fbpx

BYO – ไม่มีแก้ว ไม่ได้กิน เทรนด์ที่คอกาแฟต้องใส่ใจ(โลก)

1


ช่วงปีก่อน ผมต้องไปส่งคุณพ่อไปโรงพยาบาลศิริราชทุกวัน เนื่องจากต้องไปฉายรังสีหลังเจอว่าก้อนมะเร็งที่น่ากังวลบริเวณต่อมลูกหมากมันเริ่มไม่น่ารักและซุกซนขึ้นเรื่อยๆ 

เป็นช่วงเวลาที่กิจวัตรยามเช้าของผมเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ต้องออกบ้านแต่เช้า ข้าวหมาข้าวแมว แฟนผมก็ต้องเป็นคนให้ ส่วนกาแฟก็ต้องไปพึ่งพิงน้ำบ่อหน้าทั้งจันทร์ถึงศุกร์ เรียกว่าหมดโอกาสชงดื่มเองอยู่พักใหญ่

หากใครไปศิริราชบ่อยๆ น่าจะพอรู้ว่าข้างในมีร้านกาแฟอยู่ไม่กี่ร้าน กาแฟก็รสชาติพอไปได้ตามราคาของมันล่ะครับ แต่ที่น่าประทับใจคือบริการ ที่ร้านนี้หากสั่งกาแฟร้อน หลายครั้งพนักงานจะซ้อนแก้วมาสองชั้นเพราะแก้วกันความร้อนได้ไม่ดีนัก กลัวลูกค้าร้อนมือ หรืออาจโดนร้องขอจากลูกค้าว่าขอสองชั้นได้ไหมเพราะถือเดินไปมาไม่ไหว 

อย่างไรก็ตาม แม้จะบริการดีกับลูกค้า แต่อาจไม่ค่อยดีกับโลกมากนัก เพราะแก้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (disposable cup) รีไซเคิลยาก กระบวนการซับซ้อน ทำให้ปริมาณการเอานำไปรีไซเคิลก็น้อยตามไปด้วย

แก้วกาแฟที่ไม่มีใครนึกถึงเลยเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายฝ่ายหลายแบรนด์เริ่มเร่งเครื่องยกเลิกการใช้แก้วเหล่านี้ให้ได้ แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าของไทยเรา บอกว่าแต่ละปี เราทิ้งแก้วกาแฟแบบใช้แล้วทิ้งกันเฉลี่ยวันละ 2.7 ล้านใบ ถ้านับรวมทั้งโลกก็วันละประมาณ 700 ล้านใบ มากกว่าประชากรของสหรัฐอเมริกา 1 เท่า ที่สำคัญ มีไม่ถึง 1% ที่ถูกนำมารีไซเคิล หลายแบรนด์ที่อยากไปให้ถึงเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามข้อตกลงในการประชุม COP (Conference of Parties หรือการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อการหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธีการต่างๆ) เริ่มต้องมองหาวิธีการลดขยะพวกนี้ลงให้จงได้ เพราะในอนาคต มันจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเก็บภาษีและการกีดกันทางการค้า ที่มาในรูปของคะแนนทางสิ่งแวดล้อม

การพกแก้วมาซื้อเครื่องดื่มเองที่ร้าน หรือ BYO (Bring Your Own Cup) เริ่มไม่ใช่แค่การให้ส่วนลดเล็กๆ น้อยๆ แต่ร้านกาแฟและแบรนด์อาจต้องลุกมาทำอะไรมากกว่านั้นได้แล้ว


2


สองปีก่อน แบรนด์กาแฟอย่างบลูบอตเติ้ล (Blue Bottle) ออกมาประกาศว่า พวกเขาตัดสินใจทดลองเลิกเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง นั่นหมายถึงลูกค้าต้องนำแก้วส่วนตัวมาเอง หรือหากต้องการจริงๆ ลูกค้าต้องซื้อแก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เท่านั้น

กระแสนี้เกิดจากนโยบายของเนสท์เล่ เจ้าของแบรนด์ (ซึ่งซื้อกิจการต่อมาจากเจมส์ ฟรีแมน) ที่มองว่าพฤติกรรมการเสิร์ฟแก้วกระดาษซ้อนกันสองแก้ว (เหมือนที่ผมเจอ) ให้กับลูกค้าของพนักงานในร้าน เป็นการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นและขัดกับนโยบายของบริษัทที่ต้องการลดการก่อขยะ

ปัจจุบันบลูบอตเติ้ลเริ่มใช้มาตรการนี้นำร่องกับบางสาขาในซานฟรานซิสโก อนาคตจะขยายไปสู่สาขาอื่นๆ

อันที่จริง กระแส BYO เกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่โดยมากจะได้รับความนิยมในหมู่ร้านกาแฟชุมชนในยุโรปและญี่ปุ่น เนื่องจากร้านกาแฟชุมชนคุ้นเคยกับลูกค้าอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากลูกค้าจะฝากแก้วไว้ที่ร้าน ซึ่งผมเองก็เคยเห็นบางคนทำแบบนี้เช่นกันตามร้านกาแฟใต้อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะก่อนการระบาดของโควิด หรือแม้แต่ในออสเตรเลีย ปัจจุบันก็มีหลายร้านที่ให้บริการแบบฝากแก้วไว้ได้ ลูกค้าเดินผ่านร้านมาแวะรับกาแฟตอนเช้า กลับมาตอนเย็นก็มาหย่อนแก้วไว้ แต่พอเกิดการระบาดของโควิด กระแสก็เงียบหายไปบ้าง เพราะดูเหมือนทุกคนห่วงเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัย

แต่ตอนนี้มันเริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึง และมีตัวอย่างร้านกาแฟสองสามร้านที่น่าสนใจเท่าที่ผมอ่านเจอมา อย่างเช่นร้านออตโตส์ คอฟฟี่ (Otto’s Coffee) ในเมืองเคนท์ (Kent) สหราชอาณาจักร ร้านนี้ปฎิเสธการขายเครื่องดื่มแบบนำกลับให้กับลูกค้าที่ไม่ได้เอาแก้วส่วนตัวมา ไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อแก้วแบบนำกลับมาใช้ใหม่ได้จากในร้าน โดยนอกเหนือจากไม่มีแก้วกาแฟแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งแล้ว ยังกระตุกความคิดของลูกค้าด้วยการนำเอาแก้วกาแฟแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาปูไว้เต็มพื้นร้าน เพื่อให้เห็นว่าแต่ละวันเราสร้างขยะที่มาจากแก้วกาแฟพวกนี้มากแค่ไหน


ที่มาภาพ x.com/weareottos

อีกร้านหนึ่งเป็นร้านในเมืองเพิร์ม (Perm) ประเทศรัสเซีย ชื่อว่าอะราบิก้า คอฟฟี่ (Arabica Coffee) เจ้าของคือแอนนา เฮลบูทิน่า (Anna Hlebutina) เธอมีความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และก่อตั้งบริษัทนี้ตั้งแต่ปี 2015 โดยมีแนวคิดว่า ‘ความรู้สึกดีๆ ที่ได้จากการดื่มกาแฟในตอนเช้า ไม่ควรสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแก้วกาแฟ’ เธอจึงเริ่มทำการลดละเลิกการใช้แก้วกาแฟ แรกๆ ก็ใช้วิธีการเดียวกันกับสตาร์บัคส์ คือให้ส่วนลดสำหรับลูกค้าที่นำแก้วมาเอง แต่ต่อมาเมื่อ EPA (Environmental Protection Agency) ในยุโรปประกาศจะเก็บภาษีเพิ่มอีก 6% สำหรับแก้วกาแฟแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เฮลบูทิน่าจึงออกแคมเปญ My cup please เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้แก้วส่วนตัวมากขึ้นและเสนอประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มเติมให้กับลูกค้า (เช่นการสะสมแต้ม) ผลปรากฎว่าอะราบิก้าคอฟฟี่สามารถลดการใช้แก้วแบบครั้งเดียวทิ้งได้มากถึง 40% ในช่วงเวลาเพียง 6 เดือนหลังจากเริ่มโครงการ

ปัจจุบัน BYO ยังไม่ถูกขับเคลื่อนโดยร้านสาขาใหญ่ๆ นะครับ เข้าใจว่ามันน่าจะกระทบกับห่วงโซ่การผลิตอยู่พอสมควร แต่มีการตั้งเป้าหมายไว้ เช่น สตาร์บัคส์ ใช้กลยุทธ์หลายอย่างเพื่อลดการใช้ถ้วยกาแฟแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และตั้งเป้าจะทำให้บรรจุภัณฑ์สำหรับลูกค้าทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิลได้หรือย่อยสลายได้ 100% ภายในปี 2030 นอกจากนี้ ยังวางแผนจะใช้วัสดุรีไซเคิล 50% ในห่วงโซ่การผลิต ลดการใช้แหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลบริสุทธิ์ลง 50%​

และตั้งแต่ปีนี้ (2024) เป็นต้นไป ลูกค้าในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสามารถใช้ถ้วยแบบใช้ซ้ำได้ส่วนตัวในทุกช่องทางการสั่งซื้อ รวมถึงการสั่งซื้อแบบไดรฟ์ทรูและทางมือถือ(แบบรับที่ร้าน) สตาร์บัคส์ยังได้ทดสอบโครงการยืมแก้วแล้วคืน โครงการนี้ถูกนำไปทดลองใช้ในกว่า 25 ร้านทั่วโลกในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและสิงคโปร์​ โดยลูกค้าสามารถยืมแก้วที่ออกโดยร้านค้า ก่อนส่งคืนเพื่อทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

นอกเหนือจากการนำแก้วมาเอง หรือทำโครงการยืมแก้วแล้วคืน อีกแนวทางหนึ่งก็มีคนคิดเรื่องการทำแก้วกาแฟย่อยสลายได้ มีอีกหลายธุรกิจที่เกิดขึ้นมาใหม่ เช่น คัพฟี่ (Cupffee) สตาร์ตอัปจากบัลแกเรีย ผลิตแก้วขึ้นจากส่วนผสมธัญพืช สามารถย่อยสลายได้ภายใน 6 เดือน

คัฟฟี่ (Cupffee) ที่มาภาพจาก https://ediblecup.coffee/en/product/the-waffle-cup-cupffee/ 



กูดอิดี้ (Good-Edi) บริษัทสตาร์ตอัปจากนครเมลเบิร์น พัฒนาแก้วกาแฟที่กินได้ (Edible coffee cup) ทำมาจากแป้งไรย์ รำข้าวสาลี รำข้าวโอ๊ต น้ำตาล เกลือ น้ำมันมะพร้าวและน้ำ คุณสมบัติในการรองรับกาแฟร้อนได้นานกว่า 40 นาทีและเครื่องดื่มเย็นได้นานถึง 8 ชั่วโมง ทั้งยังรักษาความกรอบไว้ได้หลังดื่มกาแฟหมด ซึ่งแก้วจะมีรสชาติคล้ายบิสกิตที่ทำจากข้าวสาลี แต่ไม่มีรสชาติหวานเพื่อรักษารสชาติกาแฟในแก้ว สำหรับราคาแก้วกาแฟ Good-Edi เฉลี่ย 5.5 เหรียญออสเตรเลียต่อแก้วหรือประมาณ 126.5 บาท


แก้ว Good Edi ที่มาภาพจาก Instagram: good_edi


ยังมีอีกหลายบริษัทที่เริ่มมองหาไอเดียทดแทนสำหรับแก้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น บริษัท แลตเวียน(Latvian) คิดค้นแก้ว ช้อนและหลอดรับประทานได้หลากหลายรสชาติ ทำจากเส้นใยโอ๊ต เปลือกโกโก้และเส้นพาสต้า แต่ปัญหาของบริษัทเหล่านี้คือเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้แก้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ความสามารถในการผลิตถือว่าน้อยมาก

ทางแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งจึงเป็นการแยกขยะ โดยหลายบริษัทพยายามนำแก้วเหล่านี้กลับมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างจริงๆ จังๆ เช่น ซิมพลี คัพ (Simply Cups) จากออสเตรเลีย สร้างจุดทิ้งแก้วกาแฟใช้แล้วจากสถานที่ต่างๆ รวมถึงใน โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลและจุดรับส่งสาธารณะ แต่ละวันพวกมันจะถูกส่งไปรีไซเคิล โดยแยกชั้นพลาสติกออกจากกระดาษ และนำวัสดุเหล่านี้นำมาหลอมใช้ใหม่ เช่น ถ้วยกาแฟอาร์คัพ (rCUP)  ที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิลจากแก้วกาแฟใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งหมด เครื่องเขียนในสำนักงาน ม้านั่งในสวนสาธารณะ หรือจานหลุมสำหรับอนุบาลต้นไม้


ซิมพลี คัพ(Simply Cups) ที่มาภาพจาก Closed Loop

บริษัทในรูปแบบนี้ยังมีอีกหลายแห่งตามเมืองใหญ่ๆ ของโลก ในโคเปนเฮเกน ลอนดอน ซานฟรานซิสโก ทุกคนมองกำลังมองหาทองจากหลุมขยะ

ขาดก็แต่ประเทศไทยและกรุงเทพฯ ที่ยังไม่มีใครทำ


ถุงนี้ที่เปิดชง


49th Parallel Coffee Roaster
Old School Espresso 


ถุงนี้ได้มาจากแคนาดา และปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 20 ปีสำหรับแบรนด์กาแฟที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจกาแฟคลื่นลูกที่สามในแคนาดา

ก่อตั้งเมื่อปี 2004 ในแวนคูเวอร์ บริติชโคลัมเบีย โดยพี่น้องวินซ์และไมเคิล (Vince and Michael Piccolo) ตอนแรกทั้งคู่ตั้งใจจะคั่วกาแฟขายแบบสมอลล็อต (Small Lot) ทำน้อยๆ แต่เน้นที่คุณภาพของเมล็ดกาแฟและการคั่วที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งบินไปเลือกเมล็ดเองจากแหล่งปลูกอย่างฮอนดูรัส กัวเตมาลาและยังมีจากแหล่งอื่นๆ อีกหลากหลายแหล่ง

ความตั้งใจคือต้องการซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรโดยตรงมากกว่าการผ่านพ่อค้าคนกลาง และต้องการจะสร้างประสบการณ์การดื่มแบบใหม่ที่แตกต่างจากร้านหลายสาขาอย่าง ทิม ฮอร์ตัน หรือสตาร์บัคส์ เจ้าใหญ่ในตลาดแคนาดา กลายเป็นว่าได้รับการตอบรับดีทีเดียวจากนักดื่ม บริษัทโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เปิดมา 20 ปี เพิ่งจะมีคนมาช่วยขยายกิจการ (มีบริษัทใหญ่มาหุ้นด้วย) เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และมีแผนจะขยายร้านสาขาไปฝั่งตะวันออก พิ่มการส่งออกเมล็ดกาแฟคั่วแล้วไปต่างประเทศมากขึ้น เพราะอย่างที่บอกไว้ว่าแบรนด์นี้เขาเน้นการคั่วแบบไมโคร คั่วน้อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่ากาแฟนั้นดีทุกถุง

ถุงนี้ใช้ชื่อว่า ‘Old School Espresso’ ก็ตามนั้นเลยครับ เขาคั่วแบบอิตาเลียน เน้นคั่วเข้มเพื่อเอาไปชงกับเครื่องเอสเพรสโซ ดื่มแบบช็อต บอดี้มาเต็มคำมาก ไม่มีรสเปรี้ยว ให้กลิ่นดาร์กช็อคโลแลตและคาราเมลชัดเจน หากไม่มีเครื่องเอสเพรสโซ่ที่บ้าน ผมแนะนำว่าชงแบบ french press เหมาะที่สุดครับ 

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

22 Feb 2022

คราฟต์เบียร์และความเหลื่อมล้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขียนถึงอุตสาหกรรมเบียร์ไทย ที่ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์รายเล็กไม่อาจเติบโตได้ เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย และกลุ่มทุนที่ผูกขาด ทั้งที่มีศักยภาพ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

22 Feb 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save