สมชัย สุวรรณบรรณ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ภาพวิดีโอที่แสดงความอำมหิตของตำรวจอเมริกันผิวขาวกระทำกับคนผิวดำที่เมือง Minneapolis ในสหรัฐ แพร่ขยายทางสื่อสังคมออนไลน์แล้วต่อมาสื่อกระแสหลักก็นำมารายงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นลำดับมา ได้จุดประกายทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงพฤติกรรมการเหยียดผิวในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ต้นตอของอุตสาหกรรมค้าทาสข้ามชาติ จากแอฟริกาสู่ยุโรปและอเมริกาสมัยเมื่อประมาณ 300 – 400 ปีก่อน และประกายไฟดังกล่าวนำไปสู่การเรียกร้องให้ทบทวนประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการค้าทาส

การจัดชุมนุมประท้วงที่มีกลุ่ม #BlackLivesMatter (BLM) เป็นหัวหอกสำคัญ ได้ยกระดับขึ้นมาจากการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนผิวดำที่เป็นเหยื่อของอำนาจรัฐ ก้าวขึ้นมาตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อัปยศของคนผิวขาวในยุโรปยุคที่มีการบังคับคนผิวดำแอฟริกาไปใช้แรงงานทาสในไร่อ้อย ไร่ฝ้าย ในดินแดนอาณานิคม

 

จาก Minneapolis ในอเมริกา

ถึง  Bristol ในอังกฤษ

 

ไม่มีใครคาดคิดว่า เพียงสองสัปดาห์หลังเหตุการณ์สลดในอเมริกาที่ตำรวจผิวขาวใช้หัวเข่ากดคอ George Floyd ชายผิวดำ จนเสียชีวิตระหว่างการจับกุม กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในเมือง Bristol เมืองท่าเรือทางภาคใต้ของอังกฤษสามารถล้มรูปปั้นของ Edward Colston พ่อค้าทาสคนดังที่บังคับล่ามโซ่คนดำจากแอฟริกาตะวันตกไปใช้แรงงานในคาริบเบียนและอเมริกาได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีกลุ่มเรียกร้องให้ยุบ-ย้ายรูปปั้นดังกล่าวมา 5-6 ปีแล้ว แต่การรณรงค์ดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา

Colston เป็นพ่อค้าเกิดในเมือง Bristol เมืองท่าเรือที่นำเข้าและส่งออกทาสที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ในยุคนั้นเขาสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองด้วยการกดขี่ค้าทาส และเมืองนี้ก็เติบโตทางเศรษฐกิจด้วยธุรกิจการค้าที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมค้าทาส มีบันทึกว่าระหว่างปี ค.ศ. 1680 – 1692 เขาบังคับส่งคนผิวดำไปเป็นทาสรวมกว่า 84,000 คน มีทาสหลายคนล้มป่วยตายอย่างน่าอนาถบนเรือสำเภาก่อนจะถึงที่หมาย ผู้คุมทาสก็โยนศพลงทะเลทิ้งไป พวกรอดชีวิตไปก็ถูกกดขี่ใช้แรงงานหนักในอาณานิคม

สาเหตุที่มีการสร้างรูปปั้นเป็นอนุสาวรีย์ให้แก่พ่อค้าทาสอัปยศคนนี้ ก็เพราะเขาได้บริจาคทรัพย์สินที่สะสมได้มาจากความยากแค้นและชีวิตเลือดเนื้อของทาสผิวดำจากแอฟริกาตะวันตก มอบให้ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ศาลาประชาคม โรงทานคนยากจน โบสถ์ วิหาร (นิกายแองกลิกันที่เขาศรัทธา) ทั่วทางภาคใต้ของอังกฤษ โดยเฉพาะในเมืองบ้านเกิดของเขา ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นคนใจบุญสุนทานเรียกว่าเป็นคนดีศรีสังคมในหมู่ชาวเมือง Bristol จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ระหว่างปี 1710 – 1713 สังกัดพรรค Tory (อนุรักษนิยม) จากนั้นมีการใช้ชี่อของเขาตั้งเป็นชื่อถนนและโรงเรียนมัธยมที่เขาให้เงินบริจาค โดยที่ประวัติความเป็นมาของทรัพย์สมบัติที่ได้มานั้น แม้จะไม่ใช่เป็นเรื่องปกปิดลี้ลับ แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน

 

อนุสาวรีย์ Edward Colston ใน Bristol (ภาพโดย RedSquirrel)

 

ประวัติศาสตร์อัปยศของกลุ่มคนดีในสังคมยุโรป

 

อุตสาหกรรมค้าทาสเฟื่องฟูและสร้างความมั่งคั่งให้กับขุนนาง-พ่อค้าในยุโรป และเศรษฐีใหม่ในอเมริกาเป็นเวลากว่า 170 ปี จนกระทั่งเกิดกระแสคัดค้านรณรงค์เลิกทาสในยุโรปต้นคริสตศตวรรษที่ 18 แต่ต้องใช้เวลารณรงค์ถึง 50 ปีกว่าจะมีการออกกฎหมาย เพราะมีการโต้เถียงต่อสู้กันจนถึงปี 1843 จึงสามารถเลิกทาสได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก่อนหน้านั้นในหมู่สังคมชั้นสูงของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง นักการเมือง ปัญญาชน ตลอดจนผู้นำศาสนา นักบวชผู้ทรงศีล ที่เชี่อกันว่าเป็นกลุ่ม ‘คนดี’ เสาหลักของสังคม ต่างก็พาเอออวยไป ไม่มีมโนสำนึกว่าธุรกิจค้าทาสนั้นผิดศีลธรรมอย่างไร

มีบันทึกว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1660 เป็นต้นมา สถาบันและกลุ่มอำนาจที่ปกครองอังกฤษ (British Crown) ได้ประกาศกฎบัตรหลายฉบับออกบังคับใช้ เพื่อให้พ่อค้า-ขุนนางเข้าไปตั้งบริษัท ควบคุมดูแลผลประโยชน์ในดินแดนหลายแห่งในทวีปแอฟริกา ใช้กำลังลำเลียงชาวแอฟริกันผิวดำไปเป็นทาสในดินแดนที่เป็นอาณานิคมของอังฤษในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ในบรรดาพ่อค้าทาสยุโรปด้วยกัน พ่อค้าทาสอังกฤษถือว่ามีขอบข่ายการขนส่งทาสไปอเมริกามากกว่าชาติใดๆ

แม้ว่าจะมีการทบทวนประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในอังกฤษ ในวันครบรอบ 200 ปี (เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2007) ของการออกกฎหมายเลิกทาส (Abolition of the Slave Trade Act) แต่การชำระบาดแผลทางประวัติศาสตร์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วงที่การค้าทาสเฟื่องฟู นำความมั่งคั่งให้แก่ชนชั้นนำของอังกฤษ กำลังทหารหลายหน่วยของอังกฤษที่ส่งไปประจำการในดินแดนต่างๆ ได้ใช้กำลังอาวุธปราบปรามการแข็งขืนลุกขึ้นสู้ของทาสผิวดำอย่างทารุณ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ว่า ชาวผิวขาวที่ใช้อำนาจรัฐจำนวนหนึ่ง ยังมีทัศนะดูถูกเหยียดผิวที่ฝังลึก แบบที่เห็นในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากลัทธิล่าอาณานิคมและการค้าทาสกลายเป็น ‘แผลเป็น’ ที่ยากต่อการลืมเลือน เพราะทัศนคติฝังจำที่ว่าคนผิวขาวมีความเป็นมนุษย์สูงว่าคนผิวดำนั้นมีความคงทนยากที่จะสลัดทิ้งได้ โดยเฉพาะในสถาบันหรือหน่วยงานที่มีอำนาจและอาวุธเป็นเครื่องมือ เช่น ทหารและตำรวจ ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ถ้าเรามองภาพใหญ่ทางการเมืองของสองฝั่งแอตแลนติก ทัศนคติความยิ่งใหญ่ของชนผิวขาว (white supremacy) ความรู้สึกเหยียดหยามคนต่างเผ่าพันธ์ุ-ผิวพรรณฝังลึกในดีเอ็นเอของคนผิวขาวจำนวนมากทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งสามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมจากอาการของผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้โดนัลด์ ทรัมป์ (American First) ในสหรัฐและการลงประชามติเบร็กซิตแยกตัวจากอียู (Take Back Control) ในสหราชอาณาจักร เป็นภาพที่สวนทางกับความรู้สึกในยุคสมัยใหม่ที่ว่ากระแสโลกาภิวัตน์ในช่วง 30 – 40 ปีที่ผ่านมาทำให้อุดมการณ์เสรีนิยมสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนะทางสังคมและการเมืองของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าใจกว้างมากขึ้น

 

ภาพจาก M Shed

รูปปั้นและอนุสาวรีย์ มีไว้ทำไม

 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพข่าวต่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่ผู้คนจดจำได้อีกยาวนาน ก็คงจะได้แก่วิดีโอคลิปในอเมริกาที่ชายผิวดำ George Floyd ถูกตำรวจใช้เข่ากดคอจนหายใจไม่ออกเสียชีวิต และภาพการล้มรูปปั้นในอังกฤษของพ่อค้าทาส Edward Colston แล้วลากไปทิ้งลงแม่น้ำ Avon ซึ่งความจริงแล้วนักกิจกรรมที่จัดชุมนุมประท้วงในเมือง Bristol ก็ไม่ได้ตั้งใจหรือวางแผนล่วงหน้าว่าจะไปล้มรูปปั้นกัน มันเกิดขึ้นเองไปตามกระแสอารมณ์ของผู้คนในตอนนั้น แกนนำของ BLM คนหนึ่งที่ถือโทรโข่งเดินนำหน้าผ่านรูปปั้นนั้นไปแล้ว เมื่อหันกลับมาเห็นรูปปั้นล้มลงแล้วอุทานว่า “Oh my God, this is history, this is history happening now.”

เหตุการณ์ล้มรูปปั้นของพ่อค้าทาสในอังกฤษและการชุมนุมประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมของผู้คนหลากสีผิวในหลายเมืองใหญ่ของสหราชอาณาจักรในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงกันครั้งใหม่ให้ทบทวนประวัติศาสตร์กันว่าอนุสาวรีย์และรูปปั้นของผู้คนซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการยกย่องชื่นชมนั้น โดยแท้จริงเหมาะสม-สมควรจริงหรือไม่ เมื่อคนรุ่นหลังได้มีข้อเท็จจริงเพิ่มมากขึ้น เพราะเพียงไม่กี่วันหลังจากการล้มรูปปั้นของ Colston ที่เมือง Bristol ก็มีการจัดชุมนุมประท้วงที่หน้าวิทยาลัย Oriel College มหาวิทยาลัย Oxford เพื่อให้ถอดถอนรูปปั้นของ Cecil Rhodes พ่อค้านักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษที่สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งจากการทำเหมืองแร่ในแอฟริกาใต้ เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทค้าเพชร De Beers ที่โด่งดัง และเป็นผู้ประกาศความเชื่อที่ว่า Anglo-Saxon Race เป็นเผ่าพันธุ์อันดับหนึ่งของโลก เรียกได้ว่าเขาคือไอดอลของพวกกลุ่มเหยียดผิว White Supremacist ในอเมริกาและ National Front ของอังกฤษ

 

การชุมนุมเรียกร้องให้ถอดรูปปั้นของ Cecil Rhodes ที่หน้าวิทยาลัย Oriel College (ภาพจาก xinhuathai.com)

 

ความจริงเมื่อหลายปีก่อนมีกลุ่มปัญญาชนในมหาวิทยาลัย ทั้งในเมือง Cape Town ที่ Cecil Rhodes เคยปกครอง และที่ Oxford ที่เขาได้บริจาคเงินก้อนมหาศาลสนับสนุนการศึษา ได้รวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มรณรงค์ Rhodes Must Fall เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยถอดรูปปั้นออกจากหน้าอาคารของวิทยาลัย เพราะเป็นสัญญลักษณ์ของการเหยียดผิวและนักล่าอาณานิคม แต่ความพยายามของกลุ่มเรียกร้องนี้ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งหลังการล้มรูปปั้นพ่อค้าทาส Colston ได้เพียง 2-3 วัน คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย และสมาชิกสภาเมือง Oxford จัดประชุมกันแล้วมีมติให้ถอดรูปปั้นดังกล่าวออก

เพียงไม่กี่วันหลังจากการล้มรูปปั้นของ Colston นั้น Sadiq Khan ผู้ว่าการมหานครลอนดอน ประกาศให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบรูปปั้นและอนุสาวรีย์ทั้งหลายในเมืองหลวงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าทาสหรือไม่ และทบทวนความเหมาะสม ส่วนนายกรัฐมนตรี Boris Johnson ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเช่นกันให้ศึกษารวบรวมข้อมูลหลักฐาน เรื่องการเหยียดผิว ความเหลื่อมล้ำ การใช้สองมาตรฐาน กับกลุ่มคนที่เรียกว่า BAME (black, asian, minority, ethnic) ในรูปแบบใดบ้างและให้สรุปข้อเสนอแนะ ที่ควรจะต้องมีการออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังนี้อย่างจริงจัง โดยเน้นว่าจะต้องสรุปให้เสร็จและนำมาประกาศใช้ก่อนคริสต์มาสปีนี้ แต่ฝ่าย BLM ไม่เชื่อว่ารัฐบาล Tory จะมีความจริงใจเพราะเคยมีการตั้งคณะกรรมการลักษณะนี้มาแล้วหลายชุด

ความจริงแล้วยังมีรูปปั้นและอนุสาวรีย์อีกหลายแห่งในอังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์ที่ถูกล้มไปแล้ว และบางส่วนถูกตั้งคำถามว่าทำไมคนรุ่นหลังจะต้องมายกย่องชื่นชมบุคคลในอดีตที่กดขี่ รังแก สร้างความเสียหายและปวดร้าวให้แก่มนุษย์อื่นๆ จำนวนมาก ในเวลาต่อมาบุคคลนั้นบริจาคทรัพย์สิน ซึ่งได้มาโดยมิชอบให้แก่สังคม แล้วพยายามลบล้างกลบเกลื่อนพฤติกรรมอัปยศในอดีตของพวกเขา

ข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางอเมริกา ก็มีการตั้งคำถามและการล้มรูปปั้นของอดีตนายทหารฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมืองที่ขัดขวางการเลิกทาส และบุคคลเด่นดังทางประวัติศาสตร์บางคนที่เคยได้รับการยกย่องมาในยุคสมัยหนึ่ง แต่เมื่อพลิกประวัติศาสตร์ดูแล้วก็เปิดเผยความจริงที่น่าขยะแขยงออกมาให้เห็น เช่น Christopher Columbus, Thomas Jefferson, Theodore Roosevelt

ในขณะนี้ดูเหมือนการล้มรูปปั้น และการตั้งคำถามเพื่อชำระประวัติศาสตร์ยังคงจำกัดวงอยู่เฉพาะบุคคลสำคัญที่เป็นพ่อค้าทาสและนักล่าอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม แต่อดีตนักล่าอาณานิคมขนาดใหญ่อีกสองประเทคคือ สเปนและโปรตุเกส ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพื้นที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้กำลังรับมือกับวิกฤตไวรัสโคโรนาที่กำลังลุกลามอย่างน่ากลัว

ความจริงแล้วพฤติกรรมของตำรวจจำนวนหนึ่งในอังกฤษและอเมริกาที่ใช้กำลังทารุณเกินกว่าเหตุเข้าจับกุมคนผิวดำจนถึงขั้นทำให้ผู้ต้องหาเสียชีวิตนั้นก็เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และก็เคยมีปฏิกิริยาต่อต้านและตอบโต้อย่างรุนแรงตามมาคล้ายๆ กัน แต่ไม่เคยมีการถามย้อนหลังไปถึงประวัติศาสตร์การค้าทาสและการล่าอาณานิคม แบบที่เราเห็นในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่ว่า ทำไมในคราวนี้กระแสการประท้วงสามารถนำไปสู่การถอดถอนอนุสาวรีย์อัปยศหลายแห่งได้สำเร็จ และสังคมส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการชำระประวัติศาสตร์ เผชิญหน้ากับความจริงที่น่าอับอาย

Author

Somchai Suwanban

สมชัย สุวรรณบรรณ - อดีตบรรณาธิการข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิทยุบีบีซี ลอนดอน และอดีตผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)