ได้

แต่นอกจากเพิ่มความสบายใจให้เหยื่อกล้าลุกขึ้นมาพูดแล้ว การช่วยฟื้นฟูหรือดูแลสภาพจิตใจเหยื่อก็มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่ยังสร้างความบอบช้ำแก่จิตใจอย่างมหาศาล นอกจากเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้ เช่น จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่สามารถมีบทบาทเยียวยาสภาพจิตใจของเหยื่อได้คือบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะครอบครัวและเพื่อนสนิท ที่ต้องแสดงความเข้าใจ เห็นใจ และพร้อมก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปพร้อมกับเหยื่อ มากกว่าการไปมองหรือคาดหวังว่าสภาพจิตใจของเหยื่อจะดีขึ้นทันที หลังเหตุการณ์ผ่านไปไม่นาน

 

3

ผู้กระทำผิด: ดำเนินคดีอย่างโปร่งใส-ไม่มีข้อยกเว้น-ลงโทษอย่างเหมาะสม

 

แต่ในขณะที่เราต้องฟื้นฟูและดูแลความรู้สึกของเหยื่ออย่างใกล้ชิด การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสมก็สำคัญเช่นกัน ทั้งเพื่อรักษาความยุติธรรมและเพื่อลดโอกาสที่ผู้กระทำจะไปคุกคามเหยื่อรายใหม่

การออกแบบมาตรการลงโทษผู้กระทำผิด ไม่ใช่แค่เรื่องทางกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสร้างบรรทัดฐานทางสังคม  ให้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องยิบย่อยที่จะปล่อยให้จบๆ กันไปอย่างง่ายดายด้วยเหตุผลประมาณว่า ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่อยากให้ฝ่ายผู้ถูกกระทำเสียชื่อเสียง หรือไม่อยากให้สถาบัน/องค์กรเสียหาย

อย่างแรกที่ทำได้ คือการดำเนินคดีอย่างรวดเร็วและโปร่งใส พร้อมเกณฑ์ที่ชัดเจนและมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครได้รับการยกเว้นในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองในตำแหน่งที่สำคัญ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท หรือ ข้าราชการอาวุโส ชื่อเสียงหรืออำนาจทางการเงินไม่อาจเป็นตัวช่วยให้เรื่องเงียบหาย หรือทำให้การสืบสวนสอบสวนเชื่องช้า (อย่างจงใจ) แต่ต้องทำให้เกิดความรวดเร็ว โปร่งใสเท่าเทียมกัน

อย่างที่สองที่ทำได้ คือการวางโทษที่เหมาะสม ส่วนตัวแล้ว ถึงแม้ผมอาจไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของบางกลุ่มที่ออกมาสนับสนุนโทษประหารสำหรับกรณีข่มขืน เนื่องจากผมไม่เห็นด้วยกับการมีโทษประหารชีวิตไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะสำหรับกรณีข่มขืนหรืออาชญากรรมอื่นๆ (เหตุผลทั้งหมดคงต้องเก็บไว้สำหรับอีกบทความ) แต่ผมก็เล็งเห็นว่า มีหลายครั้งในประเทศไทยที่ผู้กระทำผิดกรณีการล่วงละเมิดทางเพศที่ถูกพิสูจน์แล้ว ไม่ถูกดำเนินคดีอย่างเหมาะสม แต่กลับถูกแค่กดดันให้ออกมากล่าวขอโทษ หรือ (ในกรณีข้าราชการ) ถูกลงโทษด้วยการถูกย้ายโรงเรียนหรือหน่วยงาน แทนที่จะถูกไล่ออกจากราชการ ขึ้นทะเบียนผู้กระทำผิด (blacklist) และดำเนินคดี  การปฏิบัติแบบนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่กลับเป็นการโยกย้ายปัญหาจากพื้นที่แห่งหนึ่ง ไปสู่พื้นที่อีกแห่งหนึ่ง

ต้องขอทิ้งท้ายด้วยการออกตัวว่า เหตุผลที่ผมเลือกเขียนด้านบนทั้งหมด ไม่ใช่เพราะผมเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญที่สุดในประเด็นนี้

ผมไม่ได้ทำงานโดยตรง หรือ มีงานวิจัยส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องการคุกคามทางเพศ

ผมไม่ได้มีคนใกล้ตัว ที่เคยต้องผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายนี้

ในฐานะผู้ชาย ผมอาจจะไม่ใช่กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุด ที่จะถูกคุกคามทางเพศ

แต่ก็เพราะผมไม่ใช่ทั้งหมดเหล่านี้ เลยยิ่งจำเป็นที่ผมจะออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพื่อย้ำว่าการต่อต้านค่านิยมที่บิดเบี้ยวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศที่แพร่หลายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์และสังคมในวงกว้าง ไม่ใช่การต่อสู้ในประเด็นที่ซับซ้อนหรือต้องการความเชี่ยวชาญอะไรมากกว่าสามัญสำนึกพื้นฐาน ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเพียงล้างแค้นหรือคลายความโกรธให้กับเหยื่อ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อปกป้องเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นการต่อสู้ที่ทุกคนร่วมกันได้ เพื่อสร้างและส่งต่อสังคมที่ประชาชน – ไม่ว่ามีเพศสภาพ หรือ เพศวิถีแบบไหน – รู้สึกและมีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมกันโดยแท้จริง

MOST READ

Social Problems

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 ส.ค. 2018

Film & Music

โลกของ ‘เมียฝรั่ง’ เรื่องเล่าที่ไม่มีผู้ชายอีสาน ในสังคมที่ไม่มีอนาคต

วจนา วรรลยางกูร เขียนถึงสารคดี Heartbound เรื่องการแต่งงานข้ามชาติของสาวอีสานกับผู้ชายเดนมาร์ก ที่เกิดจากการจับคู่ของ ‘สมหมาย’ หญิงไทยคนแรกในหมู่บ้านที่เดนมาร์ก

วจนา วรรลยางกูร

2 ธ.ค. 2019