fbpx

เมื่อไรจะยอมรับความจริง สังคมล้าหลัง ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้

“ถึงคุณ…คนธรรมดา

มาร่วมเฉลิมฉลอง ‘ความเป็นคนธรรมดา’ กันเถอะ ที่จริงแล้วคนธรรมดานี่แหละที่สร้างชาติสวีเดนมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างที่คุณอาจจะทราบว่าประชาธิปไตยของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของคนธรรมดาที่มารวมกันเพราะความเข้าใจเดียวกันเรื่องการเคารพสิทธิมนุษชน หลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออกและความเท่าเทียม

ระบบรัฐสวัสดิการของสวีเดนเองก็ถูกสร้างมาเพื่อคนธรรมดาและดำเนินการได้ด้วยภาษีที่คนธรรมดาจ่าย โดยมุ่งหวังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและดูแลพลเมืองทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย

สถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

สถานทูตธรรมดา เพื่อคนธรรมดา โดยคนธรรรมดา “


เอาที่สบายใจก็แล้วกัน จะปลุกขวัญ ปลอบใจอย่างไรก็ว่าไป การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเป็นเพียงแค่การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ไม่สามารถสะท้อนไปถึงการเมืองสนามใหญ่ในระดับชาติ หรือการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น จริงหรือไม่อีกไม่นานเกินรอคงรู้กัน

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธไปได้เลยว่า 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมากมายจริงๆ

ลึกๆ แล้วฝ่ายจารีตซึ่งสนับสนุนระบอบปกครองเผด็จการอำนาจนิยมอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คงจะเริ่มล่วงรู้ถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้น จึงดิ้นเฮือก โอดโอยโวยวายด้วยความตื่นตระหนกผ่านสื่อรอยัลลิสต์ กระบอกเสียงฝ่ายนิยมเจ้าราวกับไซง่อนใกล้แตก

จะเป็นจะตายกันเหมือนจะเสียกรุง บ้านเมืองพังแน่เพียงเพราะคนกรุงเทพฯ เลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม. บางคนที่เคยขับไล่ไสส่งผู้ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากตัวเองถึงกับออกปากลั่น ลาแล้วเมืองไทยขอไปอยู่ต่างประเทศดีกว่า

คลุ้มคลั่งถึงขนาดเรียกร้องต้องการให้กองทัพทำรัฐประหารก็มี เลือกตั้งแพ้ คนไม่แพ้ถึงกับขอแรงทหารออกมาช่วยล้มกระดานกันหน้าตาเฉยโดยไม่มีใครสนใจไปเอาผิด

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เป็นอีกหนหนึ่งที่กลุ่มขวาจัดอนุรักษนิยมสุดขั้วได้หยิบยกเอาความจงรักภักดีหรือประเด็นเกี่ยวด้วยสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาหาเสียงขอคะแนน มีรอยัลลิสต์คนดังออกมาโปรโมต เชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนอย่างโจ่งแจ้ง

แต่สุดท้ายก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ยับเยินเช่นครั้งก่อนๆ

ชัยชนะอย่างท่วมท้นถล่มทลายของนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้สมัครรับเลือกตั้งอิสระ มิได้สังกัดพรรคการเมืองใด ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายเสรีนิยม ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

วิกฤตการณ์โควิดทำให้ผู้คนรู้เช่นเห็นชาติว่าในยามวิกฤตมีใครอยู่ดูดำดูแดงกับประชาชนบ้าง การลุกขึ้นเรียกร้องต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ซึ่งได้รับผลตอบแทนด้วยการปราบปรามจับกุมคุมขังเยาวชน หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่  ระบอบปกครองวิปริตผิดเพี้ยน ผู้ปกครองไม่อยู่ในทำนองคลองธรรมนำประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความเสื่อมถอย ประชาชนทุกข์ยากเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ฯลฯ ขับดันนำมาสู่ความเป็นไปในวันนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคมไทย ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการปล่อยไว้เป็นปัญหาให้กับคนรุ่นหลังอีกต่อไป

แม้จะเป็นเพียงการสื่อสารเล่นกับกระแสไวรัลบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยมิได้มีเจตนาเป็นอื่น แต่โพสต์ข้อความถึง ‘คุณ…คนธรรมดา’ ของสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ทำเอาหลายคนหน้าชา จุกและเจ็บไปตามๆ กัน

เจ็บและจุก เพราะอีกบ้านเมืองหนึ่ง ประชาชนคนธรรมดาต่างต้องเผชิญกับชะตากรรมอันมืดมนบนผืนแผ่นดินซึ่งคนไม่ธรรมดาเขียนประวัติศาสตร์อ้างว่า เป็นผู้สร้างชาติมาจนถึงทุกวันนี้ และอย่างที่รู้กันว่าเผด็จการอำนาจนิยมของพวกเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานของเทพเทวดา จึงมิได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ไม่เคารพหลักนิติธรรม ไม่แยแสสนใจเสรีภาพในการแสดงออกและความเท่าเทียม

สังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ ไร้ระบบรัฐสวัสดิการ ถูกสร้างมาเอื้อประโยชน์เพื่ออภิสิทธิ์ชน และดำเนินการได้ด้วยภาษีที่คนธรรมดาจ่าย เพื่อดูแลเทพเทวาคนไม่ธรรมดาทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย

หน้าชาและอับอายกับสภาพการณ์บ้านเมืองถอยห่างทางอารยธรรม ไกลจากความศิวิไลซ์ออกไปทุกที ไม่น่าเชื่อที่ปี พ.ศ. นี้แล้ว บางประเทศผู้คนยังดำรงชีวิตอยู่ราวกับกำลังเล่นลิเกหรือแสดงละครพีเรียด อยากรักษาสังคมบรรพกาลเอาไว้ก็จับกุมคุมขัง ทำได้กระทั่งคุกคามทำร้าย เอาชีวิตฝ่ายตรงกันข้าม ปรารถนาอำนาจก็ทำรัฐประหารปล้นชิงเขามา

ป่าเถื่อนขนาดไหนลองคิดดู

ไม่เว้นแม้แต่พวกสันหลังหวะ แสลงใจ จุกและเจ็บเมื่อมีใครพูดถึงประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม เสรีภาพและความเท่าเทียมกัน

ไม่โกหกตอแหลหรือดัดจริต หากเลือกได้ คงไม่มีไอ้บ้าหน้าโง่ที่ไหนหรอกอยากจะเกิดมามีชีวิตอยู่ในสังคมด้อยพัฒนา บ้านเมืองซึ่งประชาชนคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชาติขาดไร้หลักประกันความมั่นคงในชีวิต อภิสิทธิ์ชนคนส่วนน้อยผูกขาดอำนาจรัฐ ทรัพยากรและความมั่งคั่งเอาไว้

ถ้าเข้าใจปัญหาประชาชนสักนิด คิดถึงหัวอกชาวบ้านสักหน่อยคงไม่ออกมาพูดหรอกว่า “วันนี้คนบางคนชอบความขัดแย้ง ขอเบาๆ ลงหน่อย บอกลูกหลาน เด็กรุ่นใหม่เขาจะคิดอีกแบบ คิดแบบคอมพิวเตอร์ คิดเร็ว ที่สำคัญคือครอบครัว ปู่ ย่า ตา ยาย เลี้ยงมาแทบตายกว่าจะโตแล้วทิ้งได้หรือไม่ ไม่ได้ นี่คือสังคมไทย ความเป็นอัตลักษณ์ คนต่างประเทศอยากมาอยู่ประเทศไทย อากาศสบายๆ ลองไปอยู่ต่างประเทศตอนนี้ตาย หนาวตายไม่เคยอยู่ ภาษีเป็นกี่เท่าของเรา พลังงานแพงเข้าไปอีก ต้องเปิดฮีตเตอร์มีเงินจ่ายเหรอ คนรวยๆ ก็ช่างไปเถอะ อยากไป ไป นี่คือแผ่นดินที่เราเกิดมา หากินที่นี่ ตายที่นี่ นี่คือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของเรา นายกฯ คิดแค่นี้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนทุกคน บ๊ายบาย ซาโยนาระ…”

เพราะคิดน้อย คิดได้เพียงแค่นี้นี่แหละ ถึงพ่ายแพ้เลือกตั้ง ประเทศชาติบ้านเมืองจึงประสบพบกับความวิบัติ เสื่อมถอยทุกขณะ

ถามจริงๆ เถอะ 8 ปีนับแต่รัฐประหารแย่งชิงอำนาจเขามา นอกจากท่องคาถาอยู่สามสี่คำ กับทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจวาสนาแล้ว ได้แสดงความรู้ความสามารถอะไรที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนคนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นมาบ้าง

ประชาธิปไตยซึ่งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออกและความเท่าเทียมกันจึงเป็นสิ่งที่หนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ปรารถนา ไม่เว้นแม้แต่วิญญูชนคนทั่วไปซึ่งรู้ผิดชอบชั่วดี มีเหตุมีผล

บางคนก็แปลก ทั้งๆ ที่ต่างล้วนเป็นมนุษย์ขี้เหม็น คนเดินดินเหมือนกันนี่แหละ ใช่ว่าจะเหาะเหินเดินอากาศได้เสียที่ไหน แต่กลับปฏิบัติตนเสมือนไม่ใช่มนุษย์ปุถุชน แบกหามกันจนเป็นเทพเทวดา คนไม่ธรรมดาไปเสียฉิบ

หามเสลี่ยงด่าสลิ่ม ตั้งตัวเป็นนางแบก-นายแบกกันด้วยความภาคภูมิใจ

แบกพ่อไม่พอ ยังต้องมาหามเสลี่ยงพาลูกเหาะไปสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ ขายฝันโดยปราศจากความกล้าหาญทางอุดมการณ์ อ้างประชาธิปไตยแต่กลับยอมรับได้กับความไม่เท่าเทียมกัน

บ้านเมืองนี้ประหลาด ผู้คนออกมาแสดงความคิดอ่านเพื่อหวังจะปฏิรูป ปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้น กลับไปจับกุมคุมขังเข้าคุกเข้าตะรางด้วยข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จนเกิดภาพความร้าวฉานระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชน

ไม่มียุคไหนสมัยใดอีกแล้วที่ประชาชนถูกดำเนินคดีในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ราษฎรมีความแตกต่างทางความคิดในประเด็นเกี่ยวด้วยสถาบันกษัตริย์มากไปกว่ายุคสมัยนี้อีกแล้ว

ที่เคยกล่าวอ้างคนไทยทั้งประเทศหรือประชาชนส่วนใหญ่ จึงเป็นเรื่องอดีตกาลนานมาแล้วเสียมากกว่า      

อ่อนไหวกันจังกับคลิปโปรโมตแคมเปญลดราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ช ลาซาด้า เอะอะตึงตังออกมาเรียกร้องต้องการให้ดำเนินการเฉียบขาดอย่างโน้นอย่างนี้ โดยไม่รู้ว่ามีกฏหมายข้อใดให้เอาผิด เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” 

ไม่มีหรอกความผิดฐานจาบจ้วงล่วงละเมิดบุคคลอื่นหรือหมิ่นสถาบันที่อุปโลกน์ขึ้นมากล่าวหากันจนเคยชิน

สภาพการณ์บ้านเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หลักนิติธรรมถูกย่ำยี สิทธิมนุษยชนถูกละเมิด ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกและปราศจากความเท่าเทียมกันกำลังกัดกร่อนทำร้ายประเทศชาติไปเรื่อยๆ โดยที่บรรดารอยัลลิสต์ไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่ปกป้องประโยชน์ของตนจนลืมมองไปว่าโลกเขาเปลี่ยนแปลง พัฒนาก้าวไกลไปถึงไหนแล้ว

จากชาติที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจับตาว่าจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชียค่อยๆ อ่อนเปลี้ยเสียขา กลายเป็นแมวขี้โรคพิกลพิการจากวิกฤติเศรษฐกิจ-การเมือง รัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าและสภาพบ้านเมืองที่ล้าหลังไม่เอื้อให้เกิดพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม

วันนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเป้าหมายแรกในภูมิภาคนี้สำหรับนักลงทุนต่างชาติอีกต่อไป

ดีทรอยต์แห่งเอเชียกำลังเป็นอดีตให้คนรุ่นก่อนเล่าขานกันด้วยความภาคภูมิใจในโลกสมัยใหม่ที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า

สังคมที่ล้าหลัง มีปัญหาคุณภาพการศึกษา ไร้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นของตัวเอง ระบบเส้นสายผูกขาดปราศจากการแข่งขันเสรี และการทุจริตคอร์รัปชันทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้

ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวพันไปถึงระบอบเก่าที่พยายามปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกัน ท่ามกลางคำถามว่าพัฒนาการศึกษาทำให้คนมีคุณภาพแล้วใครหน้าไหนมันจะไปหมอบกราบละ แข่งขันเสรีปราศจากการผูกขาด ไม่โกงบ้านกินเมืองไม่ชักหัวคิวกินเปอร์เซ็นต์แล้วจะส่งส่วยตามลำดับชั้นได้อย่างไร

เมื่อไรจะยอมรับความจริงกันเสียที

MOST READ

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

Politics

12 Sep 2018

ความจริง ความเชื่อ และความเจ็บป่วยของ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’

อายุษ ประทีป ณ ถลาง เขียนถึงชะตากรรมของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฐานะนักวิชาการผู้ยืนหยัดในอุดมการณ์มาร่วม 40 ปี แต่กลับต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย (และล้มป่วย) อยู่ในต่างแดน

อายุษ ประทีป ณ ถลาง

12 Sep 2018

Politics

14 Jul 2020

การเกิดอีกครั้งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ธนาพล อิ๋วสกุล เขียนถึงการเปลี่ยนความหมายของจอมพล ป. พิบูลสงครามจาก ‘ผู้ร้ายในประวัติศาตร์การเมืองไทย’ มาเป็นนายทหารฝ่ายคณะราษฎรที่สามารถกำราบฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติอย่างราบคาบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแหลมคมการเมืองร่วมสมัยของไทย

ธนาพล อิ๋วสกุล

14 Jul 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save