ขบวนการทางเทคโนโลยีที่กำลังฮิตมากๆ อาจมีอยู่หลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่หลายคนพิศวงกับมันเป็นอันมาก เพราะมันคือการ ‘ทดลอง’ ที่นำเนื้อตัวร่างกายของมนุษย์เราเข้าไปเป็นหนูทดลองกันเลยทีเดียว

ขบวนการที่ว่านี้ ก็คือ Biohacking

อะไรคือ Biohacking?

 

พูดให้ง่ายที่สุด มันก็คือการ ‘แฮ็ค’ ร่างกายของมนุษย์เรานี่แหละครับ แบบเดียวกับที่เกิดการแฮ็คคอมพิวเตอร์หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งหมายถึงการเข้าไป ‘รบกวน’ การทำงานต่างๆ ของร่างกาย โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ร่างกายของเราทำงานได้แข็งแรงขึ้น เร็วขึ้น และดีขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการผลักดันให้มนุษย์ ขึ้นสู่อีกระดับของความเป็นมนุษย์ เป็นการเปลี่ยนรูปแปลงร่างศักยภาพของมนุษย์ให้กลายเป็นอภิมนุษย์

คำว่า Bio มีรากมาจากภาษากรีก แปลว่าชีวิต ส่วนคำว่า Hacking ในความหมายนี้ ต้องถือว่าเป็นคำที่ใหม่กว่า Bio แน่ๆ เพราะเป็นศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ จากเดิมที่ Hack อาจหมายถึงการฟันการตัดการสับ พอเอามาใช้กับคอมพิวเตอร์ มันกลับหมายถึงการ ‘ดัดแปลง’ (Modify) โดยวิธีที่ชาญฉลาดหรือมีทักษะสูง (Skillful) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานรับใช้ผู้แฮ็คในรูปแบบต่างๆ

ดังนั้น Biohacking จึงไม่ได้หมายถึงอะไรอื่น นอกจากการ ‘โมดิฟาย’ ร่างกายหรืออวัยวะของมนุษย์ด้วยวิธีที่ชาญฉลาด เพื่อให้ประสิทธิภาพและสุขภาวะของร่างกายเป็นไปอย่างดีที่สุด (Optimized) ซึ่งเป็นไปได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาจัดการกับร่างกายมนุษย์ก็ได้ แต่นั่นเป็นเพียงความหมายหนึ่งของ Biohacking เท่านั้น เพราะถ้ามอง Biohacking ในความหมายที่กว้างขึ้นกว่านั้น เราจะพบว่าขบวนการ Biohacking ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกตอนนี้ มันคือขบวนการแบบใหม่

ก่อนหน้านี้ โลกเราเคยมี ‘สื่อ’ อย่างเป็นทางการ คือต้องเป็นสื่อที่ร่ำเรียนมา มีหลักการโน่นนั่นนี่ต่างๆ แต่เมื่อราวสักสิบกว่าปีที่แล้ว เริ่มเกิดสื่อสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ‘สื่อพลเมือง’ หรือ ‘นักข่าวพลเมือง’ (Citizen Journalist) คือเป็นการที่ประชาชนพลเมืองทุกคนสามารถเป็นนักข่าวหรือรายงานข่าวได้ โดยผ่านช่องทางการสื่อสารหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งหลาย

Biohacking ก็เป็นคล้ายๆ อย่างนั้นเหมือนกันนะครับ เพราะขบวนการ Biohacking ในปัจจุบัน ไม่ได้ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง เช่นต้องไปดัดแปลงพันธุกรรม มีการทดลองที่ซับซ้อนอะไร แต่ Biohacking สามารถเกิดขึ้นได้ในสวนหลังบ้านหรือในโรงรถหน้าบ้านก็ได้ทั้งนั้น

เขาบอกว่า Biohackers นั้น จริงๆ ก็คือ ‘นักวิทยาศาสตร์พลเมือง’ (Citizen Scientists) คล้ายๆ กับนักข่าวพลเมืองเหมือนกัน คือถ้าหากว่าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์แบบดั้งเดิม เวลาเราจะทดลองอะไร เราก็ต้องสร้างการทดลองขึ้นมา อาจจะต้องลงทุนทำห้องปฏิบัติการ (เช่น ยิงอนุภาคให้มันพุ่งชนกัน) หรือหาอาสาสมัครมาทดลองโน่นนั่นนี่ ทดลองเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย หรือทดลองกับสัตว์ทดลองต่างๆ นานา

แต่ Biohackers ไม่ต้องการปัจจัย ‘ภายนอก’ พวกนั้นเลยครับ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำ ก็คือการ ‘ทดลองกับตัวเอง’ เป็นหลัก

และดังนั้น Biohacking จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องสลับซับซ้อนเสมอไป อาจเป็นเรื่องง่ายๆ เป็นการทดลองง่ายๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและสมรรถภาพของร่างกายเราเองก็ได้

พูดให้ง่ายที่สุด การทดลองกินอาหารแบบแปลกๆ เช่น กินอาหารแบบ Intermittent Diet คือกินอาหารเป็นช่วงๆ ในแต่ละวัน (เช่น ใช้เวลากินแค่ 8 ชั่วโมงเท่านั้น) หรือการลองหยุดดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ การลองงดกินน้ำตาล ไล่เลยไปถึงการหาว่าตัวเองแพ้อะไรในอาหารบ้าง แล้วงดบริโภคสิ่งนั้นๆ เช่น แพ้กลูเตนก็งดกินกลูเตน ฯลฯ ก็ถือได้ว่าเป็น Biohacking อย่างหนึ่งเหมือนกัน

แต่ Biohacking อย่างที่ว่ามานั้น มันฟังดูไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ก็แหม! แค่ลดน้ำหนักตัวก็อาจเรียกได้ว่าเป็น Biohacking ได้เหมือนกันนี่ครับ ที่จริงแล้ว ต้องบอกคุณว่า Biohacking แบบที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินพวกนี้ เป็นแค่ส่วนเดียวของขบวนการ Biohacking เท่านั้นนะครับ มันมีศัพท์เรียกเฉพาะว่า Nutrigenomics

คำว่า Nutrigenomics นี่ ถ้าดูตามรากศัพท์ก็จะเป็นคำว่า Nutrition กับคำว่า Genome โผล่เข้ามาผสมกัน พูดง่ายๆ ก็คือ นี่เป็นเรื่องของการเอาอาหารมาสร้างให้เกิดผลต่อ ‘การแสดงออก’ ของยีน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่เรียกว่า Nutritional Genomics เพราะฉะนั้น Biohacking ในแขนงนี้จึงไม่ใช่แค่การลดน้ำหนักเท่านั้น แต่คือการศึกษาถึงผลของอาหารในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงการเผาผลาญ ถือเป็นศาสตร์ในด้านการป้องกันความเจ็บป่วย (Preventive Health) ได้ด้วย แต่วิธีการก็คือ เราจะต้องรู้เสียก่อน ว่าร่างกายของคนคนนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับอาหารแต่ละอย่างลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรมอย่างไร แล้วจึงจะสร้างออกมาเป็นโปรแกรมอาหารหรือโปรแกรมการกินที่เหมาะสมกับคนคนนั้นโดยเฉพาะ มันจึงเป็น Biohacking แบบหนึ่ง

Biohacking อีกแบบหนึ่งที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น ก็คือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาเปลี่ยนแปลงร่างกาย เรียกว่า DIYBio หรือ Do-It-Yourself Biology ซึ่งเป็น Biohacking แบบนี้แหละครับ ที่ก่อให้เกิด ‘นักวิทยาศาสตร์พลเรือน’ ขึ้น เพราะมันคือการสร้างห้องปฏิบัติการในสวนหลังบ้าน (หรือในโรงรถ) ขึ้นมา ซึ่งก็จะมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น Bioinformatics คือการใช้ซอฟท์แวร์มาทำความเข้าใจข้อมูลทางชีววิทยาของคน มันจึงเป็นการรวมเอาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางชีวภาพต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน Bioinformatics ถูกนำมาใช้ในชีววิทยาหลายด้าน ไม่ใช่แค่ในเรื่อง Biohacking เท่านั้น

Biohacking แบบ DIYBio นี้ มีการรวมกลุ่มกันหลายกลุ่มนะครับ เช่น Baltimore Underground Science Space ในบัลติมอร์ของสหรัฐอเมริกา, Biofoundry ในซิดนีย์, Hackuarium ในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

ที่น่าสนใจก็คือ Biohacking แบบนี้ บางทีไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางร่างกายที่สูงขึ้น แต่ทำในฐานะ ‘งานศิลปะ’ ก็มี เช่นมีการปลูกถ่ายอะไรบางอย่างเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เกิดงานศิลปะ เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นศิลปินแบบ Body Modification Artists หรือ BMA ซึ่งปัจจุบันมีหลายกลุ่มมาก เช่นมีการฝังอุปกรณ์เรืองแสงเข้าไปใต้ผิวหนัง แล้วเต้นในท่าต่างๆ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจในทางศิลปะ เป็นต้น

คนที่ใช้ DIYBio เพื่อดัดแปลงร่างกายของตัวเองให้มีคุณสมบัติเหนือมนุษย์ในเรื่องต่างๆ จะมีศัพท์เรียกเฉพาะว่า Grinders โดย Grinders นั้นก็มีกันหลายกลุ่มอีกนะครับ คือกลุ่มที่ดัดแปลงร่างกายด้วยวิธีง่ายๆ (อย่างที่เล่าไปแล้ว) หรือกลุ่มที่ดัดแปลงร่างกายด้วยเทคโนโลยีล้ำๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาผสมผสานกับร่างกายตัวเอง นักวิทยาศาสตร์คนดังที่เป็นแนวหน้าเรื่องนี้มีหลายคน ตัวอย่างเช่น เควิน วอร์วิค (Kevin Warwick) ซึ่งเป็นนักวิจัยและวิศวกรชาวอังกฤษ เขาศึกษาถึง ‘อินเตอร์เฟซ’ หรือตัวเชื่อมต่อระหว่างระบบคอมพิวเตอร์กับระบบประสาทของมนุษย์ ซึ่งทำงานทั้งนำเอารูปแบบของระบบประสาทมาจำลองลงไปในหุ่นยนต์ (ในศาสตร์ที่เรียกว่า Robotics ซึ่งจริงๆ ก็เป็นศาสตร์ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายมิติ) และ ‘ต่อเชื่อม’ ระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆ เข้าไปในร่างกายของมนุษย์

ตัวอย่างหนึ่งของ Biohacking ที่วอร์วิควิจัย ก็คือการกระตุ้นสมองเชิงลึก หรือ Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งเป็นการปลูกถ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Neurostimulator หรือเครื่องกระตุ้นระบบประสาท ลงไปในสมองของผู้ป่วยโรคต่างๆ เช่น พาร์กินสัน โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) หรือกระทั่งโรคซึมเศร้าแบบร้ายแรง แบบนี้เป็น Biohacking ที่เข้าไปช่วยเปลี่ยนแปลงการทำงานของร่างกาย (ซึ่งก็สัมพันธ์กับความคิดจิตใจอีกต่อหนึ่ง)

แต่นอกจากเรื่องทางกายแล้ว Biohackers อีกกลุ่มหนึ่งยังพยายาม ‘แฮ็ค’ ร่างกาย เพื่อให้ตัวเองมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากขึ้นด้วย ขบวนการนี้เรียกว่าขบวนการแบบ ‘เหนือมนุษย์’ หรือTranshumanist คือการเปลี่ยนสภาวะของมนุษย์ด้วยการนำเทคโนโลยีใส่เข้าไปในร่างกาย แล้วเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิดหรือการทำงานของสมองต่างๆ ที่จริงแนวคิดนี้ไม่ใช่ของใหม่ คนที่เป็น ‘แนวหน้า’ ของการแฮ็คร่างกายในแนวนี้ คือมาร์วิน มินสกี้ (Marvin Minsky) เคยทดลองอะไรทำนองนี้มาตั้งแต่ทศวรรษหกศูนย์แล้ว (ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว) แต่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในยุคปัจจุบัน ทำให้ขบวนการนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือขบวนการ Tranhumanism นี้ สามารถ ‘ผสม’ เข้ากับแนวคิดอื่นๆ ได้ด้วย เช่นสมาคมชื่อ Mormon Transhumanist Association หรือ MTA ที่รวม Transhumanism เข้ากับคำสอนแบบมอร์มอน ซึ่งมอร์มอน (อย่างน้อยก็สายนี้) เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยนำมนุษย์ให้เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Theosis หรือภาวะเทพได้ทั้งในทางร่างกายและทางจิตวิญญาณด้วย

จะเห็นได้ว่า ในความหมายกว้าง Biohacking นั้นสามารถกินความกว้างไกลได้ตั้งแต่การอดอาหาร จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับกิจกรรม กระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงร่างกายและความคิดจิตใจตัวเองด้วยการ ‘โมดิฟาย’ ร่างกาย

 

เราอาจยังไม่ค่อยเห็น Biohacking ในสังคมไทยสักเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าเทรนด์นี้น่าจะ ‘มา’ และน่าจะก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมาย ตั้งแต่อะไรคือ Biohacking บ้าง ไปจนถึงกระทั่งถึงแง่มุมด้านจริยธรรมและศีลธรรมต่างๆ เพราะถูกมองว่ามนุษย์เข้าไปก้าวก่ายกับผลงานของพระเจ้า ทั้งที่มันก็คือร่างกายของมนุษย์เรานี่เอง

Author

Tomorn Sookprecha

โตมร ศุขปรีชา - บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล และคอลัมนิสต์