fbpx

อิหร่านหลังการจากไปของ เอบรอฮีม รออีซี (และการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง) : อาทิตย์ ทองอินทร์

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า เอบรอฮีม รออีซี (Ebrahim Raisi) ประธานาธิบดีอิหร่านเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก พร้อมด้วย ฮอสเซน อามีร์-อับดุลลาเฮียน (Hossein Amir-Abdollahian) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศและเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เป็นผู้ติดตามการเดินทางครั้งนั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นการสูญเสียที่ชวนตระหนกและไม่อาจคาดเดา ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเมืองภาพใหญ่ -ทั้งในและนอกประเทศ- ของอิหร่าน โดยเฉพาะเมื่อต้องเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งเดิมถูกกำหนดไว้ในปี 2025 ให้ขยับเข้ามาในช่วงปลายเดือนมิถุนายนแทน

รออีซีเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายอนุรักษนิยมที่ดำเนินนโยบายในประเทศด้วยท่าทีแข็งกร้าวจนได้รับฉายาว่าเป็นผู้นำสายแข็งและเป็นนักเชือดแห่งกรุงเตหะราน (Butcher of Tehran) โดยก่อนหน้านี้มีข่าวลือเป็นระยะว่าเขาอาจถูกวางตัวให้รับตำแหน่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือผู้นำคนสูงสุดเป็นลำดับถัดไปต่อจาก อาลี คอเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำคนสูงสุดคนปัจจุบันด้วย การเสียชีวิตของรออีซีจึงสะเทือนอิหร่านทั้งองคาพยพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

101 สนทนากับ ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต่อความเคลื่อนไหวในลำดับถัดไปของอิหร่าน ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่, กลไกและโครงสร้างทางการเมืองหลังการจากไปของรออีซี ตลอดจนการเมืองระหว่างประเทศที่เกี่ยวโยงกับโลกมุสลิมและโลกตะวันตก


การตายของเอบรอฮีม รออีซี ประธานาธิบดีอิหร่าน ส่งผลต่อภาพรวมการเมืองอิหร่านอย่างไร

เบื้องต้นขอแยกผลกระทบออกเป็นสองส่วน คือภายในประเทศและนอกประเทศ กับผลกระทบในระยะสั้นกับระยะยาว 

ในส่วนของระยะสั้นหรือเฉพาะหน้า ผมคิดว่าจากมุมมองเชิงโครงสร้างสถาบันคงไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญมากนัก เพราะผมมองว่าสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของระบอบการเมืองอิหร่าน หากพิจารณาจากมุมมองเชิงสถาบันการเมือง คือสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) เพราะเป็นที่รวมของอำนาจอย่างเป็นทางการหลายๆ อย่าง เทียบกับบ้านเราง่ายๆ คือเป็นเสมือนทั้ง กกต. คุมคุณสมบัติของคนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งประธานาธิบดี ทั้งสมาชิกสภาฯ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น และยังเป็นเสมือนทั้งศาลรัฐธรรมนูญในการตีความว่าการกระทำแบบใดถือว่าขัดหลักอิสลามตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 

โดยสภาผู้พิทักษ์ดังกล่าวมีสมาชิกประมาณ 12 คน 6 คนมาจากการแต่งตั้งโดยตรงของผู้นำสูงสุด อีก 6 คนมาจากการเลือกสรรจากรัฐสภา ซึ่งตั้งแต่ปี 2020 เสียงข้างมากเด็ดขาดของสภาฯ ก็เป็นของฝ่ายอนุรักษนิยม ฉะนั้น 12 อรหันต์ในสภาผู้พิทักษ์ก็เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมด้วย เพราะรัฐสภาช่วงที่เลือกสภาผู้พิทักษ์ชุดนี้ก็เป็นฝั่งขวา สภาผู้พิทักษ์ก็จะไปส่งผลต่อแง่มุมอื่นทางการเมืองในอิหร่านหลายๆ อย่างเนื่องจากมีสิทธิในการคุมคุณสมบัติผู้ลงสมัครเลือกตั้ง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกตั้งในอิหร่านแม้แต่ในปี 2020 ผู้ลงสมัครเลือกตั้งหลายพันคนจึงถูกตัดคุณสมบัติ และการเลือกตั้งที่รออีซีขึ้นมานั้น อัตราการออกมาเลือกตั้งของประชาชนจึงมีแค่ 48 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนที่เป็นสายปฏิรูปนิยมถูกตัดสิทธิไม่ได้ลงสมัครประธานาธิบดีไปเกือบทั้งหมด กลายเป็นว่า ประธานาธิบดีรออีซี, โมฮัมหมัด มุคบีร (Mohammad Mokhber -รองประธานาธิบดีอิหร่าน) ที่ตอนนี้เป็นประธานาธิบดีรักษาการอยู่ หรือกระทั่ง อาลี บอเกรี คานี (Ali Bagheri Kani -รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน) ที่เป็นรักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ล้วนเป็นสายอนุรักษนิยมหมดเลย สภาฯ ก็เป็นอนุรักษนิยม ศาลก็เช่นกัน 

ทั้งนี้บทบาทของประธานาธิบดีอิหร่านในเชิงกฎหมายก็เหมือนประเทศที่ใช้ระบอบประธานาธิบดีอื่นๆ แต่บทบาทในเชิงพฤตินัยหลักๆ มีสองประเด็น 

ประเด็นแรก คือเป็นจุดเชื่อมโยงกับเสียงประชาชน ที่บอกถึงระบอบสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะพบว่ามีสองคำคู่กัน คือคำว่าอิสลามกับความเป็นรัฐของสาธารณะ หรือสาธารณรัฐ เสียงมวลชนจึงต้องถูกรวมเข้ามาด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้ เพราะการปฏิวัติปี 1979 ไม่ใช่การปฏิวัติเพื่อสร้างรัฐศาสนาตั้งแต่แรกอย่างเป็นฉันทามติ แต่การปฏิวัติก่อตัวขึ้นจากการระดมพลังของกลุ่มชนหลายแนวทางที่ต่างมีเป้าหมายร่วมกันขณะนั้นคือการล้มระบอบชาฮฺ ดังนั้น ประธานาธิบดีจึงสำคัญมาก สภาฯ จึงสำคัญมากและการเลือกตั้งก็สำคัญ เพื่อยืนยันที่ทางที่ยังคงอยู่และเปิดกว้างสำหรับแนวทางที่หลากหลายเหล่านั้น

ประเด็นที่สอง ประธานาธิบดีคือคนรับหน้าสื่อทั้งหลายแทนผู้นำให้อยู่เหนือการเมือง ผู้นำสูงสุดก็ต้องการประธานาธิบดีที่ตัวเองคุมได้ โดยประธานาธิบดีจะเป็นผู้รับผิดรับชอบอย่างเป็นทางการในนามระบอบการเมือง รวมทั้งเชื่อมโยงกับสภาฯ ที่มีอำนาจผ่านข้อกฎหมายต่างๆ แม้ว่าอำนาจนิติบัญญัติดังกล่าวของสภาจะอยู่ในการกำกับอีกชั้นของสภาผู้พิทักษ์ก็ตาม 

ฉะนั้น ด้วยสถาบันและกระบวนการทางการเมืองแบบนี้ที่กำกับไว้ด้วยสภาผู้พิทักษ์อีกชั้นหนึ่ง จึงเท่ากับว่าโครงสร้างไม่มีการเปลี่ยน เมื่อรออีซีเสียชีวิตเพียงคนเดียว ในระยะเฉพาะหน้านี้ผมจึงคิดว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร


หลายคนเชื่อว่าการเสียชีวิตของรออีซีไม่ส่งผลต่อการเมืองภาพใหญ่มากนัก เพราะคนคุมอำนาจเบ็ดเสร็จกว่าคือคอเมเนอี กระนั้น ทำไมอาจารย์จึงคิดว่าสภาผู้พิทักษ์น่าจะมีบทบาทตรงนี้มากกว่า

ในระยะยาว เราต้องถอยกลับไปตั้งแต่อาลี คอเมเนอี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนที่หลังจากนั้นก็ได้ขึ้นไปเป็นผู้นำสูงสุด ประธานาธิบดีคนต่อมาคือ อัคบาร์ รัฟซันจานี (Akbar Rafsanjani) หลังจากนั้นก็มาเป็น โมฮัมหมัด คอเตมี (Mohammad Khatami) 

คอเมเนอีกับรัฟซันจานีเป็นสายอนุรักษนิยม แต่คอเตมีเป็นสายปฏิรูปและอยู่ครบสองวาระคือแปดปีด้วย หลังจากนั้นก็เป็น มะฮ์มูด อาฮ์มาดีเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ซึ่งเป็นสายอนุรักษนิยม อยู่ครบวาระแปดปี หลังจากนั้นก็เป็น ฮาซัน โรฮานี (Hassan Rouhani) ซึ่งเป็นสายปฏิรูปนิยมและอยู่ครบแปดปีเช่นกัน ถัดจากนั้นจึงมาเป็นรออีซีที่เป็นสายอนุรักษนิยม

เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งสลับขั้ว ไม่มีใครคุมทุกสิ่งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น และตั้งแต่กระแสคอเตมีที่เป็นสายปฏิรูปคนสำคัญคนแรกขึ้นทะลุมาเป็นประธานาธิบดีได้ ฝ่ายอนุรักษนิยมก็พยายามปรับตัวและปรับกลยุทธ์ในการต่อสู้ทางการเมืองมาโดยตลอด

และหนึ่งในวิธีการของฝ่ายอนุรักษนิยม คือการผนึกกำลังของพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมราว 21 พรรคสู้ในกระบวนการเลือกตั้ง ควบคู่กับบทบาทของสภาผู้พิทักษ์ในการกำกับควบคุมคุณสมบัติและตัดสิทธิลงเลือกตั้งของผู้สมัครฝ่ายปฏิรูป เพราะการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาถือว่าสำคัญมาก คอเมเนอีที่เป็นผู้นำสูงสุดอายุ 85 ปีแล้วและมีโรครุมเร้า ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่าวางตัวกันให้รออีซีเป็นหนึ่งในตัวเลือกสืบทอดอำนาจผู้นำสูงสุด และชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็จะทำให้เขามีเส้นทางการเมืองคล้ายกับคอเมเนอี คือเป็นประธานาธิบดีก่อนแล้วอาจจะได้เป็นผู้นำสูงสุด 

ทั้งหมดนี้ หากมองในระยะยาวเราจะเห็นว่า โจทย์จริงๆ สำหรับการเลือกตั้งรอบหน้าซึ่งจะเกิดขึ้นในปีหน้าหากรออีซีไม่เสียชีวิต โดยธรรมชาติของระบบการเมืองอิหร่าน อย่างไรรออีซีก็น่าจะได้รับเลือกตั้งอีกรอบ อยู่รอบวาระแปดปี ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงในการเมืองอิหร่านจะไม่เกิดขึ้นในระยะอย่างน้อยนับไปอีกสี่ปี แต่ข้อมูลที่จะช่วยให้เราเห็นภาพในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้นคือช่วงการประกาศผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีว่ามีใครบ้าง หรือผู้ลงสมัครที่มาจากสายปฏิรูปจะโดนตัดสิทธิหรือเปล่า อันนี้เราก็ต้องดูต่อและจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าแรงกระเพื่อมของสังคมจะมากแค่ไหน แต่ก็จะไปไกลได้แค่ว่าอัตราการออกมาเลือกตั้งจะมากหรือน้อยเท่านั้น คงไม่ถึงขั้นเกิดการล้มระบอบ เพราะธรรมชาติการเมืองอิหร่านที่ผู้นำสลับขั้วเช่นนี้ ผมคิดว่าคนอิหร่านคงไม่ได้ถึงขั้นจะไปล้มระบอบด้วยเหตุผลที่ว่ามีนักการเมืองถูกตัดสิทธิหรือยุบพรรคเพียงเหตุผลเดียว

แต่ระยะยาวที่ต้องจับตาว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด คือกรณีภายหลังจากยุคของท่านอิมามคอเมเนอีว่าการเมืองอิหร่านในระยะเปลี่ยนผ่านผู้นำจะคลี่คลายตัวไปในทิศทางใด  


อย่างนั้นแล้วอาจารย์มองอำนาจและบทบาทของคอเมเนอีถัดจากนี้อย่างไร

บทบาทของคอเมเนอียังสูงอยู่แน่ล่ะ แต่เราต้องไม่ลืมว่าระบบการเมืองของอิหร่านนี่น่าจะเป็นหนึ่งในระบบที่ซับซ้อนที่สุดในโลกแล้ว หัวใจหลักของสภาผู้พิทักษ์คือการคุมสภาพการเมืองภายในมากพอสมควร แต่ตัวผู้นำสูงสุดและสภาผู้นำสูงสุดจะคุมหน่วยงานหลักๆ ได้แก่ หน่วยรบพิเศษที่สังกัดกองทัพบก คือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps -IRGC) ซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องอุดมการณ์และรูปแบบความเป็นสาธารณรัฐอิสลาม ช่วงการปฏิวัติอิสลาม 1979 หนึ่งในอุดมการณ์เวลานั้นคือการส่งออกอุดมการณ์การปฏิวัติไปยังภูมิภาค หนึ่งในพันธกิจของ IRGC จึงขยายไปยังนอกประเทศด้วย รวมทั้งการหนุนเสริมเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธ กลุ่มการเมืองในที่ต่างๆ โดยหลักๆ ที่เราได้ยินชื่อกันคือกลุ่มฮูษี (Houthis -หมายถึงกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ) ในเยเมน กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah -หมายถึงพรรคการเมืองของชีอะห์) ในเลบานอน ฮามาส (Hamas -หมายถึงกองกำลังติดอาวุธสายซุนนี) ในปาเลสไตน์ซึ่งอาจเป็นกรณีพิเศษเพราะให้ความช่วยเหลือเรื่องอื่นด้วย ตลอดจนกองกำลังบางส่วนในอิรัก ก็นับเป็นเครือข่ายของ IRGC 

IRGC ขึ้นตรงต่อผู้นำ ดังนั้น ทิศทางนโยบายต่างประเทศจึงอยู่ที่ตัวผู้นำสูงสุดมาก กำกับทิศทางได้มาก ส่วนสภาผู้พิทักษ์นั้นมีบทบาทเชิงโครงสร้างสถาบันทางการเมืองในประเทศมากกว่า 


โดยทั่วไปแล้วสถาบันใดก็ตามที่คุมกองกำลังหรือกองทัพได้มักมีอำนาจอยู่เหนือสถาบันอื่น กรณีของคอเมเนอีที่คุม IRGC ได้ทำให้ได้เปรียบในเชิงสถานะทางการเมืองแค่ไหน

ผมว่าสภาผู้พิทักษ์มีบทบาทในเชิงคุมระบบการเมืองว่าใครจะเข้าระบบได้บ้าง ใครไม่ควรเข้ามา ส่วนตัวผมคิดว่ารูปแบบการบริหารลักษณะนี้ ควบคุมได้แยบยลกว่าการใช้กองทัพ คล้ายๆ ตุลาการภิวัตน์ (ยิ้ม) โดยยึดหลักการวินิจฉัย ตีความให้สอดคล้องกับยุคสมัยโดยปราชญ์ทางศาสนาเท่านั้นเป็นหลักการรองรับความชอบธรรมในการนำทาง


ขยับมาถึงผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศบ้าง ถ้าการเสียชีวิตของรออีซีไม่ส่งผลต่อการเมืองภายในประเทศนัก คิดว่าถ้าในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมุสลิมด้วยกัน จะส่งผลมากน้อยแค่ไหน

ถ้าพูดในเชิงความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างๆ ผมว่าการเสียชีวิตของรออีซีในระยะเฉพาะหน้าก็ไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายนัก แต่ในแง่น้ำหนักของการดำเนินการจะลดลงแน่นอน เช่น การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับฮามาส หรือการหนุนเสริมฮูษี หรือการแสดงออกเรื่องการต่อต้านอเมริกา รวมทั้งเป้าหมายลบอิสราเอลไปจากแผนที่โลก ก็คงทำเหมือนเดิมแต่เบาลง เพราะแม้จะมีสมมติฐานว่าวางรออีซีเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากคอเมเนอี แต่ตัวรออีซีถือว่าเป็นผู้นำที่ค่อนข้างอ่อนแอ เขาไม่ได้คุมอำนาจองค์กรต่างๆ ได้มากมายนัก


แม้ว่ารออีซีจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่แข็งกร้าว เด็ดขาดมากที่สุดคนหนึ่งของอิหร่านน่ะหรือ

ผมคิดว่าเขาอ่อนแอในเชิงการกุมอำนาจในการตัดสินใจ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับผู้นำสายอนุรักษนิยมคนก่อนหน้าเขา เช่น อาฮ์มาดีเนจาด หรือรัฟซันจานี หรือกระทั่งสมัยที่คอเมเนอีเป็นประธานาธิบดี ท่านแข็งกว่ารออีซีนะ ซึ่งตอนที่คอเมเนอีขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นช่วงหลังการปฏิวัติใหม่ๆ ด้วย อาจเพราะภูมิหลังที่แตกต่างกัน ท่านคอเมเนอีคือผู้นำคนสำคัญในการล้มระบอบชาฮฺ มีส่วนร่วมในสงครามกับอิรัก และบริหารคุมกองกำลัง IRGC ฉะนั้นเขาจึงมีบุคลิกการเป็นผู้นำคนละแบบกับรออีซีที่เป็นนักการศาสนา อยู่ในแวดวงศาสนามาตลอด โดยเติบโตมาจากสายของปราชญ์และนิติศาสตร์อิสลาม


ด้านหนึ่ง การเป็นนักบวชก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รออีซีมีบุคลิกช้าและไม่ค่อยทันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายๆ อย่างหรือเปล่า

เป็นไปได้ครับ เขาช้า และเวลาคุมสภาพ ระบบบริหารราชการต่างๆ ก็ลำบาก 

คนที่น่าจะมีอำนาจในเชิงการคุมทิศทางการต่างประเทศ ในแง่ความขัดแย้งแบบการทหารมากกว่ารออีซี คืออับดุลลาเฮียน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเสียมากกว่า ซึ่งเขาก็เพิ่งเสียชีวิตไปจากอุบัติเหตุเดียวกันกับรออีซี


มองเรื่องความเข้มงวดในการใช้กฎหมายหลังการตายของรออีซียังไง เพราะก่อนหน้านี้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ข้อกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่บ่อยๆ

ผมว่าในเชิงกฎหมายคงแข็งแรงเหมือนเดิม เพราะหลายเรื่องเป็นกฎหมาย หลายเรื่องอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เช่น การปลดปล่อยปาเลสไตน์ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญอิหร่าน ถือเป็นหน้าที่ แต่สิ่งที่จะผ่อนคลายลงคือการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า

Mourners attend the funeral procession of Iran’s President Ebrahim Raisi, in Tehran on May 22, 2024. – Huge crowds of Iranians thronged the streets of the capital Tehran on May 22 for the funeral procession of president Ebrahim Raisi and his entourage, who died in a helicopter crash. (Photo by AFP)


ประเด็นหนึ่งที่ทำให้รออีซีถูกวิพากษ์วิจารณ์มากคือกรณีตำรวจศีลธรรม ทำร้ายผู้หญิงที่ไม่คลุมฮิญาบจนเสียชีวิต กลายเป็นแรงกระเพื่อมใหญ่จนเกิดการประท้วงเมื่อปลายปี 2022

ใช่ครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้จะถูกกำกับไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะปัญหาหลักอยู่ที่ตำรวจศีลธรรม ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไม เดาว่าพอมีอำนาจก็ชอบใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขตอำนาจ แต่มันไม่มีเส้นแบ่งเป็นคำพูดทางกฎหมายที่บอกชัดว่าอะไรคือขอบเขตอำนาจ ทุกอย่างในชั้นของการปฏิบัติอยู่ที่การตีความได้อย่างกว้างขวาง

ผู้หญิงอิหร่านเองก็ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด ต่อสู้แบบมีศิลปะของการขัดขืน เช่น ให้คลุมฮิญาบ เขาก็เอาผ้าโปร่งบางที่มีลายดอกไม้ มีสีสันมาคลุม แล้วไฮไลต์สีผมด้านหน้า พวกอนุรักษนิยมที่เป็นชาวบ้านก็มองแรงเพื่อกดดันผู้หญิง แต่ผู้หญิงก็ตอบโต้ด้วยวิธีเหล่านี้ 

จริงๆ สังคมอิหร่านเป็นสังคมคนดื้อนะ ไม่ได้เป็นคนสยบเชื่องอะไร มันมีการต่อสู้และการอารยะขัดขืนในชีวิตประจำวันของผู้คน


กรณีของรออีซีค่อนข้างชัดเจนว่าเขาค่อนข้างหนุนหลังตำรวจศีลธรรม ยังผลให้เกิดการประท้วงใหญ่ขึ้นมา คิดว่าหลังจากนี้ อิหร่านในภาพรวมจะระมัดระวังไม่ให้เกิดประเด็นนี้ขึ้นอีกหรือไม่ และผู้นำคนใหม่จะต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่

เรื่องการใช้ดุลยพินิจของตำรวจศีลธรรมและการบังคับใช้กฎหมายคงผ่อนคลายขึ้น เพื่อลดแรงเสียดทานช่วงที่ระบอบได้รับผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้นำประเทศ 

แต่ทั้งนี้ผมว่าก็ต้องดูเป็นรายบุคคลด้วยว่าใครที่ขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องปูมหลังหรือจุดยืน แนวคิดและอุดมการณ์ของคนคนนั้นอย่างเดียว แต่มาพร้อมประเด็นที่ว่า เครือข่าย พื้นหลังของเขาเป็นใคร เช่น ผู้ลงสมัครบางท่านเคยเป็นหัวหน้าหน่วยคล้ายๆ อธิบดีกรมตำรวจบ้านเรา ถ้าคนนี้มา เขาก็มาพร้อมเครือข่ายของตำรวจ ดังนั้นต่อให้เขาระวังตัว แต่การที่เขามีภูมิหลังแบบนี้ อย่างไรเขาก็จะหนุนหลังกลไกตำรวจแน่นอน แต่ในฝั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ อดีตเลขาธิการก็จะมีความระวังตัวสูง และจริงๆ ก็มีความพยายามเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับทางตะวันตกมาเป็นระยะ เป็นต้น


การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะต้องเกิดขึ้นในปี 2025 แต่ตอนนี้ต้องขยับเข้ามาแล้ว อาจารย์มองการเลือกตั้งคราวนี้อย่างไร สายปฏิรูปจะมาไหม

ไม่มา (ตอบเร็ว) เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาฝั่งอนุรักษนิยมกับฝั่งปฏิรูปจะสลับกันขึ้นมาดำรงตำแหน่งโดยตลอด แต่ครั้งนี้ยังไม่ครบวาระในรอบแปดปีเลย


อาจารย์มองประเด็นแคนดิเดตประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่กำลังมาถึงอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการลงสมัครอีกครั้งของ อาลี ลารีญานี (Ali Larijani) ที่ลงสมัครมาแล้วหลายสมัยจนสื่อมองเป็นตัวเต็ง

ในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด คนที่ขณะนี้สังคมอิหร่านจับตามากที่สุดว่าเป็นตัวเต็งน่าจะเป็นโมฮัมมัด บากีร คอลีบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ซึ่งในปาฐกถาของ อยาตุลลอฮฺ คอเมเนอี ดูเหมือนท่านจะส่งสัญญาณสนับสนุนคอลีบาฟเอาไว้ด้วย โดยคอลีบาฟนั้นดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐสภาในสมัยปัจจุบัน เป็นนักการเมืองอนุรักษนิยมสายเหยี่ยวที่มีภูมิหลังประสบการณ์โชกโชน เคยเป็นผู้ว่าการเมืองเตหะรานมาอย่างยาวนาน และก่อนหน้านั้นยังเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการ IRGC มาก่อน โดยมีบทบาทในการสั่งการกำกับการสลายการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาทั้งในปี 1999 และ 2003

ส่วนปัจจุบัน คอลีบาฟยืนยันที่จะสานต่อนโยบายต่างๆ จากสมัยของรออิซีให้แล้วเสร็จ ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน ราคาสินค้าแพง และการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทั้งยืนยันจะดำเนินการต่างประเทศในแนวทางของประธานาธิบดีรออิซี รวมไปถึงแนวทางของชะฮีดนายพล กอเซ็ม สุไลมานี (Qasem Soleimani -นายพลในกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม) ที่ถูกสังหารโดยสหรัฐอเมริกาที่แบกแดด ข้อนี้บ่งชี้ว่าหากเขาได้รับเลือกตั้ง อิหร่านจะเข้าเกี่ยวพันกับประเด็นปาเลสไตน์ และเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธของตนในภูมิภาคต่อไป ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การต่อต้านตะวันตกและอิสราเอล ซึ่งต้องไม่ลืมด้วยว่า คอลีบาฟคือผู้สมัครที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ IRGC ดังนั้น กลไกดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางต่อไปในทางระหว่างประเทศ

นอกจากคอลีบาฟ ผู้สมัครที่น่าจับตาก็มีอาฮ์มาดีเนจาดที่เป็นสายอนุรักษนิยม เฮมมาตี (Abdolnaser Hemmati) ที่เป็นนักการเมืองสายกลาง ส่วนลารีญานีก็น่าจับตาเช่นกัน เพราะมีภูมิหลังเป็นทหารสังกัด IRGC และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขณะเดียวกัน แม้เขาจะเริ่มเส้นทางการเมืองมาจากสายอนุรักษนิยม แต่ก็มิได้ขวาจัด เป็นขวากลาง และตอนหลังก็ได้รับการสนับสนุนจากสายปฏิรูปนิยมบางกลุ่มมากขึ้น ดังนั้น เมื่อตำแหน่งแห่งที่ของลารีญานีเช่นนี้ ทางหนึ่งจึงมองได้ว่าสามารถเป็นจุดเชื่อมระหว่างสองวิถีการเมืองอิหร่านได้อย่างดี แต่ในอีกทางหนึ่งเมื่อมองจากมุมของสายอนุรักษนิยมและผู้นำสูงสุด ก็คงมองได้ว่าลารีญานีค่อยๆ เอาใจออกห่างย้ายค่ายทีละเล็กละน้อย ซึ่งอย่างหลังนี้น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาถูกพิจารณาจากสภาผู้พิทักษ์ตัดสิทธิการสมัครแข่งเลือกตั้งประธานาธิบดีในรอบที่ผ่านมา

ส่วนสายปฏิรูปนิยม มีนักการเมืองอาวุโสอย่างญะฮานคีรี (Eshaq Jahangiri) ลงทะเบียนสมัคร โดยเขาเป็นอดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของโรฮานี และอดีตรัฐมนตรีในสมัยของคอเตมี ถือว่าเป็นนักการเมืองคนหลักของสายปฏิรูปนิยมมาตลอด อีกคนคือ มะฮ์มูด ซอเดกี (Mahmoud Sadeghi) เป็นนักกฎหมายจากฐานของมหาวิทยาลัยเตหะราน โดยเคยเป็นสมาชิกรัฐสภามาก่อน แต่ในการลงแข่งขันเลือกตั้งสมาชิกสภาเมื่อปี 2020 เขาถูกพิจารณาตัดสิทธิ เช่นเดียวกับการลงทะเบียนสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในปี 2021 ก็ถูกตัดสิทธิอีกเช่นกัน

เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องจับตาสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ คือบทบาทของกลไกสภาผู้พิทักษ์ในการกลั่นกรองคุณสมบัติผู้สมัครที่ลงทะเบียนมาทั้งหมด ซึ่งจะทราบรายชื่อของผู้สมัครที่ผ่านไปถึงการแข่งเลือกตั้งจริงแล้วเสร็จ ภายใน 12 มิถุนายนนี้


คิดว่าชาวอิหร่านยังต้องการผู้นำขวาจัดอีกไหม

(คิด) ผมมองว่าปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง เรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กับการคว่ำบาตร เรื่องการยอมรับจากเวทีโลก โดยเฉพาะการมีความสัมพันธ์แบบปกติกับตะวันตก ไม่ต้องญาติดีกันก็ได้ ผมว่านี่คือโจทย์สำคัญของคนอิหร่านที่มีสิทธิเลือกตั้งมาโดยตลอด และสาเหตุนี้ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงจนฝ่ายปฏิรูปได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีการคุมสภาพจากภายใน ฝั่งปฏิรูปก็จะกลับมาอีกแล้ว ผมจึงคิดว่าโดยทั่วไปชาวอิหร่านไม่น่าจะอยากเลือกผู้นำฝั่งอนุรักษนิยมแล้ว แต่พวกเขาจะออกไปเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสภาผู้พิทักษ์จะตัดสิทธิ์ตัวเลือกผู้ลงสมัครต่างๆ ที่ดูดีออกไปเท่าไหร่ 

ปัจจัยที่ส่งผลและกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ คือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กับการคว่ำบาตร และเขาก็อยากได้ความสัมพันธ์ที่พอจะเป็นปกติกับโลกตะวันตกบ้าง ก็ใช่ว่าทิศทางในระดับภูมิภาคก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่ผมยังมองว่าประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่ประธานาธิบดีอิหร่านเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมหรือฝ่ายปฏิรูปนะ เพราะการปรับความสัมพันธ์ภายในภูมิภาคที่ดีขึ้นตามลำดับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วอนุรักษ์หรือปฏิรูป 

ส่วนที่ผมคิดว่าที่เป็นประเด็นและคนอิหร่านน่าจะสนใจคือความสัมพันธ์กับโลกตะวันตกมากกว่า เพราะถ้าเราไปที่อิหร่าน คนอิหร่านจำนวนมากเคยใช้ชีวิตก่อนช่วงการปฏิวัติปี 1979 มันไม่นานเลยนะ สมัยนั้นอิหร่านโมเดิร์นที่สุดในบรรดาประเทศตะวันออกกลางและเอเชียกลางแล้ว ถ้าเราไปอิหร่านในวันนี้ เราก็จะยังคงเห็นอิทธิพลของวัฒนธรรมภายนอกมากพอสมควร เราจะพบวัยรุ่นฟังเพลงตะวันตก ใส่กางเกงยีนส์ ไถสเก็ตบอร์ด พ่นกราฟิตี้ได้ไม่ยากในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเตหะราน


เป็นไปได้ไหมว่าชาวอิหร่านหลายคนก็อาจโหยหาบรรยากาศบ้านเมืองแบบยุคก่อนปฏิรูป

(คิด) ผมเชื่อว่าคนอิหร่านที่เคยร่วมในขบวนการปฏิวัติปี 1979 เพื่อล้มชาฮฺ จำนวนไม่น้อยก็คงไม่ได้คิดว่าประเทศของเขาจะเดินมาในวิถีทางนี้ และหลายคนน่าจะคิดว่าการร่วมขบวนโค่นล้มระบอบดังกล่าวนั้นเพื่อมุ่งกู้คืนศักดิ์ศรีของความเป็นเปอร์เซียนกลับมาได้อีกครั้งมากกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลุกฮือของผู้คนไม่น้อยเป็นผลพวงจากความรู้สึกว่าราชวงศ์ปาห์ลาวีทำให้ชาติตกต่ำมาก ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะพูดได้ว่าตกต่ำมาตั้งแต่ราชวงศ์กาญาร์ (Qajar) แล้ว สมัยนั้นอิหร่านมีลักษณะคล้ายๆ ถูกแบ่งชิ้นเค้กระหว่างอังกฤษกับรัสเซียเพื่อแบ่งสัมปทานน้ำมันและเขตอิทธิพล และสองจักรวรรดิตะวันตกดังกล่าวก็กำหนดให้อิหร่านเป็นเสมือนรัฐกันชน (buffer state) ระหว่างพวกเขา สิ่งนี้ทำให้ประชาชนอิหร่านรู้สึกเสียศักดิ์ศรีมาก เพราะเมื่อก่อนชาวเปอร์เซียยิ่งใหญ่มาก เขามีจักรวรรดิใหญ่ที่สุดในโลกคู่กับจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) หรือจักรวรรดิโมกุล (Mughal Empire) ของอินเดีย ความเกรียงไกรเหล่านี้หายไปหมดเลย

ดังนั้น โดยสำนึกเช่นนี้ สิ่งที่ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนท่าทีการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศของชาวอิหร่านจำนวนมาก ไม่ใช่ประเด็นเรื่องศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นประเด็นเรื่องเชื้อชาติ หรือคือความเป็นเปอร์เซียน ความเป็นอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาภาคภูมิใจมาก 

ที่อิหร่าน มีงานรำลึกกษัตริย์ไซรัสมหาราช (Cyrus the Great -กษัตริย์ชาวเปอร์เซีย เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ขยายอิทธิพลและดินแดนมากที่สุดในในช่วง 530 ก่อนคริสตกาล) ทุกปี เพราะกษัตริย์ไซรัสถือเป็นปฐมกษัตริย์ของเปอร์เซียและอิหร่านทั้งหมด เป็นเสมือนพระบิดา ปี 2016 เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นที่สุสานกษัตริย์ไซรัส (Cyrus the Great Revolt -การประท้วงของกลุ่มคนที่หมดความศรัทธาต่อการปกครองของรัฐบาลซึ่งเต็มไปด้วยการทุจริต รวมทั้งต่อต้านการปกครองแบบรัฐอิสลาม และสนับสนุนการปกครองโดยใช้สถาบันกษัตริย์) ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่มาก มีป้ายประท้วงต่างๆ ทำนองว่า “ไม่มีกาซ่า ไม่มีปาเลสไตน์ เราจะยอมเสียสละตนเองเพื่ออิหร่านเท่านั้น” หรือทำนองว่า “ให้ถอยออกจากกิจการในปาเลสไตน์ และหวนกลับมาให้ความใส่ใจกับปัญหาภายในบ้านเสียก่อน” คล้ายแคมเปญ America First ของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump -อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)

คนเหล่านี้ต้องการกู้คืนศักดิ์ศรีของความเป็นชาติตัวเอง ฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือการได้รับการยอมรับจากเวทีโลก หรือจากตะวันตก เพราะการยอมรับนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การยอมรับจากอเมริกาอย่างเดียว คือชาวอิหร่านจำนวนมากก็เกลียดรัฐบาลอเมริกา แต่ไม่ได้เกลียดสังคมและวัฒนธรรมแบบอเมริกัน รวมทั้งไม่ได้เกลียดหรือต่อต้านความเป็นตะวันตกไปเสียทั้งหมด

โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน มีช่วงหนึ่งที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency -IAEA) บอกว่าไม่พบการพัฒนาอาวุธ เยอรมนีก็เคยเสนอการช่วยลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีตรงนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทูตนิวเคลียร์ของเยอรมนีต่อกรณีอิหร่าน บนพื้นฐานความสัมพันธ์ทางการค้าที่แนบแน่นมาในอดีต กล่าวอย่างกระชับคือ อันที่จริงทางฝั่งยุโรปโดยรวมก็ไม่ได้ปฏิเสธอิหร่านขนาดนั้น และอิหร่านเองก็ต้องการได้รับการยอมรับเพราะรู้สึกว่าตัวเองก็เคยเป็นมหาอำนาจ


ความท้าทายของประธานาธิบดีคนต่อไปของอิหร่านคืออะไร เพราะสมัยของรออีซีคือเรื่องเศรษฐกิจ

ผมคิดว่าก็ยังเป็นเรื่องเศรษฐกิจนะ โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ถ้าไม่เช่นนั้นคือการขยายช่องทางอื่นของการค้า การลงทุน การเอาเงินเข้ามาและความสัมพันธ์กับรัสเซียกับจีน รวมทั้งเอเชียกลางมากขึ้นในทางเศรษฐกิจ


ที่ผ่านมา ผู้ลงสมัครเลือกตั้งของอิหร่านมักเป็นคนมีอายุ มองว่าความเปลี่ยนแปลงที่มาจากผู้นำที่มีแนวคิดหัวสมัยใหม่ หรือการเมืองใหม่ จะเกิดขึ้นได้เร็ววันนี้ไหม

ผมว่าต้องแบ่งออกเป็นสามส่วน 

ส่วนแรก ตัวผู้ลงสมัครประธานาธิบดีเป็นใคร ถ้ามีคนที่อายุน้อยและผ่านเกณฑ์ สิ่งที่จะบอกเราได้ว่ากระแสแบบการเมืองแบบคนรุ่นใหม่จะมาหรือไม่มา คืออัตราการออกไปเลือกตั้งและสัดส่วน ร้อยละคะแนนที่เขาจะได้ 

ส่วนที่สอง การเลือกตั้งในส่วนของสภาที่เกิดขึ้นในปีนี้ ยังคงพบกลไกของการตัดสิทธิ์ผู้สมัครสายกลางและสายปฏิรูป รวมถึงอัตราการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนน้อยลงไปเหลือเพียงประมาณร้อยละ 41 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าน้อยเป็นประวัติการณ์ และได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมที่ครองเก้าอี้ข้างมากเด็ดขาด บ่งชี้ว่ากระแสการเมืองใหม่ตามข้อคำถาม ไม่สามารถไหลไปเคลื่อนตัวในระบบสภาได้

ส่วนที่สาม การเมืองนอกระบบรัฐสภาหรือการเมืองภาคประชาชน รวมทั้งการเมืองระดับท้องถิ่น บรรยากาศเป็นอย่างไร เคลื่อนไหวได้เสรีแค่ไหน กระทั่งช่วงเลือกตั้งสมัยที่สองของโรฮานี ผมบังเอิญไปอิหร่านช่วงก่อนการเลือกตั้งสักสองสัปดาห์พอดี และเป็นช่วงเดียวกันกับการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย สายปฏิรูปมาทั้งประเทศ ได้ทุกเขตยกเว้นเมืองกุมซึ่งเป็นศูนย์กลางของฝั่งอนุรักษนิยม แต่บรรยากาศการหาเสียงไม่ถูกกำกับเท่ากับสมัยเลือกตั้งรออีซี ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีและเลือกตั้งท้องถิ่น กระทั่งเมืองกุมเอง บนท้องถนนตามสี่แยก ผู้สมัครหรือหัวคะแนนของโรฮานีกับอีกฝั่ง ก็ยืนเผชิญหน้ากัน ตั้งเวทีให้เสียงจากลำโพงตีกัน ทั้งหมดนี้เป็นไปโดยเสรี คนจอดมอเตอร์ไซค์ฟังกันกลางถนน เห็นความตื่นตัวทางการเมืองสูงมากๆ 


มองภาคีโลกมุสลิมหลังจากนี้อย่างไร การตายของรออีซีสะเทือนโลกมุสลิมมากน้อยแค่ไหน

เดิมทีประเทศมุสลิมเหล่านี้มีปัญหากระทบกระทั่งระหว่างกันค่อนข้างมาก เพราะรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศเหล่านี้ มีลักษณะที่มิใช่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐควบคู่อยู่ด้วย

กรณีอิหร่านช่วงก่อนหน้าก็เช่นเดียวกัน อิหร่านไปแตะกับชุมชนชีอะห์ฝั่งตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งถือเป็นกลุ่มชนส่วนน้อยของประเทศ อีกทั้งเมื่อเทียบเชิงการพัฒนาแล้วก็ถือว่าด้อยพัฒนากว่าฝั่งริยาด (Riyadh -หมายถึงเมืองหลวงของประเทศซาอุดีอาระเบีย) และเสมือนมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสองมากกว่าพวกอาหรับ อิหร่านก็ไปเชื่อมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มประชาชนและชุมชนดังกล่าวบนพื้นฐานของจุดร่วมเชิงอัตลักษณ์ทางสำนักคิดศาสนาตรงนั้น อิรักเองก็เช่นเดียวกัน อิหร่านก็ไปสร้างสัมพันธ์กับชุมชนชีอะห์ รวมทั้งอีกหลายๆ ประเทศ

แบบแผนการดำเนินการต่างประเทศระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับประชาชนในรัฐอื่นเช่นนี้ ถูกมองเชิงลบจากบางรัฐว่าอิหร่านกำลังมายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่น นี่จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ แต่เป็นรัฐกับประชาชน แล้วเป็นประชาชนที่มีแนวโน้มจะต่อต้านรัฐบาลเขาด้วยในกรณีของซาอุดิอาระเบีย นี่จึงเป็นอีกมิติของปัญหาซึ่งกันและกันที่วางอยู่ในการแข่งขันอำนาจในภูมิภาคระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียและชาติอาหรับ

อย่างไรก็ตาม ระยะหลังนี้ ความสัมพันธ์ก็ปรับมาสู่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลเป็นแบบแผนหลักมากขึ้น ฉะนั้น เครือข่ายเหล่านี้จึงเบนไปในทางอื่นตามการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ทั้งในเชิงวัฒนธรรม เช่น พิธีรำลึกอิมามฮุเซน (Husayn ibn Ali -หลานชายของศาสดามุฮัมมัด) ที่อิรัก และในเชิงเป็นจุดเชื่อมโยงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันมากขึ้น แทนที่จะเป็นกลุ่มการเมืองไปต่อต้าน โค่นล้มบั่นทอนระบอบการปกครองของชาติอาหรับ ตามแนวทางการส่งออกการปฏิวัติของอิหร่าน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากผู้เล่นคนสำคัญคือประเทศจีน ซึ่งทำให้อาหรับกับอิหร่านคุยกันได้มากขึ้น เพราะเดิมที ความสัมพันธ์ในรูปแบบระหว่างประชาชนกับประชาชนก็มีการแลกเปลี่ยนกันอยู่แล้ว แต่ในระดับระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล จีนก็ทำข้อตกลงไว้เยอะตามประสาพ่อค้าและนักลงทุน ถ้าคุณทะเลาะกันแล้วเราจะรวยได้อย่างไร (หัวเราะ) กล่าวคือจีนใช้มิติทางเศรษฐกิจ เช่น การเป็นหุ้นส่วน มาเป็นเงื่อนไขในการตกลง เราจึงจะพบว่าท่าทีของ บิน ซัลมาน (Mohammad bin Salman -เจ้าชายและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย) ซึ่งเป็นคนหัวสมัยใหม่ ไม่ได้ยึดติดอยู่กับความเป็นอาหรับหรือความเป็นเปอร์เซีย ชีอะห์ ซุนนีอะไรเท่าไหร่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับอิหร่านจึงเปิดหน้ามากขึ้น จะเห็นได้ทั้งในยุคของโรฮานีและรออีซีที่พยายามปรับความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย เพราะคุณจะอ้างความเป็นผู้นำโลกมุสลิมได้ยากมากถ้าคุณมีปัญหากับมักกะห์ (Makkah -หมายถึงเมืองหลักในซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม) และมะดีนะห์ (Madinah -หมายถึงในซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นนครศักดิ์สิทธิ์รองลงมาจากมักกะห์) ดังนั้นนี่จึงเป็นโจทย์สำคัญทั้งฝั่งอนุรักษนิยมและปฏิรูปนิยมของอิหร่าน ในการปรับความสัมพันธ์ที่ดีกับซาอุดิอาระเบีย รวมถึงประเทศอาหรับต่างๆ เพื่อที่จะรักษาสถานะและภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำภูมิภาค

แต่นั่นแหละ ผมคิดว่าตัวแปรสำคัญคือประเทศจีน เพราะเมื่อความขัดแย้งในภูมิภาคเริ่มคลี่คลาย เริ่มสงบ คนที่จะเสียประโยชน์และตำแหน่ง ไม่มีที่ยืน ตลอดจนถูกกีดกันออกไปคือสหรัฐอเมริกา ดังนั้น สงครามฮามาสกับอิสราเอลจึงเป็นประเด็นสำคัญที่อเมริกาสามารถแสวงประโยชน์ในการหวนกลับมามีบทบาทในภูมิภาคได้มากขึ้นเช่นเดิม และทำให้รัฐพันธมิตรเดิมในภูมิภาคเห็นว่า อเมริกายังสำคัญสำหรับพวกเขาอยู่ โดยเฉพาะในมิติการเป็นหลักประกันความมั่นคง และการคลี่คลายความขัดแย้ง


ในแง่ความสัมพันธ์กับโลกเสรี ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับอเมริกาสมัยทรัมป์เลวร้ายมาก ขณะที่ โจ ไบเดน (Joe Biden -ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งสหรัฐฯ รอบนี้ หลายคนคาดเดาว่าทรัมป์จะกลับมา อาจารย์มองเรื่องความสัมพันธ์ก้าวต่อไปอย่างไร

ผมไม่ได้ตามการเมืองสหรัฐฯ ใกล้ชิดเหมือนอิหร่าน แต่ก็ต้องตามเพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเมืองอิหร่านและตะวันออกกลาง 

เท่าที่ผมประเมิน ไบเดนน่าจะมีปัญหาเดียวกันกับรออีซี คือความดูไม่เด็ดขาด เอาแน่เอานอนไม่ได้ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ คนที่เชียร์อิสราเอลก็จะบอกว่าไบเดนไม่เข้าข้างอิสราเอลเลย ทำไมไม่ยืนยันว่าจะเข้าข้างให้ชัดกว่านี้ ทำไมปล่อยให้มีการยิงมาจากเยเมน จากฮิซบุลลอฮ์บ่อยครั้งขนาดนั้นได้ยังไง กว่าจะลงมือทำอะไรสักอย่างบนแผ่นดินเยเมนก็ล่าช้ามาก ทั้งยังไปเจรจากับชาติอาหรับเต็มไปหมด คือสำหรับคนที่เชียร์อิสราเอลก็จะมองสหรัฐฯ แบบนั้น แต่ถ้าเชียร์ปาเลสไตน์ ก็จะเห็นภาพว่าไบเดนเข้าข้างอิสราเอล ดังนั้น ในสายตาของคนทั้งสองฝั่ง อเมริกาจึงไม่มีสถานะอะไรเลย ไม่ได้อะไรจากท่าทีของอเมริกากับระหว่างประเทศ 

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ทรัมป์โดดเด่นกว่าคือความชัดเจน ชัดแบบดีหรือชั่วไม่รู้หรอก แต่ชัดแน่นอน และผมคิดว่าสังคมอเมริกาบางส่วนก็ต้องการความชัดตรงนี้ แต่ถามว่าเงื่อนไขเรื่องการต่างประเทศในตะวันออกกลางและปาเลสไตน์จะเป็นเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของผู้ที่มีสิทธิไปเลือกตั้งแค่ไหนนั้น ผมคิดว่าไม่มากเท่าปัญหาภายในประเทศเขา ซึ่งผมไม่ได้ตามละเอียดว่ามีประเด็นอะไรที่น่าจับตาบ้างในการทำแคมเปญเลือกตั้งรอบนี้ 

แต่สมมติทรัมป์หรือฝั่งพรรครีพับลิกัน -ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่- ขึ้นมาครองอำนาจในการเลือกตั้งรอบหน้า ภาพความขัดแย้งกับอิหร่านจะชัดขึ้น เพราะสไตล์แบบเขาจะเน้นให้อเมริกากลับมามีสถานะสำคัญในภูมิภาคได้ด้วยการแสดงออกว่าเป็นผู้ที่สามารถรักษาความมั่นคง ปลอดภัยให้พันธมิตรได้ รวมถึงการใช้กลยุทธ์แปะป้ายตีตราภาพลักษณ์ของความชั่วร้ายให้กับบางรัฐ เพื่อชูภาพลักษณ์และรองรับความชอบธรรมในการดำเนินการในบทของพระเอก ก็เป็นสไตล์ถนัดของรีพับลิกัน


มองกรณีอิสราเอลกับปาเลสไตน์นับจากนี้อย่างไร เมื่อที่ผ่านมา เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu -นายกรัฐมนตรีอิสราเอล) ไม่มีท่าทีชอบรออีซีนัก แต่ก็คิดว่าการมีรออีซีสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้ 

ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ค่อยดีนัก เป็นคนแข็งกร้าวทั้งคู่ ตัวเนทันยาฮูนี่ถ้าเป็นอิหร่านก็ไม่เอาด้วยแน่ๆ เพราะการปลดปล่อยปาเลสไตน์อยู่ในรัฐธรรมนูญอิหร่าน และกองทัพ IRGC ซึ่งดูเรื่องกิจการทหารภายนอกประเทศ ภายใน IRGC ก็มีกองกำลังย่อยเฉพาะต่างหากที่เรียกว่ากองกำลังคุดส์ (Quds Force) มาจากคำว่าอัล-คุดส์ (Al-Quds) ซึ่งเป็นชื่อภาษาอาหรับของเยรูซาเล็ม โดยหน้าที่ของกองกำลังนี้มีเพียงอย่างเดียวคือปลดปล่อยปาเลสไตน์ อิสราเอลจึงไม่มีทางเจรจากับอิหร่านได้

ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านกลับมาดีเหมือนช่วงพระเจ้าชาห์คือ อิหร่านเปลี่ยนระบอบ เพราะคนอิหร่านเองก็ไม่ชอบอิสราเอล เนื่องจากอิสราเอลถูกมองว่าเป็นเสมือนตัวแทนของอเมริกาและโลกตะวันตกที่อยู่ในภูมิภาค และประสบการณ์คนอิหร่านกับโลกตะวันตกช่วงก่อนหน้าการปฏิวัติไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือเป็นในลักษณะความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม โดนกดขี่ โดนเอาเปรียบต่างๆ


ถ้าความแข็งกร้าวของรออีซีทำให้เนทันยาฮูใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง คิดว่าจากนี้อิหร่านจะระวังตัวและเลือกใช้ผู้นำที่มีท่าทีอ่อนลงมาไหม

การตอบโต้กันก่อนหน้ารออีซีเสียชีวิต ก็มีการโจมตีทางอากาศมายังอิสฟาฮาน (Isfahan -หมายถึงเมืองในอิหร่าน) ทางฝั่งกองเชียร์อิหร่านก็บอกว่าทำได้แค่นี้เองเหรอ ทางฝั่งอิสราเอลก็บอกว่า นี่คือการทดลองระบบการป้องกันของอิหร่าน 

แต่ในเชิงภาพการทำสงคราม การประเมินผู้นำแบบรออีซี และรัฐมนตรีต่างประเทศแบบอับดุลลาเฮียน รวมทั้งตัวผู้นำสูงสุดที่มีกลไกเป็นอนุรักษนิยมแข็งกร้าวเช่นนี้ คือกับดักล่อให้อิหร่านออกมาเพื่อหาความชอบธรรม เบี่ยงเบนประเด็นจากการถล่มเมืองราฟา (Rafah -หมายถึงเมืองที่เป็นศูนย์รวมผู้อพยพจากกาซ่าในปาเลสไตน์) แล้วดึงอเมริกาเข้ามาจัดการอิหร่าน คือวิธีการขยายในการสงคราม และเป็นทางลงเดียวของเนทันยาฮูแบบที่ไม่เป็นผู้ร้าย คือทำให้มีใครสักคนที่เป็นผู้ร้ายมากกว่าเรา ไม่งั้นก็คงโดนข้อหาอาชญากรสงคราม และผมว่าแม้ทำเช่นนี้เขาก็อาจโดนข้อหานี้อยู่ดี 


คิดว่าทางการอิหร่านจะยื่นมือเข้ามาเรื่องปาเลสไตน์มากกว่าเดิมไหม หรือต้องรอเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อน

ด้วยตัวกลไกนั้น อิหร่านสามารถเดินหน้าเรื่องนี้ต่อได้เลย แต่ผมคิดว่าเขาจะชะลอก่อน ไม่ได้ลงไปแบบเต็มเหนี่ยว แม้จะมีการประเมินว่าจะเกิดเป็นสงครามเต็มรูปแบบหลังความตึงเครียดพัฒนามาก่อนหน้านั้น แต่เมื่อมีการเสียชีวิตของบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวนี้ ทั้งตัวประธานาธิบดีและตัวรัฐมนตรีต่างประเทศ ผมคิดว่าทุกอย่างจะชะลอลงเพื่อดูสถานการณ์ว่าจะได้ใครมาเป็นผู้นำคนใหม่ ไม่อย่างนั้นตัวรัฐสภาจะมีปัญหา เพราะมันไม่มีใครหรืออะไรที่คุมสภาพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในอิหร่าน 


ด้านหนึ่ง อาจารย์มองมองความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับรัสเซียยังไง

ต้องมองสามขั้ว คือรัสเซีย จีนและอิหร่าน จะพบว่านี่เป็นสามพันธมิตรหลักที่มาเชื่อมร้อยกับโลกอาหรับที่นำโดยซาอุดิอาระเบีย ในการเปลี่ยนเป็นผู้คุมดุลอำนาจของภูมิภาคใหม่แทนที่อเมริกา ถึงที่สุดก็จะไม่ใช่การนำเดี่ยว แต่เป็นในลักษณะนำร่วมซึ่งเป็นลักษณะการนำแบบจีน เนื่องจากเขารู้ว่าถ้าเขาอยู่เดี่ยวๆ จะโดนต้านเยอะ จึงมีการให้เกียรติ มีการไว้หน้ากัน แต่ก็ให้มองเขาเป็นพี่ใหญ่ และมันไม่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมการเคารพฉันในฐานะเจ้าของบ้านแบบอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ในขั้วแบบนี้พัฒนาได้เร็วจนอเมริกากังวล

แต่ถ้ามองแค่รัสเซียกับอิหร่าน หลังจากนี้ผมว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะแนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่จะไม่ได้แนบแน่นในลักษณะว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม แต่เป็นเหมือนหุ้นส่วนในการลงทุนอะไรบางอย่างร่วมกัน และสิ่งที่ลงทุนนั้นอาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าดุลอำนาจของภูมิภาคก็ได้ เป็นการลงขัน สร้างระเบียบและดุลอำนาจของที่นี่ใหม่

และเมื่อเราบอกว่าเป็นหุ้นส่วนกัน เราจะเห็นปรากฏการณ์ รายละเอียดที่บ่งชี้ว่ามันไม่ได้คุมการเมืองนอกประเทศได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน เช่น ช่วงสงครามระหว่างยูเครน-รัสเซีย รัสเซียก็คุยกับอิสราเอลด้วยนะ อิสราเอลก็เสนอว่าจะไม่ส่งอาวุธไปช่วยยูเครนในการป้องกันประเทศก็ได้ แม้อิสราเอลจะถูกมองว่าเป็นฝั่งตะวันตกก็ตาม โดยแลกกับการที่รัสเซียต้องระงับการขายอาวุธให้อิหร่าน ซึ่งรัสเซียก็รับข้อตกลงนี้ และอิหร่านก็ไม่โกรธเพราะมันคือการเมือง  


ฉากความท้าทายลำดับถัดไปที่อิหร่านต้องเผชิญหน้าคืออะไร

น่าจะเป็นประเด็นของคอเมเนอี เนื่องจากท่านอายุเยอะแล้ว ผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยที่ต้องวิเคราะห์และคล้ายๆ การจับตาดูผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆ ซึ่งล้วนอายุเยอะ 

แล้วตำแหน่งผู้นำสูงสุดก็เพิ่งเปลี่ยนมาแค่ครั้งเดียว คือจากโคมัยนีมาเป็นคอเมเนอี เราจึงไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อในระยะของการเปลี่ยนผ่านผู้นำสูงสุดครั้งต่อไป

MOST READ

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

World

16 Oct 2023

ฉากทัศน์ต่อไปของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนระเบียบโลกใหม่: ศราวุฒิ อารีย์

7 ตุลาคม กลุ่มฮามาสเปิดฉากขีปนาวุธกว่า 5,000 ลูกใส่อิสราเอล จุดชนวนความขัดแย้งซึ่งเดิมทีก็ไม่เคยดับหายไปอยู่แล้วให้ปะทุกว่าที่เคย จนอาจนับได้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

จนถึงนาทีนี้ การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากทีท่าของความสงบหรือยุติลง 101 สนทนากับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเงื่อนไขและตัวแปรของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น, ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับ, อนาคตของปาเลสไตน์ ตลอดจนระเบียบโลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาหลังยุคสงครามเย็น

พิมพ์ชนก พุกสุข

16 Oct 2023

World

9 Sep 2022

46 ปีแห่งการจากไปของเหมาเจ๋อตง: ทำไมเหมาเจ๋อตง(โหด)ร้ายแค่ไหน คนจีนก็ยังรัก

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์ เขียนถึงการสร้าง ‘เหมาเจ๋อตง’ ให้เป็นวีรบุรุษของจีนมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะอยู่เบื้องหลังการทำร้ายผู้คนจำนวนมหาศาลในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

9 Sep 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save