ณัฎฐา ชื่นวัฒนา เรื่องและภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ นักประวัติศาสตร์มักทิ้งเรื่องของชนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไว้ในความมืดมัวเสมอ”

นิธิ เอียวศรีวงศ์

คำพูดนี้ก้องอยู่ในหัวของฉันขณะที่กำลังก้าวเข้าไปในห้องครัวพื้นไม้ที่มืดสลัว กลางห้องที่มีผนังสีจางนั้น มีเตาไฟก่ออิฐเตาใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง พื้นเตามีกองฟืนไม้ติดไฟ ดีดประกายไฟสีแดงออกมาเป็นระยะ เหนือกองไฟมีหม้อโลหะสีดำขลับจากเขม่าควัน ภายในต้มหัวมันเทศหวานอยู่ภายใน ผนังห้องข้างเตาไฟมีสีเข้มจากเขม่าฟืน ด้านข้างเตาอิฐมีเตาอบขนาดเล็กอยู่ด้านข้าง มีกลิ่นแป้งพายอบทำจากแป้งข้าวสาลีและเนยสดโชยกรุ่นอยู่ในบรรยากาศ ผู้ที่ใช้เวลาอยู่ในครัวห้องนี้สมัยก่อน ก็มักเป็นอดีตทาส, แรงงานผิวดำที่เป็นคนชั้นล่างในตอนนั้น

คนชั้นล่าง ไม่ว่าจะเป็น ทาส, คนยากไร้, ไพร่ มักจะมีสถานะเป็นผู้ล่องหนในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอยู่เสมอ ในทางประวัติศาสตร์ ผู้ที่บันทึกประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชนชั้นนำ ที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมีในการปกครองและทรัพยากรต่างๆ ที่กำหนดความเป็นไปที่ “ควรค่าแก่การบันทึก” เอาไว้ในประวัติศาสตร์

ส่วนในงานโบราณคดี ชนชั้นนำ, คนมั่งมี, หรือคนที่มีสถานะพิเศษ เช่น ช่างฝีมือ มักเป็นกลุ่มคนที่ทิ้งหลักฐานทางโบราณคดีเอาไว้มากมาย แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแสดงถึงบารมีของคนกลุ่มนี้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคนชั้นนำก็มีอยู่มากมาย หลุมฝังศพของชนชั้นนำก็มักสังเกตได้ง่าย เพราะมีจำนวนเครื่องเซ่นมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่า

เครื่องเซ่นในหลุมฝังศพของผู้นำโบราณในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มักเต็มไปด้วยวัตถุมีค่า, มีลวดลายที่วิจิตรพิสดาร, มีเครื่องเซ่นจำนวนมหาศาล เช่น หลุมฝังศพของเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี (อายุราว 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว) ที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พบเครื่องเซ่นศพเป็นลูกปัดจำนวน 120,000 กว่าเม็ด ซึ่งมากเกินกว่าที่จะคล้องคอหรืออวัยวะส่วนต่างๆ บนร่างกายของหญิงคนนี้ได้

จุดประสงค์หลักของลูกปัดในหลุมศพนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับธรรมดา แต่เป็นการประกาศศักดาถึงสถานะทางสังคมและบารมีของผู้นำต่างหาก แม้เวลาจะผ่านมาแล้วหลายพันปี สารจากอดีตของหญิงผู้ทรงอำนาจแห่งโคกพนมดีคนนี้ ก็ยังข้ามเวลามาสื่อสารกับคนปัจจุบันได้ชัดเจน

แต่หลักฐานเกี่ยวกับทาส, และคนยากไร้อื่นๆ แทบจะไม่มีร่องรอยที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย เพราะโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้มักจะเป็นของสามัญและมีจำนวนน้อยกว่าคนรวยมาก แม้ว่าจะมีหลักฐานทางเอกสารที่บ่งบอกถึงการใช้แรงงานของไพร่-ทาส ในการใช้แรงงานบ้างก็ตาม แต่ดัชนีทางวัตถุชี้ที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของชนชั้นล่างนั้นแทบจะไม่มีเลยหรือสังเกตได้ยากกว่าการศึกษาชนชั้นนำมาก

นักโบราณคดีอาจไม่มีทางรู้จริงๆ เลยว่า ทาสและผู้ยากไร้ที่สุดในสมัยโบราณนั้น นอกจากมีบทบาทเป็นคนรับใช้แล้ว พวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้มักจะล่องหนหายไปพร้อมกับชีวิตของคนกลุ่มนี้ จนเรื่องของคนชั้นล่างในประวัติศาสตร์แทบจะเรียกได้ว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้ความหมาย ตายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

แม่ครัวผิวดำยืนหน้าเตาไฟในห้องครัว ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 (Library of Congress, HABS GA,20-WOBI.V,1–3)

 

โบราณคดีต้องมีชีวิตจริงหรือ?

 

“โบราณคดีของผม คือสิ่งที่ตายแล้ว” คำกล่าวนี้เป็นของเจ้าพ่อแห่งทฤษฎีโบราณคดีกระบวนการ (Processual Archaeology) เดวิด คลาร์ก (1937-1976) ที่แสดงถึงระยะห่างที่นักโบราณคดีส่วนใหญ่ในสมัยก่อนจงใจทิ้งระยะระหว่างตนเองกับวัฒนธรรมในอดีต โดยมองว่าโบราณคดีเป็นเรื่องของอดีตที่ตายแล้ว มีความเสถียร ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป แต่ฉันกลับไม่เห็นด้วยกับ เดวิด คลาร์ก เลย

แม้ฉันจะเห็นด้วยว่าหลักฐานทางโบราณคดีค่อนข้างที่จะเสถียรก็ตาม ฉันกลับคิดว่าการตีความทางโบราณคดี รวมทั้งทฤษฎีที่ใช้ตีความนั้นเปลี่ยนไปตามกาลเวลาได้เรื่อยๆ ตามสถานะความรู้ที่เปลี่ยนไป ดังนั้นโบราณคดีและความรู้ทางโบราณคดีจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่เสถียรและตายตัวเสมอไป

การมองว่าโบราณคดีเป็นสิ่งที่ตายแล้ว กลับยิ่งเป็นการสร้างกำแพงขวางกั้นการทำความเข้าใจคนในอดีตกับสาธารณชน และการสร้างความมีส่วนร่วมระหว่างคนกับทรัพยากรทางโบราณคดีทั้งหลายเสียอีก

ถ้าหากมองว่าโบราณคดีเป็นเรื่องของคนอื่น เรายังจำเป็นต้องศึกษาเรื่องพวกนั้นไปทำไมกัน?

ปัจจุบัน การศึกษาทางโบราณคดีสากลก็ไม่ได้มองว่าโบราณคดีเป็นสิ่งที่ตายแล้ว หรือเป็นเรื่องของคนอื่นอีกต่อไป การวิจัยทางโบราณคดีหลายโครงการมีที่มาจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางสังคม, กฏหมาย, วัฒนธรรมให้คนในอดีตที่ถูกลืมเพราะการเลือกปฎิบัติ โบราณคดีในลักษณะนี้จะมองว่าคนในอดีตมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนเท่าๆ กับคนในปัจจุบัน

ดังนั้น เรื่องราวของคนในอดีตไม่ใช่เรื่องของคนอื่น โบราณคดียังมีลมหายใจ และโบราณวัตถุคือสื่อกลางในการสื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นกับคนปัจจุบัน ซึ่งความคิดแบบนี้ต่างจากมุมมองทางโบราณคดีในช่วงก่อน ที่มักมองว่าอัตวิสัยและอารมณ์ร่วมคืออุปสรรคต่อการทำงานโบราณคดีบริสุทธิ์ แต่นักโบราณคดีในปัจจุบันหลายคนได้โอบกอดเอาพลังของอัตวิสัย (Subjectivity) ซึ่งเป็นจุดเด่นของงานวิจัยสายมนุษยศาสตร์มาใช้ขับเคลื่อนงานวิจัยของตัวเอง ทำให้งานวิจัยนั้นมีความเป็นศิลปศาสตร์และสาระของความเป็นมนุษย์ และสื่อสารกับคนทั่วไปได้มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับกลุ่มคนชั้นล่างในสมัยก่อน เช่น โบราณคดีของทาสผิวดำในสหรัฐอเมริกา

 

อดีตล่องหนของทาสผิวดำในสหรัฐอเมริกา

 

ฉันคิดว่าหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับคนผิวดำที่มีสถานะล่องหนในอดีตนั้น เป็นผลมาจากการที่มีนักวิชาการและนักโบราณคดีผิวดำจำนวนน้อยเหลือเกิน (ตอนนี้ก็ยังมีจำนวนน้อยมาก) วิชาโบราณคดีในสมัยก่อนก็เป็นวิชาสำหรับคนมีอันจะกิน การที่อดีตทาสเป็นไท อยู่ดีๆ ริอยากจะเรียนโบราณคดี ขุดค้น เขียนประวัติศาสตร์ในวงวิชาการที่เต็มไปด้วยคนผิวขาวชั้นสูงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ประวัติศาสตร์อันเต็มไปด้วยความยากจนข้นแค้นของชนชั้นล่างก็ไม่น่าสนใจเท่ากับการศึกษาเทวาลัยโบราณ, เครื่องประดับอันอลังการของอารยธรรมคลาสสิคของกรีก-โรมัน ด้วย

เมื่อมุมมองในการตีความเป็นเช่นนี้ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของคนผิวดำในสมัยก่อน จึงเต็มไปด้วยการผลิตซ้ำภาพจำของคนใช้ แม่ครัวพ่อครัวผิวดำ เป็นทาสติดครัวผู้ซื่อสัตย์ให้กับครอบครัวนายผิวขาว แบบตัวละครผิวดำที่ชื่อ แฮตตี้ ในหนังเรื่อง Gone with The Wind (1939) นั่นแหละ

แม้ว่าจะเป็นไทจากโซ่ตรวนพันธนาการของทาสแล้วก็ตาม อเมริกาเลิกทาสในปี ค.ศ. 1863 ส่วนทางแถบแคนาดาตอนบน (จังหวัดออนแทริโอในปัจจุบัน) ได้เลิกทาส ปลดโซ่ตรวนไปก่อนแล้ว ตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 แต่คนผิวดำก็ยังต้องถูกพันธนาการจากตรวนที่มองไม่เห็น เช่น การเลือกปฏิบัติและการแบ่งแยกสีผิว ชีวิตของอดีตทาสเป็นไทก็ยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก ด้วยความที่สังคมยังไม่ยอมรับว่าอดีตทาสเป็นคนเท่ากัน ทำให้เรื่องราวในอดีตของทาสเหล่านี้ยังล่องหนไปจากบันทึกทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก

การศึกษาทางโบราณคดีเกี่ยวกับชีวิตของทาสผิวดำในอเมริกาก่อตัวขึ้นมาในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิทางการเมืองของคนผิวดำ คือ ปลายทศวรรษที่ 60 (ค.ศ. 1951-1960) ในขณะนั้น กระแสการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีผลให้คนผิวดำได้สิทธิในการเลือกตั้งอเมริกาในปี ค.ศ. 1965

ในขณะที่การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำและความเท่าเทียมทางสังคมได้พุ่งถึงขีดสุด นักโบราณคดีก็ได้เปิดประเด็นใหม่ในการศึกษาชีวิตของทาสผิวดำในอดีตที่เคยถูกลืม ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อสร้างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่หายไป กอบกู้อัตลักษณ์ของตัวเองและค้นหาอดีตของทาสผิวดำที่ถูกลืมไปพร้อมกัน

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน นอกจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางกฏหมายและการเมืองแล้ว ยังมีผลต่อการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับคนผิวดำด้วย เช่น มีการผ่านกฏหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวแอฟริกัน-อเมริกัน มีสิทธิ์มีเสียงในการวางแผนจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษและชุมชนของตัวเองมากขึ้น มีการขุดค้นในบริเวณบ้านพักทาสและคนงานผิวดำในแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ต่างๆ เพิ่มขึ้น ทำให้มีข้อมูลสำหรับวางรากฐานการศึกษาทางโบราณคดีของทาสผิวดำ หรือที่เรียกว่า “โบราณคดีของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน” จนทำให้วิชานี้กลายเป็นสาขาวิชาที่มีสถานะมั่นคงได้ในช่วงทศวรรษที่ 80 (ค.ศ. 1971-1980) ในที่สุด

จุดเด่นของโบราณคดีของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ไม่ได้อยู่ที่การขุดค้นโบราณวัตถุอันอลังการ ซึ่งเป็นจุดหมายของการทำงาน “โบราณคดีอลังการ” เฉกเช่นโบราณคดีสมัยแรกเริ่ม แต่งานโบราณคดีสาขานี้เกิดจากรากฐานของการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม โบราณคดีแบบนี้จึงไม่มีจุดหมายในการสร้างภาพอดีตที่อลังการสวยงาม แต่มุ่งเป็นปากเสียง คืนความเป็นคนโดยการสร้างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ให้กับทาสผิวดำที่ถูกลืม เพื่อนำเสนอถึงความเลวร้ายของระบบทาสและการเลือกปฏิบัติในอดีต จุดหมายและคุณค่าของโบราณคดีสาขานี้ จึงอยู่ที่เรื่องราวในอดีต ไม่ได้ยึดโยงกับมูลค่าหรือคุณค่าทางศิลปะของโบราณวัตถุสถานเหมือนเดิม

โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นบ้านพักของทาสและคนงานผิวดำนั้น ส่วนมากเป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันในสมัยก่อน พวกกระเบื้องถ้วย, เศษแก้ว, เศษหม้อ, ซากกระดูกสัตว์, เศษอาหาร ฯลฯ ที่บ่งบอกถึงการจัดการทรัพยากรที่จำกัด และชีวิตประจำวันของคนชั้นล่างในสังคม ซึ่งลักษณะการให้ความสำคัญต่อการตีความโบราณวัตถุที่เปลี่ยนไปนี้ มีผลต่อแนวทางการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของทาสและคนผิวดำในพิพิธภัณฑ์ด้วย

 

พายมันเทศ

 

อุทยานประวัติศาสตร์ ป้อมยอร์ก (Fort York) กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา อาคารด้านซ้ายคือห้องพักของนายทหาร (ภาพโดย ณัฎฐา ชื่นวัฒนา)

 

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันได้เข้าชมนิทรรศการเกี่ยวกับอาหารและชีวิตของคนผิวดำในแคนาดา นิทรรศการนี้จัดขึ้น ณ อุทยานประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า ค่ายยอร์ก (Fort York) ตั้งอยู่กลางกรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Black History Month หรือ “เดือนประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ” โดยเดือนแห่งประวัติศาสตร์นี้อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และได้รับการรับรองสถานะความสำคัญอย่างเป็นทางการจากรัฐสภาแคนาดาในปี ค.ศ. 1995

ส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้คือการทำตำรับอาหารยอดนิยมของคนผิวดำจานหนึ่งที่กลายเป็นอัตลักษณ์ทางการครัวของคนผิวดำในอเมริกาไปแล้ว นั่นคือ พายมันเทศ

มันเทศ (Sweet potato, Ipomea batatas) เป็นพืชหัวท้องถิ่นของอเมริกากลางที่เติบโตได้ดีในอเมริกาเหนือ มันเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารยามยากของผู้อพยพชาวยุโรปในดินแดนใหม่ จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาไปพร้อมๆ กับฝ้าย ด้วยความที่มันเทศเป็นพืชหัวที่ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตเป็นแป้งที่กินแล้วอิ่มท้อง ทำให้มันเทศได้แทรกตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารของทาสผิวดำ เพราะมันเทศนั้นหาได้ง่าย ส่วนมากทาสผิวดำก็ปลูกมันเทศควบคู่ไปกับฝ้ายในไร่อยู่แล้ว เมื่อได้ผสานพืชหัวธรรมดาๆ อย่างมันเทศกับวิธีการทำพายของนายทาสชาวยุโรป ทำให้เกิดพายมันเทศที่กลายเป็นอาหารจานเด็ดของ Soul Food ของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ในที่สุด

พายมันเทศ จึงถูกใช้เป็นบุคลาธิษฐาน แสดงตัวตนและจิตวิญญาณของคนแอฟริกัน-อเมริกัน (“As African American as Sweet Potato Pie”, Frances Smith Foster) ในงานเขียนและวรรณกรรมทั่วไปด้วย

 

ชาวไร่ผิวดำนั่งบนระเบียงไม้หน้าบ้านพัก ชานหน้าบ้านมีฝ้ายกับหัวมันเทศกองอยู่ ภาพนี้ถูกถ่ายในปี ค,ศ, 1939 (Library of Congress, LC-USF33- 030572-M2)

 

โรงงานผลิตพายมันเทศ ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ในรัฐนิวเจอร์ซี ภาพนี้ถูกถ่ายในปี ค,ศ, 1994 (Library of Congress, AFC 1995/028: WIP-MC-C050-19)

 

พายมันเทศที่ทำในนิทรรศการนี้มีแรงบันดาลใจ จากสูตรพายในตำราอาหารของแม่ครัวผิวดำชื่อ แอบบี ฟิชเชอร์ (Abby Fisher) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1881 ตำราอาหารเล่มนี้นับว่าเป็นหนังสือที่ผู้เขียนเป็นคนผิวดำเล่มแรกๆ พายมันเทศที่ว่า มีสูตรดังนี้

“แป้งพายสำหรับทำพายทุกชนิด: แป้งสาลีร่อน 1 ปอนด์, เนย ¼ ปอนด์, มันหมู ¼ ปอนด์, เกลือละเอียด 1 ช้อนชา ผสมกับแป้งสาลีในขณะแห้ง ใช้มือผสมเนยและมันหมูเข้ากับแป้งสาลีจนเข้ากัน จากนั้นใส่น้ำเย็นลงไป ใช้มือผสมจนแป้งเข้ากันกลายเป็นก้อน ระวังอย่าให้ก้อนแป้งเปียกเกินไป โรยแป้งสาลีบนเขียง… ในการรีดแป้งเป็นแผ่นนั้น ให้รีดแป้งออกและเข้าหาตัว (คงใช้ลูกกลิ้งไม้รีดแป้ง-ผู้เขียน) เวลารีดแป้งก็ไม่เกินสิบนาที”

“พายมันเทศ: มันเทศ 2 ปอนด์ทำพายได้ 2 ถาด ต้มมันเทศจนนิ่ม ปอกเปลือกและบดมันผ่านตะแกรงตาละเอียดในขณะที่กำลังร้อนๆ ใส่เนยหนึ่งช้อนโต๊ะลงไปในมันบดด้วย ตอกไข่ 5 ฟอง ตีไข่ขาวและไข่แดงแยกจากกัน ใส่นม 1 ถ้วยชา ปรุงรสหวานตามชอบ บีบน้ำส้ม 1 ผล และขูดเปลือกส้มใส่ลงในส่วนผสมที่เป็นของเหลว ใส่เกลือครึ่งช้อนชาพูนลงในมันเทศ ใส่แป้งพายในถาดเพียงชั้นเดียว แล้วอบอย่างรวดเร็ว”

สูตรพายในตำราอาหารนี้ค่อนข้างพิเศษ เพราะมีการใช้น้ำส้มและผิวส้มขูดผสมในคัสตาร์ดที่ทำเป็นไส้พาย สูตรพายที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อเมริกันช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 – ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แค่ตีไข่ธรรมดา แต่ในสูตรของคุณแอบบี ได้ยังแยกไข่ขาวและไข่แดง ก่อนจะตีไข่ขาวจนขึ้นฟูเป็นยอดแหลม และนำไปตะล่อมผสมกับเนื้อมันเทศที่ต้มและขูดแล้วอย่างเบามือ การใส่ไข่ขาวที่ตีจนมียอดแหลมนี้ทำให้คัสตาร์ดมีเนื้อเบาละเอียด ตัดกับตัวแป้งพายอบที่กรอบหอม ซึ่งเทคนิคแบบนี้ใช้กันในการทำอาหารของชาวยุโรปสมัยก่อน เมื่อพิจารณาวิธีการสูตรการทำแล้วเดาได้ว่าคุณแอบบีต้องไปเรียนสูตรนี้จากครัวของคนชั้นสูงสมัยนั้นแน่นอน

อาสาสมัครของพิพิธภัณฑ์รับหน้าที่เป็นผู้อบพายมันเทศในครั้งนี้ โดยพายมันเทศถูกอบในส่วนห้องครัวบริการ ที่ทำอาหารให้นายทหารของค่าย ครัวนี้ถูกสร้างขึ้นในราว ค.ศ. 1927 โดยใช้เครื่องครัวที่มีอายุร่วมสมัยกันในการอบพายมันเทศถาดนี้ด้วย

ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากที่ได้เห็นห้องครัวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตในพิพิธภัณฑ์ที่มีการก่อไฟและใช้งานได้จริง ได้เห็นพวกเครื่องครัวทองแดงที่เก่าจนนับว่าเป็นโบราณวัตถุได้ ถูกนำมาใช้ทำอาหารจริงๆ จากตำราอายุร้อยกว่าปีก่อน!

ฉันได้ยินคำว่า “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” มาบ้าง แต่ก็เพิ่งจะสัมผัสได้ถึงอดีตที่มีชีวิตและ “นิทรรศการที่กินได้” ในวันนี้เอง

 

ห้องครัวบริการสำหรับนายทหาร อุทยานประวัติศาสตร์ ป้อมยอร์ก (Fort York) กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา (ภาพโดย ณัฎฐา ชื่นวัฒนา)

 

อาสาสมัครกำลังอบแป้งพาย โดยใช้สูตรและเครื่องครัวแบบเดิม ในห้องครัวบริการสำหรับนายทหาร อุทยานประวัติศาสตร์ ป้อมยอร์ก กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา (ภาพโดย ณัฎฐา ชื่นวัฒนา)

 

แปรประวัติศาสตร์ให้เป็นประสบการณ์

 

ห้องครัวนายทหารห้องนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไฟในเตาถูกจุดเพื่อทำอาหาร ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอาคารแห่งผ่านกลิ่นควันไฟ ที่คละคลุ้งปนกับกลิ่นมันเทศต้มและแป้งพายอบที่ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ

ประสบการณ์ที่ฉันได้เจอในห้องครัวนายทหารของพิพิธภัณฑ์วันนั้น ทำให้มุมมองเดิมของฉันเกี่ยวกับการจัดแสดงเรื่องราวในอดีตของพิพิธภัณฑ์ ที่ว่าพิพิธภัณฑ์ต้องทำหน้าที่รักษาสงวนรักษาโบราณวัตถุ ผ่านขนบการสื่อสารแบบทางเดียวนั้น พังทลายไปได้ด้วยการอบพายมันเทศแค่ถาดเดียว

ห้องครัวนายทหารก็เต็มไปด้วยลูกหลานของอดีตทาสผิวดำที่มาเข้าร่วมกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ ผู้ร่วมกิจกรรมในวันนี้แทบจะไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นมาร่วมด้วยเลย มีเพียงคนผิวดำเกือบทั้งหมด ผู้ชมทั้งหลายพากันถามสูตรอาหารจากอาสาสมัครผิวขาวที่ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับชิมพายมันเทศที่อบเสร็จใหม่ๆ ไปพร้อมกัน

ในวันนี้ คนผิวดำไม่ถูกขังอยู่ก้นครัวอีกแล้ว ห้องครัวไม่ใช่กรงขังคนงานผิวดำให้จำนนต่อระบบที่กดขี่เลือกปฏิบัติอีกต่อไป ห้องครัวนี้ได้กลายร่างเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สื่อสารถึงอดีตที่เคยล่องหนของอดีตทาสผิวดำที่เคยใช้เวลาอยู่ในครัวห้องนี้ให้กลับมามีตัวตนในความรับรู้ของคนในปัจจุบันได้อีกครั้ง ผ่านการสร้างประสบการณ์ร่วมกับนิทรรศการกินได้

อดีตของทาสผิวดำ คนชั้นล่างของสังคมที่แอบซ่อนอยู่ในซอกหลืบของประวัติศาสตร์ ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านอาหารสามัญอย่างพายมันเทศถาดนั้น

เรื่องราวทางโบราณคดีจะสามารถกลับมามีชีวิตได้หรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับมูลค่าของโบราณวัตถุเสมอไป บางครั้งงานโบราณคดีที่สามารถขับเคลื่อนสังคมปัจจุบันได้ จึงเป็นงานวิจัยที่มีอารมณ์ความรู้สึกปะปนอยู่ด้วย เพราะโบราณคดีนั้นเป็นเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต หากนักโบราณคดีไม่เข้าใจและยอมรับถึงความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านั้นแล้ว เราจะสื่อสารถึงความเป็นมนุษย์ให้คนในปัจจุบันเข้าใจ มากกว่าการมองว่าอดีตเป็นแค่โบราณวัตถุกองหนึ่งเท่านั้นได้อย่างไร?

หากโบราณคดี คือการศึกษามนุษย์ในอดีต ความเป็นมนุษย์และอัตวิสัย จึงมีความจำเป็นต่อการสร้างภาพชีวิตทางโบราณคดีของทุกคนในสังคมด้วยเช่นกัน

 

พายมันเทศที่ใส่ไส้คัสตาร์ดแล้ว รออบให้สุก ด้านข้างคือเมล็ดถั่วสำหรับถ่วงน้ำหนักเพื่ออบแป้งพาย (ภาพโดย ณัฎฐา ชื่นวัฒนา)

 

 

อ้างอิง

นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2562. รำพึงถึงเจ๊ก. มติชนสุดสัปดาห์. ฉบับวันที่ 27 กันยายน – 3 ตุลาคม 2562.

Singleton, T. 1995. The Archaeology of Slavery in North America. Annual Review of Anthropology, 24: 119-140.

Singleton, T. 2010. Archaeology and Slavery. In Mark M. Smith and Robert L. Paquette (eds.). The Oxford Handbook of Slavery in the Americas. Oxford University Press. pp. 702 – 726.

Fisher, A. 1881. What Mrs. Fisher Knows About Old Southern Cooking. Women’s co-operative printing office, San Francisco.

Bennett, B.C. 2015. Subsistence Farming in Southern Florida (1840–1940): The Importance of Sweet Potato—In Memory of Daniel F. Austin. Economic Botany. 69(2): 185–198.

Douglass Opie, F. 2008. Hog and Hominy Soul Food from Africa to America. Columbia University Press.

Miller, A. 2013. Soul Food: The Surprising Story of An American Cuisine One Plate at A Time. University of North Carolina Press.

David, N. and Kramer, C. 2001. Ethnoarchaeology in Action. Cambridge University Press.

Brown, K. 2018. Touch, taste, smell: Fostering museum visitor engagement with multisensory spaces. In Gregory Marinic (eds.). The Interior Architecture Theory Reader. Routledge.

Author

Nattha Chuenwattana

ณัฎฐา ชื่นวัฒนา จบโบราณคดีจากโรงเรียนที่ไทยและอังกฤษ ปัจจุบันยังเรียนโบราณพฤกษคดี ในภาควิชามานุษยวิทยา ที่ประเทศใกล้ๆ ขั้วโลกเหนือ เป็นคนช่างกิน ชอบทำกับข้าวจากทั่วโลก ทุกยุคสมัย ชอบศึกษาวัฒนธรรมอาหารในแง่มุมทางมานุษยวิทยา เพราะเรื่องเล่าดีๆ ทำให้อาหารอร่อยขึ้น ยังเป็นผู้ตัดสินระดับเชี่ยวชาญของสมาคมบาร์บีคิวแห่งเมืองแคนซัส ซึ่งเป็นลีกการแข่งขันทำบาร์บีคิวอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก ลงแข่งเองบ้างเป็นครั้งคราว