fbpx

รำลึก ‘บุญยืน คงเพชรศักดิ์’: นักพัฒนาอาวุโสแห่งลุ่มน้ำสาละวิน ผู้ที่นักพัฒนาทุกรุ่นให้ความเชื่อมั่นและนับถืออย่างสูงตลอดมา

บทความพิมพ์ในหนังสือ ‘เรื่องเล่าคนหลังเขา : เรื่องเล่าของบุญยืน’  ที่มิตรสหายได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำที่มีต่อคุณบุญยืน เนื่องในงานศพของคุณบุญยืน คงเพชรศักดิ์ นักพัฒนาอาวุโสแห่งลุ่มน้ำสาละวิน ผู้ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตเป็นนักพัฒนาตั้งแต่จบการศึกษาและเป็นผู้ที่นักพัฒนาทุกรุ่นให้ความเชื่อมั่นและนับถืออย่างสูงตลอดมา

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ภาคประชาสังคมไทยได้สูญเสีย ‘บุญยืน คงเพชรศักดิ์’ นักพัฒนาอาวุโสแห่งลุ่มน้ำสาละวิน ผู้ที่นักพัฒนาทุกรุ่นให้ความเชื่อมั่นและนับถืออย่างสูงตลอดมา ‘ความหวังและความฝันของบุญยืน’ นั้น นอกจากจะมีพลังกำกับการดำเนินชีวิตเยี่ยง ‘นักอุดมคติ/นักปฏิบัติ’ ของเขามาโดยตลอดแล้ว ยังเป็น ‘ความหวังและความฝันร่วมกัน’ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เติบโตและสร้างสรรค์พลังทางสังคมที่งดงามขึ้นมาในช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย

บุญยืนเกิดเมื่อต้นทศวรรษ 2500 เรียนหนังสือจนถึงมัธยมปลายที่จังหวัดนครสวรรค์ เข้าเรียนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สาชาวิชาประวัติศาสตร์ในปี 2520 อันเป็นเวลาหลังเหตุการณ์ฆาตกรรมกลางนคร 6 ตุลาคม 2519 ในระหว่างเรียน บุญยืนเข้าสู่กิจกรรมของขบวนการนักศึกษาในปีที่ 2 ช่วงปี 2521 และเมื่อจบการศึกษาในปี 2524 ก็ทำงานในขอบเขตของกลุ่มนักพัฒนาเอกชน บุญยืนอยู่ในชีวิตของ ‘นักพัฒนา’ จนวาระสุดท้ายของชีวิต

การกล่าวว่า ‘ความหวังและความฝันของบุญยืน’ เป็น ‘ความหวังและความฝันร่วมกัน’ ของคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็เพราะว่าเมื่อคนกลุ่มนี้ได้ร่วมทำกิจกรรมนักศึกษาและเมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้ผสานแรงแห่งความปรารถนาของแต่ละคนเข้าด้วยกันอันทำให้มี ‘พลังร่วม’ ที่สำคัญในการลงแรงกายแรงใจสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญมากช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ การที่คนกลุ่มนี้ร่วมถักสานความหวังความฝันจนการสร้างแรงปรารถนาร่วมกันมีผลอย่างสำคัญที่ทำให้แต่ละคนที่ทำงานเพื่อความหวังนั้น ไม่เปลี่ยวเหงา ไม่โดดเดี่ยว และสามารถร่วมกันถักทอการรับรู้มิติต่างๆ ของการทำงานได้เป็นอย่างดีตลอดมา ซึ่งเป็นการก่อร่างสร้างฐานของขบวนการนักพัฒนาเอกชนขึ้นมา

บุญยืนและผองเพื่อนที่เข้ามาร่วมถักสาน ‘ความหวังและความฝัน’ ร่วมกันนั้น เติบโตมาในช่วงเวลาของ ‘รอยต่อทางประวัติศาสตร์’ ที่ขบวนการนักศึกษาถูกทำให้ต้องยุติบทบาทที่เป็นทางการลงไปหลัง 6 ตุลาคม แต่รุ่นพี่ที่ ‘ไม่แดงมากนัก’ ยังคงอยู่และทำงานสัมพันธ์กับรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ ขณะเดียวกัน ความต้องการสร้างขบวนการนักศึกษาขึ้นมาใหม่ทำให้เกิดกรอบความคิดที่ครอบกำกับไว้ก็คือ “อย่าทำอะไรที่แรงเกินไป/แดงเกินไป เพราะจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความรุนแรงแบบ 6 ตุลาคม” ‘รอยต่อทางประวัติศาสตร์’ นี้ มีผลทำให้กระบวนการคิดของคนรุ่นหลัง 6 ตุลาคมจึงแตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวอย่างตรงไปตรงมากับอุดมการณ์ โดยที่คนรุ่นนี้จำเป็นต้องตระหนักถึงความรุนแรงจากอำนาจรัฐตลอดมา

นอกจากบรรยากาศของ ‘รอยต่อทางประวัติศาสตร์’ ในช่วงระหว่างการเรียนแล้ว เมื่อคนรุ่นหลัง 6 ตุลาคมทยอยจบการศึกษาก็อยู่ในสภาวะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มยุติบทบาทลงไป ทำให้เป้าหมายของการดำเนินชีวิตไปตาม ‘ความหวังและความปรารถนา’ ที่สั่งสมมาไม่สามารถเป็นไปได้อีกต่อไป การแสวงหาทางเลือกให้แก่ชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่าชีวิตการทำงานในระบบทั่วไปไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ

ชีวิตและทางเลือกของคนรุ่นนี้จึงเป็นชีวิตและทางเลือกที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างเสรีในเงื่อนไขทางสังคมที่พอจะเปิดให้และภายใต้ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายของเพื่อนฝูงที่ร่วมทำกิจกรรมกันมา

‘ความหวังและความฝัน’ ของบุญยืนที่ร่วมถักทอกับผองเพื่อนคืออะไร ก่อรูปมาอย่างไรและส่งผลอย่างไรต่อสิ่งที่เรียกว่าการสร้างสรรค์

เส้นทางชีวิตของบุญยืนกับผองเพื่อนมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ ส่วนใหญ่มีภูมิหลังเป็นคนชนบท หรือไม่ก็ชานเมือง  ครอบครัวอยู่ระดับกลางหรือกลางบนของชุมชน ซึ่งทำให้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงกว่าเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันในชุมชน โดยสามารถเข้ามาเรียนต่อในโรงเรียนประจำจังหวัด และเข้าสู่การศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต่างๆ

บุญยืนมาจากครอบครัวระดับกลางในอำเภอไพศาลี เป็นส่วนหนึ่งของสาแหรกตระกูล ‘คงเพชรศักดิ์’ ที่กว้างขวาง เมื่อจบการศึกษาในพื้นที่บ้าน ก็เข้ามาเรียนในเมืองนครสวรรค์ โดยเรียนโรงเรียนชายและต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ เส้นทางการศึกษานี้ทำให้บุญยืนมีเพื่อนในนครสวรรค์สองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มโรงเรียนชาย อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มรุ่นพี่และเพื่อนที่โรงเรียนสตรีนครสวรรค์

จากไพศาลีมาสู่การเรียนในเมืองนครสวรรค์ทำให้บุญยืนพบกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการนักศึกษาในช่วง 2517-2519 แม้ว่าในช่วงนั้น บุญยืนยังไม่ได้สนใจสิ่งที่นักศึกษาเสนอนัก แต่ก็ทำให้เชื่อมได้กับบทบาทที่ควรจะเป็นของนักศึกษา นอกจากนั้น บุญยืนมีเพื่อนรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันที่ทำให้ความต้องการเรียนในระดับปริญญาตรีสูงมากขึ้น เพื่อนรุ่นพี่จากโรงเรียนสตรีนครสวรรค์ นามสกุล ‘ภู่ทองคำ’ ที่มีความรู้กว้างขวางคนหนึ่งชวนบุญยืนให้เข้ามาพักเพื่อเตรียมสอบที่บ้านบริเวณคลองจั่น (บ้านเดียวกับที่สวิงเพื่อนรักของบุญยืนเคยพำนักอาศัยในเวลาอยู่ที่กรุงเทพฯ) ในช่วงก่อนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย และเป็นคนบอกให้บุญยืนเลือกสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม โดยบอกว่าอย่างไรบุญยืนก็ได้เรียนมหาวิทยาลัยแน่ๆ ซึ่งบุญยืนเลือกมาเรียนที่ประสานมิตรเมื่อทางมหาสารคามไม่พร้อมที่จะเปิดรับนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์รุ่นแรก

การดำเนินชีวิตของบุญยืนในช่วงเรียนมัธยมปลายก็คล้ายคลึงกับผองเพื่อนวัยรุ่นทั่วไป และที่น่าสนใจก็มีแบบแผนเดียวกันนี้ในกลุ่มคนที่ปรับตัวเองเข้ามาสู่การทำกิจกรรมนักศึกษาหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็คือเป็นวัยรุ่นที่ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนและเริ่มต้นการดื่มเหล้ากัน เพื่อนเก่านักเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนชายนครสวรรค์บอกว่าหากจำไม่ผิดบุญยืนเริ่มสังสรรค์กับเพื่อนๆ ตั้งแต่ตอนกลางมัธยมปีที่สาม ขณะเดียวกันความเป็นเด็กที่มาจากชนบทก็ทำให้เห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างความยากจนในชนบทกับความร่ำรวย (มากกว่า) ในเขตเมือง การมองหรือเข้าใจภาพเปรียบเทียบนี้ฝังอยู่ในความทรงจำของบุญยืนตลอดมา แม้ว่าบุญยืนจะไม่ได้มาจากครอบครัวยากจน เพื่อนนักพัฒนารุ่นเดียวกันกับบุญยืนก็มีเส้นทางชีวิตช่วนแรกคล้ายคลึงกัน แม้ว่ามีบางคนที่มาจากครอบครัวที่ยากจนมากแต่ก็มีโอกาสได้เรียนและมองเห็นภาพเปรียบเช่นนี้เช่นเดียวกัน

พื้นฐาน ‘ความหวังและความฝัน’ ของบุญยืนและผองเพื่อนที่มีวิถีแห่งชิวิตคล้ายคลึงกัน ก็คือหวังว่าตนจะสามารถทำอะไรให้สังคมได้บ้าง ซึ่งเกิดขึ้นจากการมองเห็นภาพเปรียบระหว่างสองสังคมที่ตนเองได้ประสบมา ซึ่งจากพื้นฐานนี้ทำให้เกิดการเชื่อมต่อกับการสร้าง ‘ความหวังและความฝัน’ ให้เป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย

บุญยืนใช้ชีวิตช่วงปีแรกในมหาวิทยาลัยคล้ายคลึงกับผองเพื่อนที่ต่อมาได้เข้าร่วมกันทำกิจกรรมนักศึกษาและทำงานเป็นนักพัฒนาเมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้แก่ การสรวลเสเฮฮาและไม่เอาใจใส่การเรียนในชั้นเรียนนัก การดื่มกินในช่วงปีแรกของการเป็นนักศึกษาทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูงกว้างขวางมากขึ้น เพื่อนกลุ่ม ‘เด็กใต้’ ที่ประสานมิตรก็เข้ามาเชื่อมวงการดื่มเหล้าอยู่ด้วยเป็นระยะ ชีวิตในมหาวิทยาลัยของบุญยืนและผองเพื่อนคนรุ่นหลัง 6 ตุลาคม 2519 ในช่วงปี 2520 จึงเป็นชีวิตของการสร้างเพื่อน พูดคุยกันในเรื่องต่างๆ สร้างความเข้าใจระหว่างเพื่อนที่มาจากต่างถิ่นต่างที่มากกว่าการทำกิจกรรมการเมืองใดๆ (นอกจากกิจกรรมหลักทั่วไป เช่น การออกค่ายอาสาพัฒนา) ซึ่งการสร้างเพื่อนลักษณะนี้มีผลทำให้การทำกิจกรรมในช่วงเวลาหลัง 6 ตุลาคมเป็นไปได้สะดวกมากขึ้น

ชีวิตของบุญยืนและผองเพื่อนร่วมยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อรัฐบาลพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นิรโทษกรรมนักศึกษาคดี 6 ตุลาคมและเปิดให้มีการเลือกตั้ง ‘สโมสร/องค์การ’ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปี 2521 ต่อมา นักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยเริ่มเคลื่อนไหวในนามของสโมสรนักศึกษา 12 สถาบัน และเป็น 19 สถาบันในเวลาต่อมา

การเปิดพื้นที่ให้แก่นักศึกษานี้ ทำให้กลุ่มรุ่นพี่นักกิจกรรมเดิมที่ยังคงอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มมองหานักศึกษารุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาว่าใครที่มีท่าทีรักความเป็นธรรมและสามารถทำงานได้ แม้ว่าบุคลิกอาจจะไม่ตรงกับภาพนักกิจกรรมในสมัยก่อนบ้างก็ตาม เช่น ชอบกินเหล้า เป็นต้น บุญยืนจึงถูกดึงเข้ามาทำกิจกรรม หากปราศจากลักษณะพื้นฐาน ‘ความหวังและความฝัน’ ของบุญยืนและผองเพื่อนที่มีวิถีแห่งชิวิตคล้ายคลึงกัน ที่ว่าตนจะสามารถทำอะไรให้สังคมได้บ้าง บุญยืนก็จะไม่ถูกรุ่นพี่เข้าสัมพันธ์และชักชวนให้เข้าร่วมทำกิจกรรมด้วย รุ่นพี่ที่ทำงานทางความคิดลักษณะนี้ในทุกมหาวิทยาลัยล้วนแล้วแต่จับจ้องนักศึกษารุ่นน้องที่มี ‘แวว’ และรุ่นพี่เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์อยู่กับขบวนการฝ่ายซ้ายทั้งในเมืองและในป่า หลายคนเป็นนักจัดตั้งจากเขตการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เปิดให้แก่การจัดตั้งทุกพื้นที่ คาดว่ากลุ่มที่จัดตั้งในประสานมิตรน่าจะมาจากเขตงานอีสานใต้เป็นหลัก)

บุญยืนสร้าง ‘ความหวังและความฝัน’ ของตนได้ชัดเจนขึ้นหลังจากการเข้าร่วมทำกิจกรรม นั่นก็คือ ‘ความปรารถนาสร้างสังคมไทยใหม่ให้งดงามด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ’ ความหวังและความฝันที่ฝังเข้าไปในระอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนี้ทำให้บุญยืนตัดสินใจยุติแนวทางการดำเนินชีวิตแบบ ‘เสรีชน’ เดิมโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญได้แก่ การเลิกสรวลเสเฮฮาด้วยสุรา ลักษณะการปรับ ‘ชีวทัศน์’ ให้สอดคล้องกับ ‘โลกทัศน์’ เช่นที่บุญยืนยึดปฏิบัตินี้เป็นกรอบสำคัญที่คนรุ่นหลัง 6 ตุลาคม พยายามจะทำในลักษณะเดียวกับนักกิจกรรมรุ่น 6 ตุลาคม แต่ในหลายมหาวิทยาลัยก็สำเร็จไม่มากนัก นักกิจกรรมที่ยึดมั่นเช่น บุญยืน นั้นมีอยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น

‘ความหวังและความฝัน’ อันนำไปสู่แรงแห่งความปรารถนาที่จะสร้าง ‘สังคมไทยใหม่ให้งดงามด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ’ ของบุญยืนและคนรุ่นเดียวกับเขา ถูกสั่นคลอนและถุกทำให้สูญพลังไปเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่เสมือนธงนำนั้นหมดศักยภาพในการนำ บรรยากาศหลังปี 2524 ที่บุญยืนจบการศึกษาจึงเป็นสภาวะของความคลุมเครือ มองไม่เห็นทางในการดำเนินชีวิตตาม ‘ความหวังและความฝัน’ บรรดานักศึกษาที่บ่มเพาะความหวังและแรงปรารถนาที่จะทำอะไรให้สังคมล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้างทางจิตใจ บางส่วนหันไปหาศาสนาพุทธแบบปัจเจกชนนิยม บางส่วนหันไปสู่วิถีแห่งเซน บางส่วนถอยหลังจากความหวังและความฝันแบบเดิม

ท่ามกลางบรรยากาศของความเคว้งคว้างทางอารมณ์ความรู้สึกของคนรุ่นหลัง 6 ตุลานี้ ทางเลือกทางเดินของชีวิตเพื่อความหวังและความฝันเหลือน้อยลง การเกิดขึ้นของงานอาสาสมัครเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ บุญยืนและเพื่อนพ้องส่วนใหญ่เลือกเดินเข้าไปสมัครเป็นอาสาสมัครในโครงการ คอส. (โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) บางส่วนเข้าไปสมัครโครงการบัณฑิตอาสาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การทำงานของนักพัฒนาเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนในสังคมไทยช่วงนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามีประสบการณ์ครบชุดหรือมีประสบการณ์ที่มีศักยภาพในการอธิบายทุกอย่างได้ การเข้าสู่การทำงานพัฒนาของนักพัฒนาเอกชนที่มาจากอาสาสมัครตั้งแต่รุ่น 1 เป็นต้นมา จึงเป็นการบุกเบิกและสร้าง ‘พื้นที่ทางสังคม’ ใหม่อย่างแท้จริง

แม้ว่าบุญยืนจะถูกถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกและสร้าง ‘พื้นที่ทางสังคม’ ใหม่ แต่บุญยืนก็ไม่ได้สร้างขึ้นจากความว่างเปล่า บุญยืนและผองเพื่อนนักกิจกรรมที่ปรับมาสู่ ‘นักพัฒนา’ ได้ขยายและแปร ‘ความหวังและความฝัน’ ในการสร้างสังคมไทยใหม่ให้ ‘งดงามด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ’ ที่ก่อรูปมาจากช่วงเวลานักศึกษา ให้กลายมาเป็นการทำงานร่วมกับชาวบ้าน โดยมุ่งเน้นอยู่ที่กระบวนการการสร้างเสริมศักยภาพและปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของชาวบ้านให้กลายมาเป็น ‘พลเมืองที่มีส่วนร่วม’ (concerned citizen)

บุญยืนและผองเพื่อนในทุกภูมิภาคของสังคมไทย ‘ลองผิดลองถูก’ ในการแสวงหาแนวทางในการทำงานกับชาวบ้านเพื่อที่จะสร้างการสร้างสรรค์สังคมตามความฝัน การพบปะพูดคุยกันระหว่างเพื่อนล้วนแล้วแต่เป็นการร่วมคิดร่วมแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม ความเอื้ออาทรระหว่างกันถูกสร้างและถักทอขึ้นอย่างเหนียวแน่นในยามที่พวกเขาเริ่มเดินทางหาความฝันและความหวังอันเป็นโมงยามที่พวกเขาเสมือนเป็นคนแปลกแยกจากสังคมทั่วไป การถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องราวของชีวิตกับการทำงานกับชาวบ้านเป็นเรื่องหลักที่ทุกคนหยิบยกมาเป็นหลักในการสนทนา

บุญยืนและผองเพื่อนได้กรอบความคิดหลักร่วมกันในการทำงานกับชาวบ้าน อันได้แก่ การหวนกลับสู่วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชาวบ้านเอง แน่นอนว่า บุญยืนและผองเพื่อนได้สัมพันธ์กับนักคิดร่วมสมัยหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร อาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์อานันท์ กาญจนพันธ์ อาจารย์อคิน ระพีพัฒน์ รวมถึงรุ่นพี่นักพัฒนาเอกชน เช่น พี่เปี๊ยก พี่ยักษ์ แต่พวกเขาก็ได้ปรับแต่งกรอบคิดในการทำงานให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ และได้ทำให้เกิดปฏิบัติการจริงของพลเมืองที่มีส่วนร่วมในทุกพื้นที่ของการทำงาน

จากปี 2524 จนถึงปัจจุบัน บุญยืนและผองเพื่อน ‘คนรุ่นหลัง 6 ตุลาคม’ ได้สร้างสรรค์พลังให้แก่สังคมไทยอย่างมากมาย แม้ว่าการสร้างกรอบคิด ‘วัฒนธรรมชุมชน’ ในการพัฒนาที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2530 จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงหลังๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่างที่การขยายตัวของรัฐและการขยายตัวของทุนที่กำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิทธิและการใช้ทรัพยากรของชาวบ้านในทุกพื้นที่ การสร้าง ‘วัฒนธรรมชุมชน/สิทธิชุมชน’ จึงเป็นพลังที่สำคัญและเป็นพลังเดียวเท่านั้นที่ยัน/ยับยั้งการทำลายล้างชาวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถมีทางเลือกและทางรอดของชีวิตได้หลากหลายกว่าเดิม และที่สำคัญ พลังนี้ได้กลายมาเป็นฐานในการปรับตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมาย

‘ความหวังและความฝัน’ ของบุญยืนและผองเพื่อนคนรุ่นหลัง 6 ตุลาคม ได้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญ อันได้แก่ การสร้างความหมายใหม่ให้แก่ ‘ชุมชน/ชาวบ้าน’ เพื่อที่จะได้ใช้ในการดำเนินชีวิต และเป็นความหมายใหม่ที่ก่อพลังให้แก่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่องในการที่จะมองหาทางเลือกได้มากกว่าที่จะถูกบังคับให้เห็นทางรอดเพียงทางเดียว 

นักกิจกรรมรุ่นหลัง 6 ตุลาคม ที่มีที่ภูมิหลังไม่เหมือนกับนักกิจกรรมรุ่นก่อนหน้า ได้ประสานภูมิหลังกับชีวิตในมหาวิทยาและการทำงานพัฒนา จนได้สร้างสรรค์สิ่งที่มีความหมายต่อสังคมไทย พวกเขาได้ลงแรงกาย แรงใจ ร่วมกันถักสานสังคมไทยให้เดินหน้าไปได้ แม้ว่าพวกเขาเติบโตมาในยุคสมัยที่ต้อง ‘ควานหา’ แนวทางการดำเนินงานกันเองทั้งหมด เพราะสูตรสำเร็จของการสร้างสังคมที่ดีงามนั้นไม่มีให้เดินตาม แต่พวกเขาก็ได้ลองผิดลองถูก ทั้งผ่านการถกเถียงแลกเปลี่ยน และผ่านการทะเลาะทางความคิดมาเป็นระลอกๆ จนได้ร่วมกันสร้างชุดความหมายของสังคม/ชุมชนชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ในการประคับประคองสังคมให้ดำเนินไปสู่ความหวังและความฝันของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมากลายเป็นฐานหลักสำคัญในการยืนสู้ของพลเมืองเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาคและภราดรภาพ

ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกบทบาทและความหมายของคนรุ่นหลัง 6 ตุลาคมไว้อย่างแน่นอน

สำหรับบุญยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนหลัง 6 ตุลาคม ทุกคนในผองเพื่อนคนรุ่นนี้ สามารถยืนยันและกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าบุญยืนได้เลือกทำตาม ‘ความหวังและความฝัน’ ของเขา และทำทุกอย่างอย่างเต็มที่เท่าที่คนคนหนึ่งสามารถทำได้ ชีวิตหนึ่งที่ได้ทำตามสิ่งที่ตนมุ่งหวังเป็นชีวิตที่มีค่าอย่างยิ่ง

                                                                                   

                                                                          

MOST READ

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Life & Culture

8 Sep 2021

คนกระโปกแห่งยุคสมัย 199x ทำไมเด็กเจนวายไม่ยอมโต

คอลัมน์ PopCapture พิมพ์ชนก พุกสุข เขียนถึงสาเหตุสำคัญว่าเพราะอะไร ‘ชาวมิลเลนเนียลส์’ ถึงไม่อาจเติบโตได้อย่างที่ใจหวัง

พิมพ์ชนก พุกสุข

8 Sep 2021

Life & Culture

24 Dec 2018

‘สิงโตนอกคอก’ กับมุมมองต่อความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล เขียนถึงเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่ตั้งคำถามกับประเด็นจริยธรรม เชื่อมโยงกับมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล

24 Dec 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save