fbpx
คอร์รัปชัน: เราต่างเป็นเหยื่อของการโดนรังแก

คอร์รัปชัน: เราต่างเป็นเหยื่อของการโดนรังแก

ถ้าบอกว่า คนที่คอร์รัปชัน เป็น ‘เหยื่อ’

คุณผู้อ่านคิดว่ามันทะแม่งๆ ไหม?

 

ถ้าคุณคิดว่าประหลาด ลองอ่านเหตุการณ์สมมตินี่ดู (แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่ประหลาด ก็ลองอ่านได้เหมือนกัน )

เด็กชายเอเป็นเด็กที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ตัวค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับเพื่อน เวลาไปโรงเรียนเขาจึงโดนเด็กชายบีซึ่งเป็นหัวโจกรังแกอยู่เสมอ หลายครั้งการรังแกหนักข้อถึงขั้นทำให้เอเจ็บตัวและต้องร้องไห้ ด้วยความทั้งสองยังเป็นเด็ก การรังแกของบีจึงมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการเล่นกันของเด็ก เป็นเรื่อง ‘ธรรมดา’ ที่จบลงด้วยความนิ่งเงียบของผู้ใหญ่ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

วันหนึ่งโรงเรียนพาเด็กไปทัศนศึกษา บีทำเงินค่าขนม 100 บาทตกโดยไม่รู้ตัว แต่เอเห็นจังหวะนั้นพอดี ในหัวของเอก็คิดขึ้นมาทันทีว่า “นี่เป็นโอกาสดีมากที่เขาจะได้แก้แค้นบีเสียที” เขาจึงหยิบเงิน 100 บาทนั้นมาเป็นของตัวเองทันที

การกระทำของบีสมเหตุสมผลหรือไม่?

การที่เรามีพฤติกรรมคอร์รัปชันทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเรื่องผิด เพราะเราสามารถหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง ได้ ซึ่งไอ้เหตุผลที่เราสรรหามาเข้าข้างตัวเองก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ทำเพราะความจำเป็น” “นิดหน่อยเอง” “ใครๆ ก็ทำกัน” “ทำไปไม่เดือดร้อนใครนี่” ฯลฯ

รวมถึงเหตุผลแบบเด็กชายเอด้วย, “เพราะเราโดนรังแกมาตลอด และนี่คือการเอาคืน”

เรย์มอนด์ ฟิสแมน (Raymon Fishman) และเอ็ดเวิรด์ มิเกล (Edward Miguel) สองนักเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจปัญหาคอร์รัปชันได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดีในการวิจัยอันโด่งดังเกี่ยวกับพฤติกรรม ‘การจอดรถของนักการทูตในเมืองนิวยอร์ก’

จุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องนี้คือ พวกเขาตั้งใจศึกษาว่า วัฒนธรรมมีผลต่อการคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด แต่ทั้งสองคนนี้เห็นว่า การศึกษาเปรียบเทียบข้ามประเทศแบบตรงไปตรงมาไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ดีเท่าไหร่นัก เพราะแต่ละประเทศต่างมีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนเฉพาะตัว การเอาพฤติกรรมคอร์รัปชันของคนในแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกันจึงไม่ต่างจากการเอา ‘แอปเปิ้ล’ มาเทียบกับ ‘ส้ม’

ทั้งสองเห็นว่า ถ้าเราอยากศึกษาวัฒนธรรมคอร์รัปชันโดยเปรียบเทียบจะต้องเอาคนที่อยู่ต่างวัฒนธรรมมาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันแล้วค่อยทำการศึกษา พวกเขาจึงเลือกศึกษาพฤติกรรมการจอดของนักการทูตในเมืองนิวยอร์กมาเป็นเป็นกรณีศึกษา เพราะนักการทูตมีพื้นฐานทางวัฒนธรรม (คอร์รัปชัน) ที่แตกต่างกัน แต่ต้องมาอยู่ภายใต้กฎหมายจราจรเดียวกัน (ซึ่งเป็นวิธีการที่ฉลาดโคตรๆ เลยแหละ)

รัฐบาลอเมริกันให้สิทธิพิเศษบางอย่างแก่นักการทูตในเมืองนิวยอร์ก กล่าวคือ เมื่อเหล่านักทูตและครอบครัวจอดรถ (ส่วนตัว) ผิดกฎจราจรและโดนใบสั่ง พวกเขาสามารถเลือกที่จะจ่ายหรือไม่จ่ายค่าปรับตามกฎหมายก็ได้ ความหายากและราคาแหงหูฉี่ของที่จอดรถในเมืองนิวยอร์กทำให้สำนักข่าว BBC ถึงกับขนานนามป้ายทะเบียนของรถนักการทูตว่าเป็น ‘บัตรจอดรถฟรีที่ดีที่สุดในโลก’ เลยทีเดียว

สิ่งที่ฟิสแมนและมิเกลสนใจคือ เมื่อเหล่านักการทูตโดนใบสั่ง พวกเขาใช้อภิสิทธิ์ที่รัฐบาลอเมริกันมอบให้มากน้อยแค่ไหน?

ผลการศึกษาชี้ว่า นักการทูตที่มาจากประเทศที่มีธรรมาภิบาลดีและวัฒนธรรมคอร์รัปชันต่ำมีแนวโน้มที่จะไปจ่ายค่าปรับเมื่อตัวเองโดนใบสั่ง ส่วนนักการทูตที่มาจากประเทศที่ฉาวโฉ่เรื่องคอร์รัปชันกลับมีแนวโน้มที่จะใช้อภิสิทธิ์ที่รัฐบาลอเมริกันให้กันอย่างกว้างขวาง

เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คือ นักการทูตที่มาจากประเทศที่มีวัฒนธรรมคอร์รัปชันสูง อาจเคยได้รับผลประโยชน์ในลักษณะนี้อยู่แล้ว และคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะใช้อภิสิทธิ์นี้โดยไม่ค่อยรู้สึกอะไร

หลายคนอาจจะบอกว่า ข้อมูลของฟิสแมนและมิเกลช่างไม่น่าสนใจเอาเสียเลย เพราะยังไงเสียเราก็เดาได้อยู่แล้วว่า วัฒนธรรมย่อมมีผลต่อการคอร์รัปชันแน่ๆ แต่สิ่งที่ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองค้นพบจากการศึกษาไม่ใช่แค่นั้น

ฟิสแมนและมิเกลลองจัดอันดับนักการทูตที่ใช้อภิสิทธิ์ไม่จ่ายค่าปรับจราจร พวกเขาสังเกตว่า นักการทูตจากประเทศที่ ‘เกลียด’ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเทศจากตะวันออกกลางที่รู้สึกว่าสหรัฐอเมริกาทำตัวเป็นตำรวจโลกเที่ยวรังแกประเทศอื่นเป็นกลุ่มที่ไม่จ่ายค่าปรับในลำดับต้นๆ ในขณะที่นักการทูตจากประเทศที่ชื่นชอบสหรัฐอเมริกากลับไม่ค่อยใช้อภิสิทธิ์มากเท่าไหร่ (แม้พวกเขาจะมาจากประเทศที่ฉาวโฉ่ด้านคอร์รัปชันก็ตาม)

พูดอีกแบบคือ นักการทูตเหล่านี้รู้สึกว่าตัวเองกำลัง ‘เอาคืน’ ในสิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำกับพวกเขาไว้ แบบเดียวกับกรณีเด็กชายเอและเด็กชายบีข้างต้น

แน่นอนว่า การชอบหรือไม่ชอบสหรัฐอเมริกาไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการคอร์รัปชันในประเทศบ้านเกิดของนักการทูตแต่ละคน แต่ข้อค้นพบนี้ก็ชวนคิดอะไรต่อได้ไม่น้อย

ในสังคมที่คอร์รัปชันระบาดหนัก เป็นไปได้หรือไม่ว่าๆ จริงแล้วคนในสังคมนั้นต่างเป็นเหยื่อของการถูกรังแก-กดทับที่ซ่อนรูปอยู่ภายในสังคมนั้นนั่นเอง ยิ่งในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง การรังแกยิ่งเป็นการกระทำของชนชั้นบนที่มีต่อชนชั้นล่างเป็นลำดับขั้นลงมา – ชนชั้นกดทับชนชั้นกลาง – ชนชั้นกลางกดทับชนชั้นล่าง – ชนชั้นล่างกดทับคนที่จนที่สุด

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่เรื่องของการทำให้ใครเป็นคนดี หากแต่เป็นการสร้างกติกาที่ทำให้บีรังแกเอไม่ได้ในระยะสั้น ไม่ปล่อยให้การรังแกกดทับกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่สำคัญคือ ต้องทำให้เด็กทั้งสองคนแข็งแรงไม่ต่างกันมากในระยะยาว

แล้วนั่นแหละ คอร์รัปชันถึงจะลดลงได้ด้วยตัวของมันเอง!

 

อ่านเพิ่มเติม

Fishman, R., and Miguel, E., (2008). Economic Gangsters. Princeton, New Jersey: Princeton University Press.

MOST READ

Social Problems

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Problems

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้เว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Analytics Cookie

    คุกกี้ประเภทนี้มีเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บเพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ต่อไป

Save