fbpx

Breaking the Cycle (2024) ชะตากรรมสารคดีไทย ในบ้านเมืองไร้อนาคต

การเข้าฉายของ Breaking the Cycle (2024) หนังสารคดีเรื่องแรกของผู้กำกับ เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ และ ธนกฤต ดวงมณีพร น่าสนใจอยู่สองสามมิติ

ข้อแรก มันเป็นหนังที่บันทึกบรรยากาศทางการเมืองช่วงขวบปี 2018 ไล่เรื่อยจนมาถึงต้นปี 2020 หรือคือช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งปี 2019 และเป็นช่วงก่อนการมาถึงของคลื่นลมแห่งการประท้วงใหญ่ในปีถัดมาได้อย่างน่าจับตา

ข้อสอง ตัวหนังชำแหละเงื่อนไขทางตุลาการหลังการรัฐประหารปี 2014 จนเห็น ‘ร่องรอย’ ความบิดเบี้ยว ผิดธรรมชาติของตัวกฎหมายที่ส่งผลต่อหน้าการเมืองในอีกหลายปีให้หลัง รวมทั้งเวลานี้

และข้อสาม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม กระบวนการจัดฉายหนังทำให้เราได้เห็นอีกครั้งว่า ‘ระบบ’ การฉายหนังของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมันแสนทุลักทุเลและไม่เป็นมิตร ทั้งต่อคนทำหนังและคนดูมากเพียงใด

สำหรับ Breaking the Cycle เป็นหนังสารคดีว่าด้วยการเดินทางของ ‘พรรคอนาคตใหม่’ พรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ก่อนจะกลายเป็นพรรคการเมืองม้ามืดที่คว้าคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2019 ได้เป็นอันดับ 3 และจุดจบของพรรคที่เราต่างรู้กันแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคด้วยข้อหาที่ว่าธนาธรให้พรรคกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการตั้งพรรค ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ยังผลให้ตัวธนาธรและคณะกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจนถึงนาทีนี้

เป็นไปได้ว่าทั้งเอกพงษ์กับธนกฤตระมัดระวังตัวไม่ให้ Breaking the Cycle กลายเป็นหนังเทิดทูนตัวบุคคล (ซึ่งดูจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายมากหากพินิจถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ) หรือแม้แต่กลายเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อพรรค หนังจึงขับเคลื่อนด้วยฟุตเตจข่าวเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จะว่าไป นี่จึงไม่ใช่หนังสารคดีที่สำรวจเนื้อหาหรือความเป็นตัวตนของพรรค -กระทั่งตัวตนของธนาธร- หากแต่เป็นเสมือนบันทึกปรากฏการณ์ทางการเมืองและช่วงเวลาก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารของ คสช. คนดูจึงแทบไม่ได้รู้จักธนาธรหรือพรรคอนาคตใหม่มากขึ้นหรือน้อยลงไปกว่าเดิม

มิหนำซ้ำ ฟุตเตจส่วนใหญ่ในหนังที่ไม่ได้ตัดมาจากข่าว ก็จงใจเว้นระยะระหว่างคนดูกับตัวซับเจ็กต์ชัดเจน (กล่าวอีกอย่างว่า หากหนัง ‘ตั้งใจ’ จะเป็นหนังที่สำรวจกระบวนการคิดหรือความเป็นพรรคอนาคตใหม่ ก็ต้องถือว่ามันล้มเหลวหรือผิดเป้าประสงค์ไปหลายช่วงตัว) กล่าวคือหนังทั้งเรื่องมีฉากที่ชวนให้รู้สึกว่าคนทำหนังเข้าถึงความเป็นส่วนตัวของพรรคและธนาธรเพียงสองฉาก พ้นไปจากนั้นล้วนเป็นสิ่งที่หาดูได้ตามฟุตเตจข่าวหรือบทสัมภาษณ์จากที่อื่นของสมาชิกพรรค (ทั้งนี้ ก็บอกยากว่าเกิดขึ้นจากข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการถ่ายทำใดบ้าง)

และจะว่าไป กรณีข้อครหาที่ว่าหนังอาจกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อนั้นก็อาจหลบเลี่ยงหรือบรรเทาได้ด้วยการสัมภาษณ์ซับเจ็กต์เพิ่มเติมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ตัวพรรคหรือแม้แต่ธนาธร ซึ่งประเด็นนี้ดูเหมือนจะมีให้เห็นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือเมื่อ พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกและคณะกรรมการของพรรคอนาคตใหม่ พินิจ ‘กระแส’ ที่ตัวพรรคและธนาธรได้รับจนกลายเป็นปรากฏการณ์ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ หากแต่ประเด็นนี้ก็แทบไม่ถูกนำไปขยายความต่ออย่างน่าเสียดาย และด้านหนึ่ง นี่ย่อมทำให้ตัวหนังมีสถานะเป็นบันทึกปรากฏการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยในช่วงสองปีระหว่าง 2018-2020 ไปโดยปริยาย

น้ำเสียงความระมัดระวังตัวแจของหนังยังปรากฏให้สัมผัสได้อีกครั้งเมื่อหนังเลือกไม่สำรวจหรือพูดถึงกรณีพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบพรรคในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2019 ภายหลังพรรคยื่นพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ เป็นแคนดิเดตลงสมัครนายกรัฐมนตรี นำมาสู่การยื่นเรื่องร้องเรียนให้ยุบพรรคก่อนหน้าการเลือกตั้งจะมาถึงเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น และการที่พรรคไทยรักษาชาติถูกสั่งยุบนั้น ไม่มากก็น้อย ย่อมส่งผลต่อคะแนนเสียงที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับอย่างท่วมท้นหลังจากนั้นด้วย หรือแม้แต่พินิจในแง่ที่ว่า Breaking the Cycle เป็นสารคดีที่มุ่งเก็บบรรยากาศทางการเมืองเป็นหลัก การตกหล่น ไม่เอ่ยถึงกรณีดังกล่าวก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดายและพลาดอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี หนึ่งในความท้าทายประดามีที่คนทำหนังทั้งสองต้องเผชิญคือการอธิบายกลไกการเมืองไทย ผ่านกฎหมายและข้อจำกัดต่างๆ บุคคลที่ถูกชวนมาสัมภาษณ์ในหนังจึงมีตั้งแต่สมาชิกพรรค, เหล่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมไปจนถึงคนที่ทำงานด้านกฎหมายต่างๆ กลายเป็นว่าคนที่ช่วยโอบอุ้มจนแทบจะเป็นแกนสำคัญของหนัง (ทั้งยังปรากฏตัวในหนังด้วยระยะเวลามากพอสมควร) คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่อธิบายเงื่อนกลของการเลือกตั้งในไทยได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย เพราะข้อจำกัดต่างๆ -ทั้งในเชิงกฎหมาย, ตำแหน่งแห่งที่ของ สว. หรือเหล่าพรรคการเมืองเองก็ดี- แม้จะดูเป็นสิ่งที่คนดูชาวไทยรับรู้และเข้าใจอยู่แล้ว แต่การต้องอธิบายประเด็นเหล่านี้ให้คนดูหนังที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเข้าใจด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่ต้องพูดถึงการต้องอธิบายระบบตรรกะในข้อจำกัด (ที่ดูเหมือนจะไม่มีตรรกะหากมองจากระบบระเบียบของประชาธิปไตย) เหล่านี้ยิ่งเป็นเรื่องซับซ้อนยุ่งเหยิง

ด้านหนึ่ง การปรากฏตัวของยิ่งชีพแทบทุกนาทีในหนังจึงมีขึ้นเพื่อสางปมเหล่านี้ให้หนังเดินหน้าต่อไปได้ และในชั่วขณะหนึ่ง การที่เราได้เห็นซับเจ็กต์พยายามคลี่ข้อกฎหมายต่างๆ และอธิบายให้ฟังนั้นก็ชวนให้เศร้าใจเหลือเกินว่า หลายขวบปีหลังการรัฐประหารปี 2014 นั้น กฎหมายและระบบตรรกะในไทยบิดเบี้ยวมากแค่ไหนในนามของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าอย่างไร ผู้กำกับทั้งสอง -รวมทั้งคนทำสารคดีทั้งหลาย- ต้องเผชิญคือจำนวนฟุตเตจมหาศาลจากการตามถ่ายทำและสำรวจปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ลำพังต้องคัดจำนวนฟุตเตจที่เก็บมาหลักปีให้อยู่ในหนังความยาวเกือบสองชั่วโมงก็ว่ายากแล้ว แต่โจทย์ที่ยากและมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นคือการทำให้ตัวหนังยัง ‘ร่วมสมัย’ อยู่ด้วย ซึ่งนับเป็นความท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะหลังจากการเลือกตั้งปี 2019 ผ่านพ้น พรมแดนการเมืองประเทศไทยก็ขยับ ‘เพดาน’ ครั้งใหญ่จากการชุมนุมบนท้องถนน และหนังก็หาทางออกด้วยการเชื่อมโยงบริบทจากหนังเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบหนึ่งของการที่ระบบการเมืองไทยย่ำอยู่กับที่ กล่าวคือหากมองในภาพใหญ่ ดูเหมือนตัวละครทั้งหลายก็ยังย่ำอยู่ในกลไกเดิม -ที่ออกแบบโดยฝ่ายถือครองอำนาจ- และไม่พาประชาธิปไตยขยับไปไหนสักกี่มากน้อย

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจและสะท้อน ‘สภาพ’ บางอย่างของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้ดีคือ การออกเดินทางไปฉายยังโรงภาพยนตร์ต่างๆ ของ Breaking the Cycle เต็มไปด้วยสารพันเหตุการณ์ นับตั้งแต่ที่มีฝ่ายไม่เห็นด้วยกับหนังเข้ามาป่วน, ถูกข้อครหาเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อหรือไกลขนาดเป็นหนังล้มสถาบันฯ, จุดประเด็นถึงหนังสารคดีต่างๆ ในไทยที่ตั้งหลักได้ลำบากยากเย็น ไปจนถึงระบบการฉายที่เต็มไปด้วยความอลหม่าน โกลาหล เมื่อโรงหนังมัลติเพล็กซ์เห็นกระแสหนังแล้วตัดสินใจเพิ่มรอบฉายอย่างกระทันหันจนผู้จัดจำหน่ายต้องหาทางจัดส่งหนังให้ไปถึงโรงภาพยนตร์แต่ละสาขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการวางแผนที่เป็นระบบระเบียบของโรงและการ ‘แยแส’ตัวหนังตั้งแต่ก่อนเข้าฉาย มิใช่เพิ่งมาเห็นเมื่อหนังเป็นกระแสปากต่อปากจนเพิ่มจอเพิ่มรอบเร่งด่วน (ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การเพิ่มรอบปุบปับเช่นนี้ทำให้คนดูหลายคนวางแผนจัดการชีวิตไม่ทันด้วย)

การได้จอฉายขนาดนี้ของ Breaking the Cycle จึงถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับหนังไทย -และโดยเฉพาะสารคดีไทย- ชนิดที่เว็บไซต์ variety ยังเขียนถึงว่า “ประเทศไทยมีโรงภาพยนตร์ที่น่าพึงใจมากที่สุดในโลก หากแต่ภาพยนตร์ที่ได้เข้าฉายนั้นมักเป็นภาพยนตร์กระแสหลัก -ส่วนใหญ่เป็นหนังฮอลลีวูดหรือไม่ก็หนังไทยชื่อใหญ่ๆ- ขณะที่หนังกระแสรองและสารคดีแทบไม่เคยถูกให้ความสำคัญ”

รายได้วันแรกของ Breaking the Cycle อยู่ที่หนึ่งล้านบาท เอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่เป็นเงินก้อนใหญ่หรือหรูหราแต่อย่างใดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เมื่อมันเป็นสารคดีที่มาจากคนทำหนังตัวเล็กตัวน้อยสองคน นี่จึงนับเป็นหมุดหมายที่มีค่ามหาศาล ยังไม่ต้องพูดถึงว่า หากวัดมันด้วยหน่วยเวลาแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่ออกถือกล้องวิ่งตามนักการเมืองหน้าใหม่ไปจนถึงกระบวนการตัดต่อหนัง หาผู้จัดจำหน่ายและโรงฉาย ทั้งหมดทั้งมวลกินเวลาร่วมหกปี แง่นี้การได้เงินกลับคืนมานั้นก็เป็นน้ำชุบชูหัวใจ แต่มากกว่านั้น ก็อาจยังต้องถามตอบตัวเองกันต่อไปว่าจุดคุ้มค่าทั้งในแง่รายได้เลี้ยงปากท้องและในแง่จิตวิญญาณของคนทำหนังอยู่ที่ไหน ในเมื่อทุ่มเรี่ยวแรงเกือบทั้งหมดไปกับหนังสารคดีหนึ่งเรื่อง ซึ่งหากว่าไปแล้ว มันยังเป็นการทุ่มเรี่ยวแรงที่แสนเสี่ยงและท้าทายอีกด้วย ไกลกว่านั้น มันยังฉายให้เห็นความบิดเบี้ยวดำมืดของอุตสาหกรรมหนังไทยที่ปล่อยให้คนทำหนังส่วนใหญ่เอาตัวรอดแบบตามมีตามเกิด กรณีเอกพงษ์กับธนกฤตยังพอแผ้วถางทางเดินตัวเองได้จากหนังเรื่องแรก แต่กับคนทำหนังหน้าใหม่คนอื่นๆ มันต้องอาศัยจังหวะ อาศัยความทนทาน อาศัยหัวจิตหัวใจกันแค่ไหนจึงจะตั้งหลักในดินแดนอันแล้งไร้แห่งนี้ได้

ฉะนั้น Breaking the Cycle จึงเป็นทั้งสารคดีที่บันทึกปรากฏการณ์ทางการเมืองและเป็นปรากฏการณ์โดยตัวมันเองด้วย การได้หวนกลับไปสัมผัสบรรยากาศการเมืองอันเข้มข้นจากตัวหนัง ได้เห็นความกระตือรือร้นและความหวังของประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่จะได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองเป็นครั้งแรกหลังเกมพลิกกระดานโดยพลเอกประยุทธ์ ตลอดจนความรู้สึกว่าได้ ‘เข้าใกล้’ ประชาธิปไตยอีกครั้งก่อนที่ทั้งหมด -ไม่ว่าจะความหวังหรือโอกาส- จะถูกพรากไปจากมืออีกหน ก็ชวนให้สัมผัสถึงรสขมปร่าในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่รัฐไม่เคยเห็นหัวมาร่วมสิบปี

เหตุนี้เอง การได้มอง ‘ตัวละคร’ มากมายที่มีบทบาททางการเมืองเมื่อสี่ปีก่อน ประกาศจุดยืนพาประเทศถอยหลังลงปากเหวด้วยการสานต่ออำนาจเผด็จการของพลเอกประยุทธ์ จึงเป็นเรื่องชวนขมขื่นในใจ โดยเฉพาะเมื่อปี 2024 นี้นับเป็นช่วงครบรอบสิบปีการรัฐประหารโดย คสช. ยิ่งชวนให้สะท้อนใจว่าประเทศล้วนเสียเวลาเปล่าไปในวังวนของการยึดอำนาจโดยไม่อาจเยียวยาอะไรได้ เพราะไม่มีคำตอบหรือสิ่งใดจะชดเชยเวลาที่ถูกผลาญไปอย่างเปล่าดายเช่นนั้น

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save