เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

ชีวิตคนไทยภายใต้วิกฤตโควิดนั้นไม่ง่ายเลย กับปัญหาสารพัดที่ถั่งโถมกันเข้ามา ถึงใครจะปลอบใจกันด้วยวาทกรรมคนไทยต้องหัดช่วยตัวเองก่อนจะเรียกร้องให้ผู้อื่นมาช่วย แต่ความจริงก็คือความจริง

ความจริงคือวิกฤตที่หนักหนาเกินกว่ากำลังปัจเจกแต่ละคนจะป้องกันหรือแก้ไข จำต้องใช้อำนาจรัฐเข้าช่วยจึงจะลุล่วงไปได้ ประชาชนอาจจะเลือกใส่หน้ากาก แต่ประชาชนจะหาหน้ากากราคาสมเหตุผลได้อย่างไรในยามอุปสงค์พุ่งสูง ธรรมดาราคาสินค้าย่อมแพงขึ้นเกินกำลังคนทั่วไปจะหาได้ หรือถูกกักตุนหายไปจากท้องตลาดเลยก็มี ประชาชนอาจจะอยากกักตัวเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ แต่ถ้าไม่มีคำสั่งให้หยุดงานทั่วประเทศ วันลาที่จำกัดย่อมไม่เพียงพอ ดังนั้น หากรัฐที่ทำหน้าที่ของตนได้ดี ย่อมเป็นเครื่องยืนยันให้ประชาชนเข้าใจว่า ‘มีรัฐไว้ทำไม’ ในทางกลับกัน รัฐที่ล้มเหลวในการควบคุมโรคระบาด ยิ่งตอกย้ำคำถามเดิม มีรัฐแบบนี้ไว้ทำไม

แต่คนไทยเผชิญหน้ากับสองทางเลือกที่ไม่ง่ายเลย ครึ่งแรกของวิกฤต เราอยู่ภายใต้พันธมิตรพรรคการเมืองผสมที่อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ แต่หลังวันที่ 26 มีนาคม ตกอยู่ใต้พรรคที่ใหญ่โต เก่าแก่ และเข้มแข็งที่สุดพรรคหนึ่งในประเทศไทย คือ พรรคราชการ

 

พรรคการเมืองผสม ประชาชนกลายเป็นเครื่องด่า  

 

ระยะแรกของการรับมือโควิดนั้น เกือบจะนำไปสู่สภาวะที่หลายคนบรรยายว่าเป็นรัฐล้มเหลว (failed state) เมื่อกลไกต่างๆ ของรัฐไม่สามารถขยับอะไรได้เลย ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณรัฐธรรมนูญ 2560

การออกแบบสถาบันการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งอยู่บนฐานความคิดสองข้อ หนึ่ง ความหวาดระแวงเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นประสบการณ์สมัยทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบระบบเลือกตั้งเอื้อพรรคการเมืองขนาดใหญ่เพื่อสร้างรัฐบาลเข้มแข็ง ซึ่งบางคนอาจเห็นว่าเข้มแข็งเกินไปด้วยซ้ำสำหรับการเมืองไทย จึงพยายามออกแบบระบบเลือกตั้งที่เอื้อกับพรรคการเมืองขนาดเล็กมากขึ้น อันที่จริงระบบการเมืองที่ให้โอกาสพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องผิด เพราะสะท้อนความหลากหลายของเสียงประชาชนได้แม่นยำกว่า แต่แน่นอนว่าต้องแลกด้วยการมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ขาดเอกภาพ

ฐานคิดข้อที่สอง อย่างที่มีผู้อธิบายไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ร่างขึ้นมาเพื่อพวกเรา” เพื่อสืบต่ออำนาจรัฐบาล คสช. ผู้เชี่ยวชาญทุกคนเตือนตรงกันหมดว่าระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวจัดสรรปันส่วนนั้นจะนำไปสู่รัฐบาลผสมที่อ่อนแอมาก ทั้งนี้ก็เพื่อบั่นทอนกำลังของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในระบบ และเอื้อให้พรรคการเมืองเฉพาะกิจขนาดเล็กสามารถนำพาประยุทธ จันทร์โอชากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งได้ ผสมกับฝีมือการคำนวณ ส.ส. ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่แจกเก้าอี้ ส.ส. ให้กับพรรคเล็กจำนวนมาก นำไปสู่รัฐบาลผสม 20 พรรค

เมื่อออกแบบการเมืองให้อ่อนแอ ประสิทธิภาพของรัฐบาลจึงขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีโดยแท้ ว่าจะสามารถเจรจาต่อรองกดดันประสานงานกับทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและระบบราชการได้ดีแค่ไหน น่าเสียดายที่คุณสมบัติเหล่านี้ดูจะไม่ใช่จุดเด่นของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันทั้งที่ผ่านมาบริหารประเทศมาห้าปีกว่า

ผลคือ ความงกเงิ่นเมื่อวิกฤตมาเยือนประเทศไทย อันที่จริงประเทศไทยเริ่มรับทราบความรุนแรงของโควิดตั้งแต่ประมาณกลางมกราคม แต่เป็นเวลาเกือบสองเดือนที่รัฐบาลทำอะไรได้น้อยมากเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ มาจากคนละพรรคกัน ฝ่ายสาธารณสุขอาจจะอยากปิดเมือง แต่ฝ่ายเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย ฝ่ายสาธารณสุขที่ว่ากันว่าของไทยดีติดอันดับโลก ทำงานเป็นด่านหน้ารับมือคัดกรองอยู่เดียวดาย แต่หน้ากากและอุปกรณ์ป้องกันตัวอื่นขาดแคลน รัฐบาลขอความร่วมมืองดกิจกรรมเสี่ยง แต่เสนอฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว หรือเสนอให้จัดงานกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สุดท้ายบางจังหวัดจึงปิดเมืองเองก่อนรัฐบาลจะตัดสินใจ

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นเพราะไม่มีกฎหมาย ถึงจะไม่เด็ดขาดเท่าพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แต่รัฐไทยไม่ได้ขาดแคลนกฎหมายขนาดนั้น พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ใช้ควบคุมการระบาดของโรคติดต่อได้ พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495 ใช้ตรวจสอบการกักตุนสินค้าได้ กลไกของรัฐในการต่อต้านข่าวลือข่าวปลอมมีมากมายโดยไม่ต้องขู่ปิดปากประชาชน กิจกรรมมั่วสุมอย่างบ่อนพนันและการแข่งมอเตอร์ไซค์ล้วนผิดกฎหมายอาญาอยู่แล้ว แต่กลไกทั้งหมดนี้ไม่ทำงานไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมาย แต่เพราะกลไกการเมืองไม่มีประสิทธิภาพพอจะใช้กฎหมายได้

ส่วนประชาชนไทยกลายเป็นอย่างที่ชาวเน็ตเรียกกันว่า ‘เครื่องด่า’ ตั้งแต่การเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวจีน ไม่ส่งเครื่องบินไปรับคนไทยตกค้างในอู่ฮั่น หน้ากากอนามัยขาดแคลนแต่มีคนสนิทนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลโพสต์คลิปขายหน้ากาก คลัสเตอร์สนามมวย การไม่ยอมประกาศเข้าสู่เฟสสามของการระบาด ด่ากันจนคอแห้งกว่ารัฐจะขยับอะไรสักอย่าง

 

พรรคราชการ รัฐดุว่าประชาชน

 

เพราะวงจรอุบาทว์การเมืองไทย ประเทศไทยจึงมีพรรคการเมืองอ่อนแอ ระบบราชการเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญ 2560 ยิ่งเน้นย้ำปัญหานี้ สุดท้ายจบลงที่สภาวะฉุกเฉิน ณ วันที่ 26 มีนาคม จากนี้ไปประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นหัวหน้าพรรคราชการไทยแก้ปัญหาโควิด

ผู้สนับสนุนรัฐบาลหลายคนดีใจ บอกว่าสำหรับคนไทย ไม่เหมือนชาติอื่น ไม่มีวินัย จึงต้องใช้ยาแรง บางคนเชียร์ถึงขั้นว่าให้ประกาศกฎอัยการศึกเลยด้วยซ้ำ แรงสนับสนุนตรงนี้อยู่บนข้อสันนิษฐานว่าประชาธิปไตยไม่เหมาะกับประเทศไทยและคนไทย ความล้มเหลวของรัฐบาลมาจากการเป็นรัฐบาลเลือกตั้งที่แบ่งอำนาจกับนักการเมือง ทำให้ลุงตู่ไม่เด็ดขาดเพราะนักการเมืองเห็นแก่ตัว ข้าราชการเท่านั้นที่เป็นคนดีและคนเก่งแก้ปัญหาประเทศได้

แต่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ นี่คือระบบราชการที่เอาน้ำไปรดเครื่องวัดมลพิษทุกหน้าหนาวเพื่อลดค่ารายงาน PM2.5 กับหัวหน้าพรรคที่เคยฝันจะปลูกหมามุ่ย บางทีคนไทยอาจจะไม่เหมาะกับยาแรงก็ได้ แต่ที่เหมาะกับอำนาจฉุกเฉินและกฎอัยการศึกอาจจะเป็นระบบราชการไทยเองต่างหาก

นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ระบบราชการไทยที่เติบโตขึ้นคือระบบเจ้าคนนายคนอำนาจนิยม ไม่ใช่คนรับใช้ของประชาชน อยากรับชอบไม่พร้อมรับผิด จึงอยากใช้กฎหมายพิเศษที่ยกเว้นการตรวจสอบเอาไว้ เพียงชั่วข้ามคืน จากรัฐงกๆ เงิ่นๆ เพราะไม่ยอมปิดเมืองกลายเป็นคุณพ่อรู้ดี ตำหนิประชาชนที่ไม่ให้ความร่วมมือจนไวรัสระบาด ทำเป็นลืมไปแล้วว่าไวรัสเริ่มระบาดลุกลามเพราะใคร

ปัญหาของอำนาจฉุกเฉินภายใต้รัฐราชการไทยมีสองประการ หนึ่งคือ วิธีคิดของรัฐไทยต่อสิทธิเสรีภาพ และสองคือลักษณะรัฐราชการไทยที่รวมศูนย์แต่ไม่เป็นเอกภาพ

อำนาจฉุกเฉินนั้นเป็นปฏิปักษ์กับสิทธิเสรีภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าในโมงยามนี้ เราจะขอให้มีสิทธิเสรีภาพเหมือนในยามปกติไม่ได้ แต่จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องเลือกระหว่างสุขภาพกับสิทธิเสรีภาพ สุขภาพนำเสรีภาพ ไปจนถึงขั้นเห็นว่า ถ้ายังใช้ human rights ก็อาจจะไม่เหลือมนุษย์รอดจากโรคโควิด no human left เลย หรือตัวเลือกสองอย่างนี้เป็นตัวเลือกหลอก (false dichotomy) ที่คนไทยถูกหลอกว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ ทั้งที่เราไม่จำเป็นต้องสละอย่างหนึ่งเพื่อรักษาอีกอย่าง

ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ซึ่งถือเป็นแม่บทสากลของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ระบุชัดว่า ในกรณีฉุกเฉิน รัฐสมาชิกสามารถจำกัดสิทธิเสรีภาพลงได้เท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ระบุว่าการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้

กล่าวสรุปคือ ต่อหน้าวิกฤตโควิด รัฐมีอำนาจและเหตุผลในการจำกัดสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้นแน่ แต่การใช้อำนาจฉุกเฉินนั้นก็ยังต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นจริง ประโยชน์ที่ได้จากมาตรการจำกัดสิทธิต้องได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดต่อบุคคล

เป็นความอ่อนด้อยของรัฐไทยเองหรือไม่ที่ในภาวะปกติไม่สามารถใช้อำนาจโดยอ้างว่าติดขัดสิทธิเสรีภาพ จนต้องใช้อำนาจฉุกเฉินแล้วละทิ้งเสรีภาพไปเลย การมองวิกฤตโควิดผ่านเลนส์ของสงครามยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้มากยิ่งขึ้น

รัฐไทยมองโรคระบาดผ่านแว่นทหารนิยม ว่าเป็นภัยความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่แค่โรคระบาด มาตรการต่างๆ จึงคล้ายคลึงกับมาตรการรับมือความไม่สงบมากกว่า และมุ่งเน้นชัยชนะต่อศัตรูโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประชาชน เช่น คำสั่งปิดเมืองที่กระทบปากท้องของคนจำนวนมากและเกิดคลื่นมหาชนหลั่งไหลกลับต่างจังหวัด ด่านคัดกรองที่เสี่ยงสุขภาพทั้งคนเฝ้าด่านและประชาชนที่ผ่านด่าน คำสั่งเคอร์ฟิวที่หลายคนถามว่าเชื้อโรคเลือกเวลาระบาดด้วยหรือ หรือการห้ามจำหน่ายสุราเด็ดขาด ทั้งที่ปัญหาคือการมั่วสุม แต่แทนที่จะกวดขันการมั่วสุม รัฐเลือกยาแรงคือห้ามการจำหน่ายสุราทั้งหมดเลย ทั้งหมดนี้สำทับด้วยการขู่จะฟ้องดำเนินคดีคนวิจารณ์

การมองโควิดผ่านแว่นทหารนิยมนี้ ไม่ใช่เฉพาะรัฐราชการไทย แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ติดไปด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ รัฐบาลไทยมีนโยบายกลับไปกลับมาในขณะที่สถานการณ์ในหลายประเทศเลวร้ายลงทุกขณะ แต่ท่ามกลางเสียงเรียกร้องขอกลับไทยนั้น บรรดาคนไทยที่ตกระกำลำบากอยู่กลับถูกตำหนิว่าเป็นคนไม่รักชาติ คิดจะกลับมาสร้างภาระให้กับเพื่อนร่วมชาติ หรือถ้ากลับมาแล้วไม่ยอมกักตัวตามที่รัฐจัดเตรียม ก็เป็นคนทรยศชาติอีกเช่นกัน

หากลองมองปัญหาต่างๆ ผ่านเลนส์ของสิทธิเสรีภาพบ้างแล้ว บางทีวิธีการจัดการปัญหาข้างต้นอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ หากเราเริ่มจากยอมรับว่าสิทธิพื้นฐานของพลเมืองไทยมีอะไรบ้าง มีสิทธิที่จะกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนหรือไม่ สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาผลกระทบที่เศรษฐกิจที่เหมาะสม สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลพื้นฐานโดยปราศจากค่าใช้จ่าย มาตรการต่างๆ อาจจะสมดุลและมีประสิทธิภาพกว่านี้ก็ได้

ปัญหาที่สองของรัฐราชการไทยคือ เป็นระบบที่มีอำนาจมาก รวมศูนย์อำนาจไว้มาก แต่ไม่เป็นเอกภาพ ทำให้กลายเป็นระบบที่มีกฎระเบียบเยอะเต็มไปหมด แต่จะบังคับการให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ คำสั่ง นโยบายนั้นไม่ราบรื่น ดังนั้น จึงมีความลักลั่นอะไรแปลกๆ เต็มไปหมด ระบบสาธารณสุขไทยที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลกจึงต้องรับมือโควิดตามลำพังอยู่หลายสัปดาห์ในสภาพที่ขาดแคลนอุปกรณ์ หรือเมื่อคนไทยลงเครื่องที่สุวรรณภูมิก็เจอคำสั่งสดๆ ร้อนๆ ให้กักตัว แต่ไม่มีหน่วยงานไหนทราบว่าใครต้องรับผิดชอบพาไปกักตัว  ตอนพาไปก็ต้องหลอกพาไปขึ้นรถ บอกว่าการขนส่งสินค้าทางการเกษตรในยามเคอร์ฟิวให้มีหนังสือรับรองจึงจะผ่านได้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่รับรู้หนังสือรับรองนั้น พ่อค้าแม่ขายที่มาส่งของจึงต้องถูกกักตัวที่ตลาดถึงตีสี่ ในช่วงเวลาที่รัฐร้องขอให้ทุกคนเว้นระยะห่างทางสังคมแต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถยกเว้นการต่อวีซ่าให้ชาวต่างชาติ แถมยังเพิ่มข้อกำหนดให้ต้องนำเจ้าบ้านมายืนยันด้วยเพิ่มความแออัดในการต่อคิว

นี่ยังไม่พูดถึงมาตรการเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน ซึ่งเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดในทุกขั้นตอนกระบวนการ เป็นโศกนาฏกรรมโดยแท้

แน่นอนว่า ภายใต้รัฐราชการไทย ประชาชนยังขาดแคลนหน้ากากอนามัยอยู่ แต่ที่ต่างคือ คนที่หาหน้ากากอนามัยใส่ไม่ได้มีความผิด ส่วนผู้นำแนะนำให้ประชาชนตากแดดฆ่าเชื้อในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเตือนให้ระวังเป็นลมแดด

 

ลูกไก่ในสองกำมือ

 

การเป็นคนไทยในยามที่รัฐเผชิญหน้าวิกฤตไม่ง่ายเลย ทางเลือกระหว่างพรรคราชการกับพรรคการเมืองเป็นสถานการณ์ที่คับขันกระอักกระอ่วน เป็นลูกไก่ในสองกำมือ เข้ามือไหนก็ตายทั้งนั้นไม่มีรอด ที่จริงประเทศไทยอาจจะทำได้ดีกว่านี้ได้ ถ้ารัฐไทยไม่พยายามลากตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เราอาจจะได้พรรคการเมืองที่อยากเข้ามารับใช้ประเทศชาติและพี่น้องร่วมชาติ อย่างน้อยๆ ก็คงเปิดใจเปิดหูรับฟังความทุกข์ของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกิจที่ดูดเอานักเลือกตั้งมืออาชีพเข้ามาแสวงประโยชน์แต่ทำงานไม่ได้ ย้ำอีกครั้งว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยทำให้การแก้ปัญหาโควิดเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเพราะประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยเทียมที่ฝ่ายอำนาจนิยมรัฐราชการออกแบบเอาไว้ ทำให้กลไกการเมืองเป็นอัมพาตจนต้องกลับไปพึ่งพรรคราชการ

ความล้มเหลวนี้ไม่ใช่เรื่องถกเถียงกันเล่นในหลักการเอาสนุก แต่การจัดการไม่ดีทำให้คนที่ไม่ควรตายก็ต้องตาย ลูกจ้างกลายเป็นคนตกงาน เงินที่ควรเก็บไว้ทำอย่างอื่นก็ต้องมาซื้อหน้ากากอนามัยบริจาคกัน ถ้าวันนั้นรัฐบาลสามารถปิดรับนักท่องเที่ยวจีนได้ คนขับรถรับจ้างคงไม่ต้องเสี่ยงตายติดโควิดแลกเงินโดยสาร แล้วก็ตายจริงๆ ถ้ารัฐบาลจัดการการกักตัวได้ดีกว่านี้ คงไม่มีการล่าแม่มดญาติพี่น้องคนที่กลับมาจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลคิดเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจให้มากกว่านี้หน่อย คงไม่มีใครต้องไปร้องไห้ที่หน้ากระทรวงการคลัง ซึ่งก็ปิดประตูใส่แล้วไล่ให้ไปอุทธรณ์ออนไลน์ คนที่ยืนเข้าแถวรอรับข้าวฟรีก็คงไม่ต้องยืน

ในยามที่ผู้นำหลายชาติออกมาเรียกร้องให้เพื่อนร่วมชาติเอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน แต่สถานการณ์ในไทยกลับตรงกันข้าม ผู้นำดุด่าประชาชนเหมือนตัวเองไม่เคยทำอะไรผิด การที่ประชาชนด่าทอรังเกียจเดียดฉันท์เพื่อนร่วมชาติที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกันเองก็ดี การตามไปสอดส่องว่าใครได้เงินช่วยเหลือแล้วเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายแล้วเอาไปฟ้องรัฐก็ดี ไม่ได้เกิดเพราะขาดความรู้ในโรคภัยเท่านั้น แต่สะท้อนความรู้สึกลึกๆ ว่ารัฐไทยไม่สามารถดูแลทุกชีวิตได้ จึงเกิดภาวะตัวใครตัวมัน ทะเลาะแย่งชิงทรัพยากรกันเอง แต่สุดท้ายน่าจะตายด้วยกันหมด

โควิดจะไม่ใช่วิกฤตสุดท้ายที่ไทยเผชิญ ยิ่งระบบนิเวศเสียหายหนักขึ้น วิกฤตจากธรรมชาติดินฟ้าอากาศจะเกิดถี่ขึ้นทุกที แต่โอกาสของคนไทยในการผ่านวิกฤตครั้งหน้าไปด้วยกันทุกคนนั้นริบหรี่อย่างยิ่ง

Author

khemthong tonsakulrungruang

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง - อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย