fbpx

โรงเรียนที่สร้างรอยยิ้มให้เด็กไม่ได้ จะกลายเป็นโรงเรียนที่ไม่มีใครอยากเรียน – อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์

อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์

“โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน..”

ข้างต้นคือหนึ่งในบทเพลงอมตะที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย เรายังคงจดจำ ฮัมตาม และได้ยินคนนำกลับมาสอนเด็กรุ่นใหม่ร้องเล่นกันอยู่เสมอ ใจความท่ามกลางประโยคเรียบง่ายฉายภาพบรรยากาศโรงเรียนอันอบอุ่น คุณครูยิ้มแย้ม และเด็กๆ ผู้กระตือรือร้นอยากเข้าเรียน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นภาพอุดมคติสูงสุดของสังคมโรงเรียนไทยที่ทุกฝ่ายมีร่วมกัน

กระนั้น เคียงคู่มากับความเป็นอมตะของบทเพลง เนื้อร้องของมันก็ถูกปรับเปลี่ยน ล้อเลียนในหลากหลายรูปแบบตลอดมา ราวกับว่าสถานศึกษาทุกวันนี้ไม่เคยเป็นสถานที่ ‘น่าอยู่’ แม้แต่คุณครูก็อาจไม่ได้ ‘ใจดี’ กับเราสักเท่าไหร่นัก เนื้อแท้ของโรงเรียนที่ผู้เรียนสัมผัสได้ – เมื่อปลอดพ้นไปจากเสียงหัวเราะร่วมกับผองเพื่อนวัยเดียวกัน – คือบรรยากาศการแข่งขัน ความกดดัน และความกลัว

เรากลัวการทำผิดพลาด กลัวการถูกดุด่าเพราะไม่ดีพอ กลัวว่าครูจะยกโทรศัพท์ต่อสายหาพ่อแม่ในสักวันหนึ่ง และที่มากไปกว่านั้น คือบ่อยครั้งนักเรียนส่งเสียงสะท้อนว่าเป็นครูเองที่ทิ้งบาดแผลในใจอันยากจะลบเลือนไปจนโต ทั้งหมดนี้คือเครื่องบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง ในระบบการศึกษาที่ผ่านมาไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่นัก

หากเรามองว่าช่วงชีวิตอย่างน้อย 15 ปี วันละ 8 ชั่วโมงในรั้วโรงเรียนสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์สักคนให้เติบโตมาพร้อมพื้นฐานด้านจิตใจที่แข็งแรง และความกลัวไม่(เคย)ใช่เครื่องมือที่ดีในการบ่มเพาะคน คำถามคือเราจะทำอย่างไรให้โรงเรียนกลายเป็นสถานที่น่าอยู่ ครูจะสร้างความอุ่นใจ ความเข้าอกเข้าใจ และส่งต่อความรู้เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีสู่ครอบครัวนักเรียนได้อย่างไร

นี่คือโจทย์ที่ อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ นักจิตวิทยาเชิงบวกผู้ก่อตั้ง Life Education สนใจและนำมาต่อยอดเป็นโครงการ Famskool แพลตฟอร์มพัฒนานวัตกรรมสร้างสัมพันธภาพอันดีภายในโรงเรียน บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าระบบการศึกษายุคใหม่ หัวใจสำคัญคือการสร้างรอยยิ้มให้เด็กได้ในทุกๆ วัน และครูมีหน้าที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ เชื่อมต่อกับครอบครัว นอกเหนือไปจากการพร่ำสอนเรื่องวิชาการ



คุณทำงานด้านการประยุกต์ใช้จิตวิทยาเชิงบวกในระบบการศึกษาผ่านองค์กร Life Education มาก่อน สำหรับ Famskool ต่างออกไปอย่างไร มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน

โครงการ Famskool เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในองค์กร Life Education เกิดจากการพยายามค้นหาว่าอะไรคือช่องว่างในระบบการศึกษาภาพใหญ่ที่ทำให้ยากต่อการขับเคลื่อนเรื่องความงอกงามหรือความแข็งแรงทางจิตใจของเด็ก ซึ่งก่อนหน้าที่เราจะนำเรื่องนี้มาทำงานร่วมกับ สสส. ทาง Life Education เคยทําวิจัยเชิงปฏิบัติการชิ้นหนึ่ง เป็นการประยุกต์ใช้แนวทางการพัฒนาเด็กของ ป้ามล – ทิชา ณ นคร ที่บ้านกาญจนาภิเษก มาใช้กับโรงเรียนปกติ โดยเราออกแบบกระบวนการร่วมกับป้ามลมาทำงานร่วมกับครูและนักเรียนผ่านกิจกรรมทั้งหมดเก้าครั้งและหนึ่งในนั้นมีกระบวนการทำงานร่วมกับครอบครัว

ข้อสังเกตของเราคือปฏิกิริยาของครูประจำชั้นและผู้อำนวยการเมื่อได้ยินว่าจะเชิญครอบครัวมาร่วมกิจกรรม ทุกคนพูดตรงกันว่ายากนะครับ ไม่ใช่แค่เพราะโรงเรียนที่เราทำงานด้วยตอนนั้นเป็นโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร พ่อแม่ส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ ส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่กับลูก แต่เพราะปกติเวลาเด็กมีปัญหา เรียกผู้ปกครองมาพบก็ยังไม่ค่อยจะมากัน ยิ่งเป็นเด็กมัธยม พ่อแม่ยิ่งไม่อยากมาพบครู แต่เราก็ยืนยันว่าต้องจัดกระบวนการทำงานร่วมกับครอบครัวด้วย

พอถึงเวลาจัดกิจกรรม เราก็ให้เด็กเป็นคนไปชวนครอบครัวมาเอง โดยบอกชัดเจนว่าเราชวนพ่อแม่มา ไม่ใช่ว่าจะฟ้องอะไรพ่อแม่นะ แต่เราจะมาเสริมพลัง (empower) กันให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวกลับมาแข็งแรง ผลปรากฏว่าจากเด็ก 40 คนในห้องเรียน มีพ่อแม่มาทั้งหมด 36 ครอบครัวในวันจัดกิจกรรมที่เป็นวันธรรมดา หลายคนลางานมา พอเราถามว่าทำไมเขาถึงมา คำตอบของเขาคือลูกบอกว่าอยากให้มา ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย เด็กก็ไปสร้างความปลอดภัยให้พ่อแม่ในการมาร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียน และพ่อแม่เองก็มีต้นทุนความรักต่อลูกอยู่แล้ว เขาก็ยินดีที่จะมากัน ครูเองก็เซอร์ไพรส์ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พ่อแม่มาร่วมงานกันถึง 90% ของห้องเรียน ในวันมอบตัวนักเรียนยังมาไม่เยอะขนาดนี้เลย

ในวันนั้น เราทำกิจกรรมเสริมสร้างพลังให้เด็ก เพราะเด็กคือคนที่ไร้อำนาจที่สุดในครอบครัว โจทย์คือทำอย่างไรให้เด็กสามารถพูดสิ่งที่เขารู้สึกกับพ่อแม่ได้โดยตรง และเมื่อจบกระบวนการ เราไปเก็บข้อมูลเพิ่มอีกครั้งว่าเด็กสามารถจดจำกระบวนการไหนได้บ้างหลังผ่านไป 6 เดือน และ 1 ปี มีกระบวนการไหนส่งผลต่อชีวิตมากที่สุด ปรากฏว่าเด็กพูดตรงกันว่าครั้งที่ส่งผลต่อชีวิตเขามาก คือครั้งที่เราทำงานกับครอบครัว เพราะทำให้รูปแบบการอยู่ร่วมกันในครอบครัวของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม

เราจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาคุยกับทาง สสส. ในช่วงปี 2561-2562 เพื่อออกแบบโครงการ เพราะเราเห็นว่าเรื่องความสัมพันธ์ และการทำงานร่วมกันระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครองยังเป็นช่องว่างที่ใหญ่มากๆ ของระบบการศึกษาในตอนนี้


ปัจจุบันคุณมองเห็นภาพรวมสังคมโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครู-ผู้ปกครอง-นักเรียน เป็นแบบไหน มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ประเด็นแรก การทํางานร่วมกันระหว่างโรงเรียนและครอบครัวในปัจจุบันเป็นแบบ parent involvement ไม่ใช่ parent engagement คำว่า involvement หมายถึงการมีส่วนร่วมแบบผู้ปกครองต้องมาร่วมตามวาระของโรงเรียน เช่น โรงเรียนขอรับบริจาคเงิน โรงเรียนอยากให้พาเด็กมามอบตัว ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบกับภูมิทัศน์ของการทำงานร่วมกับครอบครัวของโรงเรียนในต่างประเทศจะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงเลย เขาดึงครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ตั้งแต่ระดับนโยบายของโรงเรียน ไปจนถึงในห้องเรียน หรือกิจกรรมในชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ หลายประเทศมีการออกแบบกระบวนการทำงานระหว่างโรงเรียนและครอบครัวเป็นมาตรฐานระดับชาติ มีสมาคมส่งเสริมการทำงานของครู โดยเห็นความสำคัญว่าเป็นการออกแบบให้สังคมมีคนทำงานเรื่องครอบครัว (parent worker) ได้โดยไม่ต้องไปสร้างจากที่อื่นเพิ่ม ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ชัดเจน อยู่ในองค์กรที่ชัดเจน สามารถทำงานกับครอบครัวได้อย่างสม่ำเสมอ และมีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมร่วมกับครอบครัวด้วย

แต่ในประเทศไทย ถ้าได้ยินเสียงโทรศัพท์จากครู พ่อแม่ก็ผวาแล้วว่าต้องมีเรื่องไม่ดีแน่ เราไม่มีกระบวนการสร้างความประทับใจแรก (first impression) หรือการทํางานเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบปกติระหว่างโรงเรียนและครอบครัว ทําให้ครอบครัวไม่รู้สึกปลอดภัย

ประเด็นต่อมาที่เราเจอคือ กระบวนการการทำงานร่วมกับครอบครัวที่ถูกออกแบบตัวชี้วัดเอาไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวคือเรามีเป้าหมาย แต่ไม่มี how ในการทำงาน เช่น เราจัดให้มีการประชุมร่วมกับครอบครัวทุกเทอม แต่สิ่งที่โรงเรียนจัด คือการนำผู้ปกครองมาอยู่ในหอประชุม ฟัง ผอ. พูดหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เข้าไปฟังครูพูดต่อในห้องเรียนอีกครึ่งชั่วโมง แล้วก็กลับบ้าน มันไม่ใช่การประชุม เพราะการประชุมคือทุกคนต้องมีโอกาสพูดคุยกัน หารือ แลกเปลี่ยนกัน ทํากิจกรรมที่เสริมกันและกัน นี่คือ how ที่หนึ่งที่หายไป

how ที่สองที่ผิดเพี้ยนไปมากคือการเยี่ยมบ้าน ประเทศไทยรับวิธีการเยี่ยมบ้านมาจากงานวิชาการที่ระบุว่าการเยี่ยมบ้านมีส่วนสําคัญที่สุด เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการลดอัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่ถ้าเราไปดูแบบฟอร์มการเยี่ยมบ้านของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีฮาวทูให้ครูสามารถสื่อสารหรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว ทุกอย่างเป็นเช็กลิสต์หมด เช่น เป็นเด็กแว้นไหม บ้านยากจนไหม มีรายได้เท่าไหร่ ถามแล้วถามอีก เพราะจะเอาข้อมูลไปส่ง กสศ. เพื่อขอทุนการศึกษาเด็กยากจน แต่เด็กที่ไม่ได้ยากจนล่ะ ครูนำข้อมูลการเยี่ยมบ้านไปทำอะไรต่อ คำตอบคืออยู่ในกองกระดาษ ไม่ได้ทําอะไร เพราะฉะนั้นมันคือ how ที่ล้มเหลวมากๆ นอกจากการประชุมผู้ปกครองจะล้มเหลว การเยี่ยมบ้านก็ล้มเหลวอีก

นอกจากนี้ การทำงานเสริมสร้างความสัมพันธ์ในวันปกติแต่ละวันก็ไม่ชัดเจน ไม่มีการออกแบบว่าครูกับครอบครัวจะทำงานร่วมกันอย่างไร ในเด็กเล็กยังพอมีบ้างนะครับ แต่พอโตขึ้นมาถึงระดับวัยรุ่นแทบจะหายไปเลย เพราะเราเชื่อว่าวัยรุ่นมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ต้องการสายใยจากครอบครัวแล้ว ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะหากเราไปดูสถิติจะพบว่า 70% ของเด็กที่เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย การตัดสินใจเลือกคณะมักปรึกษาครอบครัว นั่นหมายความถ้าครอบครัวไม่เข้าใจเด็ก คุยกับเด็กไม่เป็น เด็กส่วนหนึ่งจะไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตแบบที่ใจตัวเองต้องการ

เมื่อไม่มีการพูดคุยระหว่างครูกับพ่อแม่ พ่อแม่ไม่รู้ฮาวทูการเลี้ยงดูลูก มันก็อาจกลายเป็นต้นตอหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว เด็กไม่สามารถมาเรียนได้อย่างมีความสุข ครูจึงควรรู้ว่าจะทำงานร่วมกับพ่อแม่เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กได้อย่างไร ปัญหาคือการเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ของประเทศไทยปัจจุบันสอนเรื่องการทำงานร่วมกับครอบครัวน้อยมาก หรือแม้แต่การใช้จิตวิทยาเชิงบวกในระบบการศึกษา ที่ตอนนี้เป็นกระแสหลักในหลายประเทศ เรายังนำเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกไปผูกติดกับเรื่องวินัยเชิงบวก คือทำอย่างไรให้บังคับเด็กได้โดยเด็กไม่โกรธ ซึ่งนั่นไม่ใช่หลักคิดที่ถูกต้องเลย ที่ถูกต้องคือเราควรโฟกัสกับ what’s work อะไรคือสิ่งที่ดีในตัวเด็ก ทำให้มันแข็งแรงจนเด็กสามารถจัดการตัวเองได้

จากภาพรวมปัญหาที่ผ่านมา ทำให้เราพัฒนาโครงการ Famskool ขึ้น ตั้งชื่อจากคำ 3 คำ คือคำว่า family, skill และ school บวกกัน โดยเรามีเป้าหมายให้ครูเกิดทักษะการสร้างความเป็นครอบครัวในพื้นที่ของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเป็นครอบครัวกับเด็ก สร้างความเป็นครอบครัวกับเพื่อนครูด้วยกัน หรือว่าสร้างความเป็นครอบครัวกับครอบครัวเอง




Famskool มีเครื่องมือหลายชิ้นในการช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่ครู ผู้ปกครอง นักเรียน อยากให้คุณเล่าว่ามีอะไรบ้าง และการพัฒนาตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องอะไร

เราทำกระบวนการร่วมกับตัวแทนโรงเรียน และมีการพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลายเรื่อยๆ หากดูในเว็บไซต์ famskool.com จะมีเครื่องมือเช่น ‘การ์ดเชื่อมใจ’ ที่เราได้ไอเดียตั้งต้นมาจากการคุยกับป้ามล คือเวลาเด็กกระทำความผิด เรามักสงสัยว่าทำไมเด็กไม่คุยกับพ่อแม่ก่อนตัดสินใจลงมือทำ ป้ามลเล่าให้ผมฟังว่า เด็กๆ ตอบว่าเรื่องเล็กๆ ในบ้านเขายังไม่คุยกันเลย แล้วพอเกิดเรื่องใหญ่จะไปกล้าคุยกับพ่อแม่ได้อย่างไร เราคิดว่านี่เป็นคีย์เวิร์ดที่มีพลังและตรงกับความจริงมาก ถ้าเรื่องเล็กๆ ครูยังไม่รู้จักเด็ก พ่อแม่ยังไม่รู้จักเด็ก เพื่อนยังไม่รู้จักเพื่อน เป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะขยับขยายไปสู่การคุยเรื่องใหญ่ๆ ร่วมกัน

เราเลยพัฒนา ‘การ์ดเชื่อมใจ’ ขึ้นมา ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เราใช้เวลาในการพัฒนาค่อนข้างนาน เพราะเราต้องการให้มันใช้ง่ายที่สุด เข้าถึงคนมากที่สุด และตอบโจทย์ที่สุด ตอบโจทย์เรื่องเดียวเลยคือการพูดคุยเรื่องเล็กๆ ให้มีความใส่ใจกันมากขึ้น การ์ดเชื่อมใจเป็นชุดคําถามเกี่ยวกับเรื่องปกติในชีวิตประจําวัน แต่เจาะลึกมากขึ้น ด้านหนึ่งของการ์ดจะเป็นประเด็นคำถาม ส่วนอีกด้านจะเป็นชุดคำถามย่อยต่ออีกสามคำถาม เช่น คำถามใหญ่คือคุณชอบกินข้าวกับอะไร คำถามย่อยคือคุณเคยกินครั้งแรกที่ไหน คุณชอบไปกินกับใคร เป็นต้น ทําให้บทสนทนาที่ถูกตัดตอนจากคําถามสั้นๆ  คําถามเดียวถูกขยายขึ้น ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า small talk ง่ายขึ้น ต่อยอดจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง

รูปแบบการใช้การ์ดเชื่อมใจใช้ได้กับหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กกับเด็ก ครูกับเด็ก ครูกับครอบครัว หรือให้เด็กไปเล่นกับครอบครัวเอง และสิ่งนี้จะช่วยให้ครูสามารถทำหน้าเป็น facilitator of relationship ทำให้เด็กมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ ซึ่งถือเป็นทักษะหนึ่งที่การศึกษาฟินแลนด์บังคับให้ครูต้องมี เพราะการที่เด็ก 40 คนเดินเข้ามาอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน อยู่ในวัยเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ตีกัน หรือรักกันไปเอง เล่นกันไปเอง ครูต้องมีทักษะในการออกแบบสภาพแวดล้อมและกิจกรรมที่ทำให้เด็กเกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และต้องไม่ใช่แค่กิจกรรมโป๊งชึ่งนะครับ นี่สำคัญมาก เพราะการทำให้ทุกคนหัวเราะพร้อมกันก็ไม่เท่ากับการทําให้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หากเด็กมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจะช่วยป้องกันเรื่องการบูลลี่และภาวะซึมเศร้าในห้องเรียนได้ด้วย เพราะเด็กจะกลายเป็นโครงข่ายที่คอยช่วยเหลือกันและกัน

นอกจากนี้เรายังมีนวัตกรรมชื่อว่า Small Talk เป็นเกมที่ไว้ใช้ในการประชุมผู้ปกครอง ให้ครอบครัวนั่งกับเด็ก เล่นทายใจพร้อมกัน 100 ครอบครัวแล้วนับคะแนน และมีระบบ PLC Mind Journey เหล่านี้คือนวัตกรรมหลักๆ ที่เราสร้างขึ้นในช่วงที่ผ่านมา


จากการทำงานที่ผ่านมา คุณตกผลึกว่าแก่นสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในโรงเรียนคืออะไร

พอผ่านการทำงานเฟสสามเมื่อปีที่แล้ว เราพยายามถอดบทเรียนว่าหากครูคนหนึ่งอยากทำงานสร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดี ทั้งระหว่างตัวครูกับเด็ก ครูกับครู หรือแม้กระทั่งครูกับพ่อแม่ จะมีหลักยึดอะไรที่เข้าใจได้ง่าย เข้าถึงคน ลดความเป็นนมเนยของงานวิชาการต่างประเทศลงได้บ้าง เราจึงทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์จากภาควิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ค้นหาชุดทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างสัมพันธภาพโดยอยู่บนพื้นฐานของจิตวิทยาเชิงบวก จนได้ข้อสรุปเป็นสมการความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ (visible relationship framework)

สมการนี้ประกอบไปด้วยสามตัวแปรต้น ตัวแรกคือ ‘เปิดใจ’ ครูต้องมีทักษะในการเปิดใจ ถ้ามองเหมือนความสัมพันธ์แบบเพื่อน เราอยากได้เพื่อนเพิ่ม ก็ต้องเปิดใจกันให้เป็น ซึ่งการเปิดใจมีหลักคิดชัดเจนอยู่ว่าถ้าต้องการให้คนคนหนึ่งเปิดใจกับอีกคนหนึ่งได้ เราต้องมองเห็นคุณค่าของอีกฝ่าย ฉะนั้น เราจึงนำแนวคิดเรื่องการเห็นคุณค่า เรื่องข้อดีของคน (character strength) มาเป็นพื้นฐานให้ครูรู้จักเห็นคุณค่าของเด็กที่หลากหลาย และการเปิดใจนั้นต้องอยู่ในบรรยากาศอารมณ์เชิงบวกด้วย หากเราต้องการเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพที่ดี แน่นอนว่าเราไปสร้างในวันที่เกิดปัญหาย่อมไม่ใช่จังหวะที่เหมาะ มันต้องสร้างในวันปกติ วันที่อารมณ์ดีหน่อย

ตัวแปรที่สองในสมการคือ ‘เชื่อมใจ’ การทําให้คนที่รู้จักกันระดับหนึ่งเช่นพ่อแม่กับลูกมีความสัมพันธ์ที่ดี ต้องมีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้เขาได้รู้จักกันและกันในแบบฉบับปัจจุบัน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหลายบ้านเกิดปัญหาว่าพ่อแม่อาจรู้จักลูกที่เลี้ยงมาถึงช่วงวัยหนึ่ง พอเริ่มเป็นวัยรุ่น ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันมาก ก็อาจจะเริ่มไม่รู้จักกันแล้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน นี่อาจดูเหมือนเรื่องเล็กๆ แต่เป็นเรื่องเล็กที่ทรงพลังมาก ดังนั้นการรู้จักคนแบบที่เป็นปัจจุบันและการรู้จักคนแบบเอาใจใส่จึงสําคัญ การเชื่อมใจจะเป็นตัวทําให้เกิดการกระชับความสัมพันธ์ที่เป็นปัจจุบันระหว่างกัน

สองตัวแปร เปิดใจกับเชื่อมใจ ในสมการของเราออกแบบให้อยู่ในวงเล็บ หมายความว่าต้องทำก่อน ทำให้เป็นปกติในวันปกติทั่วไป เราไม่ได้ทำงานด้านจิตวิทยาเชิงบวกในวันที่เด็กมีปัญหา เพราะวันนั้นเด็กอาจต้องการอย่างอื่นมากกว่า วันที่เด็กต้องการจิตวิทยาเชิงบวกที่สุดคือวันธรรมดา เพื่อเติมพลังใจ ทำให้เขามีโอกาสรับมือกับเรื่องราวยากๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น เหมือนคนออกกำลังกายสม่ำเสมอจนแข็งแรงพอจะไปยกของหนัก

ส่วนตัวแปรที่สามในสมการคือ ‘ปรับใจ’ เมื่อเกิดปัญหา การปรับใจคือการทําให้คนที่อยู่ในปัญหา คนที่กําลังรับฟังปัญหา และคนที่มีส่วนต้องช่วยแก้ปัญหา มาหามุมมองใหม่ที่หลากหลายร่วมกัน ไม่ตีบตันแค่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอะไรบ้างในอนาคต แต่ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันว่าเราจะใช้คุณค่าในตัวเราด้านใดรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้บ้าง

ผลลัพธ์สุดท้ายของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตามสมการนี้คือความอุ่นใจ หรือในภาษาทางวิชาการคือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (sense of belonging) ซึ่งหากขาดส่วนนี้ไปคนจะรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกโดนตัดขาดจากโลกใบนี้ และมีแนวโน้มเกิดสุขภาพจิตได้หลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นวิตกกังวล เครียด หรือซึมเศร้า


เราเห็นภาพชัดว่าความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียนจะทำให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง แต่ในภาพใหญ่ของระบบการศึกษา ความสัมพันธ์ที่ดีสามารถแก้ปัญหาเรื่องใดได้อีกไหม

ในงานวิจัยหลายประเทศพูดตรงกันว่า sense of belonging มีผลต่อการทําให้เด็กตัดสินใจอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อในระบบการศึกษาถึง 50%

ผมขอยกตัวอย่างกรณีคุณกระทิง (เรืองโรจน์ พูนผล) เขาเคยพูดถึงช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาในจังหวัดกําแพงเพชรว่าอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะที่ไม่ดีนัก ตอนนั้นคุณกระทิงขาดความมั่นใจในตัวเอง ตัวเล็กที่สุดในห้องและมักโดนแกล้ง แต่มีครูคนหนึ่งที่มองเห็นความสามารถที่เขาอ่าน ร.เรือ ล.ลิง ควบกล้ำชัดเจน จึงส่งไปประกวดอ่านร้อยแก้วร้อยกรองแล้วก็ชนะระดับจังหวัด ทำให้เขามีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น มองเห็นว่าตัวเราก็มีข้อดีเหมือนกัน ทำให้หลังจากวันนั้น ทุกวันเขาจะตื่นมาอ่านหนังสือ ขยันเรียน เพราะคุณกระทิงรับรู้ว่ามีครูคนหนึ่งคอยให้กําลังใจเขา เห็นข้อดีของเขา แนะนําเรื่องดีๆ ให้กับเขา ทุกวันนี้คุณกระทิงเป็นประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เป็นเจ้าพ่อสตาร์ตอัปเมืองไทย และก็ยังจำครูคนนั้นได้ดี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าครูคนหนึ่งทำให้เด็กคนหนึ่งอยากเรียนได้ ไม่ว่าต้องเจออุปสรรคอะไร ต่อให้ต้องตื่นตีสี่ จุดเทียนอ่านหนังสือ เขาก็ยังอยากเรียน และความขยันที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กกลายเป็นคาแรกเตอร์ที่แข็งแรงของเขาจนถึงปัจจุบันได้เลย

ผมเชื่อว่าไม่ได้มีแค่กรณีของคุณกระทิงคนเดียวนะครับ อย่างตัวผมเองสมัยเรียนและทำงานกับห้องกุหลาบขาวในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีคุณครูที่ดูแลห้องกุหลาบขาวคนหนึ่งที่ผมจำได้ดี เขาเป็นคนที่ให้กำลังใจผม เชื่อมั่นในตัวผมเวลาออกไปกิจกรรมนอกโรงเรียนในเวลาเรียน เมื่อเราได้รับความไว้วางใจจากครู เราจะไม่อยากเถลไถล หรือทำให้ความไว้ใจนั้นสูญสิ้นไป

เช่นเดียวกับกรณีที่บ้านกาญจนาภิเษก เมื่อเด็กเข้ามาเป็นวันที่สาม ป้ามลจะพาเด็กๆ ออกไปกินหมูกระทะในร้านอาหารแบบเปิด ก่อนออกไปป้ามลจะพูดเสมอว่าในร้านหมูกระทะมีทางเลือกให้เด็กๆ อยู่สองทาง ทางที่หนึ่งคือเลือกหนีออกไปแล้วต้องวิ่งหลบหนีการจับกุม กับทางเลือกที่สอง เราไปกินหมูกระทะด้วยกัน ทุกคนแฮปปี้ และเมื่อถึงเวลาเราก็กลับมาพร้อมกัน มาสร้างชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมร่วมกัน ผลคือเด็กไม่หนีมากกว่า 80-90% โดยไม่ต้องมีผู้คุมเดินถือไม้กระบอง เอาปืนไปขู่ เอาโซ่ไปล่าม ไม่ต้องใช้ภาษาสัญลักษณ์ใดๆ ไม่ต้องตัดเสื้อทรงเดียวกันให้ใส่ เด็กทุกคนแต่งตัวอิสระ นี่คือความไว้วางใจที่ทําให้เกิด sense of belonging

ในระบบการศึกษา เราจะรู้สึก belong กับคนหรือเป้าหมายได้ทั้งนั้น ถ้าไม่ belong กับคน เขาอาจจะต้องถูกทําให้ belong กับเป้าหมาย จะได้มีทางเดินของตัวเอง หรือถ้าไม่ belong กับเป้าหมาย ก็ต้องมีสักคนหนึ่งที่ทําให้เขานึกถึง และเป็นแรงผลักดันที่ทําให้เขาอยากมีชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น sense of belonging เป็นสิ่งที่ทําให้เราอยากพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น เพื่ออยู่กับคนที่เรา belong ด้วยได้ดีขึ้นกว่าเดิม ตรงนี้เป็นจุดสําคัญที่ผมคิดว่าถูกละเลยไปพอสมควร โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด ทำให้ sense of belonging ของคนลดลง จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก แต่อีก 3-4 ปีไม่แน่ว่าอาจจะค่อยๆ คลี่คลายลงไปตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม มีหมายเหตุอยู่นิดนึงว่าถ้าสิ่งที่คน belong ด้วยเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็อาจทําให้ชีวิตเขาแย่ลงได้เหมือนกัน เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จําเป็นต้องถูกสร้างจากการเรียนรู้ในห้องเรียน

แม้ว่า sense of belonging มีพลังขนาดทําให้คนคนหนึ่งอยากจะดีขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะสร้างมันอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องเดียวกับการบอกว่าเราจะรักโรงเรียนร่วมกัน มันคือกระบวนการที่ทําให้เรารู้สึกว่ามีใครบางคนเห็นคุณค่าในตัวเรา รู้จักเรา พร้อมให้อภัยเรา ตามสมการเปิดใจ เชื่อมใจ ปรับใจ เด็กจะรู้สึกว่าฉันมีคุณค่า ฉันอยู่ในสายตา ถูกมองเห็นจากใครบางคน ตัวตนของฉันไม่ได้สูญหายไป ฉันสามารถล้มได้ ในวันที่ฉันล้มมีคนพร้อมจะพยุงฉันขึ้นมา คนที่รู้สึกแบบนี้นะครับ เขาไม่ทําตัวเองให้แย่ลงหรอก


ในโรงเรียน เราพบเห็นเด็กที่หลากหลาย มีพื้นฐานทางจิตใจแตกต่างกัน หลายคนมีปมหรือความบอบช้ำในใจจากครอบครัวเป็นทุนเดิม หากครูต้องการทำงานสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก จำเป็นต้องเข้าไปดูแลหรือแก้ปมปัญหาในใจพวกเขาก่อนไหม

มุมมองทางด้านจิตวิทยาปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 สํานักใหญ่ๆ แบ่งเป็นสำนักรักษากับสำนักจิตวิทยาเชิงบวก หากเราเชื่อในพื้นฐานของจิตวิทยาเชิงบวก เราไม่ปฏิเสธการมีบาดแผลทางใจเหล่านั้น แต่การพูดถึงแต่บาดแผล พยายามรักษาอย่างเดียว ไม่ใช่วิธีการช่วยให้เขาก้าวข้ามบาดแผลได้ เราต้องมองบาดแผลทางใจไม่เหมือนบาดแผลทางกาย แต่มองมันเหมือนเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย วิธีการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อโรคคือใช้ภูมิคุ้มกันต่อสู้กับมัน ดังนั้นเราต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงมากพอจะรับมือโรคร้ายต่างๆ ได้

เวลาประสบพบเจอกับเหตุการณ์เชิงลบ มันเป็นแค่สถานการณ์ช่วงจังหวะเวลาหนึ่ง วิธีการที่เราจะออกจากเหตุการณ์นั้นไม่ใช่การเอาตัวเองออกมา แต่เอาความคิดออกมาแล้วกลับไปมองมันใหม่ เหตุการณ์เชิงลบต่างๆ เกิดขึ้นแล้วจบไป อาจจะมีบางอย่างต่อเนื่องกันบ้าง แต่มันไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกัน หากคนมีทักษะในการมองโลก หรือตามที่จิตวิทยาเชิงบวกเรียกว่า explanatory style การมองโลกในมุมมองที่เปิดกว้างกับการมองโลกในมุมมองที่ตีบตันจะทําให้เกิดการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน รวมถึงเกิดการอธิบายกับตัวเองที่แตกต่างกันด้วย เราจะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ว่ามันเกิดขึ้น มีเหตุและผลอย่างไร เราจะจัดการกับปัจจุบันอย่างไร อารมณ์ในปัจจุบันของเราอย่างไร และมันจะแปลงมาเป็นวัคซีนให้กับเราในอนาคต

การจะทำแบบนั้นได้ ทางจิตวิทยาเชิงบวกก็มีหลักชัดเจนอยู่เรื่องหนึ่ง คือเราต้องพยายามเสริมสร้างให้ประสบการณ์เชิงบวกในปัจจุบันแข็งแรงเพียงพอก่อน สังเกตไหมว่าเวลาที่เด็กคนหนึ่งมีปัญหา วิธีการที่ทําให้เขาหยุดคิดถึงปัญหาได้ คือให้เขาไปอยู่กับบิงซูอร่อยๆ สักถ้วย  ไปอยู่กับเพื่อนที่คุยสนุกสักคนหนึ่ง ไปอยู่กับครูที่เขาไว้วางใจสักคนหนึ่ง พาให้เขาไปอยู่ในสถานการณ์ที่สร้างอารมณ์เชิงบวกสักหน่อย แล้วเราค่อยกลับมาทําความเข้าใจ คลี่ไปทีละปม ไม่ได้ขยี้มัน ไม่ได้พยายามเอายาไปทาที่แผลอย่างเดียว




หลายคนน่าจะเห็นตรงกันว่า ถ้าบรรยากาศในโรงเรียนดี ครู ผู้ปกครอง นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กแน่อยู่แล้ว แต่ทำไมทั้งที่เราเห็นประโยชน์ของมัน ปัจจุบันหลายโรงเรียนถึงยังไม่มีการทำงานเรื่องนี้ 

เราคุยกันแต่เป้าหมายครับ เราไม่พูดกันเรื่องวิธีการ เราขาดวิธีการที่หลากหลาย ใช้แค่วิธีการที่มีอยู่จํากัดแล้วคิดว่าทําแบบนี้ก็น่าจะดีแล้ว มันอาจจะดีกับเด็กหนึ่งคน แต่สำหรับการดูแลเด็กเป็นล้านคน เราต้องการวิธีที่หลากหลายและวิธีเหล่านั้นต้องเป็นนวัตกรรมที่มีพลวัต (dynamic) มีกระบวนการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ ตอนที่ Famskool ไปทำงานกับโรงเรียน หลายครั้งเราก็มีหน้าที่แค่ไปตั้งโจทย์ ให้ความรู้เรื่องจิตวิทยาเชิงบวก หลังจากนั้นโรงเรียนเอาไปประยุกต์เป็นนวัตกรรมของเขา คิดได้ไกลกว่าที่เราคิดออกอีก

ตัวอย่างโรงเรียนเชียงของวิทยาคมที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นโรงเรียนต้นแบบของโครงการ Famskool เราทํางานร่วมกันมาตั้งแต่เฟสแรกในปี 2562 โจทย์ที่เราคุยกันคือโรงเรียนมีพื้นที่ให้ ‘ซูเปอร์สตาร์’ ฉายแสงเยอะมาก ทั้งด้านกีฬา ด้านศิลปะ วันประชุมผู้ปกครองแต่ละครั้งจะมีการมอบรางวัลให้เด็กที่โดดเด่น คำถามคือแล้วพ่อแม่ของเด็กที่ไม่ได้รางวัลล่ะจะรู้สึกยังไง เขามานั่งตบมือให้เด็กที่ไม่ใช่ลูกตัวเอง ลูกตัวเองก็นั่งอยู่ข้างๆ เด็กล่ะจะรู้สึกยังไง เพราะการรับรางวัลของประเทศไทยไม่เหมือนต่างประเทศที่ให้เด็กมาพูดถึงเบื้องหลังความสำเร็จ ซึ่งอาจมองเป็นต้นทุนการเรียนรู้ให้เด็กคนอื่นได้

เรามีพื้นที่ให้ซูเปอร์สตาร์ แต่ ‘ลิตเติ้ลสตาร์’ เด็กที่เป็นดาวดวงน้อยๆ ยังไม่ได้ฉายแสงในวันนี้ไม่มีพื้นที่ให้ถูกมองเห็น แตกต่างกับเวทีสมัยอนุบาล เด็กทุกคนได้แสดง ต่อให้แสดงไม่เป็นก็ไปยืนเป็นต้นไม้ เด็กทุกคนถูกมองเห็น พ่อแม่ก็อยากมา ลูกฉันเป็นต้นไม้ ฉันก็ตบมือให้ โมเมนต์แบบนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หายไปตั้งแต่ประถม มัธยมนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย

สิ่งที่ครูกับเราตั้งโจทย์กัน คือทำอย่างไรให้เกิดพื้นที่ที่พ่อแม่มองเห็นดาวดวงน้อยฉายแสง เป็นที่มาของโครงการชื่อว่า Home Hug หรือการเยี่ยมบ้านรูปแบบใหม่ที่เชียงของวิทยาคมพัฒนาขึ้นมา จากเดิมครูจะไปเยี่ยมบ้านทีละคน แต่คราวนี้ครูไปกันเป็นกลุ่ม ไปทีละหมู่บ้าน เนื่องจากบริบทของเขาเป็นโรงเรียนประจําอําเภอ เด็กจะมาจากหมู่บ้านต่างๆ หมู่บ้านละ 4-5 คน อีกหมู่บ้าน 6-7 คน ครูจะไปทำงานกับผู้นำชุมชน ขอใช้พื้นที่แล้วชวนให้เด็กมาทำการแสดงอะไรก็ได้ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่มีเงื่อนไขคือเด็กต้องคิดขึ้นมาเองและทุกคนต้องได้แสดง แล้วให้พ่อแม่มาร่วมงาน มาตบมือให้ลูกอีกครั้งหนึ่ง เห็นลูกเต้นเก้ๆ กังๆ ก็มาขำไปด้วยกัน

ต่อมาให้พ่อแม่กับเด็กมาเล่นเกมกันเสริมสร้างสัมพันธภาพ และที่ขาดไม่ได้คือกินข้าวร่วมกัน เอากับข้าวมากันคนละหม้อ ครูนั่งกินกับพ่อแม่ กับเด็ก แบบบรรยากาศเป็นกันเองอยู่ในลานหมู่บ้าน บางครั้งเขาไปจัดกิจกรรมแบบ fun fair ตอนกลางวันก็มี จัดกีฬาสีพ่อแม่ก็มี แล้วกิจกรรมสุดท้ายที่ทุกครั้งต้องทำ คือกิจกรรมการเขียนจดหมายน้อยให้กันและกัน เด็กเขียนให้พ่อแม่ พ่อแม่เขียนให้ลูก เขียนเรื่องที่อยากพูดแล้วไม่ได้พูด

ถามว่ามีการเคอะเขินตอนทำกิจกรรมกันบ้างไหม ก็มี แต่ที่ผ่านมาครูสามารถทําให้บรรยากาศเหล่านั้นหายไป ทําให้บรรยากาศดูสนุกและไม่ได้ถูกกดดันว่าต้องทําออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เด็กยังรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ แซวเล่นกับครูได้ ขณะที่เมื่อครูเดินออกนอกโรงเรียน บรรยากาศที่ต้องวางตัวห่างเหิน เป็นที่น่าเคารพก็ถูกลดทอนลงไป ครูเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเปิดโอกาสให้เด็กเห็นความเป็นมนุษย์ของครู ซึ่งมันทําให้เด็กกล้าที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครูมากขึ้น

มีครูคนหนึ่งที่เป็นครูแกนนําของเราบอกว่า ก่อนเข้าโครงการเขาเคยเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ม.ปลาย ที่โหดมาก เพราะเขาคาดหวังกับเด็ก ชอบทํางานกับเด็กเก่ง เพราะเด็กเก่งสอนง่าย พอเด็กทําอะไรผิด เขาจะบ่น เพราะคิดว่านั่นคือวิธีการที่ทําให้เด็กปรับปรุงตัวเอง แต่เขามารู้ทีหลังว่าเด็กหลายคนใจเสียไปเลยจากเหตุการณ์เหล่านั้น แล้วเขาเองก็รู้สึกเป็นแผลใจเหมือนกัน

ครูหลายคนมีบาดแผลทางใจเพราะเขาไม่สามารถช่วยเด็กบางคนได้ บาดแผลเหล่านั้นไม่เคยถูกเยียวยาเลย มีแต่ทับถมขึ้นเรื่อยๆ จนเขาต้องสร้างกลไกปกป้องตัวเองว่าฉันไม่แคร์ ที่จริงเขาแคร์ครับ แต่เขาไม่รู้จะทําอย่างไร พอเราเข้าใจแบบนี้จะเริ่มเห็นแล้วว่า การที่ครูจะเปลี่ยนได้ ครูต้องยอมรับแล้วว่าโอเค ในอดีตฉันพลาด แต่ปัจจุบันฉันเปลี่ยนได้ แล้วเราก็ให้กําลังใจในปัจจุบัน เพราะอดีตมันจบไปแล้ว นี่คือวิธีคิดของการทํางานแบบจิตวิทยาเชิงบวก เติมประสบการณ์ที่ดีในปัจจุบันเข้าไป เพื่อทําให้คนไปตกผลึกอดีตของตัวเอง จัดการปัจจุบันและออกแบบอนาคต

ตอนนี้เราขับเคลื่อน Famskool มาสามเฟสแล้ว ที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยให้โครงการครูไปทำเลย ครูจัดแจงหาเอง เพราะครูอยากทํา สิ่งที่เราให้คือ how และ empower มันอาจไม่ได้ทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ แต่สร้างวัฒนธรรมใหม่ เวลาคนพูดถึงระบบการศึกษา มักพูดถึงเรื่องของการออกแบบโครงสร้างที่เชื่อมต่อกัน คิดแบบวิศวะ แต่จริงๆ แล้วมนุษย์ที่อยู่ในโรงเรียน สำคัญที่เขาจะอยู่ด้วยกันแบบไหน เรากำลังออกแบบวิถีชีวิต วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน ให้ความสำคัญกับ micro moment ว่าครูจะตอบสนองกับเด็กอย่างไรในวันปกติ ในวันที่เด็กทําอะไรบางอย่างที่ดี หรือในวันที่เด็กทําบางสิ่งบางอย่างผิดเพี้ยนไป


วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโรงเรียนตอนนี้ที่คุณมองเห็นเป็นแบบไหน

ผมคิดว่าโรงเรียนในประเทศไทยดูทางการไปหน่อยและมีวัฒนธรรมที่อาจจะกัดกินหัวใจคนทุกกลุ่มเลย กระบวนการระหว่างคาบเรียน กระบวนการในตอนเริ่มต้นของวัน ระหว่างวัน ตอนท้ายของวัน ไม่มีอะไรนำไปสู่การเกิดพลังงานที่ดีในตัวเอง มีแต่ทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ของผลิตภาพ เป็นระบบที่ครูมีหน้าที่เอาบางอย่างมาให้ เด็กก็มีหน้าที่ไปรับมา ทำให้ครูรู้สึกหมดแรงในการไปสอน เด็กหมดแรงในการไปเรียน พ่อแม่ก็หมดแรงในการส่งลูกไปเรียน

หากเราไปดูโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรอินเตอร์ แค่เดินเข้าโรงเรียนเราจะเห็นความแตกต่างตั้งแต่ครูกับเด็กทักทายกันแบบไหน พูดคุยกันอย่างไร วัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันของเขาออกแบบมาให้มนุษย์อยู่กับมนุษย์ และทุกคนก็ทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ครูไม่มานั่งบ่นว่าฉันเป็นครูประจําชั้น ต้องมานั่งดูแลเด็ก 40 คน คนนั้นคนนี้นิสัยไม่ดี ฉันไม่อยากจะดูแลเลย แต่ครูจะมานั่งออกแบบกันว่าเด็ก 40 คนในวันนี้ เขาเป็นยังไงบ้างนะ ฉันจะรู้จักเขามากกว่านี้ได้ยังไง เขาทําพฤติกรรมแบบนี้มีสาเหตุมาจากอะไร ฉันจะออกแบบแนวทางช่วยเหลือได้ยังไง เรื่องเหล่านี้เกิดจากมายด์เซ็ตในการมอง micro moment ในการอยู่ร่วมกันทั้งนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากเงื่อนไขรอบตัวที่สนับสนุนให้ครูสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ ตั้งแต่นโยบายโรงเรียน ทรัพยากร และองค์ความรู้ การพัฒนาวิถีคิด (mindset) เครื่องมือที่จะช่วยให้ครูทำหน้านี้เหล่านั้นได้


ใช่หรือไม่ว่าความเชื่อเรื่องครูต้องวางตัวให้น่าเคารพ ไม่สนิทสนมกับนักเรียนมากเกินไป หรือกระทั่งระบบอาวุโสในสังคมไทยมีผลต่อการสร้างสังคมโรงเรียนให้มีความเป็นทางการ

ผมขอยกตัวอย่างจากป้ามลอีกรอบละกัน เพราะหลายคนคงสงสัยว่าป้าทำงานกับวัยรุ่นแล้ว ต้องทำตัวให้เป็นวัยรุ่นด้วยไหม ต้องมาเฮ้วๆ แบบวัยรุ่นด้วยไหม ป้ามลไม่ได้ทำแบบนั้นนะครับ สิ่งที่ป้ามลทํา ข้อแรกคือป้ามลไม่ยอมให้เด็กคนไหนเรียกเขาว่าแม่ ให้เรียกว่าป้า เด็กมีแม่แค่คนเดียว วางขอบเขตความสัมพันธ์ (boundary) ให้ชัดเจนว่า ใครคือครอบครัว ใครคือป้า

ข้อสอง สร้างความไว้วางใจ เราเป็นป้า แต่ป้าคนนี้ไว้ใจได้นะ เราไม่ต้องไปเฮ้วกับเด็กหรอกครับ เด็กหลายคนต้องการแค่ป้าสักคนที่น่ารัก ป้าสักคนที่ไว้ใจได้ และถ้าป้าให้เกียรติเขา เขาก็จะให้เกียรติป้า เขาจะไม่เล่นหัวป้าคนนั้นด้วยจิตสำนึกของเขาเอง คิดดูว่าเด็กที่บ้านกาญจนาฯ ยังไม่เล่นหัวป้ามลเลย แล้วเด็กทั่วไปในโรงเรียน หากคุณให้เกียรติเขา คุณคิดว่าเขาจะเล่นหัวคุณเหรอ บางทีมันอาจจะมีช่วงหนึ่งที่เด็กเข้ามาวัดพลัง วัดว่าคุณน่าจะเชื่อถือจริงไหม น่าเคารพจริงไหม มาทดสอบเส้น ดูขอบเขตของคุณ แต่หากคุณเป็นคนที่ให้เกียรติเขาจริงๆ น่าเคารพด้วยตัวคุณเอง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ก็ได้

สิ่งที่คุณต้องทำคือสร้างขอบเขตความสัมพันธ์และความไว้วางใจ สองสิ่งนี้เป็นเหมือนเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้รูปแบบความเป็นทางการในปัจจุบันไม่ได้ถูกทำลายไปหมด เราไม่ได้บอกว่าต้องทุบระบบอาวุโสลงไป แต่เราจะใช้ระบบอาวุโสแบบครอบครัวที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทยให้อบอุ่นขึ้นแต่ไม่อึดอัดได้อย่างไร บางที่พยายามทำให้อบอุ่นเหลือเกิน แต่มันอึดอัด เด็กรู้สึกหายใจไม่ออก เพราะครูมาห่วง มาจุกจิกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตลอด ฉะนั้นความอบอุ่นใจจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เราต้องออกแบบ

นอกจากนี้การสร้างความไว้วางใจ ไม่ใช่การไปเรียกร้องให้เด็กมาเชื่อฟังนะครับ บางคนเขาฟัง แต่ต้องการเวลาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และครูต้องไม่ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าเกินไปในระหว่างการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมเคยสัมภาษณ์เด็กในบ้านกาญจนาฯ มีเคสหนึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าคำพูดของครูมีพลังมาก เด็กคนนี้เป็นเด็กเฮ้วๆ ไม่ค่อยฟังครู ชอบก่อกวนชั้นเรียนตลอด วันหนึ่งเขาไปแว้นตอนเย็นแล้วเกิดอุบัติเหตุแขนหัก รุ่งขึ้นเขาก็ไปโรงเรียนและได้รับการบ้านจากครูให้เขียนอะไรบางอย่างมาส่งในวันถัดไป พอเขาแขนหัก ออกไปแว้นไม่ได้ ก็อยากจะทำการบ้านส่งครูบ้าง แต่พอเด็กเอางานไปส่งครูด้วยลายมือที่แย่มาก เพราะแน่นอนครับ คนแขนหักเขียนหนังสือ ลายมือจะดีได้ยังไง ครูเองก็ไม่ถามสักคำว่าทำไมแขนหัก ประโยคที่ครูพูดคือ “นี่ลายมือหรือลายตีน มึงทําอะไรมาส่งกู” เด็กเขาสะท้อนให้ผมฟังนะครับว่า “พี่เชื่อไหม ประโยคนั้นของครูทำให้ตัดสินใจได้เลยว่าไม่อยากอยู่โรงเรียนนี้แล้ว” และนั่นคือวันสุดท้ายที่เขาเข้าโรงเรียน สามเดือนถัดมาเขาไปฆ่าคนตายข้างนอก

ผมเชื่อว่าถ้าครูคนนั้นรู้ว่าคําพูดของเขาจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ครูก็จะไม่พูด ประเด็นคือทําไมต้องรอให้มันสายไป เราคุยกันแบบดีๆ ตั้งแต่แรกไม่ได้เหรอ เด็กเขาต้องการความอุ่นใจ ครูเองก็ต้องการความอุ่นใจเหมือนกัน นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราพยายามจะพูดถึงในระบบการศึกษาปัจจุบัน ความสัมพันธ์ตรงนี้มีอิทธิพลสูงแบบที่คนอาจจะคาดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ

เราพยายามเติมวิธีคิด ออกแบบให้การศึกษาตอนนี้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นระบบทางสังคมที่ไม่ได้เป็นเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม เพราะเรากําลังพูดถึงการใช้ชีวิตอย่างน้อย 15 ปี วันละ 8 ชั่วโมงของมนุษย์หนึ่งคน เราอยากให้เขามีชีวิตแบบไหน อยากให้เติบโต มีความงอกงามทางจิตใจแบบไหน คุณออกแบบในระบบได้



ครูหลายคนอาจประสบปัญหามีภาระงานอื่นมากเกินไป หรืออยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ มีเด็กจำนวนมาก จนไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง คุณมองประเด็นนี้อย่างไร

หากสถานการณ์ที่ครูกําลังรับมืออยู่มันยาก เราก็ต้องมาพูดถึงเรื่องนวัตกรรมที่จะช่วยให้การทำงานเรื่องความสัมพันธ์ดีขึ้นได้ ไม่ใช่บอกว่าเพราะมีปัญหา ฉันเลยไม่ทำอะไร

ถ้าครูไม่มีเวลาให้เด็กทั้งห้องเรียน แต่เมื่อเด็กเกิดปัญหาหนึ่งคน ครูในโรงเรียนมาช่วยกันแก้ปัญหาให้เด็กได้ไหม อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงในคาบโฮมรูมก็ได้ ทุกวันนี้คาบโฮมรูมเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่ถูกนำไปใช้ผิดประเภทมากๆ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าโฮมรูม ทำห้องเรียนให้เป็นบ้าน แต่สิ่งที่ครูบางส่วนทำคือเอาไปตรวจผม ตรวจเล็บ หรือปล่อยเป็นคาบว่าง ทางกระทรวงก็ไม่ได้มีไกด์ไลน์ให้ครูทำงาน แม้กระทั่งคณะที่สอนครูก็ไม่ได้มีการออกแบบนวัตกรรมมากพอจะช่วยครูได้ หากครูทำคาบนี้ให้มีพลังจริงๆ แค่วันละ 15 -20 นาที สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กจะเปลี่ยนแปลงไป แค่เราต้องมีพื้นที่ มีกิจกรรม มีเวลา สามเงื่อนไขประกอบร่างกัน ออกแบบมัน จัดลำดับความสำคัญให้มัน หากเรามองว่าเรื่องนี้สําคัญ มันต้องทําครับ แม้ไม่มีเวลาก็ต้องทํา หาเวลาให้ได้


กล่าวคือในสายตาคุณมองว่าแม้ระบบการศึกษามีปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ก็ยังพอมีหนทางให้ครูสามารถสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กได้

ใช่ แล้วผมบอกเลยว่าในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า โรงเรียนที่สร้างสัมพันธภาพเชิงบวกกับเด็กไม่เป็น จะเป็นโรงเรียนที่เด็กไม่อยากเข้าเรียน


แม้ว่าโรงเรียนจะมีการสอนวิชาการที่ดี?

วิชาการเขาหาที่อื่นได้ครับ เด็กหาเรียนออนไลน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กยิ่งโตขึ้นไปเรื่อยๆ ผมในฐานะพ่อคนหนึ่ง ถ้าจะให้ลูกเรียนที่ไหนสักที่ ผมต้องการโรงเรียนที่เป็นเพื่อนกับลูกผมได้ โรงเรียนที่ให้กําลังใจลูกผมเป็น โรงเรียนที่สร้างคาแรคเตอร์ให้ลูกผมสามารถสู้กับอุปสรรคได้ ส่วนการเรียนรู้ของลูกผม ออนไลน์มีเยอะแยะครับ ทุกวันนี้ AI คิดคำนวณอะไรต่างๆ เร็วกว่าครูมาก ประเด็นคือผมต้องการคนที่มาชวนคุย ตั้ง prompt ให้กับลูกผมเพื่อไปคุยกับ AI

การสอนทักษะทางสังคมแทบจะเป็นบทบาทเดียวเลยที่โรงเรียนควรทํา สำหรับการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ โรงเรียนอาจทําหน้าที่เป็นผู้ให้ไกด์ไลน์ว่าเด็กควรเข้าถึงอะไร เรียนรู้ยังไง แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องทํา คือช่วยให้เด็กมีกําลังใจ ช่วยอยู่ทีมเดียวกับเด็กในการก้าวผ่านวันที่เจอเรื่องยากๆ และสร้างเพื่อนให้เด็กหรือสร้างทักษะทางสังคม โรงเรียนยังมีประโยชน์ในโลกปัจจุบัน เพราะโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ทําให้คนมีเพื่อน เป็นประโยชน์ที่ผมเห็นชัดที่สุด และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังส่งลูกเข้าโรงเรียนอยู่ ไปหาเพื่อนข้างนอก มันไม่เวิร์กเท่าหาในโรงเรียนนะ เพราะโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมบางอย่างที่ทำให้เพื่อนได้ถกเถียงกัน แก้ปัญหาด้วยกัน ได้เจอเรื่องราวดีๆ เรื่องราวร้ายๆ ไปด้วยกัน ทําให้คนมีชีวิตชีวาขึ้น มีโจทย์ให้ค่อยๆ แก้ไปทีละจุด ทีละจุด มีครูเข้ามาไกด์ไลน์ มาท้าทายทีละเรื่อง นี่คือบทบาทของโรงเรียนที่อาจจะเข้มข้นขึ้นกว่านี้เรื่อยๆ ในยุคของ AI หากโรงเรียนทําหน้าที่นี้ไม่ได้ ผมบอกเลยว่าโอกาสยากมากที่จะมีเด็กอยากเข้าเรียน


คุณเคยลงไปทำงานร่วมกับครอบครัวบ้างไหม เจอความท้าทายแบบไหนมาบ้าง

จริงๆ ต้องบอกว่าโครงการเราพยายามสร้างเส้นแบ่งว่าเรื่องครอบครัวจะเป็นเรื่องที่ครูรู้และหาวิธีการจัดการร่วมกับเพื่อนครูด้วยกันเอง เพราะหากเราไปเข้าเป็นตัวแปรแทรกแซงครอบครัวโดยตรง เราคงไม่ต่างอะไรกับหมอที่มาบรรยายให้ความรู้ในวันประชุมผู้ปกครอง ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดภาพนั้น เราอยากให้ระบบนิเวศในโรงเรียนและความสัมพันธ์ระหว่างครูกับครอบครัวแข็งแรงขึ้น ดังนั้น ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรู้จักเราเลยก็ได้

มีแค่บางครั้งที่ครูอาจจะมาขอคำปรึกษาจากเราในการทำงานร่วมกับเด็กและครอบครัวที่ท้าทาย เช่น เด็กไม่เข้าเรียนติดต่อกันนานมาก ครูอยากให้เด็กเข้าเรียนจนจบชั้น ม.3 แต่ตามตัวเด็กได้ยากมาก และพบว่าพ่อแม่เองก็ไม่มีเวลาให้เด็กด้วย ครูเลยมาปรึกษา เราก็ชวนครูตั้งหลักก่อนว่าเป้าหมายคือพาให้เด็กรอดนะ ไม่ได้ต้องการลงโทษเด็ก พอตั้งหลักชัดแล้วไปกันต่อ เปิดใจกับเชื่อมใจเด็กให้ได้ ครูหาวิธีการส่งขนมให้เด็กกิน เขียนโพสต์อิตให้เด็กบ้าง เด็กก็เริ่มเข้ามาหา มาระบายให้ครูฟัง จังหวะทองเลย ลุยต่อ ครูบอกว่าครูอยู่ทีมเดียวกับเธอนะ ครูอยากช่วยเธอจริงๆ เราจะมาจบ ม.3 ไปด้วยกัน หาวิธีแก้ไขไปเรื่อยๆ แบบสโนว์บอล ไม่มีวิธีการตายตัว


พอเห็นภาพไหมว่าเด็กจากพื้นฐานครอบครัวแบบไหนที่เราต้องใช้จิตวิทยาเชิงบวกเข้าไปดูแลมากเป็นพิเศษ

หนังสือ ‘Poor Student, Rich Teaching’ บอกชัดเจนว่า สิ่งที่เด็กที่มีพื้นฐานทางครอบครัวย่ำแย่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่การติววิชาการ แต่เป็นกําลังใจ เพราะการที่เขาจะลุกขึ้นมาขยันเรียนได้เหมือนเคสคุณกระทิง มันต้องผ่านอุปสรรคเยอะมาก บ้านไม่มีห้องแอร์ ไม่มีไฟ ไม่มีหนังสือ ไม่มีเก้าอี้อย่างดี เดินมาโรงเรียนในแต่ละวันต้องนั่งรถสองแถวเบียดกันเข้ามาในเมือง เด็กต้องใช้พลังใจมหาศาลในการพาตัวเองไปสู่การพัฒนา เพราะฉะนั้นแหล่งพลังงานของพลังใจเด็กจึงสําคัญ เด็กยิ่งมีพื้นฐานทางครอบครัวแย่ ยิ่งต้องการพลังงานทางใจสูง และไม่ได้มีเฉพาะในครอบครัวฐานะยากจนนะครับ เด็กที่บ้านฐานะร่ำรวย แต่พื้นฐานทางครอบครัวไม่ดีก็มีเหมือนกัน

การเติมจิตวิทยาเชิงบวกที่เราทำอยู่จึงเหมือนการเติมน้ำเปล่าให้ระบบการศึกษา รสชาติอาจจะไม่โดดเด่น อาจจะจดจำไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมีในระบบ ขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มี เราก็จะเจอสถานการณ์อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เด็กไม่มีแรงจูงใจในการเรียน ไม่รู้สึกว่าการเรียนมีประโยชน์กับตัวเอง ทําไมเขาต้องตั้งใจล่ะ ฉันก็ไม่ได้มีค่าในสายตาใครนี่

ผมเคยไปทํางานกับเด็กในโรงเรียนห่างไกลที่หนึ่ง อยู่หลังเขาเลย พื้นฐานของคนที่มาเรียนโรงเรียนนี้คือลงมาจากภูเขาจริงๆ เด็กชั้น ม.5-6 ทํากระบวนการสองวัน สิ่งที่เด็กพูดในวันที่สอง ทําให้ผมสะท้อนใจมาก เขาบอกว่าเขาอยู่ ม.6 นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามีความฝัน เขากล้าที่จะฝันออกจากภูเขาลูกนี้ เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะทําอะไรได้นอกจากการไปเป็นพนักงานเซเว่น แต่ตอนนี้เขาเห็นความเป็นไปได้

การเห็นความเป็นไปได้ ภาษาทางจิตวิทยาเชิงบวกเรียกว่า optimism การมีมุมมองต่ออนาคตในเชิงบวก ไม่ใช่มองโลกเป็นสีชมพู แต่มองโลกไปข้างหน้าว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีก แล้วฉันมีส่วนร่วมทำให้มันดีขึ้นได้ด้วย เป็นตัวแปรสําคัญของการทําให้คนอยากก้าวไปข้างหน้าและทําให้ตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม จากตรงนี้ผมคิดว่าไม่ว่าเด็กกลุ่มไหนก็ต้องการแหล่งพลังใจ ต้องการเห็นความเป็นไปได้ ยิ่งเด็กขาดพื้นฐานทางครอบครัวที่ดี พื้นฐานชีวิตในด้านอื่นๆ ที่ดี เขาก็ยิ่งต้องการมากขึ้นไปอีก


เด็กช่วงวัยไหนที่เราควรเติมจิตวิทยาเชิงบวกให้ชีวิตในโรงเรียนของพวกเขามากที่สุด

ผมว่าทําได้ทุกวัยเลย ปัญหา generation crash ในยุคนี้ หากนำเรื่องนี้เข้าไปเสริมก็น่าจะบรรเทาได้เยอะ การทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจเด็กเล็กเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทุกวันเขาได้เจอครูเวลาไปส่งหลานที่โรงเรียน ก็ลองเปิดโอกาสให้มีพื้นที่ตรงนั้นหน่อย อย่าบอกว่าตัวเองเป็นแค่ย่ายาย ให้ไปคุยกับพ่อแม่เอง ถ้าครูทำให้ยายเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์กับหลานได้ ยายไปเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนยายด้วยกัน จะขยับขยายเป็นการให้ความรู้ในชุมชน สร้างเป็นกระบวนการเกาะเกี่ยวการเปลี่ยนแปลงทุกช่วงวัยเด็กได้ ต่อเนื่องกันไปโดยไม่เฉพาะเจาะจงไปตามช่วงวัยใดวัยหนึ่ง

แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามว่าช่วงวัยไหนที่รู้สึกขาดการเอาใจใส่ที่สุดในปัจจุบัน ผมคิดว่าเป็นช่วงประถมและมัธยม เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กจะโตก็ยังไม่โต แต่ก็ไม่ใช่เด็ก ครอบครัวก็ไม่รู้ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์ยังไง หมอเด็กตามเพจส่วนใหญ่ก็แนะนําการดูแลมาถึงแค่ช่วง 7 ขวบ แล้วเลย 7 ขวบล่ะจะต้องทํายังไง



ทุกวันนี้เด็กมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น อีกทั้งยังพบในกลุ่มเด็กอายุน้อยลงเรื่อยๆ คุณมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

ผมมีมุมมองส่วนตัวต่อเรื่องนี้ว่าบางทีเป็นเพราะเรามีเครื่องมือคัดกรองเยอะไป แต่มีเครื่องมือทํางานกับเรื่องนี้น้อยไป ในฐานะนักจิตวิทยาเชิงบวกคนหนึ่ง เรามองว่าปัจจุบันคนต้องการจะระบุให้ได้ว่าเด็กซึมเศร้าหรือเปล่า เด็กสมาธิสั้นไหม แล้วมีการส่งเครื่องมือคัดกรองเข้าไปสู่ระบบการศึกษามหาศาลเลย ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (early detection) มันดีอยู่แล้ว แต่เครื่องมือบางอย่างเช่นแบบสอบถามหรือเครื่องมือในการสังเกตก็มีข้อผิดพลาดได้

นอกจากนี้ ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต หากถูกตีตรา ถูกทําให้เข้าใจว่าเป็นโรคตั้งแต่เด็ก ยิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งถอนออกจากใจยากเท่านั้น บางทีกลายเป็นกรณีซึมเศร้าเทียม และการที่เรารู้คำศัพท์เรื่องโรคทางจิตวิทยามากเกินไปอาจกลายเป็นต้นทุนให้เราไปมองหา what’s wrong ในตัวเด็ก เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องทำให้เกิดการบาลานซ์ คือการมองหา what’s work พยายามมองหาคุณค่าของเด็ก เรื่องเด็กที่ได้ดี มีอารมณ์เชิงบวกเมื่อได้ทำสิ่งนั้นด้วย แล้วต่อยอดมัน ทำให้เด็กเอนจอยกับช่วงเวลาเหล่านั้นมากขึ้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ในทางงานจิตวิทยาเชิงบวกพบว่าจะช่วยทำลดการเกิดและความรุนแรงของปัญหาลงได้แบบภาพรวม

ในแง่หนึ่ง เราอาจใช้กรอบการมองแบบ PERMA ในแนวคิดความอยู่ดีมีความสุข (theory of well-being) ของ ดร.มาร์ติน เซลิกแมน (Martin Seligman) มาเป็นจุดตั้งต้นในการประเมินสิ่งที่ขาดหายไปใน well-being ของเด็กผ่านตัวแปร 5 ตัวได้ ประกอบไปด้วย positive emotion – อารมณ์เชิงบวกของเด็กเป็นอย่างไร, engagement – เด็กรู้สึกมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากน้อยขนาดไหน, relationship – สัมพันธภาพเป็นอย่างไร, meaning – การตระหนักในความหมายหรือว่าคุณค่าของสิ่งที่ทําอยู่ เด็กรู้ไหมว่าทําไปเพราะอะไร เห็นผลลัพธ์ของเรื่องต่างๆ ไหม และ accomplishment – เด็กติดตามความก้าวหน้าตัวเองได้ไหม ถ้าเห็นตัวเองกำลังเดินไปข้างหน้า เขาก็จะออกแบบอนาคตเป็น


การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน ครอบครัว จำเป็นไหมว่าต้องทำอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อครูคนหนึ่งอาจได้เจอเด็ก ดูแลเด็กแค่ไม่กี่เทอมเท่านั้น

ความสัมพันธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลามากขนาดนั้น เราอาจจะรู้สึกประทับใจกับคนบางคนที่ได้ไปร่วมแคมป์กันสามวันไปตลอดชีวิตก็ได้ ครูมีเวลาตั้งปีหนึ่ง จะไม่มีโอกาสสร้าง micro moment ที่มีพลังกับเด็กเลยเหรอ ประเด็นคือเรื่องนี้เป็นโจทย์ของครูหรือเปล่า ถ้ายัง ผมอยากลองชวนมาเป็นโจทย์ดู


รัฐจะเข้ามามีส่วนช่วยในเชิงนโยบาย ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือลงทุนการทำงานเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในระบบการศึกษาได้อย่างไรบ้าง

ผมขอพูดถึงสองระดับ ระดับแรกคือการสร้างครูในรั้วมหาวิทยาลัย เรื่องจิตวิทยาเชิงบวกต้องเป็นโจทย์และให้เวลาเรียนรู้เรื่องนี้แก่ผู้เรียนมากขึ้น และต้องเป็นการเรียนรู้แบบเชิงรุกด้วย หมายความว่าผู้เรียนต้องมี practice ในการได้คิด ได้ออกแบบ ได้ทดลองและดูการตอบสนอง เพราะมันเกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในห้องเรียนระหว่างครูกับเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับพ่อแม่ของเด็ก มันควรเป็นโจทย์ที่ถูกนิเทศในวันที่ฝึกสอนเลย และต้องมีการออกแบบนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้กลายมาเป็นทางเลือกในระบบการพัฒนาครูของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือข้อเสนอที่ชัดเจน เพราะจิตวิทยาที่ครูเรียนในตอนนี้เป็นจิตวิทยาบริสุทธิ์ ไม่ใช่จิตวิทยาประยุกต์ สิ่งที่ครูควรจะต้องเรียนคือจิตวิทยาประยุกต์ คือจิตวิทยาเชิงบวกเลย เพราะทุกทฤษฎีของจิตวิทยาเชิงบวกมีวิธีการกํากับ มีตัวแปรที่ทําให้ครูจับต้องได้ และทํางานต่อได้

ผมเคยไปอบรมคลาสหนึ่ง มีครูเข้าร่วมประมาณ 400-500 คน ผมถามว่าสมัยที่เรียนครู เรียนวิชาจิตวิทยา ครูเจออะไรบ้าง อะไรคือสิ่งที่ครูจําได้บ้าง สิ่งที่ครูตอบมาและเสียงหัวเราะก็เป็นเครื่องยืนยันว่าครูหลายคนเป็นแบบนั้น คือจำได้แค่เรื่องสั่นกระดิ่งแล้วหมาน้ำลายไหล เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงื่อนไขของการสั่นกระดิ่งแล้วหมาน้ำลายไหลคืออะไร การสั่นกระดิ่งแล้วหมาน้ำลายไหลนําไปสู่อะไร มันนําไปสู่วิธีคิดแบบทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่วในโรงเรียน ถ้าเด็กคนไหนทําดี ฉันให้รางวัล เด็กคนไหนทําไม่ดี ฉันจะลงโทษ นี่คือระบบสร้างครูโดยวิชาจิตวิทยาที่ผ่านมาที่ผมเห็น ซึ่งมันไม่พอและมันผิดทางด้วย สิ่งที่ควรต้องเปลี่ยนชัดเจนเลยคือครูต้องเรียนจิตวิทยาเชิงบวก ไม่เรียนไม่ได้ และต้องนำเอาไปฝึกฝนในวันที่ฝึกสอนด้วย

ส่วนข้อเสนออีกระดับหนึ่ง คือระดับของกระทรวงที่ดูแลโรงเรียน ผมคิดว่าโจทย์สําคัญคือการตั้งหลักทางความคิดเกี่ยวกับการทําหน้าที่ของครูประจําชั้น ปัจจุบันการทําหน้าที่ของครูประจําชั้นไม่ได้ถูกนับรวมในภาระงานที่ต้องถูกประเมินผลอย่างชัดเจน มันเป็นการทําหน้าที่ในฐานะตัวชี้วัดหนึ่ง แต่ครูก็ต้องเป็นครูประจําวิชาอื่นๆ มันจึงกลายเป็นงานฝากที่ครูก็ไม่ได้จริงจังกับมันมาก

ถ้าต้องการดึงภารกิจในการดูแลเด็กขึ้นมาเป็นโจทย์ ก็จําเป็นต้องออกแบบเรื่องการประเมินด้วย การทําหน้าที่ครูประจําชั้นควรมีคุณค่ามหาศาลต่อการประเมินที่ทําให้ครูคนนั้นได้รับการเลื่อนขั้นหรือไม่เลื่อนขั้น เพราะมันคือการทําหน้าที่ที่ทําให้ครูมองเห็นเด็กทุกคนจริงๆ ครูหลายคนถูกมอบหมายให้เป็นครูประจําชั้นอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าทําอะไรในวันที่เป็นครูประจําชั้น นี่คือความไม่ชัดเจนในระบบการศึกษาไทย ในโรงเรียนอินเตอร์ ครูโฮมรูมมีหน้าที่รายงานพ่อแม่ ดูแลสุขภาพกายใจของเด็ก ครูจิตวิทยาในโรงเรียนแทบไม่มีงานนะครับ มีเฉพาะเคสใหญ่ๆ เท่านั้น

ถ้ากระทรวงวางน้ำหนักผิด ไม่ให้น้ำหนักกับครูประจําชั้น ความท้าทายที่กระทรวงจะต้องเจอ คือการเพิ่มนักจิตวิทยาแบบไม่สิ้นสุด เหมือนทุกวันนี้ที่มีกระแสเรียกร้องให้มีนักจิตวิทยาโรงเรียน ถามว่านักจิตวิทยาโรงเรียนหนึ่งคนดูแลเด็กทั้งโรงเรียนไหวเหรอ ยังไม่รวมกับว่าเรียนจบจิตวิทยาแบบไหนมาด้วยนะ จิตวิทยาคลินิกก็สายหนึ่ง จิตวิทยาการปรึกษาก็สายหนึ่ง แล้วการเป็นนักจิตวิทยาก็ไม่สามารถดูแลการเติบโตของเด็กได้เท่ากับครูประจําชั้น เพราะไม่มีคาบสอนชัดเจน

การให้น้ำหนักที่ครูประจําชั้นจึงเป็นโจทย์ที่สําคัญและท้าทายกระทรวงมากๆ เราต้องมานั่งคุยกันว่าทําแบบไหนถึงจะเหมาะสําหรับประเทศไทย เพราะเราคงเป็นเหมือนฟินแลนด์ไม่ได้ ที่ฟินแลนด์กำหนดให้ครูประจําชั้นต้องจบปริญญาโท ต้องเรียนเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็ก มีการฝึกฝนชัดเจน ถูกประเมิน โดยคนที่เป็นครูประจําชั้นจะมี career path ที่สูงและเร็วกว่าครูทั่วไป ผมว่าเราทําขั้นนั้นยากในบริบทปัจจุบัน เพราะอย่างนั้นจึงกลับมาที่ความเป็นไปได้ว่า เราจะทําอย่างไรให้ครูประจําชั้นที่มีอยู่ทุกโรงเรียน หรือจริงๆ แล้วอาจเป็นครู 80% ของประเทศนี้ รู้ว่าการทําหน้าที่ครูประจําชั้นทําอย่างไร ประเมินอย่างไร แล้วมีผลอย่างไรกับเด็กและตัวเอง


สุดท้ายนี้ ภาพสังคมโรงเรียนที่คุณอยากเห็น รวมถึงทักษะของเด็กที่จำเป็นต้องมีในอนาคตเป็นแบบไหน

สำหรับภาพในโรงเรียนก็อาจจะเป็นแบบที่เราพูดกันมา คือโรงเรียนต้องทําหน้าที่เป็นสังคมเติมความอุ่นใจให้เด็ก เป็นสังคมที่เด็กเข้ามาแล้วรู้สึกว่าเขามีพลังใจเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องมาสนุกสนานตลอดเวลานะ มันเป็นความอุ่นใจ ความรู้สึกพอดีในการอยู่ตรงนั้น การมีพลังใจเพิ่มขึ้นต้องมาควบคู่กับพื้นที่และการมองเห็นที่ชัดเจน มีกระบวนการและพื้นที่ในการพูดคุยกันแบบมนุษย์ในโรงเรียนมากขึ้น มากกว่าการที่ครูมาถึงก็สอนเลย มันจะเป็นการพูดคุยกันแบบมนุษย์คุยกับมนุษย์ เพื่อเอาชนะความท้าทายของการเรียนรู้ยุคใหม่ให้ได้ เราต้องเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้คน พร้อมกับหุ่นยนต์และ AI ในอนาคต นี่คือสิ่งที่ต้องเจอแน่ๆ

ส่วนเรื่องของเด็ก ผมคิดว่าสิ่งสําคัญสําหรับเด็กในอนาคตคือการตั้งคําถามให้เป็น สามารถสร้าง prompt ของตัวเองได้ สร้างคีย์เวิร์ดได้เวลาที่เขาอยากหาข้อมูลอะไร เมื่ออยากได้ตัวช่วยอะไร เขารู้ว่าเขาจะไปหาทางไหน และมองเห็นวิธีการสร้างความอิ่มเอมแก่ชีวิตตัวเอง เพราะความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือคนจะค่อยๆ หาที่ยึดโยงกับตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ ทุกอย่างจะถูกทำให้เร็ว ทั้งการเปลี่ยนแปลงข่าวสารข้อมูล เครื่องมือ สถานการณ์โลก สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า จนอาจไม่มีเวลาในการซึมซับกับสิ่งที่อยู่รอบตัวมาก พอมันเร็วปุ๊บคนอาจใช้ชีวิตเหมือนจะจมน้ำตลอดเวลา ตะเกียกตะกายตลอดเวลา

เด็กต้องรู้จักวิธีพักหายใจ ซึมซับกับสิ่งที่อยู่รอบข้าง เกิดการตกผลึกทางความคิดเพื่อสร้างโจทย์ที่ชัดเจนในการเดินหน้าต่อ สรุปแล้ว มันคือเรื่อง self-awareness กับ critical thinking หากขาด self-awareness เด็กจะซึมซับความสัมพันธ์ไม่เป็น social awareness จะไม่เกิด ถ้าเขาขาด critical thinking การตั้งโจทย์กับอนาคตจะไม่เกิด

และที่สำคัญคือ เด็กต้องรักตัวเองให้เป็นถึงจะรักคนอื่นเป็น




ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Education

20 Jul 2023

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในวิกฤต (?)

ข่าวการปรับหลักสูตรของอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ชวนให้คิดถึงอนาคตของการเรียนการสอนสายมนุษยศาสตร์ เมื่อตลาดแรงงานเรียกร้องทักษะสำหรับการทำงานจริง จนมีการลดความสำคัญวิชาพื้นฐานอันเป็นการฝึกฝนการวิเคราะห์วิพากษ์เพื่อทำความเข้าใจโลกอันซับซ้อน

เสียงเล็กๆ จากประชาคมอักษร

20 Jul 2023

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save