fbpx
ฟังเสียงจากเยาวชน ร่วมแก้ปัญหาสังคมแบบไร้พรมแดน

ฟังเสียงจากเยาวชน ร่วมแก้ปัญหาสังคมแบบไร้พรมแดน

กานต์ธีรา ภูริวิกรัย เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

‘เยาวชน’ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างมากในสังคม เนื่องจากเยาวชนเป็นเสมือนรากแก้วสำคัญ ที่จะหยั่งรากลึกเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไปข้างหน้า ดังนั้น การลงทุนในเยาวชนจึงเปรียบเสมือนการลงทุนในอนาคตที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานที่เล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ และพยายามจัดกิจกรรมที่ดึงเอาเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้จัดกิจกรรม ‘การสัมมนาเยาวชนไร้พรมแดน (Borderless Youth Forum)’ ขึ้น ซึ่งเป็นเวทีที่ ‘เยาวชน’ เป็นผู้นำ และ ‘ผู้ใหญ่’ เป็นผู้สนับสนุนและรับฟัง โดยกิจกรรมนี้มีเยาวชนเข้าร่วม 162 คน จาก 14 ประเทศ และมีการนำแนวคิด design across border ร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ทำให้เยาวชนสามารถพูดคุยกันได้โดยไม่มีใครต้องบินมาเข้าร่วมกิจกรรมที่กรุงเทพฯ

ในการทำกิจกรรม เยาวชนที่เข้าร่วมจะแบ่งกลุ่มกันตามประเด็นที่สนใจ ได้แก่ เรื่องความรุนแรงต่อบุคคลในเพศภาวะต่างๆ (Gender-based violence) เรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของกลุ่มเปราะบาง (Access to justice for vulnerable groups) และเรื่องการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังและการรับคนดีกลับสู่สังคม (Social Reintegration for Ex-Prisoners) และมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ในประเด็นนั้นๆ เพื่อที่เยาวชนแต่ละกลุ่มจะได้ร่วมระดมความคิด อันจะก่อให้เกิดเป็นทางแก้ปัญหาใหม่ๆ ออกมาเป็นผลงานของแต่ละกลุ่ม

หลังจากนั้น ผู้จัดงานได้คัดเลือกตัวแทนเยาวชนจำนวน 18 คน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความคิดเห็นจากการทำงานร่วมกันข้ามพรมแดน และคัดเลือกผลงานตัวอย่างจำนวน 3 เรื่อง มาจัดแสดงที่งาน ‘Redesigning youth: showcase of the TIJ-UNODC Borderless Youth Forum’ ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนาน หรือ Side-event ในการประชุม Asia-Pacific Forum Sustainable Development ซึ่งจัดโดย UNESCAP เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ที่สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

ต่อจากนี้คือการเก็บความจากงาน Side event ดังกล่าว ซึ่งเมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณอาจพบว่าเยาวชนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่เลย

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงการสัมมนาเยาวชนไร้พรมแดนว่า กิจกรรมนี้เป็นเสมือนโอกาสสำหรับเยาวชนในการทำความเข้าใจผู้คนที่ต้องเจอกับความไม่เป็นธรรมทางสังคม และยังเป็นพื้นที่ที่จะก่อให้เกิดวิธีการที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา หาหนทางแก้ปัญหาร่วมกัน และร่วมกันสร้างเครือข่ายต่อไปในอนาคต อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวยังทำให้เราเชื่อในพลังของเยาวชน และเชื่อในความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้

Jeremy Douglas

ขณะที่ Jeremy Douglas ตัวแทนระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้กล่าวว่า เมื่อเราคิดถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เราคิดถึงอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่เยาวชนเป็นผู้ครอบครอง ดังนั้น พวกเราจึงต้องคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคตเหล่านี้ได้ สอดคล้องกับ กันต์รวี กิตยารักษ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ผู้จัดงานในครั้งนี้ ที่มองว่าการเสริมพลังให้เยาวชนเริ่มได้ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้พวกเขารู้ว่า ตนเองก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของความยุติธรรม

อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ทั่วไปมาใช้ เพื่อให้เยาวชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยอาศัยเทคนิค design across borders ที่ริเริ่มโดย Glenn Fajardo ผู้เชี่ยวชาญและผู้สอนจาก Stanford d.school ซึ่งได้กล่าวเสริมไว้อย่างน่าสนใจว่า เรื่องของเทคนิคต่างๆ ไม่ใช่จุดเด่นในกิจกรรมครั้งนี้ และจุดสำคัญของเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่เกี่ยวกับการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มพลังให้กับเยาวชน (Youth Empowerment) เพื่อให้สามารถมองปัญหาสังคมได้อย่างลึกซึ้ง และสร้างโอกาสให้เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้

Mapping to Identify Issues Beyond Bars: Dancing back home

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ ตัวอย่างผลงานจากเยาวชน 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก คือประเด็นการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของกลุ่มเปราะบาง ผู้จัดงานนำการตกตะกอนของเยาวชนกลุ่มหนึ่งผ่านแผนภาพ ‘Mapping to Identify Issues’ โดยเยาวชนกลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นการเข้าถึงความยุติธรรมของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ (Migrant workers) ในฐานะกลุ่มเปราะบางในสังคม แผนภาพนี้ได้นำเอาแนวคิด design thinking เข้ามาช่วยเพื่อแสดงประเด็นต่างๆ ในระดับโครงสร้าง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถระบุถึงความท้าทายที่แรงงานเหล่านี้กำลังเผชิญอยู่ และต้องการที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนำไปสู่การตั้งประเด็นว่า เราจะสามารถสนับสนุนและจัดหาระบบลงทะเบียนที่ดีขึ้นให้เหล่าบุคคลไร้สัญชาติ (Stateless people) ในชุมชนอาเซียน โดยเฉพาะกับเด็กแรกเกิด ได้อย่างไร?

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีแนวคิดว่า กีฬาอาจไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อการแข่งขันเสมอไป แต่สามารถนำมาใช้เพื่อมอบโอกาสให้กับคนอื่นได้ด้วย จึงเกิดเป็นผลงาน ‘Beyond Bars: Dancing back home’ อันเป็นผลงานที่ได้รับคัดเลือกในประเด็นการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังและรับคนดีกลับสู่สังคม ผลงานดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘Dancing Inmates’ ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยสมาชิกของกลุ่มเน้นที่การช่วยให้อดีตผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างราบรื่น โดยตั้งกองทุนจากการแสดงเต้นเพื่อช่วยสนับสนุนด้านการเงินแก่อดีตผู้ต้องขัง

ส่วนประเด็นเรื่องความรุนแรงทางเพศ หนึ่งในคำพูดที่เรามักได้ยินกันจนชินหูคือ ‘เกิดเป็นลูกผู้ชายอย่าอ่อนแอ หรือไม่ควรร้องไห้ง่ายๆ’ ซึ่งชุดความคิดดังกล่าวได้สะท้อนมายาคติที่ผูกติดกับเพศสภาพว่า ผู้ชายต้องเข้มแข็ง และผู้หญิงก็เป็นเพศที่อ่อนแอ โดยลืมไปว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าเพศใด ล้วนมีช่วงเวลาที่อ่อนแอและสามารถร้องไห้ได้เหมือนกันหมด

ดังนั้น สมาชิกของกลุ่มที่สนใจประเด็นความรุนแรงต่อบุคคลในเพศภาวะต่างๆ จึงได้นำเสนอผลงานเรื่อง ‘#BoysCANCry’ โดยพวกเขามองว่าชุดความคิดที่ว่าผู้ชายไม่ควรอ่อนแอ จะนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic masculinity) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายก่อความรุนแรง ซึ่งสภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ชายถูกกดดันโดยสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ให้ต้องกดความอ่อนแอของตนเองไว้ และไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาง่ายๆ โดยสมาชิกของกลุ่มได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจเอาไว้คือ สนับสนุนให้ผู้ชายสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตนออกมาได้ เพราะผู้ชายทุกคนก็สามารถอ่อนแอได้เหมือนกัน

ผู้เข้าร่วมงานสัมมนา แสดงความเห็น

ผู้เข้าร่วมงานสัมมนา แสดงความเห็น ไมค์

นอกจากนิทรรศการและตัวอย่างผลงานทั้ง 3 เรื่องแล้ว เยาวชนทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกยังได้รับโอกาสในการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาพูดถึงกิจกรรมที่ผ่านไป และความรู้สึกของตนเองที่ได้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งทุกคนล้วนมีความประทับใจในกิจกรรม โดยเฉพาะในเรื่องการนำแนวคิด design thinking เข้ามาใช้ เพราะแนวคิดดังกล่าวเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดคุย ทำความเข้าใจกับผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นโดยตรง และยังช่วยให้เยาวชนจากหลายประเทศที่มีพื้นเพต่างกันได้มาพูดคุยกัน และหาทางแก้ปัญหาสังคมร่วมกัน โดยที่พรมแดนไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป

บางคนกล่าวไว้อย่างน่าประทับใจว่า พวกเขาคือสิ่งที่เป็นเสมือนภาพแสดงว่าอนาคตข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และกิจกรรมในครั้งนี้เป็นเหมือนก้าวแรกในการก้าวไปสู่การเป็นสังคมสำหรับทุกคน (Inclusive society) ซึ่งเป็นสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

สังคมสำหรับทุกคน (Inclusive society)

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save