ไฮสคูลในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อเมริกา เกิดคดีสะเทือนขวัญและอุกอาจจนเป็นข่าวไปทั่วเมือง เมื่อมีการพ่นสเปรย์รูปอวัยวะเพศชายบนรถอาจารย์จำนวนทั้งหมด 27 คันถ้วน ภาพจู๋สีแดงละลานตาถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว และคนที่ถูกชี้เป้าว่าเป็นตัวการ คือ ‘ดีแลน แม็กซ์เวลล์’

“เขาวาดรูปจู๋เป็นประจำนั่นแหละ” เพื่อนร่วมชั้นพูดถึงดีแลนเป็นเสียงเดียวกัน

ลองนึกภาพตาม ถ้าจะมีใครสักคนที่จะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น จะเป็นคนอื่นไปไม่ได้นอกจากดีแลน

วัยรุ่นชายตัวใหญ่ ไม่ตั้งใจเรียน ขี้แกล้ง ก่อกวนการสอนของอาจารย์ ไม่เล่นกีฬา พูดจาและทำท่าทางลามก สูบกัญชา พูดคำว่า fuck ตลอดเวลา และมีแววตาเลื่อนลอย เป็นแบบฉบับของเด็กเกเรที่เราแทบจะตัดสินเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอหน้า

เขาถูกคณะกรรมการสอบสวนเรียกเข้าไปให้ปากคำ ดีแลนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ในขณะเดียวกันก็มีเพื่อนร่วมชั้นชื่อ อเล็กซ์ ทริมโบลี หนุ่มผอมแห้งแรงน้อย แววตาล่อกแล่ก พูดจาเขินๆ เหมือนจะมั่นใจแต่ก็ไม่มั่นใจ ออกมายืนยันว่าเห็นดีแลนพ่นสเปรย์บนรถอาจารย์เองกับตา

“100 เปอร์เซ็นต์” คือคำติดปากของอเล็กซ์

และนั่นยิ่งทำให้น้ำหนักของความผิดตกมาที่ดีแลน ไม่มีใครสงสัยข้อกล่าวหานี้ ยกเว้น 2 หนุ่ม ปีเตอร์ และ แซม นักทำรายการสารคดีประจำโรงเรียน พวกเขาสงสัยว่าดีแลนจะเป็นคนทำเรื่องอย่างว่านี้จริงหรือ มีอะไรเป็นเบื้องหลังการกระทำนี้ หรือมีเรื่องอื่นที่ทุกคนมองข้ามไปบ้างไหม พวกเขาจึงลงมือทำสารคดีสืบเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยยังไม่ตั้งธงไปที่ใครทั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของสารคดี American Vandal โดยมีคำถามสำคัญว่า “Who drew the dicks?”

ข้างต้นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในซีรีส์ ตัดภาพมาที่โลกความจริง

American Vandal ไม่ใช่สารคดี (Documentary) แต่เป็นซีรีส์ที่ทำ ‘ล้อ’ สารคดี (Mockumentary) อีกที คือตั้งใจจะกวน แต่ตั้งท่าว่าเอาจริงเอาจัง และยั่วเย้าให้เราตามเข้าไปในเรื่องเล่า  สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า American Vandal ล้ออะไร แล้วทำไมจึงต้องล้อ

American Vandal เล่าเรื่องผ่านเหตุการณ์การก่ออาชญากรรม เป็นการล้อสารคดีสืบสวนสอบสวน (True-Crime) อย่าง Making a Murderer, The Keepers ฯลฯ ที่พาเราตามหาเบาะแสฆาตกรรม การอำพราง ลุ้นระทึกไปกับการให้ปากคำของพยาน ตามร่องรอยของเหตุการณ์ที่ถูกทิ้งไว้  เสน่ห์ของสารคดี True-Crime คือการที่ผู้ชม ‘เชื่อ’ ว่ากำลังดูเรื่องจริง และการได้ไล่ล่าหาผู้ร้ายไปด้วยจะทำให้เรารู้สึกเหมือนนั่งโรลเลอร์โคสเตอร์ ทั้งขบคิดและลุ้นระทึกไปพร้อมกัน

แต่คำถามคือ เราเชื่อความจริงที่บอกเล่าผ่านสารคดีได้จริงหรือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามุมมองที่คนทำสารคดีเลือกนำเสนอเป็นเรื่องจริงทั้งหมดและปราศจากอคติ ที่สุดแล้ว ‘ความจริง’ ในสารคดีนั้นเป็นความจริงของใคร ถูกมองจากมุมไหน และถ่ายทอดออกมาแบบใด คนทำสารคดีเลือกให้เรา ‘เห็น’ หรือ ‘ไม่เห็น’ อะไรบ้าง  การดูสารคดีเหมือนเป็นการตั้งคำถามต่อความจริงและความลวงอีกรูปแบบหนึ่ง

ซีรีส์ American Vandal จึงทำขึ้นเพื่อ ‘ล้อ’ สารคดีเหล่านั้นอีกที (True-Crime Parody) โดยการทำให้คดีการวาดจู๋ 27 อัน กลายเป็นเรื่องใหญ่โตประหนึ่งคดีฆาตกรรม ด้วยท่าทีว่ากำลังเล่าเรื่องจริง ใช้การถ่ายทำแบบสารคดี ทั้งมุมกล้อง บทพูด ตัวละคร ลักษณะการนำเสนอที่ใช้การสัมภาษณ์นักเรียนและครูเพื่อตามเก็บเบาะแสไปทีละจุด  แต่มีน้ำเสียงเล่นล้อ เย้าแหย่ และไม่เอาจริงเอาจังอยู่ในที ล่อหลอกให้ผู้ชมรู้ตัวว่าไม่ได้กำลังดูเรื่องจริงอยู่ เพราะแบบนี้เราจึงยังจับทางตัวละครไม่ได้ เกิดคำถามในใจว่าสิ่งที่ตัวละครพูดนั้นจริงหรือไม่  ในระหว่างทางการสืบหาความจริง แซมและปีเตอร์จะพาเราไปเจอเหตุการณ์ปริศนา คำพูดที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญ และค้นหาหลักฐานที่ลงลึกถึง ‘ขน’ นำไปสู่การวิเคราะห์ที่แหลมคม หรือไม่ก็หลงทางไปเสียไกล

ตัวละครในเรื่องเป็นตัวแทน stereotype ของคนแต่ละประเภทในไฮสคูลอเมริกา เช่น พวกขี้แพ้, นักกีฬาโรงเรียน, สาวฮอตที่หนุ่มทุกคนหมายปอง, สาวเฉิ่ม, คนผิวสี, เอเชียนตัวผอมบางเรียนเก่งที่มักถูกกลั่นแกล้ง, สาวติสต์มีปัญหาครอบครัว, นักเคลื่อนไหวทางสังคมผู้จริงจังกับเรื่องเพศที่สามและโลกร้อน, ผอ.โรงเรียนสุดเฮี้ยบใส่สูท, อาจารย์อ้วนสอนภาษาใจดี, ครูพละที่ดูมีเสน่ห์ ฯลฯ  ทั้งหมดต่างมี ‘เรื่องเล่า’ ถึงเหตุการณ์ในรูปแบบของตัวเอง

หน้าที่ของคนดูคือการเลือกที่จะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ ใคร และวิเคราะห์เอาตามที่สารคดีหยอดไว้ในแต่ละตอน  เมื่อดูไปสักพัก เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เพราะอะไรเราจึงคิดว่าคนแบบนี้พูดจริง แล้วเพราะอะไรเราจึงไม่อยากเชื่อคำพูดของคนนี้ คนแบบไหนที่เรามองว่ามันต้องโกงแน่ๆ คนประเภทนี้ไม่จริงใจกับใครหรอก หรือคนแบบนี้จะไปโกหกใครได้  มองให้ลึกกว่านั้น เราจะหาเหตุผลว่าเพราะอะไรเขาถึงต้องโกหก แต่ละคนมีภูมิหลังหรือมีเหตุผลของตัวเองอย่างไรบ้าง เรามีข้อมูลในมือแค่ไหนที่จะไปตัดสินใครได้  แม้ดีแลนจะถูกทำให้เป็นตัวร้ายตอนต้นเรื่อง แต่เมื่อดูไปสักพักเราจะเริ่มเอ็นดูและเชียร์ดีแลน แม้ว่าเขาจะพูดคำว่า fuck ตลอดเวลาและหน้าตาเหมือนคนเมาทุกครั้งที่ออกกล้องก็ตาม  คำถาม ข้อโต้แย้ง และข้อสนับสนุน จะผุดขึ้นผุดลงในหัวเรา จนก่อนที่เราจะรู้ตัวหนังก็ตลบหลังเราซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมึน

กลับมาในโลกของซีรีส์ แซมและปีเตอร์อัปโหลดสารคดี American Vandal ลงบนยูทูปจนแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว  โซเชียลมีเดียเป็นตัวเล่าเรื่องและจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญตลอดซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งยูทูป อินสตราแกรม โปรแกรมแชท หรือสเตตัสเฟซบุ๊ก ฯลฯ ชวนให้เราตั้งคำถามถึงความ ‘จริง’ ของสื่อเหล่านี้ด้วย

ตัวเรื่องทำออกมาได้กวนเหลือร้าย เล่นล้อล่อหลอกเราไปกับคำบอกเล่าทั้งเรื่อง  ท้ายที่สุดแล้ว ซีรีส์ชวนให้เราตั้งคำถามว่าเราจะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ ตัวละคร เราจะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ โซเชียลมีเดีย และเราควรจะสงสัยไปถึงว่า เราจะเชื่อหนังเรื่องนี้ได้แค่ไหน

และเราจะเชื่ออะไรได้แค่ไหน

 

ดูตัวอย่างซีรีส์ได้ที่

 

Author

Panis Phosriwungchai

นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตอนนี้ย้ายจากหน้ากระดาษมาเขียนบนออนไลน์ เน้นที่ความลื่นไหลและงดงามของชีวิต ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร ปัจจุบันเรียนปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ