วจนา วรรลยางกูร เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

สำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานในระบบ ที่ทำงานกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเมื่อเราต้องใช้เวลาจำนวนมากในแต่ละวันในที่ทำงานและอยู่กับเพื่อนร่วมงาน

คงไม่ใช่ผลดีกับองค์กร หากคนในองค์กรทำงานด้วยความบีบคั้น ทำงานหนักจนเวลางานกลืนกินชีวิตส่วนตัว เจ็บป่วยทางกายหรือใจจากการทำงาน และหากคนทำงานพยายามหาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวแล้ว คงทำได้ยากหากที่ทำงานมองไม่เห็นผลดีของการสนับสนุนชีวิตรอบด้านของคนทำงาน

สิ่งที่คนทำงานต้องการคือการสนับสนุนด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ การส่งเสริมการพัฒนาทักษะ ความเอาใจใส่ด้านจิตใจ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้นโดยหวังให้คนทำงานมีความสุขกับที่ทำงาน

คงดีไม่น้อยหากที่ทำงานสามารถมีบทบาทสนับสนุนคนทำงานให้มองเห็นทางเลือกอื่นๆ ของชีวิต ช่องทางการหารายได้เสริม แนะแนวทางการปลดหนี้ ให้ความเข้าใจเรื่องการบริหารเวลาและรายได้ โดยไม่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องนอกเหนือจากการทำงาน

บทบาทสนับสนุนนี้ไม่ใช้เพียงแค่เกิดผลด้านบวกกับคนทำงาน แต่ยังเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้คนทำงานผูกพันกับงานและองค์กร และมีแรงกระตุ้นในการริเริ่มทำสิ่งต่างๆ บทบาทนี้ยิ่งถูกท้าทายในสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายธุรกิจต้องหาทางรอด โดยเฉพาะในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจรอดต่อไปได้ในห้วงเวลาเช่นนี้คือการปรับตัว ทั้งปรับขนาดองค์กร ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ หลากหลายโจทย์ที่เจ้าของธุรกิจต้องคำนึงถึง และหนึ่งโจทย์ที่สำคัญคือการดูแลคนทำงาน ว่าอะไรคือทางออกที่เหมาะสมที่สุดในช่วงวิกฤต พร้อมกันกับรักษาคุณค่าที่แต่ละองค์กรให้ความสำคัญ

 

ศิวาเทล: เปลี่ยนขยะเป็นเงิน เสริมคุณค่าองค์กร

 

ในฐานะผู้นำองค์กรที่มีจุดยืนเรื่องการตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อลิสรา ศิวยาธร ผู้บริหารโรงแรมศิวาเทลกรุงเทพ กรีนโฮเทลย่านเพลินจิต สร้างความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงาน ผ่านกิจกรรมที่ทำให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมและสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำงาน

จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘ธนาคารขยะทองคำ’ ที่ทางโรงแรมได้ให้ความรู้เรื่องการแยกขยะอย่างละเอียดแก่พนักงาน โดยทางโรงแรมจะรับซื้อขยะและสะสมยอดเงินรายปี

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Happy Workplace ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ให้ความรู้เรื่องความสุข 8 ประการในที่ทำงาน  ซึ่งอลิสราพบว่าตรงกับแนวคิดขององค์กรที่ว่า การบริการลูกค้าให้ดีต้องมาจากการที่พนักงานมีความสุขก่อน

โครงการขยะทองคำจึงเกิดขึ้น โดยเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในที่ทำงานและครอบครัวพนักงานเอง และสร้างรายได้เสริมจากขยะที่คนมองข้าม

 

 

“เรามองว่าขยะที่พนักงานทิ้งแต่ละวันเป็นเงิน จึงให้ร้านรับซื้อขยะมาให้ความรู้การแยกขยะอย่างละเอียด เช่น ขวดพลาสติกหนึ่งขวดถ้าแยกขยะแบบทั่วไปก็จะขายไปทั้งขวด แต่ถ้าแยกแบบละเอียดจะขายได้เงินมากขึ้น ฝาบางยี่ห้อเป็นพลาสติกขุ่นขายได้กก.ละ 5-6 บาท บางยี่ห้อเป็นพลาสติกรวมแบบสี กก.ละ 1 บาท ขวดน้ำแกะฉลากออกเป็นพลาสติกใส กก.ละ 1 บาท

“ธนาคารขยะทองคำจะเปิดรับฝากอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง แต่ละคนจะมีใบบันทึกการฝากขยะว่าเอาขยะอะไรมาบ้าง น้ำหนักเท่าไหร่ รวมเป็นเงินกี่บาท เราสะสมตัวเลขทั้งปี มีการแข่งขันจัดอันดับ พอสิ้นปีแต่ละคนก็ได้รับเงินและมีการประกาศผลให้รางวัลคนที่นำขยะมาฝากเยอะ”

กิจกรรมนี้ทำให้พนักงานชวนคนในครอบครัวมาช่วยกันแยกขยะ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อนำขยะมาฝากกับโรงแรมก็จะมียอดเงินสะสมจากการขายขยะ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งตรงกับคุณค่าที่องค์กรให้ความสำคัญ

“เราพบผลที่เหนือความคาดหมาย เช่น น้องๆ จะเลือกซื้อน้ำดื่มที่เป็นฝาขาวขุ่นเพราะขายได้แพงกว่าฝาพลาสติกสี บางคนเปลี่ยนจากดื่มเบียร์ขวดไปดื่มเบียร์กระป๋องอลูมิเนียมเพราะขายได้แพงกว่า ช่วงเสาร์อาทิตย์บางคนตระเวนไปตามบ้านญาติเพื่อไปตามเก็บขยะ กลายเป็นกิจกรรมครอบครัว น้องๆ มีความรู้ในการคัดแยกขยะเปลี่ยนมาเป็นเงิน”

โดยปีนี้ทางโรงแรมปรับโครงการมาเน้นเรื่องการแยกขยะภายในองค์กร แบ่งเป็นแผนกและนำเงินจากการขายขยะกลับไปทำกิจกรรมภายในแผนก แต่ก็ยังเปิดรับฝากขยะแบบรายบุคคลด้วย เพราะเมื่อพนักงานแยกขยะจนเกิดจิตสำนึกแล้วบางคนก็นำไปขายเองแถวบ้าน ไม่ต้องขนมาที่โรงแรม

“คนที่ทำอย่างจริงจังพอสิ้นปีเขาขายขยะได้เงินหลักพันบาท เขาเห็นยอดเงินสะสมเพิ่มขึ้นก็เปลี่ยนพฤติกรรมไปถึงคนในครอบครัวได้ แต่บางคนก็คิดว่าเป็นการเพิ่มความสนุกในที่ทำงาน พอได้เงินคืนตอนสิ้นปีหลายคนก็เอาเงินนั้นไปบริจาคกับกิจกรรมกลุ่มที่ไปเลี้ยงข้าวน้องด้อยโอกาส”

 

 

อลิสรา ยืนยันว่า กิจกรรมนี้นอกจากสร้างรายได้ให้พนักงานแล้วยังสอดคล้องกับจุดยืนของโรงแรมในการเป็นโรงแรมแห่งความสุขอย่างสมดุลและการแบ่งปันอย่างยั่งยืน ศิวาเทลเป็นกรีนโฮเทลที่ได้รับ The Green Leaf Certificate ที่รับรองมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องการบริหารจัดการขยะจึงเป็นหนึ่งส่วนที่อยู่ในการทำงานของโรงแรม

“การบริการลูกค้าให้ดีต้องมาจากการที่พนักงานมีความสุขก่อน เราไปบังคับให้เขายิ้มไม่ได้ ศิวาเทลมีแนวคิดตั้งแต่วันแรกที่ลงเสาเข็มว่าเราจะดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว อัตราการลาออกของพนักงานต่ำมากเมื่อเทียบกับที่อื่น ถ้าลูกค้ากลับมาเจอพนักงานคนเดิม และพนักงานจำลูกค้าได้ ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจเหมือนกลับมาเจอเพื่อน พนักงานคือทรัพย์สินที่เราต้องรักษาไว้ การทำโครงการต่างๆ เพื่อดูแลพนักงาน เราไม่ได้มองว่ามีต้นทุนเพิ่ม ยิ่งเราดูแลเขาดี เขาก็จะดูแลลูกค้าให้เราดี”

ต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจโรงแรม ที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด อลิสราเล่าว่าตึกของโรงแรมศิวาเทลมีทั้งส่วนที่เป็นสำนักงานให้เช่า โรงแรม และอพาร์ทเมนต์ ในวันนี้จึงต้องรวมทั้งสามส่วนเข้าด้วยกันแล้วแชร์ฐานลูกค้า โรงแรมมาเน้นการขายอาหารมากขึ้น พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ขึ้นมา เนื่องจากโรงแรมเน้นใช้วัตถุดิบอินทรีย์จากชุมชนในการทำอาหาร และมีเป้าหมายใช้วัตถุดิบอินทรีย์ในสิ้นปีนี้

ด้วยความผูกพันกับชุมชนที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบเข้าครัวของโรงแรม อลิสราจึงมีแผนจะเปิดฟาร์มทริปโดยร่วมมือกับชุมชน ให้ลูกค้าที่มาทานอาหารได้ไปรู้จักเกษตรกรถึงแหล่ง เช่น ไปสมุทรสงครามดูน้ำตาลเพียรหยดตาล น้ำมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิก สวนดอกไม้กินได้ ไปดูต้นกำเนิดซีฟู้ดท้องทะเลอันดามันที่ระนอง หรือช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ.จะมีทริปไปดูการปลูกกาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงา (shade grown coffee) ที่ป่าต้นน้ำ

“2-3 ปี จากนี้น่าจะหนักพอสมควร ผู้เช่าในตึกของเราก็มีบริษัทอินเตอร์ เขาบอกว่ารัฐบาลออสเตรเลียช่วยสนับสนุนเจ้าของที่ให้เช่าไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงาน ให้ช่วยผ่อนผันค่าเช่าหรือลดค่าเช่าให้ผู้ประกอบการเพื่อให้มีกำลังจ้างพนักงานต่อได้ จึงน่าจะมีเงินสนับสนุนส่วนนี้แทนที่จะจ่ายประชาชนให้ใช้ปลายทางวูบเดียวหมด

“ถ้ามีอะไรที่ภาครัฐช่วยผู้ประกอบการในเรื่องต้นทุนได้มากกว่าเรื่องพักหนี้เงินกู้หรือลดดอกเบี้ย ก็น่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการยังมีกำลังจ้างงาน เพราะหลังจากนี้คนจะตกงานอีกเยอะมาก ตอนนี้หลายโรงแรมประกาศปิดและประกาศขายกว่า 50% หลายแห่งยังรอดูสถานการณ์ ต่อให้เปิดประเทศแล้ว ค่าตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นก็คิดว่าคนที่มีกำลังพอจะเดินทางได้น่าจะลดลง ถ้าจะช่วยผู้ประกอบการให้พอประคองตัวเองไปได้ และยังสามารถจ้างงานได้น่าจะดีกว่า” อลิสรากล่าว

สิ่งสำคัญที่หลายธุรกิจพยายามทำตอนนี้คือการปรับตัวพร้อมกับดูแลพนักงาน จึงน่าจะเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐจะคิดถึงบทบาทการสนับสนุนให้มีการจ้างงานต่อไปได้

 

Once Again – Luk Hostel: คิดใหม่จากจุดยืนธุรกิจเพื่อสังคม

 

 

ในสถานการณ์เช่นนี้การปรับตัวจะเป็นหนทางรอดสำหรับธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะทำให้กิจการไปรอดแล้ว คนทำงานที่พร้อมปรับตัวก็จะรอดไปพร้อมเจ้าของธุรกิจด้วย สิ่งสำคัญคือการสื่อสารอย่างชัดเจนในช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่

ศานนท์ หวังสร้างบุญ คือผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย ‘SATARANA’ (สาธารณะ) เครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องการพัฒนาเมือง ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจเพื่อสังคมหลากรูปแบบ และมีธุรกิจโฮสเทลสองแห่ง คือ Once Again Hostel ย่านประตูผี และ Luk Hostel ย่านเยาวราช เขาและเพื่อนร่วมงานก็เผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ และเริ่มประชุมเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจตั้งแต่เริ่มเห็นว่ามีแขกมาพักที่โฮสเทลน้อยลง

ธุรกิจโฮสเทลนอกจากได้รับผลกระทบจากการไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแล้ว ลักษณะการใช้พื้นที่ร่วมกันของโฮสเทลยังทำให้ลูกค้าหลีกเลี่ยงในช่วงเกิดโรคระบาด

อีกเงื่อนไขใหญ่ของศานนท์และทีมคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาเพิ่งรับคนทำงานเข้ามาเพิ่มอีก 19 คน เพื่อทำงานในเครือข่าย SATARANA โดยเป็นตำแหน่งที่เรียกกันเองว่า ‘เป็ด’ หมายถึงคนที่ทำงานได้หลายอย่าง ทั้งงานโรงแรม ร้านอาหาร และการพัฒนาชุมชน

นั่นคือโจทย์ใหญ่ว่าจะบริหารคนที่มีอยู่อย่างไรให้ลงตัวกับการปรับรูปแบบธุรกิจ มีรายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงคนทำงาน โดยไม่ลืมเป้าหมายของการเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนและสังคม

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยต้องทำให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมใจรับการปรับตัวที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีการปรับแผนแยกเป็นสามส่วน

1. ธุรกิจอาหาร เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงต้องปรับมาหารายได้จากลูกค้าคนไทย ร้านอาหารและคาเฟ่ของ Luk Hostel จึงปรับมาขายอาหารมากขึ้น มีบริการเดลิเวอรี รับผูกปิ่นโต เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง single-use plastic และใช้วัสดุธรรมชาติอื่นมาห่ออาหาร เช่น ใบบัว ใบตอง หรือใช้สับปะรดทั้งลูกเป็นภาชนะข้าวผัดสับปะรด และเปลี่ยนเมนูอาหารทุกสัปดาห์เพื่อความน่าสนใจ โดยย้ายคนทำงานจากส่วนอื่นมารองรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น

2. ที่พักระยะยาวและพื้นที่ WFH ส่วนหนึ่งยังคงมีลูกค้าต่างชาติที่มาเที่ยวแล้วยังกลับประเทศไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งคือเห็นปัญหาของคนที่อยู่ในครอบครัวใหญ่แล้วต้องทำงานหรือเรียนจากที่บ้าน จึงเปิดรับลูกค้าที่ต้องการหาพื้นที่เวิร์กฟรอมโฮมในรูปแบบที่พักระยะยาว

3. แพลตฟอร์มเดลิเวอรีอาหารในชุมชน จากการรับคนทำงานเข้ามาใหม่ที่มีความสามารถหลากหลาย และทีมร้านอาหารกับที่พักมีคนทำงานเพียงพอแล้ว เมื่อคุยกันพบว่ามีคนในทีมรู้จักร้านค้า มีความรู้เรื่องเดลิเวอรี น้องอีกคนก็รู้จักชุมชนและร้านอาหาร ทีมบริหาร SATARANA จึงสร้างแพลตฟอร์มใหม่ Locall Thailand ให้บริการเดลิเวอรีร้านอาหารในชุมชน ปัจจุบันขยายผลไป 12 ฮับใน 3 จังหวัด

“สิ่งที่เราทำได้ประโยชน์สองอย่าง ปกติลูกค้าไม่สามารถสั่งหลายร้านรวมในออเดอร์เดียวกันได้เยอะขนาดนี้ สั่งอาหารได้ทั้งย่านโดยไม่ต้องไปเอง อีกด้านหนึ่งคือเป็นผลดีแก่ร้านเล็กๆ ในชุมชน เพราะปัจจุบันการเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรีมีต้นทุนไม่ใช่น้อย ต้องมีความรู้ เครื่องมือ กำลังคน และโดนหักค่า GP มาก เมื่อเราทำผ่านเครือข่ายในชุมชน ต้นทุนไม่ได้อยู่ที่เรา แต่กระจายลงสู่ทุกคน เช่น ชุมชนวัดด่านสำโรง เอา Locall ไปทำเป็นสหกรณ์ชุมชน ให้คนในชุมชนถือหุ้นละสิบบาท ถ้ามีคนสั่ง Locall วัดด่านสำโรง ผู้ถือหุ้นจะได้ประโยชน์ไปด้วย” ศานนท์กล่าว

 

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ในสถานการณ์นี้ พร้อมกับรักษาแนวคิดเรื่องการส่งเสริมชุมชนไปพร้อมกัน ศานนท์ยืนยันว่าเหตุผลที่เขาออกจากบริษัทใหญ่มาทำบริษัทของตัวเอง เพราะคิดว่าธุรกิจเป็นเครื่องมือที่จะแก้ปัญหาบางอย่างในสังคมได้ เช่นที่ Once Again Hostel ตั้งใจจะพานักท่องเที่ยวไปยังที่ที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก ให้ร้านค้าในชุมชนได้ประโยชน์

“ถ้าเราอยู่รอดแล้วรอบๆ ตัวเราไม่รอดเลยจะมีประโยชน์อะไร ผมมาทำโฮสเทลที่นี่เพราะชอบที่ได้อยู่ร่วมกับคนแถวบ้าน เราอยากมีป้าๆ อยู่กับเราต่อ และไม่ใช่ว่าอยากช่วยจนเราตายไปด้วย แต่เราต้องรอดไปด้วยกันไม่งั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าเราอยู่ได้เพียงลำพัง

“คนที่มาทำงานกับเราคือคนที่มีหัวใจแบบเดียวกัน คืออยากทำให้บ้านเราดีขึ้น สิ่งสำคัญคือการทำให้คนที่มีหัวใจแบบนี้อยู่ได้ในความท้าทายกว่าเดิม เพราะนับวันคนที่คิดถึงคนอื่นยิ่งมีน้อยลง เราอุตส่าห์มาอยู่ด้วยกันตั้งหลายคนแล้ว จึงรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบ เราจะทำให้โปร่งใส ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัทมีความท้าทายอย่างไร สิ่งที่น้องๆ จะช่วยได้และจะต้องปรับตัวเป็นอย่างไร ตามมาด้วยความเสี่ยง ภาระ และความรับผิดชอบของทุกคน”

ศานนท์ยอมรับว่าในภาวะที่มีการปรับตัวสูงทำให้มีคนตัดสินใจไม่ไปต่อ แม้ในเชิงนโยบายต้องการให้ทุกคนอยู่ต่อ แต่บางคนเมื่อต้องปรับตัวแล้วไม่ตรงกับที่คาดหวังจึงออกจากงาน

“ทำธุรกิจปกติก็ยากอยู่แล้ว พอมีโควิดเราต้องเริ่มอะไรใหม่โดยมี 40 คน การสื่อสารจึงสำคัญมากว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนรายวัน ตอนนี้เฟสสองจะมาไหมก็ไม่รู้ เราต้องทำให้ทุกคนเชื่อมากๆ ในสิ่งที่เราทำ เพราะทุกคนมาทำงานโดยมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน

“ผมไม่ได้เชื่อว่าการอยู่ด้วยกันเป็นปลายทาง ตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจเป้าหมายของแต่ละคนแล้วดูว่าบริษัทมีเป้าหมายตรงกันไหม ผมซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อเป้าหมายของทุกคน ถ้ามันไม่ตรงก็ต้องคุยกันว่ากำลังไปอีกทางหนึ่ง”

สำหรับการรับมือวิกฤตระยะยาวที่รออยู่ตรงหน้า ศานนท์มองว่าเศรษฐกิจน่าจะถดถอยอย่างน้อยอีกสองปีกว่าคนจะกลับมาเที่ยวเหมือนเดิม ระหว่างนี้เขาถือโอกาสปรับปรุงโฮสเทลที่เริ่มชำรุด และเน้นลูกค้าคนไทยทั้งในธุรกิจอาหารและที่พัก นอกจากนี้ยังเตรียมตัวจะสร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อแก้ปัญหาของคนที่ประสบปัญหาคล้ายๆ กันและมุ่งไปที่ตลาดคนไทยมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากต้นทุนเดิมที่มี

 

นี่เป็นตัวอย่างการปรับตัวของธุรกิจโดยคำนึงถึงคนรอบข้างและคนทำงานในภาวะวิกฤตที่ต้องอาศัยทักษะการปรับตัวสูงทั้งจากพนักงานและเจ้าของธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาระยะยาวที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาครัฐจะมีส่วนอย่างมากในการแก้ไขปัญหาเพื่อพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาปัญหาคนว่างงาน ไปจนถึงการสนับสนุนสวัสดิการคนทำงานด้านต่างๆ และสร้างระบบที่สามารถรองรับคนทำงานและธุรกิจยามวิกฤตได้

Author

Wajana Wanlayangkoon

วจนา วรรลยางกูร - อดีตนักข่าวมติชนหน้าประชาชื่น จบการละครจากอักษรศาสตร์ทับแก้ว