ธิติ มีแต้ม เรื่อง

 

 

ก่อนที่ลูกจะมาอยู่กับพวกเราในดาวสีฟ้านี้ พ่อตั้งชื่อลูกว่า “เวลา”

ตั้งก่อนลูกจะมาถึงนานหลายเดือนเลยล่ะ และลูกก็มีชื่อเดียวมาจนแม่ใกล้จะคลอดเต็มที จู่ๆ แม่ของลูกก็ถามว่าเราจะเรียกชื่อเล่นลูกไหม พ่อบอกเอาสิ ได้หมดถ้าสดชื่น แม่ควรได้เรียกลูกแบบที่แม่อยากเรียกด้วย

แต่แม่ลังเลอยู่นาน แม่เป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนสุดท้ายแม่บอกจะเรียกลูกว่าแอล (Al ออกเสียงตามคนอเมริกัน) พ่อฟังน้ำเสียงดูก็โอเค แรกๆ คิดเข้าข้างตัวเองว่าแม่ชอบสำนักข่าว Al Jazeera เหมือนพ่อหรือเปล่า

เปล่าเลย, แม่ชอบ Al Green นักร้องผิวสีอเมริกันต่างหาก และแม่มาสารภาพที่หลังว่าแม่ตั้งใจจะเรียกลูกว่าแอลมาตั้งนานแล้ว แต่กลัวผู้หลักผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมถึงไปนิยมชมชอบคนดำถึงขั้นเอามาตั้งชื่อลูก

เอาเข้าจริง พวกเขาส่วนมากก็ยังคิดว่าลูกชื่อแอล ก็คือตัวอักษร L ทั่วไป และจนถึงวันนี้ก็ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าแม่เรียกลูกว่าแอล ตามศิลปินที่แม่ชอบมากพอๆ กับ Barry Gibb เจ้าของเสียงเล็กแหลมละมุนของคณะ Bee Gees

พ่อคิดว่าที่พักของความไม่มั่นใจในตัวแม่คือเสียงร้องของพวกเขานี่แหละ มันทำให้แม่สบายใจขึ้น น้ำเสียงที่พวกเขาเปล่งออกมามันช่วยชดเชยความออเซาะของแม่ได้ และหลายครั้งรวมถึงพ่อได้

นี่อาจเป็นความอัศจรรย์ของเพลงแนว Soul ที่หลายครั้งบทสวดมนต์ก็ไม่ได้ปลดปล่อยคนอย่างเราๆ ให้หลุดออกจากความเซื่องซึมได้

น้ำเสียงอย่างคำว่า “Ya baby” ตอนที่ Al Green ร้องเพลง Tired of Being Alone มันจี๊ดจ๊าดจนบางทีพ่อรู้สึกว่ามันชวนให้คนอย่างพวกเรารู้จักการปฏิเสธ แทนที่จะก้มหน้าก้มตารับคำสั่งอยู่ท่าเดียว

พูดแบบรวบรัด มันเป็นน้ำเสียงของเด็กดื้อ ทุกครั้งที่ลูกเริ่มกรี๊ดเอาแต่ใจ พอพ่อลองเปิดเพลงของ Al Green ลูกก็ทำท่าย่อขึ้นย่อลงตามเพลงได้ จนพ่อพลางคิดในใจว่า “เข้าท่า เข้าท่า”

แต่ Al Green หรือ อัลเบิร์ต กรีน นักร้องเพลงโซล เขาไม่ได้เกิดมาสบายเท่าลูกทุกวันนี้ แอล กรีนเกิดในครอบครัวยากจนที่มีพี่น้องถึง 10 คน ในชนบทของรัฐอาร์คันซอ ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา

ความยากจนทำให้พี่น้องทั้งหมดต้องสลับรองเท้ากันใส่ พ่อและแม่ของแอล กรีนเป็นชาวคริสต์ที่มักจะพาลูกๆ เข้าโบสถ์ไปร้องเพลง พวกเขาเติบโตมากับเพลงในโบสถ์ เสียงเพลงบทสวดสรรเสริญพระเจ้า

ทศวรรษที่ 50 ที่พวกเขากำลังขยับจากเด็กน้อยสู่วัยหนุ่ม อาจนับว่าโบสถ์เป็นบ้านอีกหลังก็ได้ อาจเป็นสถานที่เดียวที่พวกเขาจะมาผ่อนคลายกันให้พ้นจากสายตาของพวกคนเหยียดผิว และเลือกร้องเพลงอ้อนวอนสรรเสริญพระเจ้าถึงความรักที่ถูกมอบลงมาให้แทน เพลงแนว Gospel เป็นเพลงที่พวกเขาร่ำร้องกัน

แอลในวัยหนุ่มเริ่มแสดงออกถึงพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง โดยการตั้งวงกับพี่น้องของเขาในชื่อ “The Greene Brothers” แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาเริ่มหันมาสนใจฟังเพลงป๊อป,โซล, อาร์แอนด์บี แทนกอสเปล ซึ่งทำให้พ่อของแอลโกรธมาก ถึงขั้นพิพากษาลูกว่าการนิยมเพลงอื่นนอกเหนือจากเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นการทำบาป

แอลในสายตาพ่อของเขาเป็นพวกเด็กหัวรั้น เด็กดื้อ ถึงขนาดถูกจับได้ว่าเขาฟังเพลงของ Jackie Wilson ศิลปินแนวโซลรุ่นใหญ่ จนไล่ลูกออกจากบ้าน แม้แต่แม่ของเขาก็ยังเห็นไปทางพ่อ ถึงขั้นตะเพิดแอลไปว่าถ้าเลือกที่จะไปทางนั้นก็จงไปเลย

เป็นครั้งแรกที่แอลต้องออกจากบ้านตั้งแต่อายุยังไม่ทันจะยี่สิบ เขามุ่งสู่การฟังเพลงของ James Brown ศิลปินรุ่นใหญ่ฉายา “Godfather of Soul” ที่แอลอยากเจริญรอยตาม รวมไปถึง Mahalia Jackson, Elvis Presley และ Sam Cooke

เขาเริ่มปักธงสวนทางกับความเชื่อของครอบครัวด้วยการตั้งวงอีกครั้งกับเพื่อนวัยมัธยม ที่ชื่อว่า “AL Greene&The Creations” สมาชิกในวงได้ก่อตั้งค่ายเพลงที่ชื่อ Hot Line music และเริ่มอัดอัลบั้มแรกในชื่อว่า Back up Train (1966) มีกลิ่นอายคล้ายกับเพลงขอวง The Temptations หลังจากนั้นเขาก็ได้พบกับ Willie Mitchell ที่ต่อมากลายเป็นคนผลักดันและทำเพลงร่วมกับเขาในหลายอัลบั้มต่อมา

วิลลี่เป็นทั้งโค้ชและเพื่อน เขาจูงใจให้แอลค้นหาเสียงที่แท้จริงมากกว่าการเลียนเสียงศิลปินคนอื่น เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

วิลลี่ถามว่าแอลคือความเท่ ความคูลใช่ไหม ถ้าอย่างงั้นเสียงร้องควรเป็นอย่างไร ให้แอลทำออกมาอย่างผ่อนคลาย และแอลก็ทำมันออกได้อย่างมั่นใจ

จนกระทั่งแอลเริ่มเซ็นสัญญากับ Hi Record ออกอัลบั้มต่อมาชื่อ Green is Blue (1969) แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่พอมีอัลบั้ม Al Green Gets Next to you (1971) คนฟังก็เริ่มถูกใจกับเพลงดังอย่าง Tired of Being Alone

อัลบั้มใหม่ที่ตามมาติดๆ อย่าง Let’s Stay Together ก็กลายเป็นหมุดหมายให้แอลได้รับการยอมรับในฐานะศิลปินเพลงโซลด้วยการที่เพลงในชื่อเดียวกับอัลบั้มขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ซึ่งร่วมกันแต่ง 3 คน ได้แก่ แอล กรีน, วิลลี่ มิทเชลล์ และอัลเบิร์ท แจ็คสัน (มือกลอง)

 

 

แอลใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเขียนเนื้อ และเพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำตัวของเขาไปโดยปริยาย ความลงตัวของจังหวะเพลง ชวนให้คนปรบมือตาม ลุกขึ้นมาเต้นอย่างสนุกสนาน

แอลค้นพบเสียงและสไตล์ของตัวเอง หรือเสียง Falsetto ความเป็นโซล ฟังค์กี้ และกอสเปล แอลผสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนในท่อนนึงของเพลง

 

Ooo baby…
Let’s, let’s stay together…
Lovin’ you whether, whether
Times are good or bad, happy or sad
Whether times are good or bad, happy or sad

 

ระหว่างที่แม่ให้นมลูก พ่อเปิดเพลงกล่อม แม่บอกว่าการแสดงสดของเขาที่ดีที่สุดสำหรับแม่น่าจะเป็นตอนที่ร้องกับ Toni Childs,Santana & All Star band ปี 1991ในรายการ Letter man พวกเราอยากให้ลูกได้ไปฟังเพลงในบรรยากาศแบบนั้นสักครั้งในชีวิต

หลังจากที่แอลดังเป็นพลุแตกนั้น เขาออกอีก 3 อัลบั้มติดกัน รวมถึง I’m still in love with you ที่มีเพลง Love and happiness ตอกย้ำความคูลด้วยในสไตล์ของแอล

แต่พออัลบั้ม Al green explore your mind ออกมา ชีวิตของแอลก็ต้องพบจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อแฟนสาว Mary Woodson ก็ดันราดซุปข้าวโพดที่กำลังเดือดใส่ตัวแอลจนบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่เธอจะใช้ปืนของเขายิงตัวตาย

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากที่แอลปฎิเสธการคุยเรื่องแต่งงาน ทั้งที่จริงๆ ในอัลบั้มนี้มีเพลง Shalala (Make me happy) ที่เขาแต่งให้กับเธอ

ช่วงชีวิตที่บีบคั้น ชื่อเสียง เงินทอง และผู้หญิงมากหน้าหลายตา แอลเริ่มหันกลับมาหาเพลงแนวกอสเปล เสมือนเป็นที่พึ่งพิงทางใจ เขาเริ่มกลับไปเข้าโบสถ์เหมือนวัยเด็ก และเขียนเนื้อหาสรรเสริญพระเจ้าเหมือนครอบครัวของเขาอยู่ในเพลงแทบทุกอัลบั้ม

ปี 1977 เขาแต่งงานกับ Shirley Kyles หลังจากพบรักกันที่โบสถ์ เพราะ Shirley ก็เป็นนักร้องในโบสถ์เช่นกัน ความรักทั้งคู่หอมหวาน แอลบอกว่าเธอเป็น “ผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเจอมา” ระหว่างนั้นเขาออกอัลบั้ม The Belle มีเพลงอย่าง Belle ที่มีเนื้อหาท่อนนึงว่า

 

Belle
I know that you can understand
A little country boy
Just a little country boy
Hey, He brought me safe thus far
Let me say it, little lady
Through many drunken country bars
Ooh hoo, Belle, oh, let me say
He’s my bright morning star

 

ทว่าเพียง 4-5 ปี เท่านั้น พวกเขาก็ต้องแยกทางกัน เชอร์ลี่ย์ยื่นขอหย่า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ไม่เคยปริปากออกมา ทั้งถูกถีบและเตะ จนเธอยืนยันจะเลี้ยงดูลูกสาวทั้งหมดสามคนเอง

ชีวิตที่ผกผัน ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เขากลับมาทำเพลงในวัย 63 ร่วมกับวิลลี่ มิทเชล อีกครั้ง ออกอัลบั้มชื่อ I can’t stop กับค่าย Blue Note Records ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ปี 2008 แอลร่วมกับศิลปินดาวรุ่งรุ่นใหม่อย่าง Anthony Hamilton และ John Legend มีเพลงดังอย่าง Lay it down, Stay with me

แอลเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ CBS this Morning ตอนเขาเข้าสู่วัย 72 ปีว่า แม้ว่าเขาจะอายุมากขึ้น แต่เสียงของเขายังคงเหมือนเดิมไม่หย่อนคล้อย และกลับทำเสียงสูงได้มากขึ้นอีก

 

ถ้าให้พ่อพูดอย่างสั้นที่สุด พวกเราทำความเข้าใจกับชีวิตที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเสียงของแอลอย่างไร เราเข้าใจว่าอาจจะมาจากคำว่า “เด็กดื้อ” ที่แม่เขามอบให้ตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งที่แอลแค่อยากฟังเพลงที่ต่างออกไป

พ่อนั่งมองลูกและพาลคิดถึงวันที่ลูกโตขึ้น ไม่ว่าใครจะแปะป้ายเด็กดื้อให้ลูกเพียงเพราะลูกคิดและทำในสิ่งที่ต่างออกไป อยากให้ลูกกลับมาฟังเพลงของ Al Green

อย่างน้อยก็เป็นการยืนยันว่า เราล้วนเติบโตขึ้นมาจากความแตกต่างหลากหลาย แม่ของลูกมีเลือดคนเหวียด พ่อมีเลือดโปรตุกีสปะปนอยู่ และพวกเราก็ต่าง let’s stay together

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - สื่อมวลชน นักเขียน ช่างภาพ