fbpx
รู้จักทฤษฎีการประมูล: ออกแบบตลาดฉบับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล

รู้จักทฤษฎีการประมูล: ออกแบบตลาดฉบับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

โดยนิยามแบบกระแสหลัก เศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด การแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีตลาดซึ่งเป็นจุดพบปะระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่วิธีการที่จะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปอยู่ในมือคนที่เห็นค่าของมันมากที่สุดก็หนีไม่พ้น “การประมูล”

การประมูลไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ มีหลักฐานบันทึกว่ามนุษย์เรารู้จักการประมูลตั้งแต่สมัยกรีกหรือราว 2,500 ปีก่อน แถมวิธีการประมูลก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา ดูไม่น่าจะหาช่องทางพัฒนาไปได้ไกลกว่าการให้ผู้เข้าร่วมประมูลชูป้ายราคาแข่งกันเสนอซื้อ หรือประมูลลับแบบใส่ซองเพื่อหาผู้ที่เสนอราคาสูงที่สุด

แต่ผู้เขียนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อผู้ได้รับรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2563 คือพอล อาร์. มิลกรอม (Paul R. Milgrom) และโรเบิร์ต บี. วิลสัน (Robert B. Wilson) สองนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ที่เปิดพรมแดนความรู้ด้านทฤษฎีการประมูลในโลกวิชาการและคิดค้นการประมูลรูปแบบใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรในโลกจริง

ทฤษฎีการประมูลคืออะไร มีบทบาทและความสำคัญอย่างไรในการจัดสรรทรัพยากรทั้งในอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน

ทำไมต้องมีทฤษฎีการประมูล?

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเราต้องประมูลเพื่อทำการซื้อขายสิ่งของ ให้ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ หรือใครสักคนกำหนดราคามาไม่ง่ายกว่าหรือ?

คำตอบก็คือคงง่ายกว่าจริงๆ แต่สินทรัพย์เหล่านั้นอาจขายไม่ได้เพราะผู้เชี่ยวชาญตั้งราคาไว้สูงไป หรือการจัดสรรอาจไม่มีประสิทธิภาพเพราะคนที่ได้ไปอาจไม่ใช่คนที่ให้ ‘คุณค่า’ แก่ของชิ้นนั้นมากที่สุด นี่คือเหตุผลที่การประมูลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการหา ‘ผู้ซื้อที่เหมาะสมที่สุด’  รวมถึงการหา ‘ผู้ให้บริการที่ดีที่สุด’ ในมุมของการจัดซื้อจัดจ้าง

กลไกการประมูลประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก อย่างแรกคือ รูปแบบ ซึ่งหมายถึงกฎในการประกาศราคา วิธีที่ผู้เข้าร่วมประมูลจะเสนอซื้อ ไปจนถึงการสรรหาผู้ชนะประมูล หากยังจินตนาการไม่ออกลองนึกถึงการประมูลแบบอังกฤษที่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องแข่งขันกันเสนอราคาให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งได้ราคาสูงสุดและไม่มีใครเสนอราคาที่สูงกว่า ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดก็จะชนะประมูลและได้ของชิ้นนั้นไป

อย่างที่สองคือ ข้อมูลข่าวสาร เพราะผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละรายย่อมมีข้อมูลในมือไม่เท่ากัน ข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วย มูลค่าเฉพาะบุคคล (private values) ซึ่งขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนและไม่ผันแปรไปตามมูลค่าของผู้เสนอซื้อคนอื่นๆ (ตัวอย่างเช่น งานศิลปะ) และมูลค่าสามัญ (common value) ซึ่งเปรียบเสมือนราคากลางของสินทรัพย์ชิ้นนั้น (ตัวอย่างเช่น สินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน) ข้อมูลดังกล่าวจะถูกแบ่งปันให้แก่คนอื่นๆ จากการเสนอราคาซื้อขณะประมูล ที่จะสะท้อนว่าผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละคนมองว่าราคาของสินทรัพย์ที่ควรจะเป็นนั้นอยู่ที่เท่าไหร่

การศึกษาการประมูลยุคแรกเริ่มคือการพิจารณาว่ารูปแบบการประมูลที่ใช้อยู่ทั่วไปจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งรูปแบบมาตรฐานที่โรงประมูลภาคเอกชนเลือกใช้คือการประมูลแบบอังกฤษดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น กระบวนการดังกล่าวคือภาพกลับของการประมูลแบบดัทช์ (Dutch auction) ที่เริ่มจากการตั้งราคาสูงลิ่ว แล้วค่อยๆ ลดลงมาจนกว่าจะมีผู้เสนอซื้อเป็นคนแรก

การประมูลทั้งสองแบบข้างต้นจะเป็นการเสนอราคาแบบเปิดเผย แต่ยังมีการประมูลอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการเสนอราคาโดยลับ หรือที่เราคุ้นหูกันว่า ‘ยื่นซองประมูล’ ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างงานภาครัฐ โดยรัฐจะตัดสินใจเลือกบริษัทที่ทำงานได้ตามเงื่อนไขและยื่นซองประมูลในราคาต่ำที่สุด

เป้าหมายของการประมูลภาคเอกชนนั้นตรงไปตรงมาคือการหาผู้ซื้อที่เสนอราคาสูงสุดเพื่อแสวงหากำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่การประมูลของภาครัฐอาจมีเป้าหมายแตกต่างกันออกไป เช่น การประมูลสัมปทานคลื่นความถี่ ที่นอกจากจะเป็นการหาเงินเข้าคลังแล้ว ยังต้องการให้ผู้ชนะการประมูลนั้นนำสัมปทานที่ได้ไปใช้สร้างประโยชน์สูงสุดในระยะยาวให้กับสังคม

การออกแบบการประมูลจึงมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่าที่เราคิด และสองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลก็ได้กรุยทางสร้างการประมูลรูปแบบใหม่ที่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ประมูลสินทรัพย์ส่วนรวมเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่สังคม และภาคเอกชนเองก็นำไปใช้ประมูลการซื้อขายไฟฟ้าและตราสารหนี้ผิดนัดชำระ ดีลเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาลและการเพิ่มประสิทธิภาพหลักไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็นับว่าคุ้มค่า

 

มูลค่าเฉพาะบุคคล VS มูลค่าสามัญ

 

ผู้วางรากฐานทฤษฎีการประมูลคือวิลเลียม วิคครีย์ (William Vickrey) นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 2539 เขาได้พัฒนาแบบจำลองการประมูลที่ผู้ร่วมประมูลมีแต่มูลค่าเฉพาะบุคคลเท่านั้น กล่าวคือ ราคาที่ผู้ร่วมประมูลจะเสนอนั้นเป็นอิสระจากราคาที่ผู้ร่วมประมูลคนอื่นเสนอซื้อระหว่างการประมูล

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น บัตรจับมือแบบเอ็กคลูซีฟกับไอดอลชื่อดัง ซึ่งราคาที่แต่ละคนยินดีจะจ่ายก็ย่อมขึ้นกับความชื่นชอบศิลปินวงนั้น หากผมไม่รู้จักไอดอลกลุ่มดังกล่าวเลยแม้แต่นิดเดียว บัตรดังกล่าวก็มีค่าไม่ต่างจากเศษกระดาษและผมจะไม่ยอมควักสตางค์ออกจากกระเป๋าแน่ๆ ในขณะที่เหล่าแฟนคลับอาจแย่งชิงบัตรนั้นโดยยอมจ่ายเท่าที่เงินในบัญชีจะมี ซึ่งอาจารย์วิคครีย์ผู้ล่วงลับได้ให้ข้อสรุปว่า หากผู้ร่วมประมูลมีแต่มูลค่าเฉพาะบุคคล ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมูล ไม่ว่าจะเป็นแบบอังกฤษหรือดัทช์ก็จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงอย่างมาก เพราะการประมูลสินทรัพย์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ สัมปทาน หรือตราสารทางการเงิน ผู้เข้าร่วมประมูลย่อมมองเห็นมูลค่าสามัญที่เท่ากัน แต่อาจแตกต่างกันตามปริมาณของข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ตัวอย่างเช่น การสัมปทานแหล่งแก๊สธรรมชาติ ผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละคนอาจประเมินคุณภาพและปริมาณของแหล่งแก๊สดังกล่าวตามความเชี่ยวชาญหรือข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในมือ

ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าไหร่ ข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าสามัญของสินทรัพย์ดังกล่าวก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละคนย่อมหวงแหนข้อมูลสำคัญเหล่านี้ แต่ในระหว่างการประมูลแบบเปิด ข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าสามัญจะเปิดเผยออกมาผ่านการส่งสัญญาณเพิ่มราคาเสนอซื้อ

นี่คือที่มาของปรากฎการณ์ ‘คำสาปของผู้ชนะ (winner’s curse)’ เพราะผู้ชนะประมูลคือผู้ที่เสนอราคาสูงสุด นั่นหมายความว่าราคาที่เสนอดังกล่าวอาจมากกว่าหรือเท่ากับมูลค่าสามัญตามประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่น ดังนั้น ผู้ชนะการประมูลก็ไม่ต่างจากพวกมองโลกในแง่ดี และต้องเสียเงินแพงกว่ามูลค่าสามัญของสินทรัพย์ที่ชนะประมูลไป โรเบิร์ต วิลสัน ศึกษาการประมูลบนสมมติฐานดังกล่าวและพบว่าภายใต้ภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง หรือมีความแตกต่างระหว่างข้อมูลของผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละคน ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้เข้าร่วมประมูลมักจะเสนอราคาอย่างระมัดระวังจนทำให้ราคาสุดท้ายต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากทุกคนต่างเกรงกลัวว่าตนจะต้องเสียค่าโง่จากการชนะประมูล

พอล มิลกรอม ขยับแบบจำลองให้เข้าใกล้โลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น โดยสร้างกรอบแนวคิดของการประมูลที่มีทั้งมูลค่าเฉพาะบุคคลและมูลค่าสามัญ เขาพบว่าข้อมูลที่ถูกเปิดเผยผ่านการส่งสัญญาณเสนอซื้อระหว่างการประมูลนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะบรรเทาปัญหาคำสาปของผู้ชนะ ดังนั้น การประมูลแบบอังกฤษจึงจะปิดการประมูลที่ระดับราคาสูงกว่าการประมูลแบบดัทช์ เพราะการประมูลแบบดัทช์นั้นไม่มีการส่งสัญญาณเสนอซื้อระหว่างการประมูลนั่นเอง

ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือความสำคัญของข้อมูลที่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนมีในกระบวนการประมูล ผู้ดำเนินการประมูลจึงควรจัดหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมูลค่าของสินทรัพย์แก่ผู้เข้าร่วมประมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนที่จะเริ่มการประมูล เช่น ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอิสระเกี่ยวกับมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกประมูล เพราะยิ่งผู้เข้าร่วมประมูลมีข้อมูลในมือมากเท่าไหร่ ราคาปิดประมูลก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

 

นวัตกรรมการประมูล กรณีการจัดสรรคลื่นความถี่ในสหรัฐอเมริกา

 

ทฤษฎีการประมูลมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในภาคธุรกิจ หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐต้องการหาวิธีจัดสรรคลื่นความถี่ที่สมดุลทั้งการสร้างรายได้ให้รัฐและการใช้โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยรวม

แรกเริ่มเดิมที รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้วิธีคัดเลือกโดยคณะกรรมการพิจารณาตามความเหมาะสม นำไปสู่การวิ่งเต้นใช้เส้นสายเพื่อให้ได้รับคัดเลือกซึ่งแทบไม่สร้างรายได้เข้าคลัง ต่อมาเมื่อจำนวนบริษัทมีมากขึ้น รัฐบาลจึงเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกเป็นการจับฉลาก แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะทำให้ทุกบริษัทมีโอกาสได้รับจัดสรรอย่างเท่าเทียม แต่ก็นับว่าไร้ประสิทธิภาพเนื่องจากแต่ละพื้นที่จัดสรรคลื่นความถี่ให้ผู้ให้บริการคนละราย สร้างความปวดหัวให้กับรายใหญ่ที่ต้องการให้บริการครอบคลุมทั้งประเทศ เช่นเดียวกับประชาชนที่ต้องการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจึงเกิด ‘ตลาดมือสอง’ ขนาดยักษ์เพื่อซื้อขายคลื่นความถี่ระหว่างภาคเอกชน เงินที่ควรจะเข้ากระเป๋ารัฐบาล จึงกลายเป็นลาภลอยของบริษัทที่โชคดี

แต่การประมูลคลื่นความถี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัมปทานคลื่นความถี่มีองค์ประกอบทั้งมูลค่าเฉพาะบุคคลและมูลค่าสามัญ อีกทั้งมูลค่าที่เอกชนยินดีจะจ่ายยังขึ้นอยู่กับว่าสัมปทานคลื่นความถี่ในพื้นที่ข้างเคียงถือครองโดยบริษัทใด แต่หากจะให้สัมปทานโดยไม่แบ่งพื้นที่ให้บริการก็จะนำไปสู่การผูกขาด ทำลายการแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าและบริการในอนาคต

มิลกรอมและวิลสันจึงเสนอการประมูลรูปแบบใหม่ คือ การประมูลทุกสัมปทานพร้อมกันแบบหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round Auction หรือ SMRA) ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลจะสามารถส่งคำเสนอซื้อได้ทุกสัมปทานทั่วประเทศ โดยการประมูลจะแบ่งเป็นรอบๆ ตามเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หลังจากที่หมดเวลาในแต่ละรอบ ผลลัพธ์ของการประมูลจะเปิดเผยต่อผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหมดเพื่อให้ทุกคนทราบว่าคนอื่นยื่นข้อเสนอที่มูลค่าเท่าไหร่ ข้อมูลดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสที่สัมปทานจะถูกจัดสรรให้ผู้เสนอซื้อที่มีให้คุณค่ากับสัมปทานเหล่านั้นมากที่สุด

ความโดดเด่นของ SMRA คือจะไม่มีการกำหนดจุดสิ้นสุดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะนำเอา ‘มูลค่าเสนอซื้อ’ ของผู้ร่วมประมูลรายอื่นมาปรับกลยุทธ์ของตนเอง โดยจะประมูลไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหมดไม่ส่งคำสั่งซื้อ นั่นคือรอบสุดท้ายของการประมูล

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐ (Federal Communications Commission) ริเริ่มการใช้การประมูลแบบ SMRA ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2537 เพื่อประมูลสัมปทาน 10 แห่ง โดยมีการประมูลทั้งสิ้น 47 รอบ สร้างรายได้ให้รัฐ 617 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าเป็นตัวเลขมหาศาลหากเทียบกับการจับฉลากหรือการพิจารณาอนุมัติโดยคณะกรรมการที่รัฐแทบไม่ได้อะไร

ความสำเร็จจากการประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ครั้งนั้น ทำให้การประมูลแบบ SMRA ได้รับความนิยมและถูกนำไปปรับใช้จริงในการประมูลคลื่นความถี่ในหลายประเทศทั่วโลก แต่การคิดค้นวิธีประมูลแบบใหม่ก็ยังไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเข้าศตวรรษใหม่ มิลกรอมและคณะก็ได้เสนอวิธีการประมูลแบบคล็อค (Clock Auction) โดยแบ่งการประมูลออกเป็นหลายช่วงเพื่อแก้ไขปัญหาการประมูลสินค้าเป็นกลุ่มและลดเวลาการประมูลให้กระชับขึ้น

ทฤษฎีการประมูลมีบทบาทมากขึ้นในการจัดสรรทรัพยากรสาธาณะทั่วโลก สำหรับประเทศไทย การประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ก็ใช้วิธีการประมูลมาตลอดตั้งแต่ปี 2555 และคาดว่าในปี 2564 ก็จะมีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 3500 Mhz เพื่อรองรับบริการเทคโนโลยี 5G ในห้วงเวลาแบบนี้ การกลับไปทำความเข้าใจทฤษฎีการประมูลอย่างจึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง

เพราะปัญหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นกับการประมูลในไทย ก็อาจทำให้ทั้งมิลกรอมและวิลสันต้องเกาหัวด้วยความสงสัยอยู่ไม่น้อย

 

เอกสารประกอบการเขียน

Scientific Background: Improvements to auction theory and inventions of new auction formats

Popular science background: The quest for the perfect auction

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save