ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ เรื่อง

 

Q : ลุงค่ะ ถ้าไปกินอาหารแล้วไม่อร่อย แล้วเจ้าของร้านถามว่าอร่อยไหม ควรจะตอบยังไงดี – ป่าน

A : ตอบคุณป่าน

บริกรในประเทศตะวันตกจะได้รับการฝึกฝนมาให้เอ่ยถามลูกค้าว่าทุกอย่างเรียบร้อยไหม อาหารเป็นยังไงบ้าง เป็นการถามไถ่ความพึงพอใจ ส่วนมากมักมาถามในช่วงท้ายๆ อย่างเวลากินขนมจิบกาแฟอะไรแบบนั้น ถ้าเราตอบว่าดีมาก อาหารอร่อย เราพอใจมาก ก็ควรจะตามด้วยประโยคว่า งั้นเช็คบิลด้วยนะน้อง หนึ่งมื้อของชีวิตราบรื่นก็ผ่านไป

แต่ถ้าอาหารไม่ถูกปากล่ะ จะทำยังไงดี

ลุงอยากบอกว่า ไม่ว่าเราจะคิดว่าลิ้นเราจะเทพแค่ไหน หรือเรามองว่าก็เคยกินร้านดีๆ แพงๆ มามากมายร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ความอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็ยังเป็นสิ่งอัตนัย เป็นผัสสะซึ่งแต่ละคนผ่านการหล่อหลอมมา เป็นวิสัยส่วนตัวของใครของมัน อันนี้ลุงไม่ได้บอกว่าไม่สามารถแสดงความเห็นได้ว่าอะไรอร่อยหรือไม่อร่อย เพียงอยากจะบอกว่า ความอร่อยไม่อร่อยนี่มันเถียงกันสามวันแปดวันก็ไม่ได้ข้อสรุป หาประโยชน์มิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราจะเถียงกับร้านอาหารที่นั่งกินอยู่

แล้วอะไรล่ะที่เราจะคอมเพลนได้

สั่งพาสต้าแต่ได้ก๋วยเตี๊ยว, เนื้อเหนียวดุจเคี้ยวกระเป๋าฟรายถาก, หนังไก่กากๆ ไหม้เกรียมเกินกว่าที่เราจะเรียกว่าคาราเมลไลซ์ หรือไวน์เหม็นเปรี้ยวเพราะมันบูด สั่งเป็นชามแต่กลับมาเป็นหม้อไฟ…อะไรที่จับต้องได้แบบนี้ มีบรรทัดฐานแบบนี้ คอมเพลนได้ครับ ถ้าคิดว่าพูดกับบริกรซึ่งมีหน้าที่แค่เป็นหนังหน้าไฟแล้วกลัวว่าจะไปไม่ถึงไหน ขอคุยกับผู้จัดการร้านน่าจะดีที่สุด แล้วก็คุยกับดีๆ ไม่ต้องดราม่า ส่วนใหญ่เขาจะไปทำอาหารจานนั้นมาให้ใหม่โดยไม่คิดเงินเพิ่ม อาจจะมีขอโทษขอโพยตามประสาคนค้าคนขายซึ่งไม่อยากผิดใจกับลูกค้าบ้าง หรืออาจจะมีของแถมปลอบใจบ้าง แล้วแต่วิจารณญาณของทางร้าน ถ้าไม่มีก็ช่างมันเนอะ

โดยมีเงื่อนไขว่าเราไม่ได้ฟาดอาหารจนหมดเกลี้ยงหรือดื่มไวน์จนหมดขวดแล้วมาคอมเพลนว่ามันไม่อร่อย อย่างนี้ดูเป็นสิบแปดมงกุฎ ไม่ก็เหมือนมุกหาของกินฟรีในหนังตลกแล้วล่ะ

สำหรับคำตอบเจาะจงของคุณป่าน ถ้ามันไม่อร่อยแต่ไม่มีอะไรเสียหายจนวิปริตวิปลาสนะ ก็ทำหน้าเฉยๆ แล้วบอกเขาไปว่าโอเคค่ะ พร้อมหยิบบัตรให้เขารูด และกากบาทไว้ให้หัวเลยว่ากูจะไม่กลับมาที่นี่อีก

 

Q : อยากรู้ความเป็นมาของคุกกี้เสี่ยงทาย – โอตะคนหนึ่ง

A : ตอบคุณโอตะคนหนึ่ง

อะไรกัน แกล้งถามลุงหรือเปล่า แต่ต่อไปนี้คือคำตอบนะครับ

Fortune cookie หรือคุกกี้ซึ่งอยู่ในเพลงเป็นสิ่งที่หายากในเมืองไทย แต่แพร่หลายมากตามร้านอาหารจีนในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา ลุงไปกินข้าวที่ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งร้านอาหารจีนในเมืองไทย ก็ไม่เคยเจอคุกกี้เสี่ยงทาย

คุกกี้นี้ว่ากันว่าคิดขึ้นมาเป็นมุกของแถม คล้ายกับที่ร้านอาหารแขกจะยกรำข้าวเปลือกกับน้ำตาลกรวดมาให้เคี้ยวเล่นล้างปาก สำหรับร้านอาหารจีนในอเมริกา พอกินอิ่มเขาก็จะยกคุกกี้มาให้เท่าจำนวนคน จะกินก็ได้ไม่กินก็ได้ (คือมันไม่ค่อยอร่อยนะลุงว่า) แต่สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำคือต้องแกะคุกกี้ออกดูคำทำนาย แล้วก็คุยกันขำๆ ถึงคำทำนายที่เปิดเจอ

คุกกี้นี้ทำจากแป้ง น้ำตาล น้ำมัน มีวานิลลาหรือสารปรุงรสอื่นๆ แล้วแต่สูตรของทางร้าน เวลาทำเขาจะอบเป็นแผ่นกลมๆ บางๆ เอากระดาษคำทำนายแผ่นเล็กๆ ที่เตรียมไว้สอดในคุกกี้แล้วพับปิดขณะที่มันยังร้อนอยู่ พอแป้งเย็นและจับตัวกันแข็ง คำทำนายก็จะอยู่ในคุกกี้ รอให้ลูกค้ามาแกะอ่าน

คำทำนายทายทักในคุกกี้ส่วนใหญ่ก็อ่านกันสนุกๆ ไม่มีใครเอาจริงเอาจังกับมัน (แต่ได้ยินมาว่า บางร้านเริ่มแถมชุดเลขสองหลัก เผื่อลูกค้าจะเอาไปแทงล็อตโตดู ใครว่าคนไทยบ้าหวยอยู่ประเทศเดียวนี่ไม่จริงเลย ลุงขอเถียง เรื่องรวยทางลัดนี่ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น)

จริงๆ แล้วอยากจะเรียกข้อความในคุกกี้ว่าคำพังเพยมากกว่าคำทำนายนะครับ เพราะมันไม่ได้บอกอะไรเกินกว่าเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วเลย ตัวอย่างของคำทำนายก็เช่น “เราเรียนรู้ได้มากมายจากคนที่แตกต่างจากเรา” “อย่ายอมให้ความกลัว ห้ามไม่ให้เราตามล่าฝัน” “ชีวิตไม่ใช่ปริศนาซึ่งเราต้องหาคำตอบ แต่มันคือความเป็นจริงที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์เท่านั้น” “โชคลาภกำลังรออยู่ข้างหน้า” หรือถ้าเป็นสมัยใหม่หน่อยก็อาจจะเป็นแนวทีเล่นทีจริงว่า “ลองชวนสาว/หนุ่มโต๊ะข้างๆ ไปกินกาแฟต่อสิ เธอ/เขาอาจเป็นคนที่ใช่ก็ได้นะ”

คุกกี้เสี่ยงทายนี่ไม่ใช่ของใหม่ คนจีนมีตำนานพวกกู้ชาตินัดหมายกันโค่นรัฐบาลเผด็จการกังฉิน โดยเอากระดาษนั้นสอดไว้ในขนมไหว้พระจันทร์ (ขอโทษที่จำไม่ได้ว่าโค่นเผด็จการสำเร็จหรือเปล่า) ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมเอาคำทำนายใส่ในขนมเซนเบชนิดหนึ่ง (Senbei) แต่เป็นธรรมเนียมที่ทำกันอยู่ในไม่กี่พื้นที่

ส่วนที่อเมริกา แผ่นดินต้นกำเนิดของคุกกี้เสี่ยงทาย มีหลายแหล่งต่างก็พยายามเคลมว่าเป็นต้นตำรับของ fortune cookie แต่ข้อมูลของวิกิฯ บอกว่าที่เข้าเค้าที่สุดน่าจะเป็นของร้านขนมและน้ำชาชื่อ Golden Park’s Japanese Tea Garden ที่ซานฟรานซิสโก แต่ทำไมตอนหลังจึงกลายเป็นกิมมิกซึ่งเห็นแต่ในร้านอาหารจีน ก็น่าจะเป็นเพราะหลังเพิร์ลฮาร์เบอร์โดนถล่ม คนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดโดนจับเข้าค่ายกักกันกลางทะเลทราย ทรัพย์สินรวมทั้งธุรกิจโดนยึด ช่วงระหว่างสงครามโลกจึงเป็นโอกาสให้คนจีน (ในอเมริกา) แอบมาสอยกิมมิกคุกกี้เสี่ยงทายนี้ไปใช้ จนตอนนี้กลายเป็นไอคอนของร้านอาหารจีนและความเป็นตะวันออกในสายตาฝรั่ง

จนตอนนี้กลายเป็นเพลงซึ่งไอดอลร้องเต้นกันสวยน่ารักในสายตาคนไทยไปซะแล้ว

 

*Agony Uncle หมายถึงชายเจ้าของคอลัมน์ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาชีวิตทั่วไป ลุงเฮม่ามาตอบปัญหาในโลกยุคใหม่ที่เราทึกทักเอาเองว่าไร้กฎเกณฑ์ แต่ว่าถ้ามันไร้กฎเกณฑ์ขนาดนั้น เราคงอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ไม่ได้มั้ง

** ส่งคำถามของคุณมาได้ที่ agonyunclehema@outlook.co.th

Author

Panu Burusrattanapan

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ - นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และอื่นๆ เท่าที่ทำมาเยอะแยะ เขาบอกว่าคุณลุงในคอลัมน์ agony uncle นี่ดูจะใกล้ตัวตนคนวัยลุงอย่างเขามากที่สุดแล้ว